ขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล กฎใหม่ปี 2569 องค์กรต้องทำอะไรบ้าง ฉบับทนาย

สรุปประเด็นสำคัญ
ตั้งแต่ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับใหม่ พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ เมื่อมีคนยื่นขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเอง องค์กรจะมีกรอบเวลา สองชั้น ไม่ใช่ชั้นเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ — ชั้นแรกคือ ตรวจคำขอและยืนยันตัวตนผู้ยื่นให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ และชั้นที่สองคือ ดำเนินการตามคำขอให้เสร็จภายใน 30 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันหากมีเหตุจำเป็นและแจ้งเหตุผลแล้ว
จุดที่องค์กรมักเสียสิทธิ์คือ การปฏิเสธคำขอโดยไม่บันทึกเหตุผล เพราะประกาศกำหนดให้ต้องบันทึกการปฏิเสธพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 และการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่บันทึกนี้เป็นความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองแยกต่างหาก — ปฏิเสธได้ ไม่ผิด แต่ปฏิเสธแล้วไม่จดว่าทำไม คือจุดที่แพ้
เมื่อพนักงานคนหนึ่งลาออกแล้วส่งอีเมลมาว่า "ขอสำเนาข้อมูลทั้งหมดที่บริษัทเก็บเกี่ยวกับผม" หรือลูกค้าโทรมาถามว่า "เอาเบอร์ผมมาจากไหน" คำถามแรกที่ผุดขึ้นในหัวผู้บริหารมักเป็น "ต้องให้ไหม" แต่คำถามที่ถูกต้องกว่าคือ "ต้องตอบภายในกี่วัน และถ้าไม่ให้ ต้องจดอะไรไว้" เพราะการขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องมารยาททางธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่มีนาฬิกาเดินอยู่ และประกาศฉบับใหม่ปี 2569 เพิ่งทำให้นาฬิกาเรือนนั้นชัดขึ้นกว่าเดิมมาก
เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน และมาจากใคร
ในทางปฏิบัติ คำขอใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลแทบไม่เคยมาจากคนที่ "อยากรู้เฉย ๆ" แต่มักมาจากคนที่กำลังจะมีข้อพิพาทกับองค์กร หรือมีอยู่แล้ว
- อดีตพนักงานที่ถูกเลิกจ้างแล้วขอแฟ้มประวัติทั้งหมด เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนฟ้องศาลแรงงาน
- พนักงานที่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนทางวินัย แล้วขอดูบันทึกการเข้าออก ภาพกล้องวงจรปิด หรือรายงานการสอบสวน
- ลูกค้าที่ได้รับโทรศัพท์ขายของ แล้วขอให้เปิดเผยว่าองค์กรได้เบอร์มาจากแหล่งใด
- คู่กรณีในคดีที่ใช้สิทธิตาม PDPA เป็นช่องทางรวบรวมพยานหลักฐานก่อนฟ้อง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำขอลักษณะนี้จึงห้ามให้ฝ่ายธุรการตอบเองตามสัญชาตญาณ เพราะสิ่งที่ส่งออกไปในวันนี้ อาจกลายเป็นเอกสารที่อีกฝ่ายยื่นต่อศาลในอีกหกเดือนข้างหน้า
องค์กรส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
เข้าใจผิดที่ 1: "มีเวลา 30 วัน ค่อย ๆ ทำก็ได้" — ความจริง คือประกาศฉบับใหม่แยกกรอบเวลาเป็นสองชั้น ชั้นตรวจคำขอและยืนยันตัวตนต้องเสร็จภายใน 15 วัน ส่วน 30 วันคือชั้นดำเนินการตามคำขอ · ผลเสีย คือองค์กรที่คิดว่ามี 30 วันเต็ม มักปล่อยให้ 15 วันแรกผ่านไปโดยยังไม่ได้แตะคำขอเลย
เข้าใจผิดที่ 2: "เอกสารไม่ครบ ก็เก็บเงียบไว้ก่อน" — ความจริง คือถ้าเห็นว่าคำขอหรือหลักฐานไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ต้องแจ้งเป็นหนังสือหรือทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก้ไข โดยต้องให้เวลาไม่น้อยกว่า 10 วัน · ผลเสีย คือการเงียบไม่ทำให้นาฬิกาหยุด แต่ทำให้องค์กรอธิบายไม่ได้ว่าล่าช้าเพราะอะไร
เข้าใจผิดที่ 3: "ในไฟล์มีชื่อคนอื่นอยู่ด้วย เลยปฏิเสธทั้งคำขอ" — ความจริง คือประกาศกำหนดให้ดำเนินการ เท่าที่สามารถกระทำได้ โดยอาจลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบผู้อื่น · ผลเสีย คือการปฏิเสธเหมารวมทั้งที่ปกปิดบางส่วนได้ กลายเป็นประเด็นให้ถูกร้องเรียน
เข้าใจผิดที่ 4: "ปฏิเสธไปแล้ว จบ" — ความจริง คือต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ยื่นทราบ และต้องบันทึกการปฏิเสธพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 · ผลเสีย คือวันที่ถูกเรียกตรวจ องค์กรมี "คำปฏิเสธ" แต่ไม่มี "หลักฐานว่าปฏิเสธโดยชอบ"
เข้าใจผิดที่ 5: "คิดค่าธรรมเนียมได้ทุกกรณี" — ความจริง คือถ้าให้ข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ต้องทำสื่อบันทึกรูปแบบเฉพาะ และไม่มีค่าขนส่งโดยตรง ต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม · ผลเสีย คือการเรียกเก็บโดยไม่มีฐาน กลายเป็นการสร้างอุปสรรคแก่การใช้สิทธิ (ดูเพดานค่าธรรมเนียมตามบัญชีท้ายประกาศ)
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… การขอสำเนาข้อมูลเป็นงานเอกสารของฝ่ายไอทีหรือฝ่ายบุคคล ใครถือไฟล์ก็ส่งไฟล์ให้ไป จบ
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… คำขอใช้สิทธิคือ "จุดเริ่มต้นของการเก็บพยานหลักฐาน" ของอีกฝ่าย และเป็นจุดที่วัดว่าองค์กรมีระบบจริงหรือมีแค่เอกสารนโยบาย เพราะสิ่งที่ตอบกลับไปจะถูกนำไปเทียบกับสิ่งที่องค์กรเคยประกาศไว้ใน Privacy Notice ของตัวเอง
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… ไม่ใช่ตรง "ให้หรือไม่ให้" แต่อยู่ตรงสามจุด — องค์กรค้นข้อมูลของคนคนเดียวจากทุกระบบไม่เจอครบ, ส่งไฟล์ที่มีข้อมูลของบุคคลอื่นปนไปโดยไม่ปกปิด (ซึ่งกลายเป็นเหตุละเมิดข้อมูลอีกเรื่องหนึ่งทันที), และปฏิเสธโดยไม่ได้จดเหตุผล
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… วางขั้นตอนรับคำขอให้จบในกระบวนการเดียว (ดูผังงาน 7 ขั้น) ตั้งแต่ลงทะเบียนวันรับคำขอ ยืนยันตัวตน ค้นข้อมูลข้ามระบบ ปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม อนุมัติโดยผู้มีอำนาจ ไปจนถึงบันทึกผลและเหตุผล แล้วซ้อมกับเคสสมมติหนึ่งเคสก่อนของจริงจะมา
กฎใหม่ปี 2569 กำหนดกรอบเวลาไว้อย่างไร
ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป หากต้องการอ่านสาระของประกาศแบบเจาะรายข้อ ดูได้ที่บทความสรุปประกาศ PDPA ปี 2569 ฉบับเต็ม
| ขั้นตอน | กรอบเวลา | ข้อสังเกตสำหรับองค์กร |
|---|---|---|
| ตรวจรายละเอียดคำขอ เอกสารหลักฐาน และยืนยันว่าผู้ยื่นเป็นเจ้าของข้อมูลหรือผู้รับมอบอำนาจจริง | ไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ | เป็นกรอบเวลาที่ถูกมองข้ามมากที่สุด |
| แจ้งให้แก้ไขคำขอหรือส่งเอกสารเพิ่มเติม เมื่อพบว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน | กำหนดเวลาให้ ไม่น้อยกว่า 10 วัน | เมื่อได้เอกสารครบแล้ว ให้ถือว่า "ได้รับคำขอ" ในวันนั้น นาฬิกาเริ่มนับใหม่ |
| ดำเนินการตามคำขอ | โดยไม่ชักช้า แต่ ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ | ใช้เมื่อตรวจแล้วครบถ้วนและไม่เข้าเหตุปฏิเสธ |
| ขยายเวลา กรณีข้อมูลปริมาณมากหรือมีเหตุจำเป็นอื่น | ขยายได้อีก ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดเดิม | ต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดให้ผู้ยื่นทราบ |
หากผู้ยื่นไม่แก้ไขคำขอหรือไม่ส่งเอกสารเพิ่มเติมภายในกำหนด ให้ถือว่าละทิ้งคำขอ และองค์กรต้องแจ้งเป็นหนังสือหรือทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ทราบ ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำขอนั้นใหม่ — แปลว่าคำขอที่ "ตกไป" ไม่ได้หายไปตลอดกาล และองค์กรที่ใช้วิธีขอเอกสารเพิ่มไปเรื่อย ๆ เพื่อถ่วงเวลา จะเจอคำขอชุดใหม่พร้อมประวัติที่ดูไม่ดีในชั้นชี้แจง
ปฏิเสธคำขอได้ในกรณีใดบ้าง
ประกาศกำหนดเหตุที่ปฏิเสธได้ไว้ค่อนข้างแคบ โดยสรุปคือ
- เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล
- การดำเนินการตามคำขอจะส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นตามกฎหมาย รวมถึงกรณีที่ปรากฏข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่น หรือปรากฏความลับของทางราชการ ความลับทางการค้า ลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาอื่นใดของผู้อื่น
- คำขอมีลักษณะไม่เป็นสาระสำคัญอย่างชัดเจน หรือจะเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ควบคุมข้อมูลโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
แต่ในกรณีที่ปฏิเสธเพราะกระทบสิทธิผู้อื่น ประกาศกำหนดชัดว่าองค์กร ต้องดำเนินการตามคำขอเท่าที่สามารถกระทำได้ โดยคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายประกอบกัน และอาจลบ ตัดทอน หรือทำโดยประการอื่นที่ไม่เป็นการเปิดเผยส่วนที่กระทบผู้อื่นนั้นเสีย พูดง่าย ๆ คือกฎหมายคาดหวังให้ "ปิดทึบเฉพาะจุด" มากกว่า "ปฏิเสธทั้งฉบับ"
เมื่อปฏิเสธไม่ดำเนินการตามคำขอ ต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ยื่นทราบ และให้บันทึกการปฏิเสธคำขอพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ปลายทางถ้าพลาด เรื่องจะเดินไปทางไหน
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากงานเอกสารทั่วไป คือมีปลายทางที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ "อาจถูกตำหนิ"
- เจ้าของข้อมูลที่ไม่พอใจสามารถร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจง และหากเห็นว่าไม่ร้ายแรง โดยหลักจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อน
- หากร้ายแรง หรือคำสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนไม่เป็นผล จึงจะมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง
- หน้าที่ บันทึกการปฏิเสธ อยู่ในมาตรา 30 วรรคสาม และผลของการไม่บันทึกคือรายการตามมาตรา 39 ไม่ครบ ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82 · ส่วนมาตรา 30 วรรคสี่ ที่มาตรา 82 อ้างถึงโดยตรง คือหน้าที่ดำเนินการตามคำขอให้เสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นคนละฐานกัน
- คู่ขนานกันไป เจ้าของข้อมูลยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่ง และในกรณีของอดีตพนักงาน ข้อพิพาทมักไปจบที่ศาลแรงงานมากกว่าจบที่สำนักงาน
ประเด็นที่ควรจำคือ ลำดับ "ตักเตือนก่อน ปรับทีหลัง" ไม่ได้แปลว่าองค์กรมีสิทธิพลาดฟรีหนึ่งครั้ง เพราะประวัติการถูกตักเตือนและพฤติการณ์ว่าองค์กรเยียวยาหรือไม่ เป็นปัจจัยที่ถูกนำมาชั่งน้ำหนักในการกำหนดโทษรอบถัดไป
หลักฐานที่ต้องเก็บ ถ้าถูกเรียกตรวจจะเอาอะไรไปยัน
ประกาศกำหนดให้บันทึกรายละเอียดคำขอ เอกสารหลักฐานที่ได้รับ และการดำเนินการหรือการปฏิเสธ เก็บไว้ ไม่น้อยกว่า 2 ปี เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและอ้างอิง โดยจะบันทึกในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ในทางปฏิบัติ แฟ้มหนึ่งคำขอควรมีอย่างน้อย
- ตัวคำขอฉบับที่ได้รับ พร้อมวันและเวลาที่รับ (นี่คือหลักฐานตั้งต้นของนาฬิกาทั้งสองเรือน)
- เอกสารยืนยันตัวตน และหนังสือมอบอำนาจพร้อมอากรแสตมป์ หากยื่นแทนกัน
- บันทึกว่าค้นจากระบบใดบ้าง ใครเป็นผู้ค้น และค้นเมื่อใด
- ไฟล์ฉบับก่อนปกปิดและฉบับหลังปกปิด พร้อมเหตุผลว่าปกปิดส่วนใดเพราะอะไร
- หนังสือแจ้งขยายเวลา พร้อมเหตุผลความจำเป็น (ถ้ามี)
- หนังสือแจ้งผลหรือหนังสือปฏิเสธพร้อมเหตุผล และการบันทึกลงรายการตามมาตรา 39
- หลักฐานช่องทางและวิธีการส่งมอบข้อมูล
ถ้าเป็นฝ่ายองค์กรหรือ HR ต้องเช็กอะไรก่อนวันบังคับใช้
- มีช่องทางยื่นคำขออย่างน้อยที่สถานที่ทำการและทางไปรษณีย์แล้วหรือยัง (ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มได้ แต่ไม่ใช่ช่องทางบังคับ)
- ใครคือผู้รับคำขอ ใครตรวจ ใครอนุมัติ และใครลงนามหนังสือแจ้งผล — ระบุชื่อตำแหน่ง ไม่ใช่ระบุแค่ "ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง"
- มีวิธียืนยันตัวตนที่รัดกุมพอจะกันมิจฉาชีพสวมรอย แต่ไม่สร้างอุปสรรคเกินสมควรแก่เจ้าของข้อมูล
- รู้หรือไม่ว่าข้อมูลของคนหนึ่งคนกระจายอยู่ในระบบใดบ้าง และค้นด้วยตัวระบุอะไร
- มีขั้นตอนปกปิดข้อมูลบุคคลที่สามก่อนส่งมอบหรือยัง โดยเฉพาะแชท อีเมล และภาพจากกล้อง
- ส่งไฟล์ด้วยช่องทางที่ปลอดภัยพอหรือไม่ (การส่งผิดคนในขั้นตอนนี้ กลายเป็นเหตุละเมิดข้อมูลอีกเรื่องทันที)
- เตรียมรายละเอียดตามมาตรา 23 และรายการบันทึกตามมาตรา 39 ให้อยู่ในสภาพที่ขอดูได้จริงหรือยัง
- มีที่เก็บบันทึกคำขอที่ค้นย้อนหลังได้ครบ 2 ปีหรือยัง และมีตารางระยะเวลาเก็บเอกสารรองรับหรือเปล่า
- เคยซ้อมกับเคสสมมติสักหนึ่งเคสหรือยังว่าทำได้จริงภายในกรอบเวลา
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "ที่ให้มาไม่ครบ" — โต้แย้งว่าองค์กรส่งเฉพาะข้อมูลจากระบบเดียว ทั้งที่ Privacy Notice ของบริษัทเองระบุว่าเก็บมากกว่านั้น จุดนี้แก้ยากถ้าเอกสารขององค์กรขัดกันเอง
- "ปกปิดเกินจำเป็น" — โต้แย้งว่าที่ปิดทึบไปนั้นไม่ใช่ข้อมูลของบุคคลอื่นจริง แต่เป็นการปิดเพื่อไม่ให้เห็นเนื้อหาที่เสียเปรียบ
- "อ้างว่าเป็นภาระ ทั้งที่เพิ่งขอครั้งแรก" — เหตุ "เพิ่มภาระโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร" ใช้กับคำขอซ้ำซากหรือปริมาณมากผิดปกติ ไม่ใช่ใช้กับคำขอปกติที่องค์กรไม่อยากทำ
- "เรียกค่าธรรมเนียมทั้งที่ส่งทางอีเมล" — โต้แย้งว่าเข้าเงื่อนไขที่ประกาศห้ามเรียกเก็บ
- "ขยายเวลาโดยไม่บอกเหตุผล" — การขยายเวลาต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียด ไม่ใช่แจ้งเพียงว่าขอเลื่อน
ก่อนวันบังคับใช้ ควรทำอะไรตามลำดับ
- ตั้งเจ้าของกระบวนการหนึ่งคนให้ชัด และทำแบบฟอร์มคำขอกลางที่ครอบคลุมรายการที่ประกาศกำหนด
- ทำบัญชีว่าข้อมูลของบุคคลหนึ่งคนอยู่ในระบบใดบ้าง และค้นด้วยตัวระบุอะไร
- เขียนขั้นตอนตรวจคำขอและยืนยันตัวตนให้จบภายใน 15 วัน พร้อมจุดแจ้งเตือนล่วงหน้า
- กำหนดเกณฑ์การปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม พร้อมตัวอย่างจริง 2–3 ตัวอย่างให้ทีมดูเป็นแนว
- ทำแบบฟอร์มหนังสือ 4 ฉบับให้พร้อม — แจ้งให้ส่งเอกสารเพิ่ม, แจ้งขยายเวลา, แจ้งผล, แจ้งปฏิเสธพร้อมเหตุผล
- ซ้อมหนึ่งรอบด้วยเคสสมมติของอดีตพนักงาน แล้วจับเวลาจริงว่าทำเสร็จในกรอบหรือไม่
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายก่อนตอบ
- ผู้ยื่นคำขอเป็นอดีตพนักงานที่มีข้อพิพาทค้างอยู่ หรือเพิ่งถูกเลิกจ้าง (อ่านต่อ: พนักงานลาออกแล้วขอสำเนาแฟ้มประวัติ นายจ้างต้องให้ถึงระดับไหน)
- ข้อมูลที่ขอเกี่ยวพันกับการสอบสวนทางวินัยหรือรายงานภายในที่ยังไม่สิ้นสุด
- ไฟล์ที่ต้องส่งมีข้อมูลของบุคคลอื่นปนอยู่มาก จนไม่แน่ใจว่าปกปิดพอหรือยัง
- องค์กรกำลังจะปฏิเสธคำขอ ไม่ว่าจะปฏิเสธทั้งหมดหรือบางส่วน
- มีคำขอเรื่องเดียวกันเข้ามาซ้ำหลายครั้งจนสงสัยว่าเป็นการใช้สิทธิเพื่อกดดัน
- ผู้ยื่นเป็นผู้รับมอบอำนาจ และเอกสารมอบอำนาจดูไม่สมบูรณ์
- องค์กรอยู่ในธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะซ้อนทับ เช่น สถาบันการเงิน สถานพยาบาล หรือหน่วยงานของรัฐ
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
งานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กรของเราครอบคลุมเรื่องนี้โดยตรง โดยทีมของเราวางระบบข้อมูลพนักงานและขั้นตอนตอบคำขอใช้สิทธิ ให้ใช้ได้จริงในองค์กร ตั้งแต่แบบฟอร์มคำขอ เกณฑ์ยืนยันตัวตน แนวทางปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม ไปจนถึงร่างหนังสือแจ้งผลและหนังสือปฏิเสธที่เขียนแล้วใช้ยันได้ในชั้นชี้แจง และหากต้องการตรวจของเดิมที่ทำไว้ก่อนว่าครบหรือไม่ ก็เริ่มจากการตรวจความพร้อม PDPA ได้
สิ่งที่ต่างจากการซื้อชุดเอกสารสำเร็จรูป คือเราประเมินให้ก่อนว่าเรื่องไหนไม่ต้องทำ และเรื่องไหนที่จ่ายไปก็ไม่ได้ลดความเสี่ยงจริง เพราะเราคิดค่าบริการตามงาน ไม่ได้ขายเป็นแพ็กเกจ · และเมื่อคำขอนั้นมาจากอดีตพนักงานจนกลายเป็นข้อพิพาท ทีมเดียวกันนี้ยังดูแลต่อได้ถึงคดีแรงงาน ซึ่งเป็นจุดที่ข้อพิพาทข้อมูลพนักงานส่วนใหญ่ไปจบ ไม่ใช่จบที่สำนักงาน
สรุป
กฎใหม่ปี 2569 ไม่ได้เพิ่มสิทธิใหม่ให้เจ้าของข้อมูล เพราะสิทธิขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลมีอยู่ตามมาตรา 30 อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ "นาฬิกาและหลักฐาน" — กรอบ 15 วันสำหรับตรวจคำขอ กรอบ 30 วันสำหรับดำเนินการ ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันโดยต้องแจ้งเหตุผล และบันทึกทั้งหมดต้องเก็บไม่น้อยกว่า 2 ปี
องค์กรที่เตรียมทัน จะเปลี่ยนคำขอที่น่ากังวลให้กลายเป็นหลักฐานว่าตัวเองทำถูก ส่วนองค์กรที่ไม่ได้เตรียม จะพบว่าคำขอฉบับเดียวเปิดแผลได้หลายจุดพร้อมกัน ทั้งเรื่องความครบถ้วนของข้อมูล เรื่องการปกปิด และเรื่องการบันทึก
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ หรือเพิ่งได้รับคำขอเข้ามาแล้วยังไม่แน่ใจว่าต้องให้ถึงระดับไหน ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 — ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 175 ง วันที่ 16 ก.ค. 2569 ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศ
- ประกาศฯ ข้อ 7 — ตรวจคำขอและยืนยันตัวตนผู้ยื่นให้เสร็จโดยไม่ชักช้า แต่ไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ · กรณีเอกสารไม่ครบ ให้กำหนดเวลาแก้ไขไม่น้อยกว่า 10 วัน
- ประกาศฯ ข้อ 8 — เหตุที่ปฏิเสธคำขอได้ และหน้าที่ดำเนินการเท่าที่ทำได้โดยลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบผู้อื่น
- ประกาศฯ ข้อ 10 — ดำเนินการตามคำขอไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันโดยต้องแจ้งเหตุผล
- ประกาศฯ ข้อ 11 และบัญชีท้ายประกาศ — ห้ามเรียกค่าธรรมเนียมกรณีให้ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ต้องทำสื่อบันทึกเฉพาะและไม่มีค่าขนส่ง · กรณีเรียกเก็บได้ ต้องไม่เกินต้นทุนจริงและไม่เกินอัตราในบัญชีท้ายประกาศ
- ประกาศฯ ข้อ 12 — เก็บบันทึกคำขอ เอกสารหลักฐาน การดำเนินการและการปฏิเสธ ไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30 — วรรคสาม เมื่อปฏิเสธคำขอ ต้องบันทึกการปฏิเสธพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 · วรรคสี่ เมื่อปฏิเสธไม่ได้ ต้องดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
- มาตรา 82 — ผู้ควบคุมข้อมูลที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 มาตรา 30 วรรคสี่ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง มาตรา 41 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 42 วรรคสองหรือวรรคสาม ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท
คำถามที่พบบ่อย
กฎใหม่เรื่องขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลเริ่มบังคับใช้เมื่อไร
ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป ซึ่งตกอยู่ในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 องค์กรจึงควรใช้เวลาที่เหลือเตรียมช่องทางรับคำขอ ขั้นตอนยืนยันตัวตน และแบบฟอร์มหนังสือแจ้งผลให้พร้อมก่อนวันดังกล่าว
องค์กรต้องตอบคำขอภายในกี่วัน
ต้องแยกเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือการตรวจรายละเอียดคำขอ เอกสารหลักฐาน และยืนยันว่าผู้ยื่นเป็นเจ้าของข้อมูลหรือผู้รับมอบอำนาจจริง ซึ่งต้องเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ชั้นที่สองคือการดำเนินการตามคำขอ ซึ่งต้องเสร็จโดยไม่ชักช้าแต่ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ และขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันหากมีเหตุจำเป็น โดยต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ยื่นทราบ
เรียกค่าธรรมเนียมจากคนที่ขอสำเนาข้อมูลได้ไหม
โดยหลักไม่ได้ หากเป็นการให้ข้อมูลผ่านช่องทางหรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ต้องจัดทำข้อมูลในสื่อบันทึกรูปแบบใดเป็นการเฉพาะ และไม่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือจัดส่งโดยตรง กรณีนอกเหนือจากนั้นอาจเรียกเก็บได้ในอัตราที่สมเหตุสมผลและไม่เกินต้นทุนที่แท้จริง โดยกรณีที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประกาศต้องไม่เกินอัตราที่กำหนด และต้องแจ้งอัตราให้ทราบก่อนหรือในขณะที่ใช้สิทธิ
ถ้าไฟล์ที่ขอมีข้อมูลของพนักงานคนอื่นปนอยู่ ต้องปฏิเสธทั้งคำขอไหม
โดยหลักไม่ควรปฏิเสธทั้งคำขอ เพราะประกาศกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลดำเนินการตามคำขอเท่าที่สามารถกระทำได้ โดยคำนึงถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูลและสิทธิของผู้อื่นประกอบกัน และอาจลบ ตัดทอน หรือทำโดยประการอื่นที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนที่จะกระทบต่อผู้อื่นนั้น แนวทางที่ปลอดภัยกว่าจึงเป็นการปกปิดเฉพาะจุดแล้วส่งส่วนที่เหลือ พร้อมบันทึกเหตุผลว่าปกปิดส่วนใดเพราะอะไร
ปฏิเสธคำขอไปแล้ว ต้องทำอะไรต่อ
ต้องแจ้งเหตุผลของการปฏิเสธให้เจ้าของข้อมูลหรือผู้รับมอบอำนาจที่ยื่นคำขอทราบ และต้องบันทึกการปฏิเสธคำขอพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่บันทึกตามมาตรา 30 วรรคสี่ เป็นความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82 ซึ่งแยกต่างหากจากประเด็นว่าการปฏิเสธนั้นชอบหรือไม่
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ตรวจประวัติผู้สมัครงานได้ถึงระดับไหน — ประวัติอาชญากรรมคือข้อมูลอ่อนไหว ที่นายจ้างมักไม่รู้
ตรวจประวัติผู้สมัครงานทำได้ แต่ประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าที่นายจ้างส่วนใหญ่คิด
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ข้อมูลเงินเดือนพนักงาน ใครในบริษัทเข้าถึงได้บ้าง — 5 ระดับสิทธิที่ควรแยก ปี 2569
ข้อมูลเงินเดือนพนักงานควรแยกสิทธิเข้าถึง 5 ระดับ พร้อมจุดรั่วที่พบบ่อยที่สุดคือไฟล์ตารางที่ส่งต่อกันในองค์กร
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 7 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ทำอะไรได้บ้าง — 5 ขั้นตอนแรกและหลักฐานที่ต้องรีบเก็บ
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ต้องรีบเก็บหลักฐาน 5 อย่างก่อนหาย และองค์กรเองก็อาจมีหน้าที่แจ้งเหตุด้วย
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ