พนักงานลาออกแล้วขอสำเนาแฟ้มประวัติทั้งหมด นายจ้างต้องให้ถึงระดับไหน

สรุปประเด็นสำคัญ
เมื่อพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติหลังลาออก โดยหลักนายจ้างต้องให้ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เพราะข้อมูลในแฟ้มคือข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานคนนั้น แต่ "ให้" ไม่ได้แปลว่า "ส่งทั้งแฟ้ม" — สิ่งที่ต้องให้คือข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตัวเขา ส่วนความเห็นของบุคคลอื่น ข้อมูลของเพื่อนร่วมงาน และเอกสารที่กระทบสิทธิผู้อื่น ต้องพิจารณาปกปิดเฉพาะจุดก่อนส่ง
จุดที่นายจ้างมักเสียเปรียบไม่ใช่การให้หรือไม่ให้ แต่คือ การส่งไฟล์ที่มีชื่อและความเห็นของพนักงานคนอื่นปนไปโดยไม่ปกปิด ซึ่งเปลี่ยนจากเรื่องตอบคำขอธรรมดา กลายเป็นเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของคนที่สามทันที และ การไม่บันทึกเหตุผลตอนปฏิเสธ ซึ่งเป็นความผิดคนละฐานกับการปฏิเสธเอง
สถานการณ์ที่ฝ่ายบุคคลเจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คือ อดีตพนักงานที่เพิ่งพ้นสภาพส่งอีเมลหรือหนังสือเข้ามาว่าขอสำเนาเอกสารทุกอย่างที่บริษัทเก็บเกี่ยวกับตัวเขา ตั้งแต่ใบสมัคร สัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน บันทึกการลา ผลประเมิน ไปจนถึงรายงานการสอบสวนทางวินัย คำถามที่ตามมาทันทีคือ เมื่อพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติแบบนี้ นายจ้างต้องให้ทั้งหมดจริงหรือ และถ้าไม่ให้จะผิดอะไรบ้าง
ทำไมคำขอแบบนี้ถึงเพิ่มขึ้น และมักมาในจังหวะไหน
ในทางปฏิบัติ คำขอลักษณะนี้แทบไม่เคยมาแบบไร้เหตุผล จังหวะที่พบบ่อยที่สุดคือ
- หลังถูกเลิกจ้าง โดยเฉพาะกรณีที่อดีตพนักงานเชื่อว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
- ระหว่างหรือหลังการสอบสวนทางวินัย เพื่อดูว่านายจ้างมีหลักฐานอะไรอยู่ในมือ
- ก่อนยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือก่อนฟ้องศาลแรงงาน
- เมื่อมีข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา หรือวันลาสะสม
เมื่อรู้จังหวะแล้วจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า คำขอนี้ไม่ใช่งานธุรการ แต่เป็นก้าวแรกของการรวบรวมพยานหลักฐาน สิ่งที่ HR ส่งออกไปในสัปดาห์นี้ อาจกลายเป็นเอกสารแนบท้ายคำฟ้องในเดือนถัดไป
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
เข้าใจผิดที่ 1: "ลาออกแล้ว ไม่ใช่พนักงานแล้ว ไม่ต้องให้" — ความจริง คือสิทธิตาม PDPA ผูกกับสถานะ "เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล" ไม่ได้ผูกกับสถานะการเป็นลูกจ้าง ตราบใดที่บริษัทยังเก็บข้อมูลของเขาไว้ เขาก็ยังใช้สิทธิได้ · ผลเสีย คือการปฏิเสธด้วยเหตุผลนี้อย่างเดียว แทบไม่มีฐานรองรับ
เข้าใจผิดที่ 2: "ต้องให้ ก็ส่งทั้งแฟ้มไปเลยจะได้จบ" — ความจริง คือแฟ้มพนักงานมักมีข้อมูลของบุคคลอื่นปนอยู่ ทั้งชื่อผู้ร้องเรียน ความเห็นของหัวหน้างาน และรายชื่อเพื่อนร่วมงานในบันทึกการสอบสวน · ผลเสีย คือกลายเป็นการเปิดเผยข้อมูลของบุคคลที่สามโดยไม่มีฐาน ซึ่งเป็นปัญหาใหม่ที่หนักกว่าเดิม
เข้าใจผิดที่ 3: "มีคดีอยู่ ปฏิเสธได้เลย" — ความจริง คือการมีข้อพิพาทไม่ใช่เหตุปฏิเสธโดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าเข้าเหตุตามประกาศหรือไม่ เช่น เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล หรือกระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น · ผลเสีย คือการอ้างเหตุผิด ทำให้เสียรูปตั้งแต่ยังไม่ขึ้นศาล
เข้าใจผิดที่ 4: "ตอบช้าหน่อยไม่เป็นไร เดี๋ยวก็เลิกถาม" — ความจริง คือประกาศ พ.ศ. 2569 กำหนดกรอบตรวจคำขอไม่เกิน 15 วัน และดำเนินการไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ (ดูคู่มือขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฉบับเต็ม) · ผลเสีย คือความล่าช้ากลายเป็นประเด็นร้องเรียนเพิ่มอีกหนึ่งประเด็น นอกเหนือจากประเด็นเดิม
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… เรื่องนี้คือเรื่องระหว่าง HR กับอดีตพนักงาน จบด้วยการส่งไฟล์หรือไม่ส่งไฟล์
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… เรื่องนี้เดินได้สองสนามพร้อมกัน สนามแรกคือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในประเด็นว่านายจ้างทำตามหน้าที่ตอบคำขอหรือไม่ สนามที่สองคือศาลแรงงาน ในประเด็นเนื้อหาว่าการเลิกจ้างหรือการลงโทษทางวินัยชอบหรือไม่ และเอกสารชุดเดียวกันถูกใช้ในทั้งสองสนาม
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… นายจ้างจำนวนมากตอบคำขอโดยดูแค่มุม PDPA แล้วส่งเอกสารที่ยังไม่ได้ตรวจในมุมคดีแรงงานออกไป เช่น บันทึกภายในที่เขียนเหตุผลการเลิกจ้างไว้คนละอย่างกับที่ระบุในหนังสือเลิกจ้าง เอกสารแบบนี้เมื่อออกจากมือไปแล้ว ดึงกลับไม่ได้
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ตอบให้ทันกรอบเวลา แต่ต้องให้คนที่มองทั้งสองสนามอ่านชุดเอกสารก่อนส่ง และแยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขอ อะไรคือความเห็นหรือข้อมูลของบุคคลอื่นที่ต้องปกปิด
ต้องให้อะไรบ้าง และไม่ต้องให้อะไร
| กลุ่มเอกสาร | แนวทางโดยหลัก | สิ่งที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| ใบสมัคร สัญญาจ้าง หนังสือแต่งตั้ง ปรับตำแหน่ง | ให้ได้ เป็นข้อมูลของผู้ขอโดยตรง | ตรวจว่ามีชื่อผู้อ้างอิงหรือบุคคลที่สามแนบมาด้วยหรือไม่ |
| สลิปเงินเดือน บันทึกการลา บันทึกเวลาทำงาน | ให้ได้ เป็นข้อมูลของผู้ขอโดยตรง | ระวังไฟล์รวมทั้งแผนกที่มีชื่อคนอื่นอยู่ในตารางเดียวกัน |
| ผลประเมินการปฏิบัติงาน | โดยหลักให้ได้ในส่วนที่เป็นข้อมูลของผู้ขอ | ความเห็นของผู้ประเมินที่ระบุตัวผู้ประเมินได้ ต้องชั่งน้ำหนักก่อน |
| บันทึกการสอบสวนทางวินัย คำให้การพยาน | ให้ได้เท่าที่ไม่กระทบสิทธิผู้อื่น โดยปกปิดเฉพาะจุด | ชื่อผู้ร้องเรียนและพยานคือจุดอ่อนไหวที่สุด |
| อีเมลและแชทที่มีชื่อผู้ขอปรากฏอยู่ | พิจารณาเป็นรายฉบับ ไม่ใช่เหมารวม | มักมีบุคคลที่สามและเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวกับผู้ขอปนอยู่มาก |
| ข้อมูลสุขภาพ ใบรับรองแพทย์ | เป็นข้อมูลของผู้ขอ โดยหลักให้ได้ | เป็นข้อมูลอ่อนไหว ต้องระวังช่องทางส่งมอบเป็นพิเศษ |
| เอกสารที่มีความลับทางการค้าหรือทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น | เข้าข่ายเหตุที่พิจารณาปฏิเสธหรือปกปิดได้ | ต้องระบุเหตุผลให้ชัด ไม่ใช่อ้างลอย ๆ ว่าเป็นความลับบริษัท |
หลักที่ใช้ตัดสินไม่ใช่ "เอกสารนี้อยู่ในแฟ้มของใคร" แต่คือ "ข้อมูลในเอกสารนี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขอหรือไม่" และ "การเปิดเผยจะกระทบสิทธิของคนอื่นหรือไม่" ซึ่งเป็นคนละคำถามกัน
ปฏิเสธได้เมื่อใด และต้องทำอะไรหลังปฏิเสธ
ประกาศ พ.ศ. 2569 วางเหตุที่ปฏิเสธไว้ค่อนข้างแคบ โดยสรุปคือปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล กระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น หรือคำขอไม่เป็นสาระสำคัญอย่างชัดเจนหรือเพิ่มภาระโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ในกรณีที่เหตุปฏิเสธมาจากการกระทบสิทธิผู้อื่น ประกาศกำหนดให้ต้องดำเนินการเท่าที่สามารถกระทำได้ โดยอาจลบ ตัดทอน หรือทำโดยประการอื่นที่ไม่เป็นการเปิดเผยส่วนที่กระทบผู้อื่น นายจ้างจึงมีหน้าที่ "พยายามปกปิดก่อน" ไม่ใช่ "ปฏิเสธได้ทันที"
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลปฏิเสธไม่ดำเนินการตามคำขอ ให้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้รับมอบอำนาจที่ยื่นคำขอทราบพร้อมเหตุผล และให้บันทึกการปฏิเสธคำขอดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ประโยคนี้คือจุดที่นายจ้างพลาดบ่อยที่สุด เพราะหลายแห่งปฏิเสธด้วยวาจาหรือตอบอีเมลสั้น ๆ แล้วไม่ได้บันทึกอะไรลงในรายการตามมาตรา 39 เลย
ปลายทางถ้าพลาด
เส้นทางที่เรื่องมักเดิน โดยหลักเป็นดังนี้
- อดีตพนักงานร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจง และตามมาตรา 90 ในกรณีที่เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อนก็ได้
- หากร้ายแรง หรือคำสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนไม่เป็นผล จึงจะมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง
- หน้าที่บันทึกการปฏิเสธอยู่ในมาตรา 30 วรรคสาม และเมื่อไม่บันทึกก็ทำให้รายการตามมาตรา 39 ไม่ครบ ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82
- คู่ขนานกันไป เรื่องเดิมมักเดินต่อที่ศาลแรงงาน ในประเด็นการเลิกจ้างหรือการลงโทษทางวินัย โดยใช้เอกสารชุดที่นายจ้างส่งให้เองเป็นพยานหลักฐาน
นี่คือเหตุผลที่เราย้ำเสมอว่า ข้อพิพาทข้อมูลพนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้จบที่สำนักงาน แต่จบที่ศาลแรงงาน การตอบคำขอจึงต้องคิดสองชั้นตั้งแต่วันแรก
หลักฐานที่ต้องเก็บ
- วันและเวลาที่ได้รับคำขอ พร้อมช่องทางที่ได้รับ (ใช้เป็นจุดเริ่มนับทั้งกรอบ 15 วันและ 30 วัน)
- เอกสารยืนยันตัวตนของผู้ยื่น และหนังสือมอบอำนาจพร้อมอากรแสตมป์หากยื่นแทน
- รายการระบบและแฟ้มที่ค้น พร้อมชื่อผู้ค้นและวันที่ค้น
- ไฟล์ฉบับก่อนปกปิดและฉบับหลังปกปิด พร้อมบันทึกว่าปกปิดส่วนใดเพราะกระทบสิทธิของใคร
- หนังสือแจ้งขยายเวลาพร้อมเหตุผล หากใช้สิทธิขยาย
- หนังสือแจ้งผลหรือหนังสือปฏิเสธพร้อมเหตุผล และการลงบันทึกในรายการตามมาตรา 39
- หลักฐานการส่งมอบ และช่องทางที่ใช้ส่ง
ถ้าเป็นฝ่ายนายจ้างหรือ HR ต้องทำอะไรบ้าง
- ลงทะเบียนวันรับคำขอทันทีที่ได้รับ ไม่ว่าจะเข้ามาทางช่องทางใด
- อย่าตอบด้วยวาจา และอย่าตอบทันทีในวันแรกว่า "ให้" หรือ "ไม่ให้"
- ตรวจก่อนว่าผู้ยื่นเป็นเจ้าของข้อมูลจริงหรือเป็นผู้รับมอบอำนาจที่มีเอกสารครบ
- รวบรวมข้อมูลจากทุกระบบ ไม่ใช่เฉพาะแฟ้มกระดาษของฝ่ายบุคคล
- แยกเอกสารเป็นสามกอง คือให้ได้ ปกปิดบางส่วนแล้วให้ และพิจารณาปฏิเสธพร้อมเหตุผล
- ให้ผู้ที่เข้าใจทั้งมุม PDPA และมุมคดีแรงงานอ่านชุดเอกสารก่อนส่ง
- ส่งด้วยช่องทางที่ปลอดภัย และเก็บหลักฐานการส่ง
- บันทึกทุกขั้นตอนลงแฟ้มคำขอ และเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "ให้ไม่ครบ" — อ้างว่าบริษัทส่งเฉพาะเอกสารที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งที่ระบบ HRIS เก็บมากกว่านั้น
- "ปกปิดเพื่อซ่อนความจริง" — อ้างว่าส่วนที่ปิดทึบไม่ใช่ข้อมูลของบุคคลอื่น แต่เป็นเหตุผลการเลิกจ้างที่แท้จริง
- "ตอบเกินกรอบเวลา" — ใช้ความล่าช้าเป็นประเด็นเสริมในชั้นร้องเรียน แม้เนื้อหาที่ให้จะครบ
- "เอกสารขัดกันเอง" — เทียบหนังสือเลิกจ้างกับบันทึกภายในที่ได้รับจากคำขอ แล้วชี้ว่าเหตุผลไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นประเด็นในชั้นศาลแรงงานโดยตรง
- "ปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลตามประกาศ" — ชี้ว่าเหตุที่นายจ้างอ้างไม่เข้าข้อใดในประกาศเลย
ก่อนตัดสินใจตอบ ควรทำอะไรตามลำดับ
- ลงทะเบียนคำขอและคำนวณวันครบกำหนดทั้งสองชั้นทันทีในวันที่ได้รับ
- ยืนยันตัวตนผู้ยื่นให้เรียบร้อยก่อน อย่าเพิ่งเริ่มรวบรวมเอกสาร
- ประเมินว่ามีข้อพิพาทแรงงานคู่ขนานอยู่หรือไม่ เพราะจะเปลี่ยนวิธีอ่านเอกสารทั้งชุด
- รวบรวมข้อมูลจากทุกระบบ แล้วแยกสามกองตามที่กล่าวข้างต้น
- ให้ทนายอ่านชุดเอกสารก่อนส่ง โดยเฉพาะบันทึกภายในและรายงานการสอบสวน
- ส่งพร้อมหนังสือนำที่ระบุขอบเขตสิ่งที่ส่ง และบันทึกทุกอย่างลงแฟ้ม
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- ผู้ขอเพิ่งถูกเลิกจ้าง หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาทเรื่องค่าชดเชย (ดูภาพรวม PDPA กับข้อมูลพนักงาน และตารางระยะเวลาเก็บเอกสาร HR)
- ในแฟ้มมีรายงานการสอบสวนทางวินัยที่ระบุชื่อผู้ร้องเรียนหรือพยาน
- บริษัทกำลังจะปฏิเสธคำขอ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
- คำขอมาพร้อมหนังสือจากทนายของอีกฝ่าย หรือมาพร้อมคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน
- มีเอกสารภายในที่ระบุเหตุผลการเลิกจ้างต่างจากที่แจ้งไว้ในหนังสือเลิกจ้าง
- ข้อมูลที่ขอรวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิด แชท หรืออีเมลของพนักงาน
- ไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาเคยตอบคำขอไปโดยไม่ได้บันทึกอะไรไว้เลยหรือไม่
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
จุดแข็งของทีมทนาย PDPA ของเราในเรื่องนี้คือการมองสองสนามพร้อมกัน — เราวางระบบข้อมูลพนักงานและขั้นตอนตอบคำขอใช้สิทธิ ให้ถูกตามประกาศ และในขณะเดียวกันก็อ่านชุดเอกสารด้วยสายตาของทนายคดีแรงงาน ก่อนที่เอกสารจะออกจากมือบริษัท เพราะเมื่อส่งไปแล้วจะดึงกลับไม่ได้
เราสื่อสารตรงไปตรงมาและประเมินความคุ้มค่าให้ก่อนเสมอ ในหลายกรณีคำตอบที่ถูกต้องคือ "ให้ไปเถอะ แต่ปกปิดสามจุดนี้ก่อน" ไม่ใช่การหาทางปฏิเสธ เพราะการปฏิเสธที่ไม่มีฐานมักทำให้เรื่องบานปลายมากกว่าเดิม
สรุป
เมื่อพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติ คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ "ให้ดีไหม" แต่คือ "อะไรคือข้อมูลของเขา อะไรคือข้อมูลของคนอื่น และเราจดไว้หรือยัง" โดยหลักนายจ้างต้องให้ในส่วนที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขอ ปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิผู้อื่น ทำให้เสร็จภายในกรอบเวลา และบันทึกทุกการตัดสินใจไว้
สิ่งที่ทำให้นายจ้างเสียเปรียบในชั้นศาลแรงงาน มักไม่ใช่การให้เอกสาร แต่เป็นการให้เอกสารโดยไม่ได้อ่านก่อนว่าเอกสารชุดนั้นพูดอะไรเกี่ยวกับตัวบริษัทเอง
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30 — สิทธิของเจ้าของข้อมูลในการขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน · วรรคสาม เมื่อปฏิเสธต้องบันทึกพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 · วรรคสี่ เมื่อปฏิเสธไม่ได้ ต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
- ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 ข้อ 7 และข้อ 10 — ตรวจคำขอไม่เกิน 15 วัน และดำเนินการไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน
- ประกาศฯ ข้อ 8 — เหตุที่ปฏิเสธคำขอได้ และหน้าที่ดำเนินการเท่าที่ทำได้โดยลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิผู้อื่น พร้อมหน้าที่แจ้งเหตุผลและบันทึกลงรายการตามมาตรา 39
- ประกาศฯ ข้อ 12 — เก็บบันทึกคำขอ เอกสารหลักฐาน และการดำเนินการหรือปฏิเสธ ไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
- มาตรา 39 — รายการบันทึกกิจกรรมการประมวลผลที่ผู้ควบคุมข้อมูลต้องจัดทำ ซึ่งเป็นที่บันทึกเหตุผลการปฏิเสธคำขอด้วย
- มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 · มาตรา 30 วรรคสี่ (ดำเนินการตามคำขอภายใน 30 วัน) · มาตรา 39 วรรคหนึ่ง · มาตรา 41 วรรคหนึ่ง · มาตรา 42 วรรคสองหรือวรรคสาม
- มาตรา 90 — คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจสั่งลงโทษปรับทางปกครอง และในกรณีที่เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อนก็ได้ · การพิจารณาต้องคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรม ขนาดกิจการ และพฤติการณ์ต่าง ๆ ประกอบ
คำถามที่พบบ่อย
พนักงานลาออกไปแล้วหลายปี ยังขอสำเนาแฟ้มประวัติได้ไหม
โดยหลักยังขอได้ ตราบใดที่นายจ้างยังเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเขาไว้ เพราะสิทธิตามมาตรา 30 ผูกกับสถานะการเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้ผูกกับสถานะการเป็นลูกจ้าง หากข้อมูลถูกทำลายไปตามตารางระยะเวลาเก็บที่กำหนดไว้แล้ว นายจ้างก็ควรแจ้งข้อเท็จจริงนั้นพร้อมเหตุผลและบันทึกไว้ แทนการเงียบเฉย
บริษัทเรียกค่าถ่ายเอกสารจากอดีตพนักงานได้ไหม
ขึ้นอยู่กับวิธีส่งมอบ หากเป็นการให้ข้อมูลผ่านช่องทางหรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ต้องจัดทำข้อมูลในสื่อบันทึกรูปแบบใดเป็นการเฉพาะ และไม่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือจัดส่งโดยตรง ประกาศ พ.ศ. 2569 กำหนดว่าต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ส่วนกรณีทำสำเนากระดาษ เรียกเก็บได้ในอัตราที่สมเหตุสมผลไม่เกินต้นทุนจริง และไม่เกินเพดานในบัญชีท้ายประกาศ โดยต้องแจ้งอัตราให้ทราบก่อนหรือขณะใช้สิทธิ
มีคดีอยู่ที่ศาลแรงงาน ปฏิเสธคำขอได้เลยหรือไม่
การมีคดีอยู่ไม่ใช่เหตุปฏิเสธโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าเข้าเหตุตามประกาศหรือไม่ เช่น เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล หรือการดำเนินการจะกระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และแม้เข้าเหตุ ก็ยังมีหน้าที่ดำเนินการเท่าที่สามารถกระทำได้โดยปกปิดเฉพาะส่วนที่มีปัญหา ในทางปฏิบัติจึงควรให้ทนายประเมินเป็นรายเอกสารก่อนตัดสินใจ และเมื่อปฏิเสธต้องแจ้งเหตุผลพร้อมบันทึกไว้เสมอ
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ตรวจประวัติผู้สมัครงานได้ถึงระดับไหน — ประวัติอาชญากรรมคือข้อมูลอ่อนไหว ที่นายจ้างมักไม่รู้
ตรวจประวัติผู้สมัครงานทำได้ แต่ประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าที่นายจ้างส่วนใหญ่คิด
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ข้อมูลเงินเดือนพนักงาน ใครในบริษัทเข้าถึงได้บ้าง — 5 ระดับสิทธิที่ควรแยก ปี 2569
ข้อมูลเงินเดือนพนักงานควรแยกสิทธิเข้าถึง 5 ระดับ พร้อมจุดรั่วที่พบบ่อยที่สุดคือไฟล์ตารางที่ส่งต่อกันในองค์กร
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 7 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ทำอะไรได้บ้าง — 5 ขั้นตอนแรกและหลักฐานที่ต้องรีบเก็บ
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ต้องรีบเก็บหลักฐาน 5 อย่างก่อนหาย และองค์กรเองก็อาจมีหน้าที่แจ้งเหตุด้วย
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ