081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ฟ้องแบ่งมรดกต้องทำอย่างไร? ขั้นตอน หลักฐาน และเรื่องที่ต้องรู้ก่อนขึ้นศาล

ทนายอธิบายขั้นตอนฟ้องแบ่งมรดกให้ทายาทฟัง พร้อมสำนวนคำฟ้องที่หน้าศาล

สรุปประเด็นสำคัญ

ฟ้องแบ่งมรดกคือการฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท เพื่อขอให้ศาลสั่งแบ่งทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง โดยทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้ฟ้อง จำเลยคือผู้จัดการมรดกหรือทายาทที่ครอบครองทรัพย์อยู่ ถ้าเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ยื่นได้ทั้งศาลที่ทรัพย์ตั้งอยู่และศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา ค่าขึ้นศาลคิดร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

จุดที่ทายาทเสียเปรียบบ่อยที่สุดคือ ฟ้องอย่างเดียวโดยไม่ขอคุ้มครองชั่วคราว ระหว่างที่คดียังไม่จบ ที่ดินอาจถูกโอนหรือจำนองไปแล้ว ถ้ามีความเสี่ยงนี้ ควรยื่นคำขอห้ามจำหน่ายจ่ายโอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 ไปพร้อมคำฟ้อง

คุยกันในครอบครัวมาหลายรอบแล้วยังไม่จบ คำถามถัดไปมักเป็นว่าจะฟ้องแบ่งมรดกดีไหม จะเสียเงินเท่าไร ใช้เวลานานแค่ไหน และจะทำให้ความสัมพันธ์พังหรือเปล่า

คำตอบขึ้นอยู่กับสองเรื่องเป็นหลัก คือทรัพย์ยังอยู่ครบหรือไม่ และมีเอกสารพิสูจน์ได้แค่ไหน บทความนี้เรียงให้ดูตั้งแต่ใครฟ้องได้ ยื่นที่ศาลไหน จนถึงขั้นตอนบังคับคดีหลังศาลพิพากษา

ฟ้องแบ่งมรดกได้ในกรณีไหนบ้าง

กรณีที่พบมากที่สุดคือมีผู้จัดการมรดกแล้ว แต่ไม่ยอมแบ่งหรือแบ่งไม่เท่าที่ควรได้ ทายาทฟ้องผู้จัดการมรดกให้แบ่งได้ รายละเอียดของสถานการณ์นี้อ่านเพิ่มได้ในบทความเรื่องผู้จัดการมรดกไม่ยอมแบ่งมรดก

กรณีที่สอง ไม่มีผู้จัดการมรดกเลย แต่ทายาทคนหนึ่งเข้าครอบครองทรัพย์ไว้คนเดียวและอ้างว่าเป็นของตน กรณีที่สาม แบ่งกันไปแล้วบางส่วน แต่ยังมีทรัพย์ที่ตกหล่นหรือเพิ่งค้นพบภายหลัง

ผู้มีสิทธิฟ้องคือทายาทโดยธรรมตามลำดับใน ป.พ.พ. มาตรา 1629 คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1635 และผู้รับพินัยกรรม ส่วนจำเลยคือคนที่ครอบครองหรือควบคุมทรัพย์อยู่ ซึ่งอาจเป็นผู้จัดการมรดก ทายาทคนอื่น หรือบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์ไป

คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดที่ 1 ต้องตั้งผู้จัดการมรดกให้เสร็จก่อน ถึงจะฟ้องแบ่งได้
ความจริงคือเป็นคนละคดีกัน การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ส่วนการฟ้องแบ่งมรดกเป็นคดีมีข้อพิพาท ยื่นคู่ขนานกันได้ ผลเสียของความเข้าใจผิดนี้คือเสียเวลาไปหลายเดือนโดยที่ทรัพย์ยังเสี่ยงอยู่เท่าเดิม

เข้าใจผิดที่ 2 ฟ้องแล้วศาลจะสั่งแบ่งที่ดินออกเป็นแปลง ๆ ให้ทุกคน
ความจริงคือ ป.พ.พ. มาตรา 1745 ให้นำหลักเรื่องกรรมสิทธิ์รวมมาใช้กับกองมรดกที่ยังไม่แบ่ง และมาตรา 1364 วางวิธีแบ่งไว้คือแบ่งตัวทรัพย์กันเอง หรือขายแล้วเอาเงินมาแบ่ง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็นำออกขายทอดตลาด ผลเสียคือทายาทคาดหวังผิด แล้วมาผิดหวังตอนบังคับคดี

เข้าใจผิดที่ 3 ยังไม่รีบ เพราะที่ดินหนีไปไหนไม่ได้
ความจริงคือที่ดินโอนหรือจำนองได้ตลอดเวลาที่คดียังไม่จบ ถ้าไม่ยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลไม่ได้ห้ามการโอนให้เอง ผลเสียคือชนะคดีแต่ทรัพย์ไปอยู่กับบุคคลภายนอกแล้ว เหลือแต่ไล่เรียกค่าเสียหาย

เข้าใจผิดที่ 4 ฟ้องเองไม่ต้องมีทนายก็ได้ ประหยัดกว่า
ความจริงคือฟ้องเองได้ตามกฎหมาย แต่คดีมรดกมีทั้งเรื่องทุนทรัพย์ เขตอำนาจศาล และการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ผลเสียคือคำฟ้องอาจถูกยกเพราะเรื่องรูปแบบ ทั้งที่เนื้อหามีน้ำหนัก

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม คดีนี้วัดกันที่อะไร

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ถ้าเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องได้ส่วนแบ่งอยู่แล้ว คดีจึงเป็นเรื่องของการยืนยันสิทธิ

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า เรื่องอยู่ที่สามข้อ คือทรัพย์ชิ้นไหนเป็นทรัพย์มรดกจริง ใครครอบครองอยู่และในฐานะอะไร และโจทก์นำสืบได้แค่ไหนว่าทรัพย์นั้นยังไม่เคยถูกแบ่ง

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ คดีแพ่งใช้เวลาเป็นปี ระหว่างนั้นทรัพย์ยังโอนได้ตามปกติ คดีจำนวนมากที่โจทก์ชนะแต่ได้ทรัพย์ไม่ครบ เพราะไม่ได้ยื่นคำขอห้ามจำหน่ายจ่ายโอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ไปพร้อมคำฟ้อง

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ ตรวจสารบบทรัพย์ให้ครบก่อนร่างคำฟ้อง แล้วประเมินตั้งแต่วันแรกว่าคดีนี้ต้องขอคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ไม่ใช่ค่อยมาคิดตอนสืบพยาน

ฟ้องที่ศาลไหน และเสียค่าขึ้นศาลเท่าไร

คดีทั่วไปยื่นต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มูลคดีเกิด แต่ถ้าเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ป.วิ.พ. มาตรา 4 ทวิ ให้ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลได้ด้วย ซึ่งเป็นทางที่สะดวกกว่าเมื่อที่ดินอยู่ต่างจังหวัด

ระดับศาลขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์ คือมูลค่าส่วนแบ่งที่เรียกร้อง ถ้าไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในอำนาจศาลแขวง เกินกว่านั้นยื่นที่ศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งตามเขตพื้นที่

ค่าขึ้นศาลในคดีมีทุนทรัพย์คิดร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทคิดร้อยละ 0.1 คดีทุนทรัพย์น้อยมีอัตราขั้นสูงต่ำกว่านี้ ควรสอบถามงานรับฟ้องของศาลก่อนยื่นทุกครั้ง อัตราปัจจุบันตรวจได้จากสำนักงานศาลยุติธรรม

ตารางนี้ช่วยแยกสองคดีที่คนสับสนกันมากที่สุด

หัวข้อร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกฟ้องแบ่งมรดก
ประเภทคดีคดีไม่มีข้อพิพาท ยื่นเป็นคำร้องขอคดีมีข้อพิพาท ยื่นเป็นคำฟ้อง
คู่ความมีผู้ร้องฝ่ายเดียว อาจมีผู้คัดค้านมีโจทก์และจำเลยชัดเจน
ศาลที่ยื่นศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาขณะถึงแก่ความตายศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา หรือศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่
ค่าขึ้นศาลอัตราคดีไม่มีทุนทรัพย์ร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ ไม่เกิน 200,000 บาท
ผลที่ได้คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อไปจัดการต่อคำพิพากษาให้แบ่งทรัพย์ตามส่วน บังคับคดีได้

ขั้นตอนฟ้องแบ่งมรดก ตั้งแต่ยื่นฟ้องถึงบังคับคดี

  1. ยื่นคำฟ้องและชำระค่าขึ้นศาล ระบุทรัพย์มรดกเป็นรายการ พร้อมราคาประเมินของแต่ละรายการ เพราะเป็นฐานคำนวณทุนทรัพย์
  2. ยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวพร้อมกัน ถ้าทรัพย์มีความเสี่ยง เช่น ขอให้ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินระหว่างพิจารณา
  3. ศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โดยทั่วไปจำเลยต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วันนับแต่ได้รับหมาย กรณีส่งหมายด้วยวิธีอื่นหรือส่งข้ามเขต ระยะเวลาอาจต่างออกไป
  4. ไกล่เกลี่ยและชี้สองสถาน ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบ ขั้นนี้สำคัญมาก เพราะประเด็นที่ไม่ถูกกำหนดไว้จะนำสืบไม่ได้ในภายหลัง
  5. สืบพยานและมีคำพิพากษา คดีมรดกที่มีที่ดินหลายแปลงมักใช้เวลาหลายนัด
  6. บังคับคดี ถ้าจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอนตามคำพิพากษา บังคับคดีผ่านกรมบังคับคดีได้ กรณีแบ่งตัวทรัพย์ไม่ได้ ก็นำออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินตามส่วน

ระหว่างทางมีจุดที่หลายคนไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้ คือทายาทคนหนึ่งขอชำระราคาตามที่ผู้ตีราคากำหนดเพื่อไม่ให้ทรัพย์ถูกนำออกขายทอดตลาดก็ได้ วิธีนี้ใช้บ่อยเมื่อบ้านหลังนั้นยังมีคนอาศัยอยู่

หลักฐานที่ต้องเตรียมก่อนยื่นฟ้อง

  • ใบมรณบัตรของเจ้ามรดก และทะเบียนบ้านที่แสดงภูมิลำเนาขณะถึงแก่ความตาย
  • เอกสารพิสูจน์ความเป็นทายาท เช่น สูติบัตร ทะเบียนสมรส ทะเบียนรับรองบุตร คำสั่งศาลรับรองบุตร
  • พินัยกรรมฉบับจริง ถ้ามี พร้อมข้อมูลว่าใครเก็บรักษาอยู่
  • สำเนาโฉนดที่ดินหรือ นส.3 พร้อมสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนด เพื่อดูว่ามีการโอนหรือจำนองไปแล้วหรือยัง
  • ราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับคำนวณทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาล
  • ทะเบียนรถ สมุดบัญชีธนาคาร ใบหุ้น กรมธรรม์ และทรัพย์สินอื่นที่ทราบว่าอยู่ในกองมรดก
  • คำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกและบัญชีทรัพย์มรดก ถ้ามีการตั้งไปแล้ว
  • หนังสือทวงถาม ใบตอบรับไปรษณีย์ ข้อความแชทหรืออีเมลที่เคยเจรจากัน พร้อมวันที่
  • ชื่อและที่อยู่ของพยานบุคคลที่รู้เห็นการครอบครองทรัพย์

ตรวจสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดก่อนเสมอ เพราะถ้าที่ดินถูกโอนออกไปแล้ว รูปคดีจะเปลี่ยนทันที ต้องเพิ่มคำขอเพิกถอนนิติกรรมและอาจต้องฟ้องผู้รับโอนเป็นจำเลยร่วมด้วย

อีกฝ่ายมักต่อสู้ว่าอย่างไร

"คดีขาดอายุความแล้ว" เป็นข้อต่อสู้ที่เจอมากที่สุด โดยอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1754 ซึ่งกำหนดอายุความคดีมรดกไว้ ทายาทต้องดูข้อยกเว้นประกอบ เช่น มาตรา 1748 ที่ให้สิทธิทายาทซึ่งครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งเรียกให้แบ่งได้ แม้ล่วงพ้นอายุความตามมาตรา 1754 แล้ว

"ทรัพย์นี้ไม่ใช่ทรัพย์มรดก เพราะยกให้ผมตั้งแต่ยังมีชีวิต" ข้อนี้จำเลยมีหน้าที่นำสืบ การยกให้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าไม่มีหลักฐานการจดทะเบียน ข้ออ้างจะอ่อนลงมาก

"แบ่งกันไปเรียบร้อยแล้ว" ต้องดูว่ามีสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นหนังสือหรือหลักฐานการโอนจริงหรือไม่ ถ้าอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเอกสาร ข้อต่อสู้นี้มักไม่ผ่าน

"โจทก์ไม่ใช่ทายาท" มักใช้กับบุตรนอกสมรสที่บิดายังไม่ได้จดทะเบียนรับรอง กรณีนี้ต้องเตรียมพยานหลักฐานเรื่องการรับรองโดยพฤติการณ์ไว้ล่วงหน้า

ก่อนยื่นฟ้อง ควรเช็กอะไรก่อน

  1. ตรวจสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดทุกแปลง ว่าทรัพย์ยังอยู่ในกองมรดกครบหรือไม่
  2. นับอายุความของคดีตัวเอง โดยเฉพาะกรณีเจ้ามรดกเสียชีวิตมานานแล้ว ลองใช้เครื่องมือคำนวณกรอบเวลาทางกฎหมายประกอบ
  3. ประเมินทุนทรัพย์จากราคาประเมิน เพื่อรู้ล่วงหน้าว่าต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าไรและยื่นที่ศาลใด
  4. ส่งหนังสือเรียกให้แบ่งเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนหนึ่งรอบ เพราะเป็นหลักฐานที่ดีในชั้นศาลและบางเรื่องจบตรงนี้
  5. ตัดสินใจว่าจะขอคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ โดยดูจากความเสี่ยงว่าทรัพย์จะถูกโอนระหว่างคดี
  6. เทียบมูลค่าส่วนแบ่งที่จะได้กับค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องลง แล้วค่อยตัดสินใจ

ตัวอย่างคำขอท้ายฟ้อง (กรณีสมมติ) "ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของนาย ก. ให้แก่โจทก์หนึ่งในสามส่วน หากแบ่งกันไม่ได้ ขอให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินสุทธิมาแบ่งตามส่วน และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้อง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา"

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายก่อนยื่น

  • ที่ดินมรดกถูกโอนออกไปให้บุคคลภายนอกหรือถูกจำนองแล้ว
  • เจ้ามรดกเสียชีวิตมานานหลายปี และไม่แน่ใจว่าคดียังไม่ขาดอายุความ
  • เป็นบุตรนอกสมรส หรือความเป็นทายาทยังไม่ชัดในทางทะเบียน
  • มีพินัยกรรมที่อีกฝ่ายอ้างถึง แต่ยังไม่เคยเห็นตัวจริง
  • ทรัพย์มรดกกระจายอยู่หลายจังหวัด หรือมีทั้งที่ดิน หุ้น และเงินฝากรวมกัน
  • กองมรดกมีหนี้สินค้างอยู่ และไม่รู้ว่าต้องหักก่อนแบ่งเท่าไร
  • อีกฝ่ายเริ่มมีท่าทีจะขายทรัพย์ระหว่างที่ยังเจรจากันอยู่

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมทนายคดีมรดกและพินัยกรรมของเราดูให้ตั้งแต่ตรวจสารบบทรัพย์ ประเมินทุนทรัพย์และเขตอำนาจศาล ร่างคำฟ้องและคำขอคุ้มครองชั่วคราว ไปจนถึงชั้นบังคับคดี กรณีที่ประเด็นหลักเป็นเรื่องที่ดินหรือการเพิกถอนนิติกรรมโอน ทำงานร่วมกับทีมคดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในสำนวนเดียวกัน

วิธีทำงานของเราคือมองหาจุดเสี่ยงที่คนทั่วไปมองข้ามก่อนตัดสินใจ เช่น ทรัพย์ที่ตกหล่นจากบัญชี หรือความเสี่ยงที่ที่ดินจะถูกโอนระหว่างคดี และจะบอกตรง ๆ ก่อนเริ่มว่าคดีนี้คุ้มกับที่จะฟ้องหรือควรเจรจาให้จบเร็วกว่า

สรุป

การฟ้องแบ่งมรดกเริ่มจากรู้ให้ชัดว่าทรัพย์มีอะไรบ้างและยังอยู่ครบหรือไม่ จากนั้นเลือกศาลตามภูมิลำเนาจำเลยหรือที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ คำนวณทุนทรัพย์เพื่อรู้ค่าขึ้นศาล แล้วเดินตามขั้นตอนคดีจนถึงชั้นบังคับคดี

เรื่องที่ตัดสินผลของคดีจำนวนมากกลับเป็นเรื่องที่ทำก่อนยื่นฟ้อง คือการตรวจสารบัญหลังโฉนด และการตัดสินใจว่าจะขอคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ป.พ.พ. มาตรา 1629 และ 1635 — ลำดับทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ และส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ป.พ.พ. มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1364 — ก่อนแบ่งมรดก ให้นำหลักกรรมสิทธิ์รวมมาใช้ วิธีแบ่งคือแบ่งตัวทรัพย์ ขายแล้วแบ่งเงิน หรือขายทอดตลาด
  • ป.พ.พ. มาตรา 1748 และ 1754 — อายุความคดีมรดก และสิทธิของทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งในการเรียกให้แบ่ง
  • ป.วิ.พ. มาตรา 4 และ 4 ทวิ — คำฟ้องทั่วไปยื่นต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิด ส่วนคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์ตั้งอยู่ได้ด้วย
  • ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) — คู่ความขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์พิพาทเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาได้
  • ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. — ค่าขึ้นศาลคดีมีทุนทรัพย์ ร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทคิดร้อยละ 0.1 (ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับงานรับฟ้องของศาลก่อนยื่น)

คำถามที่พบบ่อย

ฟ้องแบ่งมรดกใช้เวลานานแค่ไหน

ไม่มีกรอบเวลาตายตัว ขึ้นอยู่กับจำนวนทรัพย์ จำนวนคู่ความ และว่าจำเลยต่อสู้คดีหรือไม่ คดีที่ตกลงกันได้ในชั้นไกล่เกลี่ยจบเร็วกว่าคดีที่ต้องสืบพยานเต็มรูปแบบมาก หากคู่ความอุทธรณ์หรือฎีกา ระยะเวลาจะยืดออกไปอีก ทนายจะประเมินกรอบเวลาให้ได้ชัดขึ้นเมื่อเห็นเอกสารจริงทั้งหมด

ไม่มีเงินจ่ายค่าขึ้นศาล ฟ้องได้ไหม

ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลหรือขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาได้ โดยต้องแสดงว่าไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียม และคดีมีมูลที่จะฟ้อง ศาลจะไต่สวนก่อนมีคำสั่ง ควรเตรียมหลักฐานรายได้และภาระหนี้สินไปด้วย

ฟ้องแบ่งมรดกกับร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ต่างกันอย่างไร

ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ยื่นเป็นคำร้องขอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาขณะถึงแก่ความตาย ผลที่ได้คือคำสั่งตั้งคนไปจัดการมรดกต่อ ส่วนการฟ้องแบ่งมรดกเป็นคดีมีข้อพิพาท มีโจทก์และจำเลย ผลที่ได้คือคำพิพากษาให้แบ่งทรัพย์ซึ่งบังคับคดีได้ ทั้งสองเรื่องยื่นคู่ขนานกันได้ ไม่ต้องรอให้อย่างหนึ่งเสร็จก่อน

ที่ดินมรดกถูกโอนไปให้คนอื่นแล้ว ยังฟ้องได้ไหม

ยังฟ้องได้ แต่รูปคดีจะซับซ้อนขึ้น เพราะต้องเพิ่มคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอน และอาจต้องฟ้องผู้รับโอนเป็นจำเลยร่วมด้วย ผลของคดีขึ้นอยู่กับว่าผู้รับโอนได้ทรัพย์มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ควรคัดสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดมาให้ทนายดูก่อนตัดสินใจ

พี่น้องอยู่ในบ้านมรดกอยู่แล้ว ศาลจะสั่งให้ขายทอดตลาดเลยหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป ป.พ.พ. มาตรา 1364 ให้แบ่งตัวทรัพย์กันเองก่อน ถ้าแบ่งไม่ได้จึงขายแล้วแบ่งเงิน และในชั้นขายทอดตลาด ทายาทคนหนึ่งขอชำระราคาตามที่ผู้ตีราคากำหนดเพื่อเก็บทรัพย์ไว้ก็ได้ กรณีบ้านที่ยังมีคนอาศัยอยู่ วิธีนี้ใช้กันบ่อยเพื่อให้อีกฝ่ายได้เงินและอีกฝ่ายได้อยู่ต่อ

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ถูกตัดชื่อออกจากพินัยกรรมยังมีสิทธิรับมรดกหรือฟ้องได้หรือไม่ มรดกและพินัยกรรม

ถูกตัดชื่อออกจากพินัยกรรม ยังมีสิทธิได้รับมรดกหรือฟ้องอะไรได้หรือไม่?

ไทยไม่มีส่วนบังคับให้ลูกทุกคนต้องได้มรดกเท่ากัน แต่คนที่ไม่มีชื่อยังอาจมีสิทธิในทรัพย์นอกพินัยกรรม สินสมรส หรือโต้แย้งพินัยกรรมที่ไม่สมบูรณ์ได้

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 4 นาที
ลูกบุญธรรม ลูกติด และลูกของคู่สมรสแบบไหนมีสิทธิรับมรดก มรดกและพินัยกรรม

ลูกบุญธรรม ลูกติด และลูกของคู่สมรส มีสิทธิรับมรดกต่างกันอย่างไร

ลูกบุญธรรมที่จดทะเบียนมีฐานะเป็นบุตรของผู้รับบุตรบุญธรรม ส่วนลูกติดหรือลูกของคู่สมรสไม่เป็นทายาทของพ่อแม่เลี้ยงอัตโนมัติ เว้นแต่รับเป็นบุตรบุญธรรมหรือทำพินัยกรรมให้

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 4 นาที
เงินประกันชีวิต เงินฌาปนกิจ และกองทุนก้อนไหนเป็นมรดก มรดกและพินัยกรรม

เงินประกันชีวิต เงินฌาปนกิจ กองทุน และเงินหลังเสียชีวิต อะไรเป็นมรดก อะไรไม่ใช่

เงินที่จ่ายหลังเสียชีวิตไม่ได้เป็นมรดกทุกก้อน ต้องดูเจ้าของเงิน ผู้รับผลประโยชน์ และกฎหมายหรือข้อบังคับเฉพาะก่อนนำมารวมแบ่งแก่ทายาท

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 3 นาที

ปรึกษาทนายคดีมรดกของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE