081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ลูกจ้างยืมเงินแล้วลาออก นายจ้างหักค่าจ้างหรือทวงอย่างไร

ฝ่ายบุคคลตรวจเอกสารเงินยืมเมื่อพนักงานลาออก พร้อมข้อความ เงินยืมทวงอย่างไร

สรุปประเด็นสำคัญ

การลาออกไม่ได้ล้างหนี้เงินกู้ แต่บริษัทไม่อาจหักค่าจ้างทั้งหมดเพื่อปิดหนี้ได้เพียงเพราะยังถือเงินงวดสุดท้ายอยู่ ต้องแยกชนิดเงินที่ให้ยืม ตรวจข้อยกเว้นการหักค่าจ้างและหนังสือยินยอมตามกฎหมายแรงงาน แล้วจัดบัญชียอดคงเหลือสำหรับทวงหรือเจรจาผ่อนต่อ การหมดสถานะลูกจ้างไม่ได้ทำให้เงินกู้ทุกงวดถึงกำหนดทันทีหากไม่มีเงื่อนไขรองรับ

ลูกจ้างยืมเงินแล้วลาออกยังมีหน้าที่คืนตามข้อตกลง แต่สิทธิทวงหนี้กับสิทธิหักค่าจ้างต้องตรวจแยกกัน นายจ้างควรทำยอดเงินกู้ให้ตรงและจ่ายเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิตามกำหนด ก่อนเลือกวิธีเรียกเงินส่วนที่เหลือ

ลูกจ้างลาออกแล้ว นายจ้างเรียกเงินยืมคืนอย่างไร

เริ่มจากตรวจว่าใครเป็นผู้ให้ยืม บริษัทหรือเจ้าของบริษัทในนามส่วนตัว และเงินนั้นเป็นเงินกู้จริงหรือเงินทดรองจ่ายเพื่อทำงาน ถ้าเจ้าของโอนเงินส่วนตัวให้ยืม จะใช้ชื่อบริษัทเป็นเจ้าหนี้โดยไม่มีฐานรองรับไม่ได้ ส่วนเงินที่เบิกไปซื้อของให้บริษัทต้องตรวจใบเบิก วัตถุประสงค์ และการเคลียร์ค่าใช้จ่ายก่อนเรียกเป็นหนี้เงินกู้

ถ้าเป็นเงินกู้สวัสดิการ ให้ตรวจระเบียบ สัญญา หลักฐานรับเงิน และยอดที่หักชำระแล้วทุกเดือน การมีรายการหักในสลิปเงินเดือนช่วยตรวจยอด แต่ไม่แทนการตรวจว่าหักได้ตามกฎหมายหรือไม่ และไม่ควรถือว่าตัวเลขในระบบบัญชีถูกต้องเสมอเมื่อพนักงานมีหลักฐานโอนเพิ่มเติมนอกระบบเงินเดือน

จากนั้นดูวันครบกำหนดและเงื่อนไขเมื่อลาออก สัญญาบางฉบับให้ผ่อนตามเดิม บางฉบับกำหนดให้ยอดที่เหลือถึงกำหนดเมื่อสิ้นสุดการจ้าง ต้องตรวจถ้อยคำและความชอบด้วยกฎหมายของเงื่อนไขก่อนใช้ การลาออกเองไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเร่งหนี้ทุกงวดโดยอัตโนมัติ

หากทวงแล้วไม่มีคำตอบ บริการร่างและส่งโนติสเรียกชำระหนี้ ควรเริ่มจากบัญชีหนี้ที่แยกจากเงินเดือน ระบุเงินต้นที่เหลือ กำหนดที่อาศัย และช่องทางโต้แย้งยอดให้ชัด การสื่อสารตรงประเด็นช่วยหลีกเลี่ยงการนำเรื่องส่งมอบงานหรือความไม่พอใจต่อการลาออกมาปนกับยอดเงินที่เรียก

หักเงินเดือนปิดหนี้ได้เมื่อเข้าเงื่อนไขใด

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ห้ามหักค่าจ้างและเงินจากการทำงานตามรายการที่กฎหมายคุ้มครอง เว้นแต่เข้าเหตุที่กำหนด สำหรับหนี้สวัสดิการ ต้องเป็นหนี้ที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวและได้รับความยินยอมล่วงหน้า ไม่ใช่เรียกเงินทุกประเภทว่าเงินยืมแล้วหักได้ทั้งหมด

การหักในกลุ่มมาตรา 76(2) ถึง (5) โดยหลักมีเพดานแต่ละกรณีร้อยละสิบ และรวมกันไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่มีสิทธิได้รับตามกำหนดจ่าย เว้นแต่มีความยินยอมตามเงื่อนไขกฎหมาย มาตรา 77 กำหนดให้ความยินยอมจัดทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อและชัดเจนเฉพาะเรื่อง การยินยอมให้หักเกินเพดานไม่ได้เปลี่ยนหนี้ที่ไม่เข้าเหตุยกเว้นให้กลายเป็นหักได้

เงินกู้ส่วนตัวที่มีเงื่อนไขเพื่อประโยชน์นายจ้าง เงินทดรองทำงาน หรือข้อเรียกค่าเสียหาย ต้องตรวจฐานอื่นแยกกัน ดูเรื่อง หนังสือยินยอมหักค่าจ้าง ก่อนใช้แบบฟอร์มเดิมกับพนักงานทุกคน การลงชื่อท้ายสัญญาจ้างเพียงจุดเดียวอาจไม่ตอบว่าความยินยอมเฉพาะการหักครั้งนี้ครบหรือไม่

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม: เงินเดือนกับเงินกู้คนละบัญชี

คนมักเข้าใจว่า บริษัทเป็นเจ้าหนี้และยังมีเงินเดือนต้องจ่าย จึงนำมาหักกันได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อพนักงานลาออกกะทันหัน วิธีคิดนี้เสี่ยงทำให้บริษัทจากผู้เรียกเงินกู้กลายเป็นผู้ถูกร้องเรื่องค่าจ้างค้าง แม้เงินกู้เดิมจะมีอยู่จริงก็ตาม

กฎหมายมองว่า ค่าจ้างเป็นเงินที่มีข้อจำกัดการหักโดยเฉพาะ จึงต้องตรวจเงื่อนไขมาตรา 76 และ 77 ไม่ใช้เพียงหลักหักกลบลบหนี้ทั่วไปมาข้ามข้อคุ้มครอง การติดตามเงินกู้สามารถทำผ่านหนังสือ ข้อตกลงผ่อน หรือกระบวนการศาลตามประเภทข้อพิพาท โดยไม่จำเป็นต้องยึดเงินงวดสุดท้ายทั้งหมดไว้

จุดเสี่ยงจริง คือเอกสารระบุคนละอย่างกับการจ่ายเงิน เช่น ชื่อว่าเบิกเงินเดือนล่วงหน้าแต่เงื่อนไขเป็นเงินกู้ หรือระบุเป็นสวัสดิการทั้งที่นำไปใช้เพื่อบริษัท ควรให้ฝ่ายบุคคลและบัญชีตรวจข้อเท็จจริงเดียวกันก่อนออกหนังสือ ไม่ปล่อยให้แต่ละฝ่ายแจ้งยอดต่างกันกับอดีตลูกจ้าง

มองสองฝั่ง: บริษัททวงหนี้ อดีตลูกจ้างตรวจยอด

เรื่องนายจ้างหรือผู้ให้กู้ลูกจ้างที่ลาออก
สิทธิเรียกหนี้ที่มีหลักฐานและถึงกำหนดตามข้อตกลงที่ใช้ได้รับค่าจ้างตามสิทธิและคัดค้านการหักที่ไม่เข้าเงื่อนไข
ความเสี่ยงหักค่าจ้างผิดหรือทวงยอดที่เคยหักไปแล้วซ้ำคิดว่าลาออกแล้วไม่ต้องจ่าย หรือไม่มีหลักฐานการผ่อน
ทำทันทีกระทบยอดเงินกู้กับสลิปและบัญชีธนาคารขอรายละเอียดหนี้และเก็บสลิปทุกงวด
ไม่ควรทำกักค่าจ้างเพื่อบังคับลงชื่อ หรือเผยหนี้ให้นายจ้างใหม่เซ็นรับยอดผิดเพราะต้องการเงินเดือนส่วนที่เหลือ

หากเห็นตรงกันเฉพาะเงินต้นบางส่วน ควรแยกส่วนที่ยอมรับกับส่วนที่โต้แย้งให้ชัด การรับชำระบางส่วนควรออกหลักฐานและแสดงยอดหลังรับเงิน โดยไม่ทำให้พนักงานเข้าใจว่าชำระครั้งเดียวแล้วจบ ทั้งที่เอกสารบริษัทระบุว่ายังมีหนี้เหลือ

วันลาออกไม่ใช่วันครบกำหนดหนี้ทุกประเภท

วันสิ้นสุดการจ้าง วันจ่ายค่าจ้าง และวันครบกำหนดเงินกู้เป็นคนละเส้นเวลา ในกรณีลาออกให้ตรวจรอบจ่ายตามกฎหมายและข้อตกลง ส่วนหลักจ่ายภายในสามวันตามมาตรา 70 วรรคท้ายใช้กรณีนายจ้างเลิกจ้าง ไม่ควรนำไปกล่าวว่าการสิ้นสุดงานทุกแบบต้องใช้กำหนดเดียวกัน

หากสัญญากู้ระบุเงื่อนไขเร่งรัดหนี้ ต้องตรวจว่าเหตุเกิดแล้วหรือยัง ต้องมีหนังสือใช้สิทธิก่อนหรือไม่ และยอดใดเรียกได้ หากไม่มีวันคืนให้ตรวจหลักบอกกล่าวภายในเวลาอันควรตามมาตรา 652 การเลือกกำหนดเจ็ดวันตามแบบหนังสือจึงต้องมีเหตุผลจากข้อตกลงและสภาพหนี้

ส่วนอายุความต้องดูชนิดสิทธิ เงินกู้แบ่งงวดและดอกเบี้ยอาจมีอายุความเฉพาะ จึงควรทำตารางวันครบกำหนดก่อนเจรจายืดเวลา การส่งโนติสฝ่ายเดียวไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หากอีกฝ่ายเสนอจ่ายบางส่วนให้อ่านเรื่อง รับเงินบางส่วนหลังส่งโนติส เพื่อบันทึกยอดและสงวนสิทธิอย่างตรงข้อเท็จจริง

ตัวอย่างตรวจยอดกู้โดยไม่หักเงินเดือนทั้งก้อน

สมมติบริษัทให้กู้สวัสดิการ 40,000 บาท ลูกจ้างชำระแล้ว 12,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่าย ยอดเงินกู้จึงเหลือ 28,000 บาท และลูกจ้างมีค่าจ้างงวดสุดท้าย 20,000 บาทที่ถึงกำหนด ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ทำให้บริษัทหัก 20,000 บาททั้งหมดแล้วทวงอีก 8,000 บาทได้ทันที

สมมติต่อว่าหนี้เข้าเงื่อนไขมาตรา 76(3) มีความยินยอมล่วงหน้าเฉพาะเรื่องให้หักตามเพดานปกติ ไม่มีความยินยอมหักเกินเพดาน และไม่มีรายการหักอื่น การหักกรณีนี้ไม่เกินร้อยละสิบของฐาน 20,000 บาท หรือ 2,000 บาท ยอดกู้หลังหักจะเหลือ 26,000 บาท ทั้งนี้ยังต้องตรวจข้อความยินยอมและฐานเงินที่ใช้จริงก่อนทำเงินเดือน

ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขหัก ควรจ่ายค่าจ้างตามสิทธิแล้วแยกทวง 28,000 บาท การตกลงให้ชำระต่างหากหลังรับค่าจ้างต้องเกิดโดยสมัครใจ ไม่จัดรูปแบบวนเงินเพื่อเลี่ยงข้อห้าม ค่าจ้างที่ต้องจ่ายกับค่าร่างเอกสารหรือค่าคดีควรแสดงคนละส่วนเพื่อให้ประเมินต้นทุนได้ตรง

เอกสารที่ HR และบัญชีควรตรวจร่วมกัน

  • สัญญากู้ ระเบียบสวัสดิการ และเอกสารอนุมัติที่ระบุผู้ให้กู้
  • หลักฐานจ่ายเงิน พร้อมวัตถุประสงค์และผู้รับเงินจริง
  • หนังสือยินยอมหักเงินที่ลงชื่อและระบุเรื่องเฉพาะ
  • สลิปค่าจ้าง รายการหัก และหลักฐานโอนคืนทุกครั้ง
  • ใบลาออกหรือหนังสือเลิกจ้าง พร้อมวันสิ้นสุดและรอบจ่ายเงิน
  • บัญชีหนี้ล่าสุด แยกเงินต้น ดอกเบี้ย และรายการที่กำลังโต้แย้ง
  • ที่อยู่ติดต่อและหลักฐานหนังสือที่เคยแจ้ง โดยใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น

ก่อนลงยอดในหนังสือ ให้คนที่ไม่ได้จัดบัญชีครั้งแรกช่วยเทียบเงินรับจริงกับยอดคงเหลือ และตรวจว่ารายการในสลิปถูกนำมาลดเงินกู้ครบหรือยัง หากระบบตัดเงินแล้วแต่ยังไม่บันทึกเข้าบัญชีหนี้ ต้องแก้บัญชีก่อนทวง ไม่ให้ลูกจ้างต้องพิสูจน์ยอดเดียวกันซ้ำหลายฝ่าย

เกี่ยวกับข้อมูลพนักงานและเขตอำนาจศาลอย่างไร

การเก็บข้อมูลเพื่อติดตามสิทธิเรียกร้องต้องมีฐานกฎหมายและจำกัดผู้เข้าถึง ไม่ใช่แจกสัญญากู้ให้ทั้งบริษัทหรือแจ้งนายจ้างใหม่เพื่อให้ช่วยกดดัน เรื่องหนี้เป็นข้อมูลของอดีตลูกจ้างที่ควรส่งให้เฉพาะคนทำหน้าที่ หากมีคำขอเอกสารหรือข้อร้องเรียนร่วมด้วย ควรตรวจงาน กฎหมายแรงงาน ให้สอดคล้องกับการทวงเงิน

ส่วนศาลที่มีอำนาจต้องดูมูลข้อพิพาทและความเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างหรือสวัสดิการ ไม่ใช่หนี้ทุกก้อนระหว่างคนที่เคยเป็นนายจ้างลูกจ้างต้องเป็นคดีแรงงานเสมอ การกู้ส่วนตัวกับเจ้าของกิจการอาจมีฐานต่างจากสิทธิตามระเบียบสวัสดิการบริษัท จึงควรตรวจเอกสารก่อนเลือกแบบฟ้องหรือระบุศาลในหนังสือ

ทางไปต่อ: ปิดบัญชีการจ้างและติดตามเงินกู้

  1. ระบุผู้ให้กู้และชนิดเงินให้ถูกก่อนรวมยอด
  2. ตรวจสิทธิหักและความยินยอม แล้วจ่ายเงินจากการจ้างตามกำหนด
  3. แจ้งยอดกู้ที่เหลือพร้อมหลักฐานและวันครบกำหนดให้ลูกจ้างตรวจ
  4. เสนอชำระหรือผ่อนต่อเป็นหนังสือ ถ้าตกลงไม่ได้ให้พิจารณาโนติส ไกล่เกลี่ย หรือฟ้องตามสิทธิ
ทางเลือกใช้เมื่อสิ่งที่ต้องระวัง
หักตามสิทธิที่ตรวจแล้วหนี้และความยินยอมครบเงื่อนไขกฎหมายเพดาน ฐานเงิน และการลดหนี้ในบัญชี
รับชำระแยกหรือทำตารางผ่อนลูกจ้างยอมรับยอดแต่ยังจ่ายก้อนไม่ได้ความสมัครใจ วันครบกำหนด และหลักฐานรับเงิน
ส่งหนังสือและประเมินคดีผิดนัด ไม่ตอบ หรือโต้แย้งฐานหนี้อายุความ ผู้เป็นเจ้าหนี้ และเขตอำนาจศาล

ควรตรวจเอกสารก่อนหัก หากหนังสือยินยอมเป็นข้อความกว้าง ยอดบัญชีกับสลิปไม่ตรง มีค่าความเสียหายปนเงินกู้ หรือมีการร้องค่าจ้างค้างแล้ว สามารถ ติดต่อยอดทิพย์ธรรมเพื่อประเมินเอกสารเงินกู้และหนังสือทวงอดีตลูกจ้าง โดยส่งข้อมูลรอบจ่ายและรายการชำระที่มีมาประกอบ

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70: รอบจ่ายเงินจากการทำงานและกำหนดสามวันในกรณีนายจ้างเลิกจ้าง
  • มาตรา 76: ข้อห้าม ข้อยกเว้น และเพดานการหักเงิน
  • มาตรา 77: ความยินยอมหรือข้อตกลงเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโดยชัดเจนเฉพาะเรื่อง
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650, 652 และ 653: เงินกู้ การบอกกล่าว และหลักฐานการกู้ยืม
  • มาตรา 193/14 และ 193/33: เหตุสะดุดหยุดลงและอายุความเฉพาะของสิทธิบางประเภท

แหล่งตรวจ: กฎหมายคุ้มครองแรงงานจากกระทรวงแรงงาน ในมาตราที่อ้าง และ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในมาตราที่อ้าง

ตรวจสอบมาตราที่อ้างเมื่อ ตุลาคม 2569

คำถามที่พบบ่อย

บริษัทระบุในสัญญากู้ว่าหักเงินได้ทุกประเภท ใช้ได้ทั้งหมดไหม
ต้องตรวจข้อความกับข้อจำกัดของเงินแต่ละประเภท โดยเฉพาะค่าจ้างที่มีข้อห้ามและข้อยกเว้นตามกฎหมายแรงงาน การลงชื่อยินยอมกว้าง ๆ ไม่ทำให้บริษัทหักเงินได้โดยไม่ตรวจฐานหนี้และเงื่อนไขเฉพาะ ควรแยกค่าจ้าง เงินกู้ และเงินอื่นในบัญชีปิดงาน พร้อมให้ลูกจ้างตรวจรายการก่อนลงยอดหัก
เงินกู้จากเจ้าของบริษัท ใช้บริษัทออกหนังสือทวงได้หรือไม่
ต้องระบุเจ้าหนี้ตามข้อเท็จจริงและเอกสาร ไม่ใช่ใช้ชื่อบริษัทเพียงเพราะผู้กู้เป็นพนักงาน หากเจ้าของให้ยืมส่วนตัว ควรออกหนังสือในฐานะเจ้าหนี้นั้นหรือให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินการตามขอบเขต การที่บริษัทช่วยทำบัญชีหรือเก็บเงินไม่ได้ทำให้บริษัทเป็นเจ้าหนี้แทนโดยอัตโนมัติ
พนักงานไม่เซ็นรับสภาพหนี้ บริษัทกักเงินเดือนไว้ก่อนได้ไหม
การปฏิเสธลงชื่อไม่ใช่เหตุให้กักค่าจ้างโดยอัตโนมัติ บริษัทต้องตรวจสิทธิหักและจ่ายค่าจ้างตามกฎหมาย ส่วนเงินกู้ให้ใช้หลักฐานเดิมและช่องทางทวงที่เหมาะสม หากยอดยังไม่ตรงควรส่งรายละเอียดให้โต้แย้ง ไม่ใช้เงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเป็นเงื่อนไขบังคับให้ยอมรับหนี้ใหม่
ลาออกแต่ยังผ่อนตรงตามสัญญา ต้องจ่ายเงินกู้ทั้งหมดทันทีไหม
ต้องดูว่าสัญญามีเงื่อนไขให้ยอดที่เหลือถึงกำหนดเมื่อสิ้นสุดการจ้างหรือไม่และเงื่อนไขนั้นใช้ได้เพียงใด ถ้าไม่มีฐานเร่งหนี้ การลาออกเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เจ้าหนี้เปลี่ยนตารางชำระได้ตามใจ ควรยืนยันบัญชีรับชำระและวิธีออกหลักฐานเมื่อไม่มีการหักผ่านเงินเดือนแล้ว
แจ้งนายจ้างใหม่ให้อายัดเงินเดือนอดีตพนักงานได้เลยไหม
หนังสือจากเจ้าหนี้ไม่ได้ให้อำนาจอายัดค่าจ้างเหมือนคำสั่งในกระบวนการบังคับคดี และไม่ควรเปิดเผยหนี้เพื่อให้นายจ้างใหม่กดดันผู้กู้ หากต้องการบังคับกับเงินเดือนต้องตรวจสิทธิและขั้นตอนตามกฎหมาย ส่วนการติดต่อช่วงก่อนคดีควรจำกัดกับลูกหนี้หรือผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็น
นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผู้รับเหมาตรวจเอกสารงวดงานข้างหมวกนิรภัย พร้อม Hook ส่งมอบงานแล้ว ใครค้างใคร หนี้สินและบังคับคดี

หนังสือทวงค่าจ้างผู้รับเหมา แยกงวดงานกับเงินประกันอย่างไร

ผู้ว่าจ้างยังไม่จ่ายงวดงาน ต้องแยกค่าจ้างถึงกำหนด เงินประกันผลงาน และงานเพิ่มออกจากกัน พร้อมตัวอย่างโนติสและหลักฐานเมื่อถูกอ้างหักค่าซ่อมหรือค่าปรับ

นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว ·อ่าน 7 นาที
คู่สมรสตรวจเอกสารเงินกู้กับที่ปรึกษา พร้อมข้อความ เขายืมเงิน คู่สมรสต้องจ่ายไหม หนี้สินและบังคับคดี

คู่สมรสยืมเงิน อีกฝ่ายต้องจ่ายด้วยไหม ใครเป็นหนี้ร่วม

คู่สมรสยืมเงินไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายต้องจ่ายเสมอไป ตรวจเหตุหนี้ร่วม เอกสารยินยอม และทรัพย์ที่จะใช้ชำระ ก่อนส่งโนติสถึงคนทั้งสอง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
ผู้โอนตรวจรายการบนโทรศัพท์ พร้อมข้อความ โอนผิดบัญชี เขาไม่คืน ทำอย่างไร หนี้สินและบังคับคดี

โอนเงินผิดบัญชี ผู้รับไม่ยอมคืน ต้องทำอะไรต่อจากธนาคาร

โอนเงินผิดบัญชีแล้วผู้รับไม่คืน เริ่มติดต่อธนาคารต้นทาง เก็บเลขรับเรื่องและหลักฐาน ก่อนประเมินหนังสือเรียกคืนเงิน อายุความ และคดีที่เกี่ยวข้อง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที

ให้ทนายออกหนังสือทวงถามแทนท่าน

ทนายตรวจหลักฐาน คำนวณยอด ร่างและส่งหนังสือในนามสำนักงาน แจ้งค่าใช้จ่ายเป็นหนังสือก่อนเริ่มงาน

แชทผ่าน LINE