พนักงานลาออกแล้วขอสำเนาแฟ้มประวัติทั้งหมด นายจ้างต้องให้ถึงระดับไหน

สรุปประเด็นสำคัญ
เมื่อพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติหลังลาออก โดยหลักนายจ้างต้องให้ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เพราะข้อมูลในแฟ้มคือข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานคนนั้น แต่ "ให้" ไม่ได้แปลว่า "ส่งทั้งแฟ้ม" — สิ่งที่ต้องให้คือข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตัวเขา ส่วนความเห็นของบุคคลอื่น ข้อมูลของเพื่อนร่วมงาน และเอกสารที่กระทบสิทธิผู้อื่น ต้องพิจารณาปกปิดเฉพาะจุดก่อนส่ง
จุดที่นายจ้างมักเสียเปรียบไม่ใช่การให้หรือไม่ให้ แต่คือ การส่งไฟล์ที่มีชื่อและความเห็นของพนักงานคนอื่นปนไปโดยไม่ปกปิด ซึ่งเปลี่ยนจากเรื่องตอบคำขอธรรมดา กลายเป็นเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของคนที่สามทันที และ การไม่บันทึกเหตุผลตอนปฏิเสธ ซึ่งเป็นความผิดคนละฐานกับการปฏิเสธเอง
สถานการณ์ที่ฝ่ายบุคคลเจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คือ อดีตพนักงานที่เพิ่งพ้นสภาพส่งอีเมลหรือหนังสือเข้ามาว่าขอสำเนาเอกสารทุกอย่างที่บริษัทเก็บเกี่ยวกับตัวเขา ตั้งแต่ใบสมัคร สัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน บันทึกการลา ผลประเมิน ไปจนถึงรายงานการสอบสวนทางวินัย คำถามที่ตามมาทันทีคือ เมื่อพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติแบบนี้ นายจ้างต้องให้ทั้งหมดจริงหรือ และถ้าไม่ให้จะผิดอะไรบ้าง
ทำไมคำขอแบบนี้ถึงเพิ่มขึ้น และมักมาในจังหวะไหน
ในทางปฏิบัติ คำขอลักษณะนี้แทบไม่เคยมาแบบไร้เหตุผล จังหวะที่พบบ่อยที่สุดคือ
- หลังถูกเลิกจ้าง โดยเฉพาะกรณีที่อดีตพนักงานเชื่อว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
- ระหว่างหรือหลังการสอบสวนทางวินัย เพื่อดูว่านายจ้างมีหลักฐานอะไรอยู่ในมือ
- ก่อนยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือก่อนฟ้องศาลแรงงาน
- เมื่อมีข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา หรือวันลาสะสม
เมื่อรู้จังหวะแล้วจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า คำขอนี้ไม่ใช่งานธุรการ แต่เป็นก้าวแรกของการรวบรวมพยานหลักฐาน สิ่งที่ HR ส่งออกไปในสัปดาห์นี้ อาจกลายเป็นเอกสารแนบท้ายคำฟ้องในเดือนถัดไป
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
เข้าใจผิดที่ 1: "ลาออกแล้ว ไม่ใช่พนักงานแล้ว ไม่ต้องให้" — ความจริง คือสิทธิตาม PDPA ผูกกับสถานะ "เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล" ไม่ได้ผูกกับสถานะการเป็นลูกจ้าง ตราบใดที่บริษัทยังเก็บข้อมูลของเขาไว้ เขาก็ยังใช้สิทธิได้ · ผลเสีย คือการปฏิเสธด้วยเหตุผลนี้อย่างเดียว แทบไม่มีฐานรองรับ
เข้าใจผิดที่ 2: "ต้องให้ ก็ส่งทั้งแฟ้มไปเลยจะได้จบ" — ความจริง คือแฟ้มพนักงานมักมีข้อมูลของบุคคลอื่นปนอยู่ ทั้งชื่อผู้ร้องเรียน ความเห็นของหัวหน้างาน และรายชื่อเพื่อนร่วมงานในบันทึกการสอบสวน · ผลเสีย คือกลายเป็นการเปิดเผยข้อมูลของบุคคลที่สามโดยไม่มีฐาน ซึ่งเป็นปัญหาใหม่ที่หนักกว่าเดิม
เข้าใจผิดที่ 3: "มีคดีอยู่ ปฏิเสธได้เลย" — ความจริง คือการมีข้อพิพาทไม่ใช่เหตุปฏิเสธโดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าเข้าเหตุตามประกาศหรือไม่ เช่น เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล หรือกระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น · ผลเสีย คือการอ้างเหตุผิด ทำให้เสียรูปตั้งแต่ยังไม่ขึ้นศาล
เข้าใจผิดที่ 4: "ตอบช้าหน่อยไม่เป็นไร เดี๋ยวก็เลิกถาม" — ความจริง คือประกาศ พ.ศ. 2569 กำหนดกรอบตรวจคำขอไม่เกิน 15 วัน และดำเนินการไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ · ผลเสีย คือความล่าช้ากลายเป็นประเด็นร้องเรียนเพิ่มอีกหนึ่งประเด็น นอกเหนือจากประเด็นเดิม
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… เรื่องนี้คือเรื่องระหว่าง HR กับอดีตพนักงาน จบด้วยการส่งไฟล์หรือไม่ส่งไฟล์
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… เรื่องนี้เดินได้สองสนามพร้อมกัน สนามแรกคือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในประเด็นว่านายจ้างทำตามหน้าที่ตอบคำขอหรือไม่ สนามที่สองคือศาลแรงงาน ในประเด็นเนื้อหาว่าการเลิกจ้างหรือการลงโทษทางวินัยชอบหรือไม่ และเอกสารชุดเดียวกันถูกใช้ในทั้งสองสนาม
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… นายจ้างจำนวนมากตอบคำขอโดยดูแค่มุม PDPA แล้วส่งเอกสารที่ยังไม่ได้ตรวจในมุมคดีแรงงานออกไป เช่น บันทึกภายในที่เขียนเหตุผลการเลิกจ้างไว้คนละอย่างกับที่ระบุในหนังสือเลิกจ้าง เอกสารแบบนี้เมื่อออกจากมือไปแล้ว ดึงกลับไม่ได้
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ตอบให้ทันกรอบเวลา แต่ต้องให้คนที่มองทั้งสองสนามอ่านชุดเอกสารก่อนส่ง และแยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขอ อะไรคือความเห็นหรือข้อมูลของบุคคลอื่นที่ต้องปกปิด
ต้องให้อะไรบ้าง และไม่ต้องให้อะไร
| กลุ่มเอกสาร | แนวทางโดยหลัก | สิ่งที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| ใบสมัคร สัญญาจ้าง หนังสือแต่งตั้ง ปรับตำแหน่ง | ให้ได้ เป็นข้อมูลของผู้ขอโดยตรง | ตรวจว่ามีชื่อผู้อ้างอิงหรือบุคคลที่สามแนบมาด้วยหรือไม่ |
| สลิปเงินเดือน บันทึกการลา บันทึกเวลาทำงาน | ให้ได้ เป็นข้อมูลของผู้ขอโดยตรง | ระวังไฟล์รวมทั้งแผนกที่มีชื่อคนอื่นอยู่ในตารางเดียวกัน |
| ผลประเมินการปฏิบัติงาน | โดยหลักให้ได้ในส่วนที่เป็นข้อมูลของผู้ขอ | ความเห็นของผู้ประเมินที่ระบุตัวผู้ประเมินได้ ต้องชั่งน้ำหนักก่อน |
| บันทึกการสอบสวนทางวินัย คำให้การพยาน | ให้ได้เท่าที่ไม่กระทบสิทธิผู้อื่น โดยปกปิดเฉพาะจุด | ชื่อผู้ร้องเรียนและพยานคือจุดอ่อนไหวที่สุด |
| อีเมลและแชทที่มีชื่อผู้ขอปรากฏอยู่ | พิจารณาเป็นรายฉบับ ไม่ใช่เหมารวม | มักมีบุคคลที่สามและเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวกับผู้ขอปนอยู่มาก |
| ข้อมูลสุขภาพ ใบรับรองแพทย์ | เป็นข้อมูลของผู้ขอ โดยหลักให้ได้ | เป็นข้อมูลอ่อนไหว ต้องระวังช่องทางส่งมอบเป็นพิเศษ |
| เอกสารที่มีความลับทางการค้าหรือทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น | เข้าข่ายเหตุที่พิจารณาปฏิเสธหรือปกปิดได้ | ต้องระบุเหตุผลให้ชัด ไม่ใช่อ้างลอย ๆ ว่าเป็นความลับบริษัท |
หลักที่ใช้ตัดสินไม่ใช่ "เอกสารนี้อยู่ในแฟ้มของใคร" แต่คือ "ข้อมูลในเอกสารนี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขอหรือไม่" และ "การเปิดเผยจะกระทบสิทธิของคนอื่นหรือไม่" ซึ่งเป็นคนละคำถามกัน
ปฏิเสธได้เมื่อใด และต้องทำอะไรหลังปฏิเสธ
ประกาศ พ.ศ. 2569 วางเหตุที่ปฏิเสธไว้ค่อนข้างแคบ โดยสรุปคือปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล กระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น หรือคำขอไม่เป็นสาระสำคัญอย่างชัดเจนหรือเพิ่มภาระโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ในกรณีที่เหตุปฏิเสธมาจากการกระทบสิทธิผู้อื่น ประกาศกำหนดให้ต้องดำเนินการเท่าที่สามารถกระทำได้ โดยอาจลบ ตัดทอน หรือทำโดยประการอื่นที่ไม่เป็นการเปิดเผยส่วนที่กระทบผู้อื่น นายจ้างจึงมีหน้าที่ "พยายามปกปิดก่อน" ไม่ใช่ "ปฏิเสธได้ทันที"
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลปฏิเสธไม่ดำเนินการตามคำขอ ให้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้รับมอบอำนาจที่ยื่นคำขอทราบพร้อมเหตุผล และให้บันทึกการปฏิเสธคำขอดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ประโยคนี้คือจุดที่นายจ้างพลาดบ่อยที่สุด เพราะหลายแห่งปฏิเสธด้วยวาจาหรือตอบอีเมลสั้น ๆ แล้วไม่ได้บันทึกอะไรลงในรายการตามมาตรา 39 เลย
ปลายทางถ้าพลาด
เส้นทางที่เรื่องมักเดิน โดยหลักเป็นดังนี้
- อดีตพนักงานร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจง และตามมาตรา 90 ในกรณีที่เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อนก็ได้
- หากร้ายแรง หรือคำสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนไม่เป็นผล จึงจะมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง
- เฉพาะหน้าที่บันทึกการปฏิเสธตามมาตรา 30 วรรคสี่ มาตรา 82 กำหนดโทษปรับทางปกครองไว้ไม่เกินหนึ่งล้านบาท
- คู่ขนานกันไป เรื่องเดิมมักเดินต่อที่ศาลแรงงาน ในประเด็นการเลิกจ้างหรือการลงโทษทางวินัย โดยใช้เอกสารชุดที่นายจ้างส่งให้เองเป็นพยานหลักฐาน
นี่คือเหตุผลที่เราย้ำเสมอว่า ข้อพิพาทข้อมูลพนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้จบที่สำนักงาน แต่จบที่ศาลแรงงาน การตอบคำขอจึงต้องคิดสองชั้นตั้งแต่วันแรก
หลักฐานที่ต้องเก็บ
- วันและเวลาที่ได้รับคำขอ พร้อมช่องทางที่ได้รับ (ใช้เป็นจุดเริ่มนับทั้งกรอบ 15 วันและ 30 วัน)
- เอกสารยืนยันตัวตนของผู้ยื่น และหนังสือมอบอำนาจพร้อมอากรแสตมป์หากยื่นแทน
- รายการระบบและแฟ้มที่ค้น พร้อมชื่อผู้ค้นและวันที่ค้น
- ไฟล์ฉบับก่อนปกปิดและฉบับหลังปกปิด พร้อมบันทึกว่าปกปิดส่วนใดเพราะกระทบสิทธิของใคร
- หนังสือแจ้งขยายเวลาพร้อมเหตุผล หากใช้สิทธิขยาย
- หนังสือแจ้งผลหรือหนังสือปฏิเสธพร้อมเหตุผล และการลงบันทึกในรายการตามมาตรา 39
- หลักฐานการส่งมอบ และช่องทางที่ใช้ส่ง
ถ้าเป็นฝ่ายนายจ้างหรือ HR ต้องทำอะไรบ้าง
- ลงทะเบียนวันรับคำขอทันทีที่ได้รับ ไม่ว่าจะเข้ามาทางช่องทางใด
- อย่าตอบด้วยวาจา และอย่าตอบทันทีในวันแรกว่า "ให้" หรือ "ไม่ให้"
- ตรวจก่อนว่าผู้ยื่นเป็นเจ้าของข้อมูลจริงหรือเป็นผู้รับมอบอำนาจที่มีเอกสารครบ
- รวบรวมข้อมูลจากทุกระบบ ไม่ใช่เฉพาะแฟ้มกระดาษของฝ่ายบุคคล
- แยกเอกสารเป็นสามกอง คือให้ได้ ปกปิดบางส่วนแล้วให้ และพิจารณาปฏิเสธพร้อมเหตุผล
- ให้ผู้ที่เข้าใจทั้งมุม PDPA และมุมคดีแรงงานอ่านชุดเอกสารก่อนส่ง
- ส่งด้วยช่องทางที่ปลอดภัย และเก็บหลักฐานการส่ง
- บันทึกทุกขั้นตอนลงแฟ้มคำขอ และเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "ให้ไม่ครบ" — อ้างว่าบริษัทส่งเฉพาะเอกสารที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งที่ระบบ HRIS เก็บมากกว่านั้น
- "ปกปิดเพื่อซ่อนความจริง" — อ้างว่าส่วนที่ปิดทึบไม่ใช่ข้อมูลของบุคคลอื่น แต่เป็นเหตุผลการเลิกจ้างที่แท้จริง
- "ตอบเกินกรอบเวลา" — ใช้ความล่าช้าเป็นประเด็นเสริมในชั้นร้องเรียน แม้เนื้อหาที่ให้จะครบ
- "เอกสารขัดกันเอง" — เทียบหนังสือเลิกจ้างกับบันทึกภายในที่ได้รับจากคำขอ แล้วชี้ว่าเหตุผลไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นประเด็นในชั้นศาลแรงงานโดยตรง
- "ปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลตามประกาศ" — ชี้ว่าเหตุที่นายจ้างอ้างไม่เข้าข้อใดในประกาศเลย
ก่อนตัดสินใจตอบ ควรทำอะไรตามลำดับ
- ลงทะเบียนคำขอและคำนวณวันครบกำหนดทั้งสองชั้นทันทีในวันที่ได้รับ
- ยืนยันตัวตนผู้ยื่นให้เรียบร้อยก่อน อย่าเพิ่งเริ่มรวบรวมเอกสาร
- ประเมินว่ามีข้อพิพาทแรงงานคู่ขนานอยู่หรือไม่ เพราะจะเปลี่ยนวิธีอ่านเอกสารทั้งชุด
- รวบรวมข้อมูลจากทุกระบบ แล้วแยกสามกองตามที่กล่าวข้างต้น
- ให้ทนายอ่านชุดเอกสารก่อนส่ง โดยเฉพาะบันทึกภายในและรายงานการสอบสวน
- ส่งพร้อมหนังสือนำที่ระบุขอบเขตสิ่งที่ส่ง และบันทึกทุกอย่างลงแฟ้ม
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- ผู้ขอเพิ่งถูกเลิกจ้าง หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาทเรื่องค่าชดเชย
- ในแฟ้มมีรายงานการสอบสวนทางวินัยที่ระบุชื่อผู้ร้องเรียนหรือพยาน
- บริษัทกำลังจะปฏิเสธคำขอ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
- คำขอมาพร้อมหนังสือจากทนายของอีกฝ่าย หรือมาพร้อมคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน
- มีเอกสารภายในที่ระบุเหตุผลการเลิกจ้างต่างจากที่แจ้งไว้ในหนังสือเลิกจ้าง
- ข้อมูลที่ขอรวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิด แชท หรืออีเมลของพนักงาน
- ไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาเคยตอบคำขอไปโดยไม่ได้บันทึกอะไรไว้เลยหรือไม่
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
จุดแข็งของเราในเรื่องนี้คือการมองสองสนามพร้อมกัน — เราวางระบบข้อมูลพนักงานและขั้นตอนตอบคำขอใช้สิทธิ ให้ถูกตามประกาศ และในขณะเดียวกันก็อ่านชุดเอกสารด้วยสายตาของทนายคดีแรงงาน ก่อนที่เอกสารจะออกจากมือบริษัท เพราะเมื่อส่งไปแล้วจะดึงกลับไม่ได้
เราสื่อสารตรงไปตรงมาและประเมินความคุ้มค่าให้ก่อนเสมอ ในหลายกรณีคำตอบที่ถูกต้องคือ "ให้ไปเถอะ แต่ปกปิดสามจุดนี้ก่อน" ไม่ใช่การหาทางปฏิเสธ เพราะการปฏิเสธที่ไม่มีฐานมักทำให้เรื่องบานปลายมากกว่าเดิม
สรุป
เมื่อพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติ คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ "ให้ดีไหม" แต่คือ "อะไรคือข้อมูลของเขา อะไรคือข้อมูลของคนอื่น และเราจดไว้หรือยัง" โดยหลักนายจ้างต้องให้ในส่วนที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขอ ปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิผู้อื่น ทำให้เสร็จภายในกรอบเวลา และบันทึกทุกการตัดสินใจไว้
สิ่งที่ทำให้นายจ้างเสียเปรียบในชั้นศาลแรงงาน มักไม่ใช่การให้เอกสาร แต่เป็นการให้เอกสารโดยไม่ได้อ่านก่อนว่าเอกสารชุดนั้นพูดอะไรเกี่ยวกับตัวบริษัทเอง
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30 — สิทธิของเจ้าของข้อมูลในการขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน รวมถึงหน้าที่บันทึกการปฏิเสธตามวรรคสี่
- ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 ข้อ 7 และข้อ 10 — ตรวจคำขอไม่เกิน 15 วัน และดำเนินการไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน
- ประกาศฯ ข้อ 8 — เหตุที่ปฏิเสธคำขอได้ และหน้าที่ดำเนินการเท่าที่ทำได้โดยลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิผู้อื่น พร้อมหน้าที่แจ้งเหตุผลและบันทึกลงรายการตามมาตรา 39
- ประกาศฯ ข้อ 12 — เก็บบันทึกคำขอ เอกสารหลักฐาน และการดำเนินการหรือปฏิเสธ ไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
- มาตรา 39 — รายการบันทึกกิจกรรมการประมวลผลที่ผู้ควบคุมข้อมูลต้องจัดทำ ซึ่งเป็นที่บันทึกเหตุผลการปฏิเสธคำขอด้วย
- มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคสี่ และมาตราอื่นที่ระบุไว้
- มาตรา 90 — อำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในการสั่งลงโทษปรับทางปกครอง โดยในกรณีที่เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อนก็ได้ (ควรตรวจสอบแนวปฏิบัติล่าสุดก่อนอ้างอิง)
คำถามที่พบบ่อย
พนักงานลาออกไปแล้วหลายปี ยังขอสำเนาแฟ้มประวัติได้ไหม
โดยหลักยังขอได้ ตราบใดที่นายจ้างยังเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเขาไว้ เพราะสิทธิตามมาตรา 30 ผูกกับสถานะการเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้ผูกกับสถานะการเป็นลูกจ้าง หากข้อมูลถูกทำลายไปตามตารางระยะเวลาเก็บที่กำหนดไว้แล้ว นายจ้างก็ควรแจ้งข้อเท็จจริงนั้นพร้อมเหตุผลและบันทึกไว้ แทนการเงียบเฉย
บริษัทเรียกค่าถ่ายเอกสารจากอดีตพนักงานได้ไหม
ขึ้นอยู่กับวิธีส่งมอบ หากเป็นการให้ข้อมูลผ่านช่องทางหรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ต้องจัดทำข้อมูลในสื่อบันทึกรูปแบบใดเป็นการเฉพาะ และไม่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือจัดส่งโดยตรง ประกาศ พ.ศ. 2569 กำหนดว่าต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ส่วนกรณีทำสำเนากระดาษ เรียกเก็บได้ในอัตราที่สมเหตุสมผลไม่เกินต้นทุนจริง และไม่เกินเพดานในบัญชีท้ายประกาศ โดยต้องแจ้งอัตราให้ทราบก่อนหรือขณะใช้สิทธิ
มีคดีอยู่ที่ศาลแรงงาน ปฏิเสธคำขอได้เลยหรือไม่
การมีคดีอยู่ไม่ใช่เหตุปฏิเสธโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าเข้าเหตุตามประกาศหรือไม่ เช่น เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล หรือการดำเนินการจะกระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และแม้เข้าเหตุ ก็ยังมีหน้าที่ดำเนินการเท่าที่สามารถกระทำได้โดยปกปิดเฉพาะส่วนที่มีปัญหา ในทางปฏิบัติจึงควรให้ทนายประเมินเป็นรายเอกสารก่อนตัดสินใจ และเมื่อปฏิเสธต้องแจ้งเหตุผลพร้อมบันทึกไว้เสมอ
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ได้รับหนังสือร้องเรียนจากพนักงานหรือลูกค้า 7 วันแรกต้องทำอะไรบ้าง ฉบับทนาย
ได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล 7 วันแรกคือช่วงที่กำหนดผลทั้งเรื่อง สรุปลำดับสิ่งที่ต้องทำวันต่อวัน
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ถูกร้องเรียน PDPA และถูกสั่งปรับทางปกครอง คู่มือรับมือฉบับทนาย ตั้งแต่รับหนังสือถึงชั้นศาล
ถูกร้องเรียน PDPA เรื่องไม่ได้จบที่ค่าปรับ แต่เดินเป็นชั้น ตั้งแต่ชั้นชี้แจง ชั้นคำสั่งปรับ จนถึงชั้นศาล รู้ก่อนว่าแต่ละชั้นต้องเตรียมอะไร
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 13 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
กฎใหม่ PDPA 2569 สรุปประกาศฉบับเต็ม 9 ข้อที่องค์กรต้องปรับ ห้ามพลาด
กฎใหม่ PDPA 2569 สรุปรายข้อ ตั้งแต่ช่องทางยื่นคำขอ กรอบเวลา 15/30 วัน เหตุปฏิเสธ ค่าธรรมเนียม จนถึงหน้าที่เก็บบันทึก 2 ปี
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 11 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ