081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

โดนหมิ่นประมาท ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายได้ไหม? ต่างจากคดีอาญาอย่างไร

หมิ่นประมาทฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหายชื่อเสียง

สรุปประเด็นสำคัญ

การถูกหมิ่นประมาทฟ้องแพ่งได้ หากมีคนกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง จนเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือทางทำมาหาได้ของคุณ ผู้กระทำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

คดีแพ่งมุ่งเรียก "ค่าเสียหายเป็นตัวเงิน" และบางกรณีอาจขอให้มีการแก้ไขความเสียหายต่อชื่อเสียงด้วย ต่างจากคดีอาญาที่มุ่ง "ลงโทษ" ผู้กระทำ — และทั้งสองทางใช้ควบคู่กันได้

ข้อควรระวังคือ คดีละเมิดมีอายุความสั้น โดยหลักเพียง 1 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำ จึงไม่ควรปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน

เมื่อถูกใส่ร้ายหรือกล่าวหาจนเสียชื่อเสียง หลายคนคิดถึงแต่การแจ้งความดำเนินคดีอาญา แต่ความจริงยังมีอีกช่องทางหนึ่งคือการหมิ่นประมาทฟ้องแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นตัวเงิน ซึ่งใช้ควบคู่กับคดีอาญาได้ บทความนี้อธิบายว่าฟ้องแพ่งได้ในกรณีใด ต่างจากคดีอาญาอย่างไร และต้องรีบแค่ไหน

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยอย่างไร

การใส่ร้ายป้ายสีเกิดขึ้นทั้งในโลกจริงและออนไลน์ ทั้งการโพสต์กล่าวหา การปล่อยข่าวลือ การรีวิวเท็จ หรือการให้สัมภาษณ์ที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย ผลกระทบมักลามไปถึงหน้าที่การงานและธุรกิจ

ผู้เสียหายจำนวนมากรู้แค่ว่าแจ้งความอาญาได้ แต่ไม่รู้ว่ายังเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ด้วย

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดที่ 1: "หมิ่นประมาทแจ้งความอาญาได้อย่างเดียว" — ความจริงคือ ยังฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายได้ ผลเสียของการไม่รู้คือเสียโอกาสได้รับการชดเชย

เข้าใจผิดที่ 2: "ฟ้องแพ่งกับอาญาต้องเลือกอย่างเดียว" — ความจริงคือ โดยหลักดำเนินการควบคู่กันได้ ผลเสียคือใช้สิทธิไม่ครบ

เข้าใจผิดที่ 3: "ยังไม่รีบ ค่อยฟ้องเมื่อไรก็ได้" — ความจริงคือ คดีละเมิดมีอายุความสั้นเพียง 1 ปี ผลเสียคือเสียสิทธิถาวร

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า... โดนใส่ร้ายก็แค่ไปแจ้งความให้ตำรวจจับ จบเรื่อง

แต่ในทางคดี กฎหมายมักมองว่า... ความเสียหายต่อชื่อเสียงและรายได้เป็นสิ่งที่เรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งได้ โดยดูจากข้อความ การแพร่หลาย และความเสียหายที่พิสูจน์ได้

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้... ผู้เสียหายมักไม่เก็บหลักฐานข้อความก่อนถูกลบ และปล่อยเวลาจนใกล้ขาดอายุความ อีกทั้งการพิสูจน์ "ความเสียหาย" ที่เป็นตัวเงินต้องมีหลักฐานรองรับ

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ... เก็บหลักฐานข้อความและความเสียหายให้ครบตั้งแต่ต้น ประเมินว่าจะดำเนินคดีอาญา แพ่ง หรือทั้งสองทาง และดำเนินการภายในอายุความ


หมิ่นประมาททางแพ่งกับทางอาญา ต่างกันตรงไหน และควรเลือกฟ้องแบบใด

คำพูดเดียวกัน อาจทำให้เกิดสองคดี แต่ผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน

เมื่อมีคนโพสต์กล่าวหาว่าเราโกง คดโกงลูกค้า มีชู้ ปลอมเอกสาร หรือทุจริต หลายคนมักพูดรวม ๆ ว่า “ฟ้องหมิ่นประมาท”

แต่ในทางกฎหมาย ต้องแยกอย่างน้อยสองเส้นทาง ได้แก่

  • คดีอาญาฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

  • คดีแพ่งฐานละเมิดจากการกล่าวหรือเผยแพร่ข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

การกระทำครั้งเดียวอาจเข้าองค์ประกอบทั้งสองทาง ผู้เสียหายจึงอาจดำเนินคดีอาญา เรียกค่าเสียหายทางแพ่ง หรือใช้ทั้งสองมาตรการร่วมกัน แต่ต้องวางยุทธศาสตร์ให้สอดคล้อง เพราะผลของคดีหนึ่งอาจผูกพันหรือกระทบอีกคดีหนึ่งได้

ตารางเปรียบเทียบฉบับใช้งานจริง

ประเด็นหมิ่นประมาททางอาญาหมิ่นประมาททางแพ่ง
กฎหมายหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326–333ป.พ.พ. มาตรา 423 ประกอบมาตรา 420, 438 และ 447
เป้าหมายหลักลงโทษผู้กระทำเยียวยาความเสียหายและกู้ชื่อเสียง
สิ่งที่ผู้กล่าวหาต้องพิสูจน์มีการใส่ความต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังมีการเผยแพร่ข้อเท็จจริงที่ไม่จริง ทำให้เสียชื่อเสียง เกียรติคุณ การทำมาหาได้ หรือความเจริญ
ข้อความต้องเป็นเท็จหรือไม่ความเท็จไม่ใช่องค์ประกอบที่โจทก์ต้องพิสูจน์ต้องเป็นข้อความฝ่าฝืนต่อความจริง
สภาพจิตใจผู้กระทำต้องมีเจตนาสื่อข้อความที่เป็นการใส่ความรับผิดได้ทั้งจงใจและกรณีไม่รู้ว่าเท็จแต่ควรรู้
ต้องมีบุคคลที่สามหรือไม่ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนรับรู้โดยหลักต้องมีการเผยแพร่ไปยังบุคคลอื่น
ผลที่ขอจากศาลจำคุก ปรับ ทำลายสื่อ หรือเผยแพร่คำพิพากษาเงินค่าเสียหาย ลบหรือแก้ไขข้อความ และจัดการตามสมควรเพื่อกู้ชื่อเสียง
อายุความสำคัญต้องร้องทุกข์หรือฟ้องภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำโดยหลัก 1 ปีนับแต่รู้การละเมิดและรู้ตัวผู้รับผิด และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด
การยอมความยอมความได้ประนีประนอมและถอนฟ้องได้ตามกฎหมายแพ่ง
มาตรฐานการพิสูจน์ต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยตามสมควรศาลชั่งน้ำหนักพยานว่าฝ่ายใดน่าเชื่อกว่า

1. หมิ่นประมาททางอาญาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเรื่องที่พูดเป็นเท็จ

นี่คือความแตกต่างที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด

ความผิดตามมาตรา 326 เกิดเมื่อผู้กระทำใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง โทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากกระทำโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 เช่น เผยแพร่ผ่านเอกสาร ภาพ เสียง วิดีโอ หรือสื่อออนไลน์ตามลักษณะที่กฎหมายกำหนด โทษสูงสุดเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกิน 200,000 บาท เอกสารกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฝ่ายโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์เป็นองค์ประกอบว่าเรื่องที่กล่าวเป็นเท็จ แต่หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง จำเลยอาจได้รับผลตามมาตรา 330 คือไม่ต้องรับโทษ

อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่อนุญาตให้พิสูจน์ความจริง หากเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

จึงเกิดผลที่ดูขัดความรู้สึกว่า เรื่องที่กล่าวเป็นความจริงอาจยังมีความเสี่ยงทางอาญา หากเป็นเรื่องส่วนตัวล้วน ๆ และการขุดคุ้ยเรื่องนั้นไม่ก่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330

2. หมิ่นประมาททางแพ่งต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ฝ่าฝืนต่อความจริง

มาตรา 423 วางหลักว่า ผู้ใดกล่าวหรือเผยแพร่ข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง จนทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง เกียรติคุณ ทางทำมาหาได้ หรือความเจริญ ต้องชดใช้ความเสียหาย แม้ผู้เผยแพร่จะอ้างว่าตนไม่รู้ว่าเรื่องนั้นไม่จริง หากตามสถานการณ์ควรตรวจสอบและควรรู้ได้ ก็อาจต้องรับผิด

ดังนั้น ทางแพ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือ “ข้อความนั้นไม่จริง”

หากข้อความเป็นความจริงโดยแท้ อาจไม่เข้ามาตรา 423 แต่ยังต้องตรวจว่าการเปิดเผยข้อมูลนั้นละเมิดสิทธิอื่นหรือไม่ เช่น ความเป็นส่วนตัว ข้อมูลส่วนบุคคล ความลับทางการค้า หรือเป็นการใช้สิทธิเกินสมควรตามกฎหมายอื่น

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสรุปความแตกต่างไว้ว่า ทางแพ่งต้องเป็นข้อความฝ่าฝืนต่อความจริงและรับผิดได้จากความประมาท ส่วนทางอาญาต้องมีเจตนา แต่ความจริงหรือเท็จไม่ใช่องค์ประกอบตั้งต้นของความผิด บทศึกษาเรื่องมาตรา 423

3. “พูดความจริง” กับ “พูดโดยสุจริต” เป็นข้อต่อสู้คนละเรื่อง

ในคดีอาญา มาตรา 329 คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตในกรณีสำคัญ เช่น

  • ป้องกันตนหรือส่วนได้เสียของตนตามคลองธรรม

  • เจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่

  • ติชมบุคคลหรือสิ่งที่ประชาชนย่อมติชมได้ด้วยความเป็นธรรม

  • รายงานการดำเนินการที่เปิดเผยในศาลหรือที่ประชุมด้วยความเป็นธรรม

ดังนั้น จำเลยอาจต่อสู้ว่าแม้ข้อเท็จจริงบางส่วนคลาดเคลื่อน แต่ตนตรวจสอบตามสมควร มีมูลเหตุให้เชื่อ และสื่อสารเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันสิทธิหรือประโยชน์สาธารณะ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329

ในทางกลับกัน แม้เรื่องที่พูดจะจริง แต่หากนำมาประจานเกินความจำเป็น ใช้ถ้อยคำเหยียดหยาม หรือนำเรื่องส่วนตัวมาเผยแพร่โดยไม่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป

หลักง่าย ๆ คือ

“ความจริง” พิจารณาเนื้อหาที่กล่าว ส่วน “ความสุจริต” พิจารณาเหตุผล วิธีการ ผู้รับข้อความ และความจำเป็นในการเผยแพร่

การร้องเรียนต่อหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบจึงมีสถานะต่างจากการนำเรื่องเดียวกันไปโพสต์ประจานต่อสาธารณะอย่างมาก

4. ไม่เอ่ยชื่อก็ถูกฟ้องได้ หากคนอ่านรู้ว่าหมายถึงใคร

การหมิ่นประมาทไม่จำเป็นต้องเขียนชื่อและนามสกุลตรง ๆ

หากข้อความ ภาพ เหตุการณ์ ตำแหน่งงาน ประวัติความสัมพันธ์ หรือข้อมูลแวดล้อมทำให้บุคคลที่รู้จักคู่กรณีเข้าใจได้ว่าหมายถึงใคร บุคคลนั้นอาจถือเป็นผู้เสียหายได้

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาล่าสุดยืนยันว่า โพสต์ที่ไม่ระบุชื่อ แต่มีข้อมูลเฉพาะซึ่งทำให้คนรู้จักเชื่อมโยงถึงผู้เสียหายได้ อาจเป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ขณะที่ข้อความซึ่งต้องสืบเสาะอย่างมากและยังไม่แน่ว่าหมายถึงผู้ใด อาจยังไม่เพียงพอ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2568

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “มีชื่อหรือไม่” แต่คือ “บุคคลที่สามอ่านแล้วระบุตัวผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่”

5. ถ้าพูดกันเพียงสองคน อาจไม่ใช่หมิ่นประมาท

ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งต้องให้ความสำคัญกับบุคคลที่สาม

หากผู้กระทำส่งคำกล่าวหาให้ผู้เสียหายอ่านเพียงคนเดียว โดยไม่มีบุคคลอื่นรับรู้ อาจไม่ครบองค์ประกอบหมิ่นประมาท แต่อาจเข้าความผิดฐานดูหมิ่น การคุกคาม ข่มขู่ หรือความผิดอื่นตามเนื้อหาและวิธีการ

ในทางกลับกัน การบอกต่อเพียงคนเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามหลายหมื่นคน และบุคคลที่สามไม่จำเป็นต้องเชื่อเรื่องนั้นจริง เพียงได้รับทราบข้อความที่สามารถทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียก็เป็นประเด็นให้พิจารณาได้

6. คดีสำเร็จเมื่อบุคคลที่สามรับรู้ ไม่ใช่เมื่อผู้เสียหายเพิ่งทราบเรื่อง

ความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่ได้กำหนดว่าผู้เสียหายต้องเห็นโพสต์หรือรู้ว่าตนถูกกล่าวหาในทันที

แนวศาลฎีกาถือว่าความผิดสำเร็จเมื่อบุคคลที่สามได้รับรู้ข้อความ ส่วนการเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังเป็นพฤติการณ์ที่กฎหมายพิจารณา ไม่จำเป็นต้องเกิดผลเสียหายเป็นตัวเลขเสียก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6593/2559

ประเด็นนี้กระทบทั้งการกำหนดสถานที่เกิดเหตุ เขตอำนาจศาล และการจัดลำดับพยาน จึงไม่ควรสรุปว่าสามารถฟ้องที่ภูมิลำเนาของผู้เสียหายได้ทุกกรณีเพียงเพราะเปิดอ่านข้อความจากที่นั่น

7. อายุความอาญา 3 เดือนสั้นกว่าที่หลายคนคิด

ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้ทั้งสองเรื่องพร้อมกัน คือ

  1. รู้ว่ามีการกระทำความผิด

  2. รู้ตัวผู้กระทำความผิด

หากไม่เคยร้องทุกข์และเลือกฟ้องคดีอาญาเอง ต้องยื่นฟ้องภายในสามเดือนเช่นเดียวกัน เพราะการฟ้องถือเสมือนเป็นการร้องทุกข์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1011/2532

คำว่า “รู้ตัวผู้กระทำ” ไม่ได้หมายความว่าต้องรวบรวมหลักฐานจนมั่นใจว่าจะชนะคดีก่อน หากข้อความระบุหรือมีข้อมูลให้รู้ได้แล้วว่าใครเป็นผู้กล่าว การรอหาหลักฐานเพิ่มอาจไม่ทำให้วันเริ่มนับอายุความเลื่อนออกไป

การลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานอย่างเดียวก็ไม่จำเป็นต้องเป็น “คำร้องทุกข์” หากถ้อยคำไม่ได้แสดงเจตนาให้ดำเนินคดีจนถึงที่สุด จึงต้องตรวจสำเนาบันทึกและถ้อยคำที่เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ทุกครั้ง

8. อายุความแพ่งโดยหลักหนึ่งปี แต่มีรายละเอียดที่อันตรายกว่านั้น

สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากมูลละเมิดโดยหลักมีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด และมีกรอบสูงสุดสิบปีนับแต่วันทำละเมิด

หากการกระทำเดียวกันเป็นความผิดอาญาและอายุความอาญายาวกว่า อาจมีกรณีใช้อายุความทางอาญากับสิทธิเรียกร้องต่อผู้กระทำผิดได้ แต่ไม่ควรสรุปว่าใช้กับจำเลยทุกคนเสมอไป

ตัวอย่างเช่น หากเรียกนายจ้างให้ร่วมรับผิดจากการกระทำของลูกจ้าง นายจ้างอาจไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดอาญาเอง อายุความที่ใช้กับนายจ้างจึงอาจต่างจากอายุความที่ใช้กับตัวผู้โพสต์ เรื่องนี้ต้องแยกจำเลยและฐานความรับผิดเป็นรายคน แนวหลักมาตรา 448

9. คดีแพ่งสามารถเรียกคนที่คดีอาญาไปไม่ถึงได้

คดีอาญามุ่งลงโทษบุคคลที่มีส่วนกระทำความผิด ต้องพิสูจน์เจตนาและการมีส่วนร่วมของแต่ละคน

แต่ทางแพ่งอาจขยายความรับผิดไปถึงบุคคลอื่น เช่น

  • นายจ้าง หากลูกจ้างเผยแพร่ข้อความในทางการที่จ้าง

  • ผู้ร่วมทำละเมิด ผู้สั่งการ หรือผู้ช่วยเหลือ

  • เจ้าของกิจการหรือองค์กรตามฐานความรับผิดเฉพาะ

  • ผู้เผยแพร่ซ้ำซึ่งกระทำละเมิดด้วยตนเอง

ดังนั้น หากพนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อความเท็จในนามบริษัท บริษัทอาจต้องร่วมรับผิดทางแพ่งตามมาตรา 425 แม้การเอาผิดอาญากับบริษัทหรือผู้บริหารจะต้องพิสูจน์การมีส่วนร่วมแยกต่างหาก

นี่เป็นเหตุผลที่คดีแพ่งบางคดีมีโอกาสบังคับชำระและแก้ไขความเสียหายได้จริงกว่าการฟ้องเฉพาะตัวผู้โพสต์ที่ไม่มีทรัพย์สิน

10. อาญายกฟ้อง ไม่ได้แปลว่าแพ่งต้องแพ้ทุกกรณี

ทางอาญาต้องพิสูจน์เจตนาและพิสูจน์ความผิดจนสิ้นสงสัยตามสมควร ส่วนทางแพ่งมาตรา 423 เปิดให้รับผิดได้แม้ผู้เผยแพร่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเท็จ แต่ตามพฤติการณ์ควรรู้หรือตรวจสอบได้

จึงอาจเกิดกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องเพราะพิสูจน์เจตนาไม่ได้ แต่พฤติการณ์ยังเพียงพอให้รับผิดทางแพ่งจากความประมาทในการตรวจสอบข้อมูล

อย่างไรก็ตาม หากคดีอาญาถึงที่สุดและวินิจฉัยข้อเท็จจริงชัดเจนว่า

  • จำเลยไม่ได้เป็นผู้โพสต์

  • ไม่มีบุคคลที่สามรับรู้

  • ข้อความไม่ได้หมายถึงโจทก์

  • ข้อความเป็นความจริง

ข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจผูกพันการวินิจฉัยคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46

ดังนั้น การเลือกฟ้องอาญาก่อนโดยคิดว่า “ถ้าแพ้ค่อยไปแพ่ง” อาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยเสมอไป

11. การแชร์หรือคัดลอกข้อความ ไม่ได้ทำให้พ้นความรับผิด

ผู้แชร์มักต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นคนเขียนต้นฉบับ แต่การคัดลอกหรือแชร์ข้อความออกไปยังผู้รับกลุ่มใหม่อาจถือเป็นการเผยแพร่ของผู้แชร์เอง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าการคัดลอกภาพข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กของตน แสดงถึงการนำข้อความออกกระจายต่อบุคคลที่สามและอาจเป็นความผิดได้ โดยต้องพิจารณาข้อความประกอบ เจตนา และบริบทของการแชร์แต่ละครั้ง

คำว่า “เครดิตเจ้าของโพสต์” หรือ “แชร์มาเพื่อเตือนภัย” จึงไม่ใช่เกราะคุ้มกันอัตโนมัติ

12. โพสต์ออนไลน์ไม่ได้เท่ากับผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เสมอไป

ความเข้าใจว่า “โพสต์เท็จบนอินเทอร์เน็ตต้องผิดมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” ไม่ถูกต้องเสมอไป

กฎหมายที่แก้ไขในปี 2560 กำหนดให้องค์ประกอบมาตรา 14(1) ไม่รวมการกระทำที่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา เพื่อไม่ให้ใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์ซ้ำซ้อนกับคดีหมิ่นประมาททั่วไป พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560

อย่างไรก็ตาม ภาพตัดต่อ ภาพปลอม ข้อมูลที่กระทบประชาชนหรือความมั่นคง และการกระทำลักษณะอื่นอาจเข้าฐานความผิดเฉพาะ จึงต้องแยกวิเคราะห์เนื้อหาและพฤติการณ์ ไม่ควรใส่ข้อหาพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ทุกครั้งเพียงเพราะเกิดเหตุบนเฟซบุ๊กหรือ TikTok

13. ทางแพ่งไม่ได้มี “เรตราคาค่าหมิ่นประมาท”

ไม่มีสูตรว่าหนึ่งโพสต์เท่ากับหนึ่งแสนบาท หรือหนึ่งแชร์เท่ากับค่าทำขวัญจำนวนตายตัว

ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ เช่น

  • ความร้ายแรงของข้อกล่าวหา

  • จำนวนและประเภทของผู้รับข้อความ

  • ระยะเวลาที่ข้อความปรากฏ

  • ฐานะ อาชีพ และความน่าเชื่อถือของผู้เสียหาย

  • ผลต่อรายได้ ลูกค้า งาน หรือธุรกิจ

  • การแชร์ซ้ำและการค้นพบผ่านระบบค้นหา

  • การลบ แก้ไข หรือขอโทษ

  • พฤติการณ์หลังได้รับหนังสือทวงถาม

  • การตอบโต้หรือมีส่วนก่อเหตุของผู้เสียหาย

ผู้ฟ้องจึงควรมีหลักฐานความเสียหาย เช่น ลูกค้ายกเลิกสัญญา รายได้ลดลง ถูกพักงาน เสียโอกาสทางธุรกิจ หรือมีบุคคลติดต่อมาสอบถามจากโพสต์นั้น ไม่ควรเรียกเงินจำนวนสูงโดยไม่มีที่มา เพราะอาจกระทบความน่าเชื่อถือและค่าฤชาธรรมเนียม

นอกจากเงินแล้ว มาตรา 447 ให้อำนาจศาลสั่งให้ผู้กระทำจัดการตามสมควรเพื่อให้ชื่อเสียงกลับคืนดี เช่น แก้ไขข้อความหรือเผยแพร่คำวินิจฉัยตามที่ศาลเห็นเหมาะสม มาตรา 423 และ 447

14. หลักฐานที่ดีต้องพิสูจน์ให้ครบ ไม่ใช่มีเพียงภาพหน้าจอ

ภาพหน้าจอหนึ่งภาพอาจแสดงข้อความได้ แต่ยังไม่ตอบว่า

  • ใครเป็นเจ้าของบัญชี

  • ใครเป็นผู้โพสต์จริง

  • โพสต์เมื่อใด

  • ตั้งค่าผู้ชมอย่างไร

  • มีใครเห็นบ้าง

  • ข้อความก่อนและหลังคืออะไร

  • มีการตัดต่อภาพหรือไม่

  • ผู้ถูกกล่าวหาคือใคร

  • ความเสียหายเกิดจากโพสต์นี้จริงหรือไม่

หลักฐานที่ควรเก็บจึงได้แก่

  • ภาพหน้าจอที่เห็นชื่อบัญชี วันเวลา และข้อความครบถ้วน

  • URL หรือรหัสเฉพาะของโพสต์และบัญชี

  • บันทึกภาพหน้าจอตั้งแต่หน้าโปรไฟล์เข้าสู่โพสต์

  • ความคิดเห็น ยอดแชร์ และรายชื่อบุคคลที่ได้รับข้อความ

  • ไฟล์ต้นฉบับ ภาพ เสียง หรือวิดีโอ

  • พยานบุคคลที่เห็นโพสต์และเข้าใจว่าหมายถึงผู้เสียหาย

  • หลักฐานเชื่อมโยงบัญชีกับตัวผู้ใช้

  • หลักฐานรายได้และความเสียหายก่อนกับหลังเกิดเหตุ

  • อุปกรณ์ต้นฉบับที่ใช้เปิดหรือรับข้อความ

การไปลงบันทึกประจำวันช่วยยืนยันว่าได้ไปแจ้งเหตุเมื่อใด แต่ไม่ได้ทำให้ภาพหน้าจอกลายเป็นความจริงเด็ดขาด หรือพิสูจน์ว่าเจ้าของชื่อบัญชีเป็นผู้โพสต์ด้วยตนเอง

15. หากถูกฟ้องปิดปาก ยังมีกลไกขอให้ศาลกลั่นกรองคดี

ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องอาญาเอง ศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนประทับรับฟ้อง

มาตรา 161/1 ให้อำนาจศาลยกฟ้อง หากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องโดยไม่สุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งผลอื่นเกินกว่าประโยชน์ที่ควรได้โดยชอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1

มาตรา 165/2 ยังเปิดโอกาสให้จำเลยแถลงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และระบุพยานหลักฐานที่สนับสนุนว่าคดีไม่มีมูล เพื่อให้ศาลพิจารณาเรียกมาเป็นพยานศาลตามความจำเป็น

แต่กลไกดังกล่าวไม่ได้ทำให้ทุกคดีที่เรียกว่า “ฟ้องปิดปาก” ถูกยกฟ้องอัตโนมัติ จำเลยต้องชี้ให้เห็นความไม่สุจริต การบิดเบือน หรือข้อเท็จจริงที่ทำให้คดีไม่มีมูลอย่างเป็นรูปธรรม

16. การยอมความทางอาญาไม่จำเป็นต้องจบสิทธิทางแพ่ง

ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 333 การถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความโดยชอบก่อนคดีถึงที่สุดอาจทำให้สิทธิดำเนินคดีอาญาระงับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333

แต่หากข้อตกลงระบุเพียงว่า “ถอนแจ้งความ” โดยไม่ได้ระบุว่า

  • สละสิทธิเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

  • ลบโพสต์ภายในกำหนด

  • ห้ามเผยแพร่ซ้ำ

  • ใช้ข้อความขอโทษรูปแบบใด

  • ต้องเผยแพร่ผ่านช่องทางใดและนานเท่าใด

  • หากฝ่าฝืนต้องชำระเงินเท่าใด

ข้อพิพาททางแพ่งหรือการเผยแพร่ซ้ำอาจยังไม่ยุติ

ในทางกลับกัน การรับเงินค่าเสียหายโดยทำข้อตกลงไม่ครบถ้วนก็อาจสร้างข้อถกเถียงว่าเป็นการประนีประนอมครอบคลุมสิทธิใดบ้าง หนังสือยอมความจึงต้องร่างให้สัมพันธ์ทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง การลบข้อมูล และการสื่อสารต่อสาธารณะ

ผู้เสียหายยังสามารถใช้บริการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องของศาลยุติธรรมได้ ทั้งข้อพิพาททางแพ่งและคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในกระบวนการไกล่เกลี่ย ข้อมูลสำนักงานศาลยุติธรรม

เลือกฟ้องทางไหนจึงเหมาะกับเป้าหมาย

คดีอาญาอาจเหมาะกว่าเมื่อ

  • ต้องการให้มีการสอบสวนและพิสูจน์ตัวผู้โพสต์

  • พฤติการณ์ร้ายแรงและต้องการให้ผู้กระทำรับโทษ

  • ยังอยู่ภายในกำหนดร้องทุกข์สามเดือน

  • มีหลักฐานแสดงเจตนาและการเผยแพร่ต่อบุคคลที่สามชัดเจน

คดีแพ่งอาจเหมาะกว่าเมื่อ

  • เป้าหมายหลักคือเงินชดเชย การลบข้อความ หรือกู้ชื่อเสียง

  • ผู้เผยแพร่อาจไม่รู้ว่าเรื่องเท็จ แต่ควรตรวจสอบก่อน

  • ต้องการเรียกนายจ้าง บริษัท หรือผู้ร่วมทำละเมิดให้รับผิด

  • มีหลักฐานความเสียหายทางอาชีพหรือธุรกิจชัดเจน

การดำเนินทั้งสองทางอาจเหมาะเมื่อ

  • ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแข็งแรง

  • ต้องการทั้งการลงโทษและการเยียวยา

  • สามารถควบคุมถ้อยคำในคำร้องทุกข์ คำฟ้อง และคำเบิกความให้สอดคล้องกัน

  • ได้ประเมินแล้วว่าผลคดีอาญาจะไม่สร้างข้อเท็จจริงที่ย้อนมาทำลายคดีแพ่ง

บทสรุปในมุมทนายคดีหมิ่นประมาท

คดีหมิ่นประมาทไม่ได้ชนะกันเพียงเพราะข้อความ “แรง” หรือทำให้ผู้เสียหายโกรธ แต่ชนะกันที่การแยกประเด็นให้ถูกว่า

  1. ข้อความเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเพียงคำด่าและความคิดเห็น

  2. บุคคลที่สามคนใดได้รับรู้

  3. คนอ่านระบุตัวผู้เสียหายได้หรือไม่

  4. ข้อความจริงหรือเท็จเพียงใด

  5. ผู้เผยแพร่ตรวจสอบข้อมูลอย่างไร

  6. การเผยแพร่จำเป็นต่อการป้องกันสิทธิหรือประโยชน์สาธารณะหรือไม่

  7. ใครเป็นผู้โพสต์ ผู้สั่งการ นายจ้าง และผู้เผยแพร่ซ้ำ

  8. ผู้เสียหายต้องการการลงโทษ เงินชดเชย การลบข้อมูล หรือคำขอโทษ

  9. อายุความของจำเลยแต่ละคนสิ้นสุดวันใด

  10. ผลคดีอาญาจะช่วยหรือทำลายคดีแพ่ง

บางคดีควรเริ่มจากการร้องทุกข์ บางคดีควรฟ้องแพ่ง บางคดีควรส่งหนังสือให้ลบข้อความและเข้าสู่การไกล่เกลี่ยก่อน เพราะคำขอโทษและการหยุดเผยแพร่ภายในไม่กี่วันอาจมีคุณค่ามากกว่าคำพิพากษาที่ได้รับหลังชื่อเสียงเสียหายไปหลายปี

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 การวิเคราะห์คดีจริงต้องตรวจข้อความทั้งหมด บริบท ผู้รับข้อความ หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ อายุความ และเป้าหมายของคู่ความเป็นรายกรณี

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแบบเข้าใจง่าย

หมิ่นประมาททางแพ่ง (มาตรา 423): ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่น หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่น ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายนั้น

หลักละเมิดทั่วไป (มาตรา 420): ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นฐานของการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

ค่าสินไหมทดแทน (มาตรา 438): ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ไม่มีอัตราตายตัว

อายุความ (มาตรา 448): โดยหลักคดีละเมิดมีอายุความ 1 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด หรืออย่างช้า 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด

จุดสำคัญที่ต่างจากคดีอาญาคือ ทางแพ่งตามมาตรา 423 เน้นข้อความที่ "ฝ่าฝืนต่อความจริง" ดังนั้นหากข้อความเป็นความจริงอาจเป็นข้อต่อสู้ที่สำคัญ ควรตรวจสอบตัวบทและแนวทางที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนนำไปใช้จริง

หมิ่นประมาทแพ่ง vs อาญา ต่างกันอย่างไร (เช็กลิสต์)

  • เป้าหมาย: แพ่งเรียกค่าเสียหายเป็นตัวเงิน / อาญามุ่งลงโทษผู้กระทำ
  • เรื่องความจริง: ทางแพ่งเน้นข้อความที่ฝ่าฝืนความจริง / ทางอาญามีเงื่อนไขและข้อยกเว้นต่างออกไป
  • ผลลัพธ์: แพ่งได้ค่าสินไหมทดแทน / อาญาอาจมีโทษจำคุกหรือปรับ
  • การดำเนินการ: โดยหลักทำควบคู่กันได้
  • อายุความ: คดีละเมิดโดยหลัก 1 ปี ต้องรีบดำเนินการ

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • อ้างว่าข้อความที่กล่าวเป็นความจริง
  • อ้างว่าเป็นการติชมโดยสุจริตหรือความเห็นส่วนตัว
  • อ้างว่าไม่ได้ระบุตัวผู้เสียหายชัดเจน
  • อ้างว่าไม่มีความเสียหายที่เป็นตัวเงินเกิดขึ้นจริง
  • อ้างว่าคดีขาดอายุความแล้ว

ก่อนฟ้อง ควรทำอะไร (ขั้นตอน)

  1. เก็บหลักฐานข้อความทันที (ภาพหน้าจอ URL วันเวลา ผู้กล่าว) ก่อนถูกลบ
  2. รวบรวมหลักฐานความเสียหาย เช่น รายได้ที่ลดลง ลูกค้าที่หาย
  3. ประเมินแนวทาง: อาญา แพ่ง หรือทั้งสองทาง
  4. คำนวณค่าเสียหายที่จะเรียกอย่างสมเหตุผล
  5. ดำเนินการภายในอายุความ 1 ปี

หากเป็นการหมิ่นประมาทบนออนไลน์ อ่านฝั่งคดีอาญาประกอบได้ที่ โพสต์–แชร์–คอมเมนต์ด่าคนอื่น ผิดหมิ่นประมาทไหม และดูหลักการเรียกค่าเสียหายทั่วไปที่ ถูกละเมิด เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย (สัญญาณ)

  • ถูกใส่ร้ายจนกระทบหน้าที่การงานหรือธุรกิจ
  • ข้อความแพร่หลายในวงกว้างหรือบนออนไลน์
  • ต้องการเรียกค่าเสียหายควบคู่กับคดีอาญา
  • ไม่แน่ใจว่าข้อความเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือเป็นความเห็น
  • ผู้กระทำปิดบังตัวตนหรืออยู่ต่างพื้นที่
  • ใกล้ครบอายุความ 1 ปี

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

เราช่วยประเมินว่าข้อความเข้าข่ายหมิ่นประมาททางแพ่งหรือไม่ จัดระบบหลักฐานข้อความและความเสียหาย คำนวณค่าเสียหาย วางแผนดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา และดำเนินคดีให้ทันอายุความ โดยทนายคดีแพ่งของเราจะประเมินความคุ้มค่าก่อนเริ่มเสมอ

หากต้องการดำเนินคดีอาญาควบคู่ เราดูแลงานคดีอาญาได้ในทีมเดียวกัน จุดเด่นของเราคือจัดระบบพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น ลดความเสี่ยง "เสียเปรียบเพราะเริ่มผิดทาง" ดูข้อมูลทีมทนายความได้ก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: โดนหมิ่นประมาท ฟ้องแพ่งเรียกเงินได้ไหม?
ตอบ: ได้ หากมีการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงจนเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือทางทำมาหาได้ ผู้กระทำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

ถาม: ฟ้องแพ่งกับอาญาพร้อมกันได้ไหม?
ตอบ: โดยหลักดำเนินการควบคู่กันได้ คดีอาญามุ่งลงโทษ ส่วนคดีแพ่งมุ่งเรียกค่าเสียหาย

ถาม: ถ้าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ยังฟ้องแพ่งได้ไหม?
ตอบ: ทางแพ่งตามมาตรา 423 เน้นข้อความที่ฝ่าฝืนต่อความจริง หากเป็นความจริงอาจเป็นข้อต่อสู้สำคัญ ควรให้ทนายประเมินตามข้อเท็จจริง

ถาม: เรียกค่าเสียหายได้เท่าไหร่?
ตอบ: ไม่มีอัตราตายตัว ศาลกำหนดตามพฤติการณ์และความเสียหายที่พิสูจน์ได้

ถาม: มีเวลาฟ้องกี่ปี?
ตอบ: คดีละเมิดโดยหลักมีอายุความ 1 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำ ควรรีบดำเนินการ

สรุป

การถูกหมิ่นประมาทไม่ได้มีแค่ทางอาญา แต่ยังฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายเป็นตัวเงินได้ตามมาตรา 423 โดยดำเนินการควบคู่กับคดีอาญาได้ กุญแจสำคัญคือเก็บหลักฐานข้อความและความเสียหายให้ครบ และดำเนินการภายในอายุความ 1 ปี

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ และไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน ปรึกษาทีมทนายของ สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เอกสาร และแนวทางที่เหมาะกับกรณีของคุณ โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa | อีเมล info@yodthiptham.com หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะคดี เพราะแต่ละกรณีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานประกอบ

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

อายุความคดีแพ่ง ตรวจสอบกำหนดเวลาก่อนฟ้อง กฎหมายแพ่ง

อายุความคดีแพ่งกี่ปี? สรุปครบ 1–2–5–10 ปี พร้อมวิธีนับที่คนพลาดบ่อย

อายุความคดีแพ่งกี่ปี? สรุปครบ 1 ปี 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี พร้อมวิธีนับและสิ่งที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ปรึกษาทีมทนายยอดทิพย์ธรรม

นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว ·อ่าน 10 นาที
เรียกค่าเสียหาย จากการถูกละเมิด รวบรวมหลักฐานความเสียหาย กฎหมายแพ่ง

ถูกละเมิด เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง? เช็กให้ครบก่อนหมดอายุความ 1 ปี

เรียกค่าเสียหายจากการถูกละเมิด เรียกได้อะไรบ้าง ค่ารักษา ค่าขาดรายได้ ค่าเสียหายทางจิตใจ พร้อมเตือนอายุความ 1 ปี ปรึกษาทีมทนายยอดทิพย์ธรรม

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 7 นาที

ปรึกษาทนายคดีแพ่งของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE