081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ถูกร้องเรียน PDPA และถูกสั่งปรับทางปกครอง คู่มือรับมือฉบับทนาย ตั้งแต่รับหนังสือถึงชั้นศาล

นายเอกราช ทิพย์แมม นายเอกราช ทิพย์แมมคดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน
เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด อ่าน 13 นาที PDPA คุ้มครองข้อมูล
ทนายความอธิบายแนวทางรับมือกรณีองค์กรถูกร้องเรียน PDPA และได้รับหนังสือให้ชี้แจงแก่ผู้บริหาร

สรุปประเด็นสำคัญ

เมื่อองค์กรถูกร้องเรียน PDPA เรื่องจะไม่กระโดดไปที่ค่าปรับทันที แต่เดินเป็นชั้น — ชั้นแรกคือพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเรียกให้ชี้แจง ชั้นที่สองคือการพิจารณาว่าจะ สั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อน หรือจะสั่งลงโทษปรับทางปกครอง และชั้นที่สามคือทางเลือกหลังมีคำสั่งแล้ว ซึ่งรวมถึงการฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง

จุดที่องค์กรเสียเปรียบมากที่สุดไม่ใช่ตอนขึ้นศาล แต่คือ คำชี้แจงฉบับแรก เพราะประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับกำหนดปัจจัยไว้หลายข้อ ซึ่งรวมถึงการเยียวยาความเสียหายเมื่อทราบเหตุ การชดใช้ค่าสินไหมให้เจ้าของข้อมูล และมาตรฐานที่องค์กรมีอยู่ในขณะกระทำผิด — ทั้งหมดนี้ต้องแสดงด้วยหลักฐานที่ทำไว้ก่อน ไม่ใช่คำอธิบายที่เขียนขึ้นหลังเกิดเรื่อง

วันที่องค์กรถูกร้องเรียน PDPA สิ่งที่มาถึงมือมักไม่ใช่คำฟ้อง แต่เป็นหนังสือให้ชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมกำหนดเวลา และคำถามแรกที่ผู้บริหารถามมักเป็น "จะโดนปรับเท่าไร" ทั้งที่คำถามที่ควรถามก่อนคือ "ตอนนี้เรื่องอยู่ชั้นไหน และเอกสารอะไรที่เราต้องมีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง" เพราะคำตอบของคำถามที่สองต่างหากที่กำหนดผลของคำถามแรก

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยอย่างไร และมาจากใคร

ผู้ร้องเรียนที่พบบ่อยไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่มักเป็นคนที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรอยู่แล้ว

สังเกตว่าเกือบทุกกลุ่มมีข้อพิพาทเดิมอยู่แล้ว การร้องเรียนตาม PDPA จึงมักเป็น "สนามที่สอง" ไม่ใช่สนามเดียว ซึ่งเป็นเหตุผลที่การตั้งรับต้องคิดควบคู่กับคดีหลักเสมอ

องค์กรส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดที่ 1: "ผิดแล้วต้องโดนปรับแน่นอน" — ความจริง คือมาตรา 90 กำหนดว่าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจสั่งลงโทษปรับทางปกครอง และในกรณีที่เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อนก็ได้ · ผลเสีย คือองค์กรที่คิดว่าอย่างไรก็โดนปรับ มักไม่ยอมลงทุนแก้ไขระหว่างทาง ทั้งที่การแก้ไขคือปัจจัยที่ถูกนำมาชั่งน้ำหนัก

เข้าใจผิดที่ 2: "ชี้แจงสั้น ๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันตอนขึ้นศาล" — ความจริง คือคำชี้แจงคือเอกสารที่กำหนดกรอบข้อเท็จจริงทั้งเรื่อง และถูกใช้อ้างอิงต่อในทุกชั้น · ผลเสีย คือการเปลี่ยนคำอธิบายในชั้นหลังจะกลายเป็นจุดที่ถูกโจมตีเรื่องความน่าเชื่อถือ

เข้าใจผิดที่ 3: "คำสั่งเป็นที่สุดแล้ว แปลว่าทำอะไรไม่ได้" — ความจริง คือ "เป็นที่สุด" หมายถึงไม่มีชั้นอุทธรณ์ภายในให้โต้แย้งต่อ ไม่ได้แปลว่าห้ามนำเรื่องขึ้นสู่ศาล โดยหลักองค์กรยังฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งได้ · ผลเสีย คือองค์กรที่เข้าใจผิดมักปล่อยกรอบเวลาฟ้องผ่านไปโดยไม่ได้ประเมินอะไรเลย

เข้าใจผิดที่ 4: "จ่ายค่าปรับแล้วจบ" — ความจริง คือค่าปรับทางปกครองเป็นคนละเรื่องกับความรับผิดทางแพ่งต่อเจ้าของข้อมูล ซึ่งฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่ง · ผลเสีย คือองค์กรตั้งงบไว้ก้อนเดียว แล้วเจอภาระที่สองตามมาทีหลัง

เข้าใจผิดที่ 5: "ให้ฝ่ายไอทีเป็นคนตอบ เพราะเป็นเรื่องระบบ" — ความจริง คือชั้นชี้แจงเป็นงานที่ต้องเรียงข้อเท็จจริงให้เข้ากับฐานกฎหมายที่ถูกกล่าวหา · ผลเสีย คือคำชี้แจงที่อธิบายเชิงเทคนิคละเอียดมาก แต่ไม่ได้ตอบว่าองค์กรมีฐานทางกฎหมายอะไรรองรับ

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… การถูกร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องเอกสารที่ส่งไปแล้วรอผล เหมือนการชี้แจงหน่วยงานราชการทั่วไป

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… นี่คือกระบวนการทางปกครองที่มีผลผูกพัน มีกรอบเวลา และมีการใช้ดุลพินิจซึ่งตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะประกาศหลักเกณฑ์กำหนดว่าคำสั่งลงโทษปรับต้องมีรายละเอียดการพิจารณาและเหตุผล อย่างน้อยประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และรายละเอียดของการปฏิบัติตามคำสั่ง

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… องค์กรมักโฟกัสที่ "เราผิดหรือไม่ผิด" แต่ประเด็นที่ต่อสู้ได้จริงมักอยู่ที่ "ข้อเท็จจริงที่ใช้ตั้งฐานถูกต้องหรือไม่" "ฐานความผิดที่ถูกกล่าวหาตรงกับพฤติการณ์หรือไม่" และ "การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษได้พิจารณาปัจจัยครบตามที่ประกาศกำหนดหรือไม่" ซึ่งเป็นคนละคำถามกันทั้งหมด

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ตั้งทีมรับเรื่องตั้งแต่วันแรก แยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อเท็จจริงและอะไรคือความเห็น รวบรวมหลักฐานการปฏิบัติตามกฎหมายที่ทำไว้ก่อนเกิดเหตุ และประเมินตั้งแต่ต้นว่าเรื่องนี้มีสนามที่สองรออยู่หรือไม่

เส้นทางของเรื่องร้องเรียน เดินเป็นชั้นอย่างไร

ชั้นเกิดอะไรขึ้นสิ่งที่องค์กรต้องทำ
1 · ร้องเรียนและตรวจสอบเจ้าของข้อมูลยื่นเรื่อง พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจงจัดทำคำชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานและบันทึกการปฏิบัติตามกฎหมาย ภายในกำหนดเวลาที่ระบุในหนังสือ
2 · แก้ไขหรือตักเตือนกรณีไม่ร้ายแรง โดยหลักจะมีคำสั่งให้แก้ไข ตักเตือน สั่งห้ามกระทำการที่ก่อความเสียหาย หรือสั่งจำกัดการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลไว้ก่อนปฏิบัติตามคำสั่งภายในระยะเวลาที่กำหนด และเก็บหลักฐานการปฏิบัติไว้ทุกขั้นตอน
3 · คำสั่งลงโทษปรับทางปกครองใช้ในกรณีร้ายแรง หรือกรณีที่คำสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนไม่เป็นผล คำสั่งต้องทำเป็นหนังสือและมีเหตุผลประกอบตรวจฐานความผิดที่ถูกกล่าวหา ความได้สัดส่วนของอัตราโทษ และความชอบด้วยกฎหมายของขั้นตอน
4 · หลังมีคำสั่งหากไม่ชำระ จะมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนเข้าสู่มาตรการบังคับทางปกครองตัดสินใจว่าจะชำระ หรือจะใช้สิทธิทางศาล ซึ่งมีกรอบเวลาบังคับ ต้องประเมินให้ทัน

สิ่งที่ควรจำคือ ลำดับ "ตักเตือนก่อน ปรับทีหลัง" ไม่ใช่สิทธิที่องค์กรเรียกร้องได้ แต่เป็นดุลพินิจที่ใช้เมื่อเห็นสมควรและเมื่อพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง องค์กรที่อยากอยู่ในกลุ่มนี้จึงต้องทำให้เห็นตั้งแต่ชั้นแรกว่าพฤติการณ์ของตนไม่ร้ายแรงจริง ไม่ใช่แค่บอกว่าไม่ร้ายแรง

คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดูอะไรบ้างในการกำหนดโทษ

ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ พ.ศ. 2565 กำหนดปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงไว้หลายข้อ ที่องค์กรควบคุมได้จริงและควรเตรียมหลักฐานรองรับ ได้แก่

  • รายละเอียดการกระทำผิด โดยเฉพาะว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือจงใจ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือขาดความระมัดระวังตามสมควร
  • ความร้ายแรงของพฤติกรรม และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • ขนาดกิจการของผู้ควบคุมข้อมูลหรือผู้ประมวลผลข้อมูล
  • ระดับความรับผิดชอบและมาตรฐานขององค์กรในขณะที่มีการกระทำความผิด
  • การดำเนินการตามประมวลจริยธรรม แนวปฏิบัติทางธุรกิจ หรือมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลในขณะที่มีการกระทำความผิด
  • การเยียวยาและบรรเทาความเสียหายเมื่อทราบเหตุที่กระทำความผิด
  • การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อเยียวยาความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูล
  • ประวัติการถูกลงโทษปรับทางปกครองที่ผ่านมา ซึ่งกรณีนิติบุคคลรวมถึงประวัติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของนิติบุคคลนั้นด้วย

ขอให้สังเกตคำว่า "ในขณะที่มีการกระทำความผิด" ที่ปรากฏสองครั้ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรีบทำเอกสารหลังได้รับหนังสือจึงช่วยได้จำกัด เพราะสิ่งที่ถูกวัดคือสภาพขององค์กร ณ วันเกิดเหตุ ไม่ใช่ ณ วันชี้แจง ส่วนสิ่งที่ทำหลังทราบเหตุและยังช่วยได้จริง คือการเยียวยาและการชดใช้ค่าสินไหม

คำชี้แจงที่ดีต้องมีอะไร

ในทางปฏิบัติ คำชี้แจงที่ใช้ได้ควรเรียงเป็นสี่ส่วน และแยกให้ขาดจากกัน

  1. ข้อเท็จจริงตามลำดับเวลา — ใครทำอะไร เมื่อใด รู้เรื่องเมื่อใด โดยอ้างอิงบันทึกที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ความทรงจำ
  2. ฐานทางกฎหมายที่องค์กรใช้ — ระบุว่าการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยครั้งนั้นอาศัยฐานใด และเอกสารใดรองรับ
  3. มาตรการที่มีอยู่ก่อนเกิดเหตุ — นโยบาย การจำกัดสิทธิเข้าถึง การอบรม บันทึกกิจกรรมการประมวลผล พร้อมวันที่จัดทำ
  4. การเยียวยาหลังทราบเหตุ — สิ่งที่ทำไปแล้ว สิ่งที่กำลังทำ และกรอบเวลาที่จะแล้วเสร็จ
คำสั่งลงโทษปรับทางปกครองต้องมีรายละเอียดการพิจารณาและเหตุผลที่มีคำสั่ง โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการกระทำผิด (2) ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ (4) รายละเอียดของการปฏิบัติตามคำสั่ง

ประโยคนี้สำคัญกับฝ่ายองค์กรมาก เพราะเป็นสิ่งที่ใช้ตรวจย้อนกลับได้ว่าคำสั่งที่ได้รับมีองค์ประกอบครบหรือไม่ และเหตุผลที่ให้ไว้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่องค์กรชี้แจงไปหรือไม่

ปลายทางถ้าพลาด และทางเลือกที่ยังเหลืออยู่

หากมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองแล้ว เส้นทางต่อไปโดยหลักมีดังนี้

  • ไม่ชำระค่าปรับ — เจ้าหน้าที่บังคับโทษปรับทางปกครองจะมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน
  • ยังไม่ชำระอีก — เข้าสู่มาตรการบังคับทางปกครอง ซึ่งอาจถึงขั้นยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สิน
  • กรณีบังคับทางปกครองไม่ได้ — มาตรา 90 ให้อำนาจคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับชำระค่าปรับ และหากศาลปกครองเห็นว่าคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย ศาลมีอำนาจพิพากษาและบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าปรับได้
  • ฝั่งองค์กรเอง — โดยหลักยังมีทางฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีกรอบเวลาบังคับ จึงต้องประเมินและตัดสินใจให้ทัน ทั้งนี้กรอบเวลาและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับประเภทคำสั่งและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ควรปรึกษาทนายทันทีที่ได้รับคำสั่ง
  • สนามคู่ขนาน — เจ้าของข้อมูลยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่ง และในกรณีที่ผู้ร้องเป็นพนักงานหรืออดีตพนักงาน เรื่องมักเดินต่อที่ศาลแรงงานด้วย

ประเด็นที่ต้องเน้นคือ ทุกทางเลือกข้างต้นมีกรอบเวลา และกรอบเวลาบางอย่างเริ่มเดินตั้งแต่วันที่องค์กรได้รับแจ้ง ไม่ใช่วันที่ผู้บริหารได้อ่าน การวางระบบว่าใครเป็นผู้รับหนังสือและต้องส่งต่อภายในกี่ชั่วโมง จึงเป็นเรื่องที่ควรทำไว้ก่อนเกิดเหตุ

หลักฐานที่ต้องเก็บ ถ้าถูกเรียกชี้แจงจะเอาอะไรไปยัน

  • บันทึกกิจกรรมการประมวลผลตามมาตรา 39 ที่ตรงกับงานจริง พร้อมวันที่จัดทำและวันที่ทบทวนล่าสุด
  • หนังสือแจ้งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 23 ฉบับที่ใช้อยู่ ณ วันเกิดเหตุ ไม่ใช่ฉบับที่เพิ่งแก้
  • เอกสารแสดงฐานการประมวลผลที่ใช้ และบันทึกการชั่งน้ำหนักหากใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
  • หลักฐานมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย เช่น การกำหนดสิทธิเข้าถึง บันทึกการเข้าใช้งานระบบ และนโยบายที่บังคับใช้จริง
  • หลักฐานการอบรมพนักงาน พร้อมรายชื่อผู้เข้าอบรมและวันที่
  • สัญญาหรือข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุนั้น
  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์ และบันทึกเหตุผลประกอบการตัดสินใจในแต่ละจุด
  • หลักฐานการเยียวยาหลังทราบเหตุ และการชดใช้ค่าสินไหมหากมี

ถ้าเป็นฝ่ายองค์กรที่ถูกร้องเรียน ต้องดูอะไรบ้าง

  • หนังสือที่ได้รับเป็นหนังสือประเภทใด ให้ชี้แจง ให้แก้ไข ตักเตือน หรือเป็นคำสั่งลงโทษปรับแล้ว
  • กำหนดเวลาในหนังสือคือวันไหน และเริ่มนับจากวันใด
  • ฐานความผิดที่ถูกกล่าวหาคือมาตราใด และตรงกับพฤติการณ์จริงหรือไม่
  • ผู้ร้องเรียนเป็นใคร และมีข้อพิพาทอื่นกับองค์กรอยู่ก่อนหรือไม่
  • องค์กรมีเอกสารที่ทำไว้ก่อนเกิดเหตุครบแค่ไหน และวันที่บนเอกสารสอดคล้องกันหรือไม่
  • ใครในองค์กรที่ควรพูด และใครที่ไม่ควรให้ข้อมูลโดยตรง
  • มีเรื่องเดียวกันนี้อยู่ในสนามอื่นด้วยหรือไม่ เช่น ศาลแรงงานหรือคดีแพ่ง
  • การเยียวยาที่ทำได้ทันทีมีอะไรบ้าง และทำแล้วบันทึกไว้หรือยัง

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "เอกสารทำขึ้นภายหลัง" — โจมตีว่านโยบายและบันทึกที่ยื่นมาจัดทำหลังได้รับหนังสือ จึงไม่สะท้อนมาตรฐานขององค์กรในขณะเกิดเหตุ
  • "มีนโยบายแต่ไม่ได้ใช้จริง" — ชี้ว่าเอกสารสวยแต่ไม่มีหลักฐานการบังคับใช้ เช่น ไม่มีบันทึกการอบรมหรือการทบทวนสิทธิเข้าถึง
  • "รู้เหตุมานานแล้วแต่เพิ่งแก้" — ใช้ไทม์ไลน์ขององค์กรเองมาชี้ว่าละเลย
  • "เคยถูกตักเตือนเรื่องเดียวกันมาก่อน" — ประวัติเดิมเป็นปัจจัยที่ถูกนำมาพิจารณาโดยตรง
  • "ไม่ได้เยียวยาผู้เสียหายเลย" — การไม่ชดใช้หรือไม่บรรเทาความเสียหาย เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ง่ายและมีน้ำหนัก

ก่อนตัดสินใจ ควรทำอะไรตามลำดับ

  1. ลงทะเบียนวันที่ได้รับหนังสือ และคำนวณกำหนดเวลาทุกกรอบทันทีในวันเดียวกัน (ดูลำดับงานละเอียดที่7 วันแรกหลังได้รับหนังสือร้องเรียน)
  2. ตั้งทีมรับเรื่องที่มีผู้บริหาร ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายไอที และ HR โดยกำหนดผู้พูดเพียงช่องทางเดียว
  3. รวบรวมเอกสารที่มีอยู่ก่อนเกิดเหตุ แยกจากเอกสารที่ทำขึ้นภายหลังให้ชัด อย่าปนกัน
  4. ประเมินว่ามีสนามที่สองหรือไม่ แล้ววางแนวคำอธิบายให้สอดคล้องกันทั้งสองสนามตั้งแต่ต้น
  5. ดำเนินการเยียวยาที่ทำได้ทันที และบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
  6. ให้ทนายร่างคำชี้แจง แล้วให้ผู้รู้ข้อเท็จจริงตรวจความถูกต้องอีกชั้นก่อนยื่น

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย

  • ได้รับหนังสือให้ชี้แจงจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ
  • ได้รับคำสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือคำสั่งจำกัดการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล
  • ได้รับคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองแล้ว ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่
  • ผู้ร้องเรียนเป็นพนักงานหรืออดีตพนักงาน และมีเรื่องค้างที่ศาลแรงงานหรือพนักงานตรวจแรงงาน
  • เหตุที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวพันกับคู่ค้า จนไม่ชัดว่าใครเป็นผู้ควบคุมและใครเป็นผู้ประมวลผล
  • มีเจ้าของข้อมูลหลายรายเสียหายพร้อมกัน จนมีความเสี่ยงเรื่องการฟ้องแพ่งตามมา
  • ไม่แน่ใจว่าเอกสารที่จะยื่น จะกลายเป็นหลักฐานเสียเปรียบในสนามอื่นหรือไม่

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

งานตั้งแต่ชั้นชี้แจงจนถึงชั้นศาลเป็นงานที่ต้องดำเนินการโดยทนายความ ไม่ใช่งานจัดทำเอกสารตามแบบ · ทีมทนาย PDPA ของเรา ดูแลตั้งแต่การจัดทำคำชี้แจงและรวบรวมพยานหลักฐาน การตรวจความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งและความได้สัดส่วนของอัตราโทษ ไปจนถึงการประเมินช่องทางโต้แย้งและการตั้งรับคดีแพ่งที่ตามมา

จุดที่เราต่างจากผู้ให้บริการที่ไม่ได้เป็นสำนักงานกฎหมาย คือเราเดินไปกับลูกความได้จนถึงชั้นศาล และเมื่อเรื่องเดียวกันมีสนามที่สองอย่างคดีแรงงานหรือคดีแพ่ง ทีมเดียวกันนี้วางแนวให้สอดคล้องกันได้ทั้งหมด · เราสื่อสารตรงไปตรงมาและประเมินความคุ้มค่าให้ก่อนเริ่มดำเนินคดีเสมอ ซึ่งในหลายกรณีคำแนะนำที่ตรงที่สุดคือให้เร่งเยียวยาและปฏิบัติตามคำสั่งให้ครบ มากกว่าการเดินหน้าโต้แย้ง

สรุป

เมื่อองค์กรถูกร้องเรียน PDPA สิ่งที่กำหนดผลไม่ใช่ความสามารถในการเขียนคำอธิบาย แต่คือหลักฐานที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เพราะปัจจัยที่ใช้พิจารณาโทษหลายข้อวัดจากสภาพขององค์กร ณ วันที่กระทำความผิด

เรื่องเดินเป็นชั้น และแต่ละชั้นมีกรอบเวลาของตัวเอง องค์กรที่ตั้งทีมรับเรื่องได้เร็ว แยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็นได้ชัด และเยียวยาผู้เสียหายอย่างมีหลักฐาน จะอยู่ในตำแหน่งที่ต่างจากองค์กรที่รอจนใกล้ครบกำหนดแล้วค่อยหาเอกสารมาก

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ หรือเพิ่งได้รับหนังสือให้ชี้แจง ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 90 — คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจสั่งลงโทษปรับทางปกครอง และในกรณีที่เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อนก็ได้ · กรณีไม่ชำระ ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับชำระค่าปรับ
  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ พ.ศ. 2565 ข้อ 8 — ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการพิจารณาโทษ รวมถึงเจตนา ความร้ายแรง ขนาดกิจการ มาตรฐานในขณะกระทำผิด การเยียวยา การชดใช้ค่าสินไหม และประวัติการถูกลงโทษ
  • ประกาศฯ ข้อ 9 — กรณีไม่ร้ายแรงให้สั่งแก้ไขหรือตักเตือนก่อน · กรณีร้ายแรงหรือคำสั่งไม่เป็นผล จึงสั่งลงโทษปรับทางปกครอง
  • ประกาศฯ ข้อ 11 — คำสั่งลงโทษปรับต้องมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และรายละเอียดของการปฏิบัติตามคำสั่ง
  • ประกาศฯ ข้อ 12 — เมื่อไม่ชำระค่าปรับ ให้มีหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนใช้มาตรการบังคับทางปกครอง
  • มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 มาตรา 30 วรรคสี่ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง มาตรา 41 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 42 วรรคสองหรือวรรคสาม
  • มาตรา 78วรรคหนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษ ศาลสั่งเพิ่มได้ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง · วรรคสอง อายุความ 3 ปีนับแต่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด หรือ 10 ปีนับแต่วันที่มีการละเมิด
  • พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 — เงื่อนไขและกรอบเวลาการฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง (ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีก่อนอ้างอิง)

คำถามที่พบบ่อย

ถูกร้องเรียน PDPA แล้วจะโดนปรับทันทีเลยไหม

โดยหลักไม่ใช่ มาตรา 90 กำหนดว่าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจสั่งลงโทษปรับทางปกครอง และในกรณีที่เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อนก็ได้ ส่วนประกาศหลักเกณฑ์ปี 2565 แยกไว้ว่า กรณีไม่ร้ายแรงให้สั่งแก้ไขหรือตักเตือนในเบื้องต้นก่อน และจะสั่งลงโทษปรับเมื่อเป็นกรณีร้ายแรง หรือเมื่อคำสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนไม่เป็นผล ผลในทางปฏิบัติจึงขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และหลักฐานของแต่ละกรณี

คำสั่งของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเป็นที่สุดแล้ว ยังทำอะไรได้อีกไหม

คำว่าเป็นที่สุดหมายถึงไม่มีชั้นอุทธรณ์ภายในให้โต้แย้งต่อ แต่ไม่ได้แปลว่าห้ามนำเรื่องขึ้นสู่ศาล โดยหลักองค์กรยังมีทางฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีเงื่อนไขและกรอบเวลาบังคับ และแตกต่างกันตามประเภทคำสั่งและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี จึงควรปรึกษาทนายความทันทีที่ได้รับคำสั่ง เพื่อประเมินให้ทันกรอบเวลา

จ่ายค่าปรับทางปกครองแล้ว เจ้าของข้อมูลยังฟ้องเราได้อีกไหม

ได้ เพราะค่าปรับทางปกครองเป็นความรับผิดต่อรัฐ ส่วนการเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นความรับผิดทางแพ่งต่อเจ้าของข้อมูลซึ่งเป็นคนละส่วนกัน องค์กรจึงควรประเมินความเสี่ยงทั้งสองทางพร้อมกันตั้งแต่ต้น และหากผู้เสียหายเป็นพนักงานหรืออดีตพนักงาน ยังมีความเป็นไปได้ที่เรื่องจะเดินต่อในคดีแรงงานอีกทางหนึ่งด้วย

ถ้าไม่ชำระค่าปรับตามคำสั่ง จะเกิดอะไรขึ้น

ประกาศหลักเกณฑ์ปี 2565 กำหนดว่าเมื่อถึงกำหนดชำระแล้วยังไม่ชำระให้ถูกต้องครบถ้วน เจ้าหน้าที่บังคับโทษปรับทางปกครองจะมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน หากยังไม่ชำระอีก จะนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองมาใช้ ซึ่งอาจถึงขั้นยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สิน และในกรณีที่บังคับทางปกครองไม่ได้ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับชำระค่าปรับ

ควรให้ฝ่ายไอทีหรือฝ่ายกฎหมายเป็นคนตอบหนังสือชี้แจง

ควรเป็นงานร่วมกัน โดยฝ่ายไอทีและฝ่ายที่รู้ข้อเท็จจริงเป็นผู้ให้ข้อมูลและยืนยันความถูกต้อง ส่วนการเรียงข้อเท็จจริงให้เข้ากับฐานกฎหมายที่ถูกกล่าวหา การเลือกว่าจะยื่นเอกสารใดบ้าง และการประเมินผลกระทบต่อคดีอื่นที่อาจตามมา เป็นงานที่ควรให้ทนายความดูแล เพราะเอกสารที่ยื่นในชั้นนี้จะถูกใช้อ้างอิงต่อในทุกชั้นและอาจถูกใช้ในสนามอื่นด้วย

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่สรรหาพิจารณาใบสมัครก่อนตรวจประวัติผู้สมัครงานตามกรอบ PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

ตรวจประวัติผู้สมัครงานได้ถึงระดับไหน — ประวัติอาชญากรรมคือข้อมูลอ่อนไหว ที่นายจ้างมักไม่รู้

ตรวจประวัติผู้สมัครงานทำได้ แต่ประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าที่นายจ้างส่วนใหญ่คิด

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
เจ้าหน้าที่ทำเงินเดือนทำงานในพื้นที่แยก พร้อมการควบคุมสิทธิเข้าถึงข้อมูลเงินเดือนพนักงาน PDPA คุ้มครองข้อมูล

ข้อมูลเงินเดือนพนักงาน ใครในบริษัทเข้าถึงได้บ้าง — 5 ระดับสิทธิที่ควรแยก ปี 2569

ข้อมูลเงินเดือนพนักงานควรแยกสิทธิเข้าถึง 5 ระดับ พร้อมจุดรั่วที่พบบ่อยที่สุดคือไฟล์ตารางที่ส่งต่อกันในองค์กร

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 7 นาที
ผู้บริหารและทนายตรวจบันทึกระบบหลังพบว่าพนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท PDPA คุ้มครองข้อมูล

พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ทำอะไรได้บ้าง — 5 ขั้นตอนแรกและหลักฐานที่ต้องรีบเก็บ

พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ต้องรีบเก็บหลักฐาน 5 อย่างก่อนหาย และองค์กรเองก็อาจมีหน้าที่แจ้งเหตุด้วย

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE