081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งปรับ PDPA ฟ้องเพิกถอนต่อศาลปกครองอย่างไร และมีเวลาเท่าไร

ทนายความถือแฟ้มคดีเตรียมยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งปรับ PDPA ต่อศาลปกครอง

สรุปประเด็นสำคัญ

คำสั่งลงโทษปรับทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ "เป็นที่สุด" ตามประกาศหลักเกณฑ์ปี 2565 ข้อ 13 ซึ่งหมายความว่าไม่มีชั้นอุทธรณ์ภายในให้โต้แย้งต่อ แต่ไม่ได้แปลว่าห้ามนำเรื่องขึ้นสู่ศาล องค์กรยังฟ้องเพิกถอนคำสั่งต่อศาลปกครองได้ ซึ่งโดยหลักตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ต้องยื่นฟ้อง ภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

จุดที่องค์กรมักเสียสิทธิ์ไม่ใช่เพราะแพ้ แต่เพราะเข้าใจคำว่า "เป็นที่สุด" ผิด แล้วปล่อยให้ 90 วันผ่านไปโดยไม่ได้ประเมินอะไรเลย และเมื่อพ้นกำหนดแล้ว ประเด็นที่เคยต่อสู้ได้ก็ใช้ไม่ได้อีก ไม่ว่าเนื้อหาจะมีน้ำหนักแค่ไหน

เมื่อองค์กรได้รับคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองแล้วเปิดอ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย มักเจอถ้อยคำทำนองว่าคำสั่งนี้เป็นที่สุด ซึ่งทำให้ผู้บริหารจำนวนมากสรุปทันทีว่าจบแล้ว จ่ายไปเถอะ ทั้งที่ความจริงคือคำว่าเป็นที่สุดในทางปกครองมีความหมายจำกัดกว่านั้นมาก และการฟ้องเพิกถอนคำสั่งปรับต่อศาลปกครองยังเป็นทางเลือกที่มีอยู่ เพียงแต่มีกรอบเวลาที่เดินอยู่ตั้งแต่วันที่รู้เรื่อง

"เป็นที่สุด" แปลว่าอะไรกันแน่

ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ พ.ศ. 2565 ข้อ 13 กำหนดว่า คำสั่งของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามประกาศนี้ให้เป็นที่สุด

ในทางกฎหมายปกครอง ถ้อยคำลักษณะนี้โดยหลักหมายถึงการปิดชั้นการโต้แย้งภายในฝ่ายปกครอง คือไม่ต้องไปอุทธรณ์ต่อหน่วยงานเหนือขึ้นไปอีก ไม่ได้หมายถึงการตัดอำนาจศาลในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่ง เพราะการตรวจสอบการใช้อำนาจทางปกครองโดยศาลเป็นหลักพื้นฐานของระบบกฎหมายปกครอง

ผลในทางปฏิบัติที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อไม่มีชั้นอุทธรณ์ภายในให้ต้องทำก่อน องค์กรจึงไม่ต้องเสียเวลาไปกับขั้นตอนที่ไม่มีอยู่ และควรเริ่มประเมินทางศาลได้ทันทีที่ได้รับคำสั่ง ทั้งนี้เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครองในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับประเภทของคำสั่งและข้อเท็จจริง จึงควรให้ทนายประเมินเป็นรายกรณี

มีเวลาเท่าไรในการยื่นฟ้อง

โดยหลักตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

คำที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือ "รู้หรือควรรู้" ไม่ใช่ "ได้รับ" ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็นวันเดียวกัน แต่ไม่เสมอไป และประกาศปี 2565 ข้อ 5 และข้อ 6 ยังเปิดให้แจ้งคำสั่งได้ทั้งเป็นหนังสือและในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ รวมถึงทางโทรสารหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หากผู้นั้นแสดงความจำนงไว้ก่อน โดยให้ถือว่าได้รับแจ้งตามวันและเวลาที่ปรากฏในหลักฐานการส่งโดยทันที

ประเด็นนี้สำคัญมากในองค์กรใหญ่ เพราะคำสั่งอาจถูกส่งเข้าอีเมลกลางหรือถึงหน่วยงานสาขา แล้วกว่าจะถึงมือฝ่ายกฎหมายก็ผ่านไปหลายสัปดาห์ ทั้งที่นาฬิกาเริ่มเดินไปแล้ว การกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าใครเป็นผู้รับหนังสือราชการและต้องส่งต่อภายในกี่ชั่วโมง จึงเป็นเรื่องที่ควรทำตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ

สองนาฬิกาที่เดินคู่กัน

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กดดันคือมีนาฬิกาสองเรือนเดินพร้อมกัน และเรือนที่สองไม่ได้หยุดเพียงเพราะองค์กรกำลังพิจารณาจะฟ้อง

นาฬิกาเดินอย่างไรผลถ้าปล่อยผ่าน
เรือนที่ 1 · สิทธิฟ้องคดีโดยหลัก 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีพ้นกำหนดแล้ว ประเด็นที่เคยต่อสู้ได้ก็ใช้ไม่ได้อีก
เรือนที่ 2 · การบังคับชำระถึงกำหนดชำระแล้วไม่ชำระ → หนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน → เข้าสู่มาตรการบังคับทางปกครอง ซึ่งอาจถึงขั้นยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินทรัพย์สินถูกบังคับระหว่างที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องฟ้อง

นี่คือเหตุผลที่ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจว่าจะชำระไปก่อนหรือจะโต้แย้ง ต้องทำพร้อมกับการประเมินเนื้อหาคดี ไม่ใช่ทำทีหลัง และเป็นเรื่องที่ควรปรึกษาทนายทันทีที่ได้รับคำสั่ง ไม่ใช่รอจนใกล้ครบกำหนด

ประเด็นอะไรบ้างที่ใช้โต้แย้งได้จริง

ประเด็นที่มีน้ำหนักในชั้นศาลมักไม่ใช่ "องค์กรไม่ได้ตั้งใจ" แต่เป็นประเด็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งและการใช้ดุลพินิจ ซึ่งประกาศปี 2565 เปิดช่องให้ตรวจสอบได้ค่อนข้างชัด

หนึ่ง องค์ประกอบของคำสั่งครบหรือไม่ ข้อ 11 กำหนดว่าคำสั่งลงโทษปรับต้องมีรายละเอียดการพิจารณาและเหตุผล อย่างน้อยประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการกระทำผิด ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และรายละเอียดของการปฏิบัติตามคำสั่ง

ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ — นี่คือส่วนที่บอกว่าเหตุใดจึงกำหนดโทษเท่านี้ ไม่ใช่มากกว่าหรือน้อยกว่านี้ ถ้าคำสั่งไม่มีส่วนนี้ หรือมีแต่เขียนกว้างจนตรวจสอบไม่ได้ นั่นคือประเด็น

สอง ข้อเท็จจริงที่ใช้ตั้งฐานถูกต้องหรือไม่ เช่น จำนวนเจ้าของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ วันที่องค์กรทราบเหตุ หรือขอบเขตของข้อมูลที่รั่วไหล หากข้อเท็จจริงเหล่านี้คลาดเคลื่อน ฐานการกำหนดโทษก็คลาดเคลื่อนตามไปด้วย

สาม ฐานความผิดที่ถูกกล่าวหาตรงกับพฤติการณ์หรือไม่ เพราะเหตุการณ์เดียวอาจถูกมองได้หลายฐาน และแต่ละฐานมีเพดานโทษต่างกัน

สี่ การใช้ดุลพินิจได้พิจารณาปัจจัยครบหรือไม่ ข้อ 8 ของประกาศกำหนดปัจจัยไว้หลายข้อ ซึ่งรวมถึงขนาดกิจการ การเยียวยาและบรรเทาความเสียหายเมื่อทราบเหตุ การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และระดับโทษที่เคยใช้กับรายอื่นในความผิดทำนองเดียวกัน หากองค์กรได้เยียวยาไปแล้วแต่คำสั่งไม่ได้กล่าวถึงเลย นั่นคือประเด็นเรื่องความได้สัดส่วน

ห้า ลำดับขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ ข้อ 9 วางลำดับว่ากรณีไม่ร้ายแรงให้สั่งแก้ไขหรือตักเตือนในเบื้องต้นก่อน และจะสั่งลงโทษปรับเมื่อเป็นกรณีร้ายแรง หรือเมื่อคำสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนไม่เป็นผล หากองค์กรเห็นว่าพฤติการณ์ของตนไม่ร้ายแรงและไม่เคยได้รับคำสั่งให้แก้ไขมาก่อน ประเด็นนี้ก็หยิบขึ้นมาพิจารณาได้

ปลายทางถ้าพลาด และสนามที่ยังเหลืออยู่

สิ่งที่ต้องประเมินคู่กันเสมอคือ คดีปกครองไม่ใช่สนามเดียว เพราะเจ้าของข้อมูลยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่ง

  • ตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจสั่งให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงตามที่ศาลเห็นสมควร แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
  • ในการกำหนดจำนวน ศาลพิจารณาพฤติการณ์ประกอบ เช่น ความร้ายแรงของความเสียหาย ประโยชน์ที่ผู้ควบคุมหรือผู้ประมวลผลได้รับ ฐานะทางการเงิน การบรรเทาความเสียหาย และการที่เจ้าของข้อมูลมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย
  • อายุความตามมาตรา 77 และ 78 โดยหลักคือ 3 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ควบคุมหรือผู้ประมวลผลข้อมูล หรือ 10 ปีนับแต่วันที่มีการละเมิด
  • หากผู้เสียหายเป็นพนักงานหรืออดีตพนักงาน เรื่องเดียวกันมักเดินต่อที่ศาลแรงงานด้วย ซึ่งเป็นสนามที่พิจารณาคนละประเด็นกัน

ข้อสังเกตที่มีน้ำหนักคือ ปัจจัย "การบรรเทาความเสียหาย" ปรากฏทั้งในการกำหนดค่าปรับทางปกครองและในการกำหนดค่าสินไหมเพื่อการลงโทษ องค์กรที่เยียวยาอย่างจริงจังและมีหลักฐานจึงได้ประโยชน์ในทั้งสองสนามพร้อมกัน

หลักฐานที่ต้องเก็บถ้าคิดจะโต้แย้ง

  • ต้นฉบับคำสั่งพร้อมซองและหลักฐานวันที่ได้รับ รวมถึงหลักฐานการส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ถ้ามี
  • คำชี้แจงและเอกสารทั้งชุดที่องค์กรเคยยื่นไว้ในชั้นก่อนหน้า
  • หลักฐานการเยียวยาและการชดใช้ค่าสินไหมที่ทำไปแล้ว พร้อมวันที่
  • เอกสารที่แสดงมาตรฐานขององค์กร ณ วันเกิดเหตุ ไม่ใช่ฉบับที่ทำขึ้นภายหลัง
  • บันทึกการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทั้งหมด รวมถึงกำหนดนัดและสิ่งที่ยื่นในแต่ละนัด
  • ข้อมูลเปรียบเทียบระดับโทษที่เคยใช้กับกรณีทำนองเดียวกัน เท่าที่เป็นข้อมูลเปิดเผย

ถ้าเป็นฝ่ายองค์กรที่ได้รับคำสั่ง ต้องดูอะไรบ้าง

  • วันที่บนคำสั่ง วันที่ส่ง และวันที่องค์กรได้รับจริง ตรงกันหรือไม่
  • คำสั่งมีองค์ประกอบครบทั้งสี่รายการตามข้อ 11 หรือไม่
  • ข้อเท็จจริงที่ระบุในคำสั่งตรงกับที่องค์กรชี้แจงไปหรือไม่ จุดใดคลาดเคลื่อน
  • คำสั่งอ้างมาตราใด และตรงกับพฤติการณ์จริงหรือไม่
  • คำสั่งกล่าวถึงการเยียวยาที่องค์กรทำไปแล้วหรือไม่ ถ้าไม่ เพราะองค์กรไม่ได้ยื่นหรือเพราะไม่ถูกนำมาพิจารณา
  • องค์กรเคยได้รับคำสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนในเรื่องเดียวกันมาก่อนหรือไม่
  • มีคดีอื่นจากเหตุเดียวกันรออยู่หรือไม่ และการโต้แย้งจะกระทบคดีนั้นอย่างไร
  • ต้นทุนและระยะเวลาของการฟ้อง เทียบกับจำนวนค่าปรับและผลกระทบด้านชื่อเสียง

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "ยื่นฟ้องเกินกำหนด" — ประเด็นเรื่องระยะเวลามักถูกยกขึ้นก่อนประเด็นเนื้อหา และหากตกตรงนี้ เนื้อหาที่เตรียมมาทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกพิจารณา
  • "องค์กรยอมรับข้อเท็จจริงไปแล้วในชั้นชี้แจง" — คำชี้แจงที่เขียนไว้หลวม ๆ ตั้งแต่ต้น กลายเป็นข้อจำกัดในชั้นศาล
  • "ดุลพินิจอยู่ในกรอบที่ประกาศกำหนด" — ฝ่ายปกครองจะชี้ว่าได้พิจารณาปัจจัยครบแล้ว ภาระจึงอยู่ที่องค์กรที่ต้องแสดงว่าปัจจัยใดถูกมองข้าม
  • "เยียวยาหลังถูกจับได้ ไม่ใช่เยียวยาโดยสุจริต" — ช่วงเวลาระหว่างวันทราบเหตุกับวันเริ่มเยียวยาจึงสำคัญ
  • "มาตรฐานที่ยกมาเป็นเอกสารที่ทำภายหลัง" — เทียบวันที่บนเอกสารกับวันเกิดเหตุได้ทันที

ก่อนตัดสินใจฟ้อง ควรทำอะไรตามลำดับ

  1. บันทึกวันที่ได้รับคำสั่งและคำนวณกรอบ 90 วันทันทีในวันเดียวกัน แล้วตั้งจุดแจ้งเตือนล่วงหน้า
  2. ให้ทนายอ่านคำสั่งเทียบกับข้อ 11 ว่าองค์ประกอบครบหรือไม่ และเทียบข้อเท็จจริงกับคำชี้แจงเดิม
  3. ประเมินความเสี่ยงคู่ขนาน ทั้งการบังคับชำระระหว่างพิจารณา และคดีแพ่งที่อาจตามมา
  4. ชั่งน้ำหนักต้นทุน ระยะเวลา และผลกระทบด้านชื่อเสียง เทียบกับจำนวนค่าปรับอย่างตรงไปตรงมา
  5. ถ้าตัดสินใจไม่ฟ้อง ให้เร่งปฏิบัติตามคำสั่งให้ครบและเก็บหลักฐานไว้ เพราะประวัติมีผลต่อการพิจารณาโทษครั้งถัดไป
  6. ถ้าตัดสินใจฟ้อง ให้เตรียมสำนวนโดยอ้างอิงเอกสารชุดเดิมเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคำอธิบายจากที่เคยยื่นไว้

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายทันที

  • ได้รับคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองแล้ว ไม่ว่าจะตั้งใจโต้แย้งหรือไม่ก็ตาม
  • คำสั่งอ้างข้อเท็จจริงที่องค์กรเห็นว่าคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ
  • คำสั่งไม่ได้กล่าวถึงการเยียวยาที่องค์กรทำไปแล้ว
  • ได้รับหนังสือเตือนให้ชำระค่าปรับ ซึ่งแปลว่านาฬิกาเรือนที่สองกำลังจะครบ
  • มีเจ้าของข้อมูลติดต่อมาเรื่องค่าเสียหายคู่ขนานกับคดีปกครอง
  • เหตุเดียวกันมีคดีที่ศาลแรงงานหรือคดีแพ่งค้างอยู่
  • ไม่แน่ใจว่านับวันที่ "รู้หรือควรรู้" จากวันไหน

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ขั้นตอนตั้งแต่การโต้แย้งคำสั่งทางปกครองจนถึงการว่าความในศาล เป็นงานที่ต้องดำเนินการโดยทนายความ ไม่ใช่งานจัดทำเอกสารตามแบบ · ทีมทนาย PDPA ของเรา ตรวจความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่ง ความได้สัดส่วนของอัตราโทษ และความถูกต้องของขั้นตอน เพื่อประเมินช่องทางโต้แย้งให้ก่อนตัดสินใจ

เราสื่อสารตรงไปตรงมาและประเมินความคุ้มค่าให้ก่อนเริ่มดำเนินคดีเสมอ ในหลายกรณีคำแนะนำที่ตรงที่สุดคือไม่ควรฟ้อง แต่ควรเร่งปฏิบัติตามคำสั่งให้ครบและเก็บหลักฐานไว้ เพราะได้ผลดีกว่าทั้งในแง่ต้นทุนและในแง่ประวัติที่จะถูกนำมาพิจารณาครั้งถัดไป · และเมื่อเรื่องเดียวกันมีสนามคู่ขนานอย่างคดีแพ่งหรือคดีแรงงาน ทีมเดียวกันนี้วางแนวให้สอดคล้องกันได้ทั้งหมด

สรุป

คำว่า "เป็นที่สุด" ในคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง หมายถึงการปิดชั้นโต้แย้งภายในฝ่ายปกครอง ไม่ได้แปลว่าปิดประตูศาล องค์กรยังฟ้องเพิกถอนคำสั่งปรับต่อศาลปกครองได้ โดยหลักภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

แต่การรู้ว่าฟ้องได้ ไม่เท่ากับควรฟ้อง ประเด็นที่ใช้ต่อสู้ได้จริงคือความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งและความได้สัดส่วนของการใช้ดุลพินิจ ไม่ใช่ความรู้สึกว่าโทษหนักเกินไป องค์กรจึงควรให้ทนายอ่านคำสั่งเทียบกับหลักเกณฑ์ทันทีที่ได้รับ แล้วค่อยตัดสินใจ ไม่ใช่ตัดสินใจก่อนแล้วค่อยหาเหตุผล

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ พ.ศ. 2565 ข้อ 13 — คำสั่งของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามประกาศนี้ให้เป็นที่สุด
  • ประกาศฯ ข้อ 11 — คำสั่งลงโทษปรับต้องมี (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการกระทำผิด (2) ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ (4) รายละเอียดของการปฏิบัติตามคำสั่ง
  • ประกาศฯ ข้อ 8 และข้อ 9 — ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดโทษ และลำดับ "แก้ไขหรือตักเตือนก่อน ปรับเมื่อร้ายแรงหรือคำสั่งไม่เป็นผล"
  • ประกาศฯ ข้อ 12 — ไม่ชำระค่าปรับ ให้มีหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนใช้มาตรการบังคับทางปกครอง
  • พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 49 — การฟ้องคดีขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง โดยหลักต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี (เงื่อนไขการฟ้องคดีมีรายละเอียดอื่นประกอบ ควรตรวจสอบเป็นรายกรณี)
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 78 — ศาลมีอำนาจสั่งให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงตามที่ศาลเห็นสมควร แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
  • มาตรา 77 — อายุความการเรียกค่าสินไหมทดแทน โดยหลัก 3 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ควบคุมหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือ 10 ปีนับแต่วันที่มีการละเมิด
  • มาตรา 90 — อำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในการสั่งลงโทษปรับทางปกครอง และการฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับชำระค่าปรับ

คำถามที่พบบ่อย

คำสั่งเขียนว่าเป็นที่สุดแล้ว ยังฟ้องศาลได้จริงหรือ

คำว่าเป็นที่สุดในบริบทนี้ โดยหลักหมายถึงการปิดชั้นโต้แย้งภายในฝ่ายปกครอง คือไม่มีการอุทธรณ์ต่อหน่วยงานเหนือขึ้นไปอีก ไม่ได้หมายถึงการตัดอำนาจศาลในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่ง องค์กรจึงยังมีทางฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งได้ ทั้งนี้เงื่อนไขการฟ้องคดีในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับประเภทคำสั่งและข้อเท็จจริง จึงควรให้ทนายประเมินทันทีที่ได้รับคำสั่ง

นับ 90 วันจากวันไหน

มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ใช้คำว่านับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็นวันที่องค์กรได้รับแจ้งคำสั่ง แต่ไม่เสมอไป และประกาศปี 2565 ยังเปิดให้แจ้งคำสั่งทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยให้ถือว่าได้รับแจ้งตามวันและเวลาที่ปรากฏในหลักฐานการส่งโดยทันที องค์กรจึงควรบันทึกวันที่ได้รับไว้ให้ชัดตั้งแต่วันแรก และให้ทนายประเมินจุดเริ่มนับเป็นรายกรณี

ระหว่างที่ฟ้อง ต้องจ่ายค่าปรับไปก่อนไหม

การฟ้องคดีกับการบังคับชำระเป็นคนละเรื่องกัน และประกาศปี 2565 กำหนดว่าเมื่อถึงกำหนดชำระแล้วไม่ชำระ เจ้าหน้าที่จะมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนเข้าสู่มาตรการบังคับทางปกครอง องค์กรจึงควรประเมินทั้งสองเรื่องพร้อมกันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ตัดสินใจเรื่องฟ้องแล้วปล่อยเรื่องชำระไว้ ทั้งนี้แนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายก่อนตัดสินใจ

ถ้าชนะคดีปกครอง แปลว่าจบทุกเรื่องเลยไหม

ไม่ใช่ เพราะคดีปกครองพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งลงโทษ ซึ่งเป็นความรับผิดต่อรัฐ ส่วนเจ้าของข้อมูลยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่งตามมาตรา 77 และ 78 ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน และหากผู้เสียหายเป็นพนักงานหรืออดีตพนักงาน ยังมีความเป็นไปได้ที่เรื่องจะเดินต่อในคดีแรงงานด้วย องค์กรจึงควรวางแผนทุกสนามพร้อมกันตั้งแต่ต้น

ค่าสินไหมเพื่อการลงโทษคืออะไร คิดยังไง

มาตรา 78 ให้อำนาจศาลสั่งให้ผู้ควบคุมข้อมูลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงตามที่ศาลเห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง โดยศาลพิจารณาพฤติการณ์ประกอบ เช่น ความร้ายแรงของความเสียหาย ประโยชน์ที่ได้รับ ฐานะทางการเงิน การบรรเทาความเสียหาย และการที่เจ้าของข้อมูลมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย จำนวนที่แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นรายคดี

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทีมงานองค์กรประชุมวางแผนหลังได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเตรียมคำชี้แจง PDPA คุ้มครองข้อมูล

ได้รับหนังสือร้องเรียนจากพนักงานหรือลูกค้า 7 วันแรกต้องทำอะไรบ้าง ฉบับทนาย

ได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล 7 วันแรกคือช่วงที่กำหนดผลทั้งเรื่อง สรุปลำดับสิ่งที่ต้องทำวันต่อวัน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที
ทนายความอธิบายแนวทางรับมือกรณีองค์กรถูกร้องเรียน PDPA และได้รับหนังสือให้ชี้แจงแก่ผู้บริหาร PDPA คุ้มครองข้อมูล

ถูกร้องเรียน PDPA และถูกสั่งปรับทางปกครอง คู่มือรับมือฉบับทนาย ตั้งแต่รับหนังสือถึงชั้นศาล

ถูกร้องเรียน PDPA เรื่องไม่ได้จบที่ค่าปรับ แต่เดินเป็นชั้น ตั้งแต่ชั้นชี้แจง ชั้นคำสั่งปรับ จนถึงชั้นศาล รู้ก่อนว่าแต่ละชั้นต้องเตรียมอะไร

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 13 นาที
ฝ่ายบุคคลตรวจแฟ้มประวัติพนักงานก่อนตอบคำขอสำเนาแฟ้มประวัติของอดีตพนักงานตาม PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

พนักงานลาออกแล้วขอสำเนาแฟ้มประวัติทั้งหมด นายจ้างต้องให้ถึงระดับไหน

พนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติหลังลาออก นายจ้างต้องให้แค่ไหน ปฏิเสธได้เมื่อใด และต้องปกปิดอะไรก่อนส่ง สรุปแบบใช้ได้จริง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE