081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล กฎใหม่ปี 2569 องค์กรต้องทำอะไรบ้าง ฉบับทนาย

นายเอกราช ทิพย์แมม นายเอกราช ทิพย์แมมคดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน
เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด อ่าน 12 นาที PDPA คุ้มครองข้อมูล
ผู้ยื่นคำขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลส่งเอกสารคำขอให้เจ้าหน้าที่องค์กรตรวจสอบตามกฎใหม่ PDPA ปี 2569

สรุปประเด็นสำคัญ

ตั้งแต่ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับใหม่ พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ เมื่อมีคนยื่นขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเอง องค์กรจะมีกรอบเวลา สองชั้น ไม่ใช่ชั้นเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ — ชั้นแรกคือ ตรวจคำขอและยืนยันตัวตนผู้ยื่นให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ และชั้นที่สองคือ ดำเนินการตามคำขอให้เสร็จภายใน 30 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันหากมีเหตุจำเป็นและแจ้งเหตุผลแล้ว

จุดที่องค์กรมักเสียสิทธิ์คือ การปฏิเสธคำขอโดยไม่บันทึกเหตุผล เพราะประกาศกำหนดให้ต้องบันทึกการปฏิเสธพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 และการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่บันทึกนี้เป็นความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองแยกต่างหาก — ปฏิเสธได้ ไม่ผิด แต่ปฏิเสธแล้วไม่จดว่าทำไม คือจุดที่แพ้

เมื่อพนักงานคนหนึ่งลาออกแล้วส่งอีเมลมาว่า "ขอสำเนาข้อมูลทั้งหมดที่บริษัทเก็บเกี่ยวกับผม" หรือลูกค้าโทรมาถามว่า "เอาเบอร์ผมมาจากไหน" คำถามแรกที่ผุดขึ้นในหัวผู้บริหารมักเป็น "ต้องให้ไหม" แต่คำถามที่ถูกต้องกว่าคือ "ต้องตอบภายในกี่วัน และถ้าไม่ให้ ต้องจดอะไรไว้" เพราะการขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องมารยาททางธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่มีนาฬิกาเดินอยู่ และประกาศฉบับใหม่ปี 2569 เพิ่งทำให้นาฬิกาเรือนนั้นชัดขึ้นกว่าเดิมมาก

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน และมาจากใคร

ในทางปฏิบัติ คำขอใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลแทบไม่เคยมาจากคนที่ "อยากรู้เฉย ๆ" แต่มักมาจากคนที่กำลังจะมีข้อพิพาทกับองค์กร หรือมีอยู่แล้ว

  • อดีตพนักงานที่ถูกเลิกจ้างแล้วขอแฟ้มประวัติทั้งหมด เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนฟ้องศาลแรงงาน
  • พนักงานที่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนทางวินัย แล้วขอดูบันทึกการเข้าออก ภาพกล้องวงจรปิด หรือรายงานการสอบสวน
  • ลูกค้าที่ได้รับโทรศัพท์ขายของ แล้วขอให้เปิดเผยว่าองค์กรได้เบอร์มาจากแหล่งใด
  • คู่กรณีในคดีที่ใช้สิทธิตาม PDPA เป็นช่องทางรวบรวมพยานหลักฐานก่อนฟ้อง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำขอลักษณะนี้จึงห้ามให้ฝ่ายธุรการตอบเองตามสัญชาตญาณ เพราะสิ่งที่ส่งออกไปในวันนี้ อาจกลายเป็นเอกสารที่อีกฝ่ายยื่นต่อศาลในอีกหกเดือนข้างหน้า

องค์กรส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดที่ 1: "มีเวลา 30 วัน ค่อย ๆ ทำก็ได้" — ความจริง คือประกาศฉบับใหม่แยกกรอบเวลาเป็นสองชั้น ชั้นตรวจคำขอและยืนยันตัวตนต้องเสร็จภายใน 15 วัน ส่วน 30 วันคือชั้นดำเนินการตามคำขอ · ผลเสีย คือองค์กรที่คิดว่ามี 30 วันเต็ม มักปล่อยให้ 15 วันแรกผ่านไปโดยยังไม่ได้แตะคำขอเลย

เข้าใจผิดที่ 2: "เอกสารไม่ครบ ก็เก็บเงียบไว้ก่อน" — ความจริง คือถ้าเห็นว่าคำขอหรือหลักฐานไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ต้องแจ้งเป็นหนังสือหรือทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก้ไข โดยต้องให้เวลาไม่น้อยกว่า 10 วัน · ผลเสีย คือการเงียบไม่ทำให้นาฬิกาหยุด แต่ทำให้องค์กรอธิบายไม่ได้ว่าล่าช้าเพราะอะไร

เข้าใจผิดที่ 3: "ในไฟล์มีชื่อคนอื่นอยู่ด้วย เลยปฏิเสธทั้งคำขอ" — ความจริง คือประกาศกำหนดให้ดำเนินการ เท่าที่สามารถกระทำได้ โดยอาจลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบผู้อื่น · ผลเสีย คือการปฏิเสธเหมารวมทั้งที่ปกปิดบางส่วนได้ กลายเป็นประเด็นให้ถูกร้องเรียน

เข้าใจผิดที่ 4: "ปฏิเสธไปแล้ว จบ" — ความจริง คือต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ยื่นทราบ และต้องบันทึกการปฏิเสธพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 · ผลเสีย คือวันที่ถูกเรียกตรวจ องค์กรมี "คำปฏิเสธ" แต่ไม่มี "หลักฐานว่าปฏิเสธโดยชอบ"

เข้าใจผิดที่ 5: "คิดค่าธรรมเนียมได้ทุกกรณี" — ความจริง คือถ้าให้ข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ต้องทำสื่อบันทึกรูปแบบเฉพาะ และไม่มีค่าขนส่งโดยตรง ต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม · ผลเสีย คือการเรียกเก็บโดยไม่มีฐาน กลายเป็นการสร้างอุปสรรคแก่การใช้สิทธิ

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… การขอสำเนาข้อมูลเป็นงานเอกสารของฝ่ายไอทีหรือฝ่ายบุคคล ใครถือไฟล์ก็ส่งไฟล์ให้ไป จบ

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… คำขอใช้สิทธิคือ "จุดเริ่มต้นของการเก็บพยานหลักฐาน" ของอีกฝ่าย และเป็นจุดที่วัดว่าองค์กรมีระบบจริงหรือมีแค่เอกสารนโยบาย เพราะสิ่งที่ตอบกลับไปจะถูกนำไปเทียบกับสิ่งที่องค์กรเคยประกาศไว้ใน Privacy Notice ของตัวเอง

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… ไม่ใช่ตรง "ให้หรือไม่ให้" แต่อยู่ตรงสามจุด — องค์กรค้นข้อมูลของคนคนเดียวจากทุกระบบไม่เจอครบ, ส่งไฟล์ที่มีข้อมูลของบุคคลอื่นปนไปโดยไม่ปกปิด (ซึ่งกลายเป็นเหตุละเมิดข้อมูลอีกเรื่องหนึ่งทันที), และปฏิเสธโดยไม่ได้จดเหตุผล

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… วางขั้นตอนรับคำขอให้จบในกระบวนการเดียว ตั้งแต่ลงทะเบียนวันรับคำขอ ยืนยันตัวตน ค้นข้อมูลข้ามระบบ ปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม อนุมัติโดยผู้มีอำนาจ ไปจนถึงบันทึกผลและเหตุผล แล้วซ้อมกับเคสสมมติหนึ่งเคสก่อนของจริงจะมา

กฎใหม่ปี 2569 กำหนดกรอบเวลาไว้อย่างไร

ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป หากต้องการอ่านสาระของประกาศแบบเจาะรายข้อ ดูได้ที่บทความสรุปประกาศ PDPA ปี 2569 ฉบับเต็ม

ขั้นตอนกรอบเวลาข้อสังเกตสำหรับองค์กร
ตรวจรายละเอียดคำขอ เอกสารหลักฐาน และยืนยันว่าผู้ยื่นเป็นเจ้าของข้อมูลหรือผู้รับมอบอำนาจจริงไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอเป็นกรอบเวลาที่ถูกมองข้ามมากที่สุด
แจ้งให้แก้ไขคำขอหรือส่งเอกสารเพิ่มเติม เมื่อพบว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนกำหนดเวลาให้ ไม่น้อยกว่า 10 วันเมื่อได้เอกสารครบแล้ว ให้ถือว่า "ได้รับคำขอ" ในวันนั้น นาฬิกาเริ่มนับใหม่
ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอใช้เมื่อตรวจแล้วครบถ้วนและไม่เข้าเหตุปฏิเสธ
ขยายเวลา กรณีข้อมูลปริมาณมากหรือมีเหตุจำเป็นอื่นขยายได้อีก ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดเดิมต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดให้ผู้ยื่นทราบ

หากผู้ยื่นไม่แก้ไขคำขอหรือไม่ส่งเอกสารเพิ่มเติมภายในกำหนด ให้ถือว่าละทิ้งคำขอ และองค์กรต้องแจ้งเป็นหนังสือหรือทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ทราบ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำขอนั้นใหม่ — แปลว่าคำขอที่ "ตกไป" ไม่ได้หายไปตลอดกาล และองค์กรที่ใช้วิธีขอเอกสารเพิ่มไปเรื่อย ๆ เพื่อถ่วงเวลา จะเจอคำขอชุดใหม่พร้อมประวัติที่ดูไม่ดีในชั้นชี้แจง

ปฏิเสธคำขอได้ในกรณีใดบ้าง

ประกาศกำหนดเหตุที่ปฏิเสธได้ไว้ค่อนข้างแคบ โดยสรุปคือ

  • เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล
  • การดำเนินการตามคำขอจะส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นตามกฎหมาย รวมถึงกรณีที่ปรากฏข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่น หรือปรากฏความลับของทางราชการ ความลับทางการค้า ลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาอื่นใดของผู้อื่น
  • คำขอมีลักษณะไม่เป็นสาระสำคัญอย่างชัดเจน หรือจะเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ควบคุมข้อมูลโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

แต่ในกรณีที่ปฏิเสธเพราะกระทบสิทธิผู้อื่น ประกาศกำหนดชัดว่าองค์กร ต้องดำเนินการตามคำขอเท่าที่สามารถกระทำได้ โดยคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายประกอบกัน และอาจลบ ตัดทอน หรือทำโดยประการอื่นที่ไม่เป็นการเปิดเผยส่วนที่กระทบผู้อื่นนั้นเสีย พูดง่าย ๆ คือกฎหมายคาดหวังให้ "ปิดทึบเฉพาะจุด" มากกว่า "ปฏิเสธทั้งฉบับ"

เมื่อปฏิเสธไม่ดำเนินการตามคำขอ ต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ยื่นทราบ และให้บันทึกการปฏิเสธคำขอพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ปลายทางถ้าพลาด เรื่องจะเดินไปทางไหน

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากงานเอกสารทั่วไป คือมีปลายทางที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ "อาจถูกตำหนิ"

  1. เจ้าของข้อมูลที่ไม่พอใจสามารถร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  2. คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจง และหากเห็นว่าไม่ร้ายแรง โดยหลักจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อน
  3. หากร้ายแรง หรือคำสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนไม่เป็นผล จึงจะมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง
  4. เฉพาะหน้าที่ บันทึกการปฏิเสธ ตามมาตรา 30 วรรคสี่ นั้น มาตรา 82 กำหนดโทษปรับทางปกครองไว้ไม่เกินหนึ่งล้านบาท ซึ่งเป็นความผิดคนละฐานกับการไม่ให้ข้อมูล
  5. คู่ขนานกันไป เจ้าของข้อมูลยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่ง และในกรณีของอดีตพนักงาน ข้อพิพาทมักไปจบที่ศาลแรงงานมากกว่าจบที่สำนักงาน

ประเด็นที่ควรจำคือ ลำดับ "ตักเตือนก่อน ปรับทีหลัง" ไม่ได้แปลว่าองค์กรมีสิทธิพลาดฟรีหนึ่งครั้ง เพราะประวัติการถูกตักเตือนและพฤติการณ์ว่าองค์กรเยียวยาหรือไม่ เป็นปัจจัยที่ถูกนำมาชั่งน้ำหนักในการกำหนดโทษรอบถัดไป

หลักฐานที่ต้องเก็บ ถ้าถูกเรียกตรวจจะเอาอะไรไปยัน

ประกาศกำหนดให้บันทึกรายละเอียดคำขอ เอกสารหลักฐานที่ได้รับ และการดำเนินการหรือการปฏิเสธ เก็บไว้ ไม่น้อยกว่า 2 ปี เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและอ้างอิง โดยจะบันทึกในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ในทางปฏิบัติ แฟ้มหนึ่งคำขอควรมีอย่างน้อย

  • ตัวคำขอฉบับที่ได้รับ พร้อมวันและเวลาที่รับ (นี่คือหลักฐานตั้งต้นของนาฬิกาทั้งสองเรือน)
  • เอกสารยืนยันตัวตน และหนังสือมอบอำนาจพร้อมอากรแสตมป์ หากยื่นแทนกัน
  • บันทึกว่าค้นจากระบบใดบ้าง ใครเป็นผู้ค้น และค้นเมื่อใด
  • ไฟล์ฉบับก่อนปกปิดและฉบับหลังปกปิด พร้อมเหตุผลว่าปกปิดส่วนใดเพราะอะไร
  • หนังสือแจ้งขยายเวลา พร้อมเหตุผลความจำเป็น (ถ้ามี)
  • หนังสือแจ้งผลหรือหนังสือปฏิเสธพร้อมเหตุผล และการบันทึกลงรายการตามมาตรา 39
  • หลักฐานช่องทางและวิธีการส่งมอบข้อมูล

ถ้าเป็นฝ่ายองค์กรหรือ HR ต้องเช็กอะไรก่อนวันบังคับใช้

  • มีช่องทางยื่นคำขออย่างน้อยที่สถานที่ทำการและทางไปรษณีย์แล้วหรือยัง (ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มได้ แต่ไม่ใช่ช่องทางบังคับ)
  • ใครคือผู้รับคำขอ ใครตรวจ ใครอนุมัติ และใครลงนามหนังสือแจ้งผล — ระบุชื่อตำแหน่ง ไม่ใช่ระบุแค่ "ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง"
  • มีวิธียืนยันตัวตนที่รัดกุมพอจะกันมิจฉาชีพสวมรอย แต่ไม่สร้างอุปสรรคเกินสมควรแก่เจ้าของข้อมูล
  • รู้หรือไม่ว่าข้อมูลของคนหนึ่งคนกระจายอยู่ในระบบใดบ้าง และค้นด้วยตัวระบุอะไร
  • มีขั้นตอนปกปิดข้อมูลบุคคลที่สามก่อนส่งมอบหรือยัง โดยเฉพาะแชท อีเมล และภาพจากกล้อง
  • ส่งไฟล์ด้วยช่องทางที่ปลอดภัยพอหรือไม่ (การส่งผิดคนในขั้นตอนนี้ กลายเป็นเหตุละเมิดข้อมูลอีกเรื่องทันที)
  • เตรียมรายละเอียดตามมาตรา 23 และรายการบันทึกตามมาตรา 39 ให้อยู่ในสภาพที่ขอดูได้จริงหรือยัง
  • มีที่เก็บบันทึกคำขอที่ค้นย้อนหลังได้ครบ 2 ปีหรือยัง
  • เคยซ้อมกับเคสสมมติสักหนึ่งเคสหรือยังว่าทำได้จริงภายในกรอบเวลา

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "ที่ให้มาไม่ครบ" — โต้แย้งว่าองค์กรส่งเฉพาะข้อมูลจากระบบเดียว ทั้งที่ Privacy Notice ของบริษัทเองระบุว่าเก็บมากกว่านั้น จุดนี้แก้ยากถ้าเอกสารขององค์กรขัดกันเอง
  • "ปกปิดเกินจำเป็น" — โต้แย้งว่าที่ปิดทึบไปนั้นไม่ใช่ข้อมูลของบุคคลอื่นจริง แต่เป็นการปิดเพื่อไม่ให้เห็นเนื้อหาที่เสียเปรียบ
  • "อ้างว่าเป็นภาระ ทั้งที่เพิ่งขอครั้งแรก" — เหตุ "เพิ่มภาระโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร" ใช้กับคำขอซ้ำซากหรือปริมาณมากผิดปกติ ไม่ใช่ใช้กับคำขอปกติที่องค์กรไม่อยากทำ
  • "เรียกค่าธรรมเนียมทั้งที่ส่งทางอีเมล" — โต้แย้งว่าเข้าเงื่อนไขที่ประกาศห้ามเรียกเก็บ
  • "ขยายเวลาโดยไม่บอกเหตุผล" — การขยายเวลาต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียด ไม่ใช่แจ้งเพียงว่าขอเลื่อน

ก่อนวันบังคับใช้ ควรทำอะไรตามลำดับ

  1. ตั้งเจ้าของกระบวนการหนึ่งคนให้ชัด และทำแบบฟอร์มคำขอกลางที่ครอบคลุมรายการที่ประกาศกำหนด
  2. ทำบัญชีว่าข้อมูลของบุคคลหนึ่งคนอยู่ในระบบใดบ้าง และค้นด้วยตัวระบุอะไร
  3. เขียนขั้นตอนตรวจคำขอและยืนยันตัวตนให้จบภายใน 15 วัน พร้อมจุดแจ้งเตือนล่วงหน้า
  4. กำหนดเกณฑ์การปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม พร้อมตัวอย่างจริง 2–3 ตัวอย่างให้ทีมดูเป็นแนว
  5. ทำแบบฟอร์มหนังสือ 4 ฉบับให้พร้อม — แจ้งให้ส่งเอกสารเพิ่ม, แจ้งขยายเวลา, แจ้งผล, แจ้งปฏิเสธพร้อมเหตุผล
  6. ซ้อมหนึ่งรอบด้วยเคสสมมติของอดีตพนักงาน แล้วจับเวลาจริงว่าทำเสร็จในกรอบหรือไม่

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายก่อนตอบ

  • ผู้ยื่นคำขอเป็นอดีตพนักงานที่มีข้อพิพาทค้างอยู่ หรือเพิ่งถูกเลิกจ้าง (อ่านต่อ: พนักงานลาออกแล้วขอสำเนาแฟ้มประวัติ นายจ้างต้องให้ถึงระดับไหน)
  • ข้อมูลที่ขอเกี่ยวพันกับการสอบสวนทางวินัยหรือรายงานภายในที่ยังไม่สิ้นสุด
  • ไฟล์ที่ต้องส่งมีข้อมูลของบุคคลอื่นปนอยู่มาก จนไม่แน่ใจว่าปกปิดพอหรือยัง
  • องค์กรกำลังจะปฏิเสธคำขอ ไม่ว่าจะปฏิเสธทั้งหมดหรือบางส่วน
  • มีคำขอเรื่องเดียวกันเข้ามาซ้ำหลายครั้งจนสงสัยว่าเป็นการใช้สิทธิเพื่อกดดัน
  • ผู้ยื่นเป็นผู้รับมอบอำนาจ และเอกสารมอบอำนาจดูไม่สมบูรณ์
  • องค์กรอยู่ในธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะซ้อนทับ เช่น สถาบันการเงิน สถานพยาบาล หรือหน่วยงานของรัฐ

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมของเราวางระบบข้อมูลพนักงานและขั้นตอนตอบคำขอใช้สิทธิ ให้ใช้ได้จริงในองค์กร ตั้งแต่แบบฟอร์มคำขอ เกณฑ์ยืนยันตัวตน แนวทางปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม ไปจนถึงร่างหนังสือแจ้งผลและหนังสือปฏิเสธที่เขียนแล้วใช้ยันได้ในชั้นชี้แจง และหากต้องการตรวจของเดิมที่ทำไว้ก่อนว่าครบหรือไม่ ก็เริ่มจากการตรวจความพร้อม PDPA ได้

สิ่งที่ต่างจากการซื้อชุดเอกสารสำเร็จรูป คือเราประเมินให้ก่อนว่าเรื่องไหนไม่ต้องทำ และเรื่องไหนที่จ่ายไปก็ไม่ได้ลดความเสี่ยงจริง เพราะเราคิดค่าบริการตามงาน ไม่ได้ขายเป็นแพ็กเกจ · และเมื่อคำขอนั้นมาจากอดีตพนักงานจนกลายเป็นข้อพิพาท ทีมเดียวกันนี้ยังดูแลต่อได้ถึงคดีแรงงาน ซึ่งเป็นจุดที่ข้อพิพาทข้อมูลพนักงานส่วนใหญ่ไปจบ ไม่ใช่จบที่สำนักงาน

สรุป

กฎใหม่ปี 2569 ไม่ได้เพิ่มสิทธิใหม่ให้เจ้าของข้อมูล เพราะสิทธิขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลมีอยู่ตามมาตรา 30 อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ "นาฬิกาและหลักฐาน" — กรอบ 15 วันสำหรับตรวจคำขอ กรอบ 30 วันสำหรับดำเนินการ ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันโดยต้องแจ้งเหตุผล และบันทึกทั้งหมดต้องเก็บไม่น้อยกว่า 2 ปี

องค์กรที่เตรียมทัน จะเปลี่ยนคำขอที่น่ากังวลให้กลายเป็นหลักฐานว่าตัวเองทำถูก ส่วนองค์กรที่ไม่ได้เตรียม จะพบว่าคำขอฉบับเดียวเปิดแผลได้หลายจุดพร้อมกัน ทั้งเรื่องความครบถ้วนของข้อมูล เรื่องการปกปิด และเรื่องการบันทึก

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ หรือเพิ่งได้รับคำขอเข้ามาแล้วยังไม่แน่ใจว่าต้องให้ถึงระดับไหน ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 — ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 175 ง วันที่ 16 ก.ค. 2569 ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศ
  • ประกาศฯ ข้อ 7 — ตรวจคำขอและยืนยันตัวตนผู้ยื่นให้เสร็จโดยไม่ชักช้า แต่ไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ · กรณีเอกสารไม่ครบ ให้กำหนดเวลาแก้ไขไม่น้อยกว่า 10 วัน
  • ประกาศฯ ข้อ 8 — เหตุที่ปฏิเสธคำขอได้ และหน้าที่ดำเนินการเท่าที่ทำได้โดยลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบผู้อื่น
  • ประกาศฯ ข้อ 10 — ดำเนินการตามคำขอไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันโดยต้องแจ้งเหตุผล
  • ประกาศฯ ข้อ 11 และบัญชีท้ายประกาศ — ห้ามเรียกค่าธรรมเนียมกรณีให้ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ต้องทำสื่อบันทึกเฉพาะและไม่มีค่าขนส่ง · กรณีเรียกเก็บได้ ต้องไม่เกินต้นทุนจริงและไม่เกินอัตราในบัญชีท้ายประกาศ
  • ประกาศฯ ข้อ 12 — เก็บบันทึกคำขอ เอกสารหลักฐาน การดำเนินการและการปฏิเสธ ไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30 — สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนา รวมถึงหน้าที่บันทึกการปฏิเสธตามวรรคสี่
  • มาตรา 82 — ผู้ควบคุมข้อมูลที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 มาตรา 30 วรรคสี่ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง มาตรา 41 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 42 วรรคสองหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท

คำถามที่พบบ่อย

กฎใหม่เรื่องขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลเริ่มบังคับใช้เมื่อไร

ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป ซึ่งตกอยู่ในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 องค์กรจึงควรใช้เวลาที่เหลือเตรียมช่องทางรับคำขอ ขั้นตอนยืนยันตัวตน และแบบฟอร์มหนังสือแจ้งผลให้พร้อมก่อนวันดังกล่าว

องค์กรต้องตอบคำขอภายในกี่วัน

ต้องแยกเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือการตรวจรายละเอียดคำขอ เอกสารหลักฐาน และยืนยันว่าผู้ยื่นเป็นเจ้าของข้อมูลหรือผู้รับมอบอำนาจจริง ซึ่งต้องเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ชั้นที่สองคือการดำเนินการตามคำขอ ซึ่งต้องเสร็จโดยไม่ชักช้าแต่ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ และขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันหากมีเหตุจำเป็น โดยต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ยื่นทราบ

เรียกค่าธรรมเนียมจากคนที่ขอสำเนาข้อมูลได้ไหม

โดยหลักไม่ได้ หากเป็นการให้ข้อมูลผ่านช่องทางหรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ต้องจัดทำข้อมูลในสื่อบันทึกรูปแบบใดเป็นการเฉพาะ และไม่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือจัดส่งโดยตรง กรณีนอกเหนือจากนั้นอาจเรียกเก็บได้ในอัตราที่สมเหตุสมผลและไม่เกินต้นทุนที่แท้จริง โดยกรณีที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประกาศต้องไม่เกินอัตราที่กำหนด และต้องแจ้งอัตราให้ทราบก่อนหรือในขณะที่ใช้สิทธิ

ถ้าไฟล์ที่ขอมีข้อมูลของพนักงานคนอื่นปนอยู่ ต้องปฏิเสธทั้งคำขอไหม

โดยหลักไม่ควรปฏิเสธทั้งคำขอ เพราะประกาศกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลดำเนินการตามคำขอเท่าที่สามารถกระทำได้ โดยคำนึงถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูลและสิทธิของผู้อื่นประกอบกัน และอาจลบ ตัดทอน หรือทำโดยประการอื่นที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนที่จะกระทบต่อผู้อื่นนั้น แนวทางที่ปลอดภัยกว่าจึงเป็นการปกปิดเฉพาะจุดแล้วส่งส่วนที่เหลือ พร้อมบันทึกเหตุผลว่าปกปิดส่วนใดเพราะอะไร

ปฏิเสธคำขอไปแล้ว ต้องทำอะไรต่อ

ต้องแจ้งเหตุผลของการปฏิเสธให้เจ้าของข้อมูลหรือผู้รับมอบอำนาจที่ยื่นคำขอทราบ และต้องบันทึกการปฏิเสธคำขอพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่บันทึกตามมาตรา 30 วรรคสี่ เป็นความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82 ซึ่งแยกต่างหากจากประเด็นว่าการปฏิเสธนั้นชอบหรือไม่

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฝ่ายบุคคลหารือกับพนักงานเรื่องการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA ในที่ทำงาน PDPA คุ้มครองข้อมูล

PDPA กับข้อมูลพนักงาน คู่มือนายจ้างและ HR ตั้งแต่รับสมัครจนพ้นสภาพ

ข้อมูลพนักงาน สรุปหน้าที่นายจ้างตลอดวงจรการจ้าง ตั้งแต่รับสมัคร ระหว่างจ้าง จนพ้นสภาพ พร้อมจุดที่พ่วงคดีแรงงาน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 11 นาที
ชั้นเก็บแฟ้มเอกสารพนักงานที่จัดตามตารางระยะเวลาเก็บเอกสารตาม PDPA และกฎหมายแรงงาน PDPA คุ้มครองข้อมูล

ตารางระยะเวลาเก็บเอกสาร HR ทำอย่างไรให้ถูกทั้ง PDPA และกฎหมายแรงงาน

ตารางระยะเวลาเก็บเอกสาร HR ที่ถูกต้องต้องอิงนาฬิกา 4 เรือนพร้อมกัน ไม่ใช่ลอกตัวเลขจากที่อื่นมาใช้

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที
ทีมงานองค์กรวางผังขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิ DSAR ตามกฎใหม่ PDPA ปี 2569 PDPA คุ้มครองข้อมูล

ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิ DSAR ตั้งแต่ต้นจนจบ ใครรับ ใครตรวจ ใครอนุมัติ

ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิ DSAR ที่ใช้ได้จริง 7 ขั้น พร้อมระบุว่าใครรับ ใครตรวจ ใครอนุมัติ และจุดไหนที่นาฬิกาเริ่มเดิน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE