PDPA กับข้อมูลพนักงาน คู่มือนายจ้างและ HR ตั้งแต่รับสมัครจนพ้นสภาพ

สรุปประเด็นสำคัญ
PDPA ข้อมูลพนักงาน ต่างจากข้อมูลลูกค้าตรงที่นายจ้างกับลูกจ้างไม่ได้อยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน ความยินยอมที่ขอจากพนักงานจึงมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ และการวางระบบที่ถูกต้องคือการเลือกฐานการประมวลผลที่เหมาะสมกับแต่ละกิจกรรม เช่น การปฏิบัติตามสัญญาจ้าง การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วจึงใช้ความยินยอมเฉพาะเท่าที่จำเป็นจริง
จุดที่นายจ้างเสียเปรียบมากที่สุดคือการลืมว่าข้อพิพาทเรื่องข้อมูลพนักงานไม่ได้จบที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่มักไปจบที่ศาลแรงงาน — ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เก็บมาโดยไม่มีหลักเกณฑ์ อาจใช้เป็นหลักฐานลงโทษทางวินัยไม่ได้ และการเลิกจ้างที่อ้างเหตุจากข้อมูลที่ได้มาโดยมิชอบ ก็มีความเสี่ยงในชั้นศาลแรงงานเช่นกัน
องค์กรจำนวนมากลงทุนกับ PDPA ฝั่งลูกค้าไปแล้ว ทั้งแบนเนอร์คุกกี้บนเว็บไซต์และแบบขอความยินยอมตอนสมัครสมาชิก แต่พอหันกลับมาดูฝั่งพนักงาน กลับพบว่าแทบไม่มีอะไรเลย ทั้งที่PDPA ข้อมูลพนักงานคือจุดที่ข้อพิพาทเกิดจริงบ่อยที่สุด เพราะพนักงานอยู่กับองค์กรทุกวัน รู้ว่าองค์กรเก็บอะไรไว้บ้าง และเมื่อความสัมพันธ์จบลงไม่สวย ข้อมูลเหล่านั้นก็กลายเป็นเครื่องมือในการต่อรอง
ข้อมูลพนักงานต่างจากข้อมูลลูกค้าอย่างไร
ความต่างที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความสมัครใจ ลูกค้าที่ไม่พอใจเงื่อนไขสามารถเลือกไม่ใช้บริการได้ แต่พนักงานที่ถูกขอความยินยอมในเรื่องที่ตนไม่สบายใจ อยู่ในสถานะที่ปฏิเสธได้ยากกว่ามาก เพราะมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจอยู่
ผลในทางปฏิบัติคือ การพึ่งพา "ความยินยอม" เป็นฐานหลักสำหรับข้อมูลพนักงาน มักเป็นการวางระบบที่เปราะบาง เพราะหากภายหลังมีข้อโต้แย้งว่าความยินยอมนั้นให้โดยอิสระจริงหรือไม่ ฐานทั้งหมดก็สั่นคลอน แนวทางที่มั่นคงกว่าคือแยกกิจกรรมออกเป็นรายการ แล้วเลือกฐานที่เหมาะสมกับกิจกรรมนั้นจริง ๆ
| กิจกรรม | ฐานที่มักเหมาะสมกว่าความยินยอม |
|---|---|
| จ่ายค่าจ้าง ทำสัญญาจ้าง จัดสวัสดิการตามสัญญา | การปฏิบัติตามสัญญาจ้าง |
| นำส่งข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ภาษี ประกันสังคม | การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย |
| รักษาความปลอดภัยในสถานประกอบการ | ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมบันทึกการชั่งน้ำหนัก |
| เก็บข้อมูลอ่อนไหว เช่น ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลชีวภาพ | มีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งหรือมีฐานเฉพาะรองรับ ต้องประเมินเป็นรายกรณี |
ขอให้สังเกตว่าไม่ได้แปลว่าห้ามขอความยินยอมเลย แต่แปลว่าอย่าใช้ความยินยอมเป็นคำตอบเดียวสำหรับทุกเรื่อง เพราะเมื่อพนักงานถอนความยินยอม องค์กรที่ไม่ได้เตรียมฐานอื่นไว้จะไม่มีอะไรรองรับ
วงจรการจ้างงาน จุดที่ข้อมูลไหลผ่าน
| ช่วง | ข้อมูลที่เกิดขึ้น | จุดเสี่ยงที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| ก่อนจ้าง | ใบสมัคร ประวัติย่อ ผลการตรวจประวัติ ผลทดสอบ บันทึกการสัมภาษณ์ | เก็บใบสมัครของผู้ไม่ผ่านคัดเลือกไว้โดยไม่มีกำหนด · ส่งประวัติต่อให้บริษัทในเครือโดยไม่ได้แจ้ง |
| ระหว่างจ้าง | สัญญาจ้าง ข้อมูลเงินเดือนและบัญชีธนาคาร บันทึกเวลาทำงาน วันลา ผลประเมิน ข้อมูลครอบครัวสำหรับสวัสดิการ | สิทธิเข้าถึงข้อมูลเงินเดือนกว้างเกินจำเป็น · ไฟล์รวมทั้งแผนกถูกส่งต่อในกลุ่มแชท |
| การเฝ้าติดตาม | ภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกการเข้าออก ข้อมูลชีวภาพจากการสแกน อีเมลและแชทในระบบบริษัท ตำแหน่งรถบริษัท | ติดตั้งแล้วไม่ได้แจ้ง · ไม่มีการชั่งน้ำหนักและบันทึกไว้ · เก็บภาพไว้นานเกินจำเป็น |
| พ้นสภาพ | เอกสารการเลิกจ้างหรือลาออก หนังสือรับรอง เอกสารการจ่ายเงินครั้งสุดท้าย | ไม่มีกำหนดทำลาย · ไม่ได้นำออกจากกลุ่มแชทและระบบ · ถูกขอสำเนาแฟ้มประวัติแล้วตอบไม่ทัน |
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
เข้าใจผิดที่ 1: "ใส่ข้อความยินยอมไว้ในสัญญาจ้างก็พอ" — ความจริง คือการรวมความยินยอมไว้ในสัญญาจ้างทำให้เกิดคำถามว่าพนักงานมีทางเลือกจริงหรือไม่ และการแจ้งวัตถุประสงค์กับการขอความยินยอมเป็นคนละเรื่องกัน · ผลเสีย คือเอกสารชุดเดียวถูกโต้แย้งได้ทั้งฉบับ
เข้าใจผิดที่ 2: "ติดป้ายว่ามีกล้องวงจรปิดแล้ว จบ" — ความจริง คือการแจ้งเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน กำหนดระยะเวลาเก็บ จำกัดผู้เข้าถึง และหากจะใช้ภาพเป็นหลักฐานลงโทษทางวินัย ยังมีประเด็นในมุมกฎหมายแรงงานเพิ่มอีกชั้น · ผลเสีย คือมีภาพแต่ใช้ไม่ได้
เข้าใจผิดที่ 3: "สแกนนิ้วเข้างานเป็นเรื่องปกติ ใคร ๆ ก็ทำ" — ความจริง คือข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่มีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป · ผลเสีย คือติดตั้งไปทั้งองค์กรแล้วค่อยพบว่าไม่มีฐานรองรับ
เข้าใจผิดที่ 4: "คอมพิวเตอร์เป็นของบริษัท จะเปิดดูเมื่อไรก็ได้" — ความจริง คือความเป็นเจ้าของอุปกรณ์ไม่ได้แปลว่ามีอำนาจเข้าถึงข้อมูลได้ทุกกรณีโดยไม่ต้องมีหลักเกณฑ์ · ผลเสีย คือหลักฐานที่ได้มาอาจถูกโต้แย้งในชั้นศาลแรงงาน
เข้าใจผิดที่ 5: "พนักงานลาออกแล้ว ข้อมูลไม่เกี่ยวกับ PDPA แล้ว" — ความจริง คือสิทธิของเจ้าของข้อมูลไม่ได้สิ้นสุดพร้อมสถานะลูกจ้าง · ผลเสีย คือได้รับคำขอสำเนาแฟ้มประวัติแล้วตอบไม่ทันกรอบเวลา
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… PDPA ฝั่งพนักงานคือการทำเอกสารเพิ่มอีกชุดหนึ่งให้ครบ เพื่อไม่ให้ถูกปรับ
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… ข้อมูลพนักงานคือคลังพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงาน สิ่งที่ถูกหยิบมาใช้คือบันทึกเวลาทำงาน ผลประเมิน ภาพจากกล้อง และแชทในระบบบริษัท ฝ่ายที่จัดเก็บอย่างมีหลักเกณฑ์จึงได้เปรียบ ไม่ใช่เพราะมีข้อมูลมากกว่า แต่เพราะข้อมูลที่มีนั้นใช้ยันได้
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… นายจ้างจำนวนมากเก็บข้อมูลไว้มาก แต่เก็บโดยไม่มีฐานรองรับ พอถึงวันที่จะใช้เป็นหลักฐานลงโทษหรือเลิกจ้าง กลับถูกโต้แย้งว่าได้มาโดยมิชอบ กลายเป็นว่าข้อมูลที่เก็บไว้ทั้งหมดใช้ไม่ได้เลย และยังเปิดประเด็นใหม่เรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลซ้อนเข้ามาอีก
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… วางระบบข้อมูลพนักงานโดยคิดจากปลายทางย้อนกลับ คือถามว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ข้อมูลชุดนี้ในศาลแรงงาน มันจะใช้ได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่แน่ใจ นั่นคือจุดที่ต้องแก้ก่อน
สองสนามที่ต้องคิดพร้อมกัน
นี่คือหัวใจที่ทำให้เรื่องข้อมูลพนักงานต่างจากเรื่องข้อมูลลูกค้า เพราะเหตุการณ์เดียวเดินได้สองสนาม
| สถานการณ์ | สนามที่ 1 · ข้อมูลส่วนบุคคล | สนามที่ 2 · แรงงาน |
|---|---|---|
| ใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดลงโทษทางวินัย | ติดตั้งและเก็บภาพโดยมีฐานและมีการแจ้งหรือไม่ | หลักฐานที่ได้มาใช้ประกอบการลงโทษได้หรือไม่ และการลงโทษได้สัดส่วนหรือไม่ |
| เลิกจ้างพนักงานที่ทำข้อมูลรั่ว | องค์กรมีมาตรการและมีการอบรมพนักงานไว้ก่อนหรือไม่ | เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรและเป็นธรรมหรือไม่ |
| ดึงแชทและอีเมลมาใช้ในการสอบสวน | มีนโยบายแจ้งไว้ล่วงหน้าและมีขอบเขตชัดหรือไม่ | กระบวนการสอบสวนชอบด้วยข้อบังคับการทำงานหรือไม่ |
| อดีตพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติ | ตอบทันกรอบเวลาและปกปิดข้อมูลบุคคลที่สามหรือไม่ | เอกสารที่ส่งไปขัดกับเหตุผลที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างหรือไม่ |
ข้อสังเกตที่สำคัญคือ องค์กรอาจชนะในสนามแรกแต่แพ้ในสนามที่สอง หรือกลับกัน การวางแนวจึงต้องทำพร้อมกันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แก้ทีละสนาม · เรื่องนี้เชื่อมโดยตรงกับงานคดีแรงงาน ซึ่งเป็นปลายทางจริงของข้อพิพาทข้อมูลพนักงานส่วนใหญ่
ปลายทางถ้าพลาด
- พนักงานหรืออดีตพนักงานร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจง และตามมาตรา 90 ในกรณีที่เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อนก็ได้
- หากร้ายแรงหรือคำสั่งให้แก้ไขไม่เป็นผล จึงจะมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง
- เฉพาะหน้าที่บางประการ เช่น การแจ้งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 23 การบันทึกการปฏิเสธคำขอตามมาตรา 30 วรรคสี่ หรือการจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผลตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง มาตรา 82 กำหนดโทษปรับทางปกครองไว้ไม่เกินหนึ่งล้านบาท
- คู่ขนานกันไป เจ้าของข้อมูลยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ และตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- และในกรณีของพนักงาน เรื่องมักเดินต่อที่ศาลแรงงานซึ่งพิจารณาเนื้อหาของข้อพิพาท เช่น การเลิกจ้างหรือการลงโทษทางวินัย
หลักฐานที่ต้องเก็บ
- หนังสือแจ้งวัตถุประสงค์สำหรับผู้สมัครและสำหรับพนักงาน พร้อมวันที่ประกาศใช้และหลักฐานการแจ้ง
- บันทึกกิจกรรมการประมวลผลส่วนงานบุคคลที่ตรงกับงานจริง
- เอกสารระบุฐานการประมวลผลของแต่ละกิจกรรม และบันทึกการชั่งน้ำหนักหากใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
- นโยบายการเฝ้าติดตามในที่ทำงาน พร้อมหลักฐานการแจ้งพนักงาน
- ตารางระยะเวลาเก็บเอกสารและบันทึกการทำลาย
- บันทึกการกำหนดสิทธิเข้าถึงข้อมูลเงินเดือนและข้อมูลอ่อนไหว พร้อมรอบการทบทวนสิทธิ
- หลักฐานการอบรมพนักงาน พร้อมรายชื่อและวันที่
- แฟ้มคำขอใช้สิทธิที่เคยได้รับ พร้อมผลการดำเนินการ
ถ้าเป็นฝ่ายนายจ้างหรือ HR ต้องเช็กอะไรบ้าง
- มีหนังสือแจ้งวัตถุประสงค์แยกสำหรับผู้สมัครและพนักงานหรือยัง และตรงกับสิ่งที่เก็บจริงหรือไม่
- ข้อความยินยอมอยู่ในสัญญาจ้างหรือแยกเป็นเอกสารต่างหาก และจำเป็นต้องมีจริงหรือเปล่า
- ใครในองค์กรเข้าถึงข้อมูลเงินเดือนและบัญชีธนาคารได้บ้าง และทบทวนสิทธิครั้งล่าสุดเมื่อไร
- กล้องวงจรปิดติดตรงไหนบ้าง เก็บภาพกี่วัน ใครดูได้ และเคยใช้เป็นหลักฐานลงโทษหรือยัง
- ถ้าใช้การสแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้า มีฐานรองรับหรือไม่ และมีทางเลือกอื่นให้พนักงานหรือเปล่า
- มีนโยบายเรื่องการเปิดดูอีเมลและแชทของพนักงานหรือยัง และแจ้งไว้ล่วงหน้าหรือไม่
- ผลตรวจสุขภาพและใบรับรองแพทย์เก็บที่ไหน และใครเปิดดูได้
- เมื่อพนักงานลาออก มีขั้นตอนนำออกจากระบบและกลุ่มแชททันทีหรือไม่
- ถ้าอดีตพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติวันนี้ องค์กรตอบได้ภายในกรอบเวลาหรือไม่
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "ความยินยอมไม่ได้ให้โดยอิสระ" — ใช้ได้ผลเมื่อความยินยอมถูกผูกไว้กับการได้งานหรือการต่อสัญญา
- "ได้หลักฐานมาโดยไม่มีฐานรองรับ" — โจมตีที่มาของภาพจากกล้องหรือแชท เพื่อให้หลักฐานนั้นมีน้ำหนักน้อยลงในชั้นศาลแรงงาน
- "เก็บข้อมูลเกินความจำเป็น" — เช่น ขอเอกสารส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน หรือเก็บข้อมูลครอบครัวโดยไม่มีวัตถุประสงค์รองรับ
- "เลือกปฏิบัติกับบางคน" — เมื่อองค์กรใช้มาตรการเฝ้าติดตามกับพนักงานบางรายเท่านั้น
- "นโยบายมีแต่ไม่เคยแจ้ง" — เอกสารที่ไม่มีหลักฐานการแจ้ง มักถูกมองว่าไม่ได้บังคับใช้จริง
ก่อนตัดสินใจ ควรทำอะไรตามลำดับ
- ทำรายการกิจกรรมที่ฝ่ายบุคคลทำกับข้อมูลจริง โดยไล่ตามวงจรการจ้างงาน
- กำหนดฐานการประมวลผลของแต่ละกิจกรรม และหลีกเลี่ยงการใช้ความยินยอมเป็นคำตอบเดียว
- แก้หนังสือแจ้งวัตถุประสงค์ให้ตรงกับความจริง แล้วแจ้งพนักงานพร้อมเก็บหลักฐาน
- ทบทวนสิทธิเข้าถึงข้อมูลเงินเดือนและข้อมูลอ่อนไหวให้เหลือเท่าที่จำเป็น
- จัดการเรื่องการเฝ้าติดตามเป็นลำดับถัดมา เพราะเป็นจุดที่พ่วงคดีแรงงานมากที่สุด
- ทำตารางระยะเวลาเก็บและขั้นตอนตอบคำขอใช้สิทธิ แล้วซ้อมหนึ่งรอบ
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- กำลังจะติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือ สแกนใบหน้า หรือระบบติดตามตำแหน่ง
- กำลังจะใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดหรือแชทเป็นหลักฐานในการสอบสวนหรือลงโทษ
- กำลังจะเลิกจ้างพนักงานโดยอ้างเหตุที่เกี่ยวกับข้อมูลหรือความลับของบริษัท
- พบว่าพนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท
- อดีตพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อพิพาทค้างอยู่
- ใช้บริการภายนอกด้าน HR หรือระบบเงินเดือน แล้วเกิดเหตุข้อมูลรั่ว
- ได้รับหนังสือร้องเรียนหรือหนังสือให้ชี้แจงที่เกี่ยวกับข้อมูลพนักงาน
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
เราวางระบบข้อมูลพนักงานตั้งแต่รับสมัครจนพ้นสภาพ ส่งมอบเป็นเอกสารที่ HR ใช้ได้จริง ทั้งหนังสือแจ้งวัตถุประสงค์สำหรับพนักงาน ผังการไหลของข้อมูลและบันทึกกิจกรรมการประมวลผลส่วน HR ตารางระยะเวลาเก็บ แนวทางเรื่องกล้องวงจรปิดและข้อมูลชีวภาพ และขั้นตอนตอบคำขอใช้สิทธิ · หากยังไม่แน่ใจว่าของเดิมขาดตรงไหน เริ่มจากการตรวจความพร้อม PDPA ได้
สิ่งที่เราต่างจากผู้ให้บริการที่ไม่ได้เป็นสำนักงานกฎหมาย คือเราอ่านทุกเอกสารด้วยสายตาของทนายคดีแรงงานไปพร้อมกัน เพราะจุดจบจริงของข้อพิพาทข้อมูลพนักงานส่วนใหญ่อยู่ที่ศาลแรงงาน ไม่ได้อยู่ที่สำนักงาน · และเราจะบอกตรง ๆ ว่าเรื่องใดที่องค์กรขนาดของคุณไม่จำเป็นต้องทำ เพราะเราคิดค่าบริการตามงาน ไม่ได้ขายเป็นแพ็กเกจ
สรุป
PDPA ข้อมูลพนักงาน ไม่ใช่การทำเอกสารเพิ่มอีกชุดเพื่อให้ครบ แต่คือการจัดระเบียบคลังพยานหลักฐานที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างจะหยิบมาใช้ในวันที่มีข้อพิพาท หลักที่ควรจำมีสามข้อ คือเลือกฐานการประมวลผลให้เหมาะกับกิจกรรมแทนการพึ่งความยินยอมอย่างเดียว จำกัดสิทธิเข้าถึงให้เหลือเท่าที่จำเป็น และคิดสองสนามพร้อมกันเสมอ
องค์กรที่วางระบบโดยถามว่า "ถ้าต้องใช้ข้อมูลชุดนี้ในศาลแรงงาน มันจะใช้ได้ไหม" จะได้ระบบที่ต่างจากองค์กรที่ถามเพียงว่า "ทำครบตามเช็กลิสต์หรือยัง" อย่างชัดเจน
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23 — หน้าที่แจ้งวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ระยะเวลาเก็บ และสิทธิของเจ้าของข้อมูล ก่อนหรือขณะเก็บรวบรวม
- มาตรา 24 — ฐานการประมวลผลข้อมูลทั่วไป เช่น การปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
- มาตรา 26 — ข้อมูลอ่อนไหว เช่น ข้อมูลสุขภาพและข้อมูลชีวภาพ ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งหรือมีฐานเฉพาะรองรับ
- มาตรา 30 — สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงหน้าที่บันทึกการปฏิเสธตามวรรคสี่
- มาตรา 37 — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม และหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
- มาตรา 39 — หน้าที่จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล
- มาตรา 41 — เงื่อนไขที่ทำให้ต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ต้องประเมินจากกิจกรรมหลักและปริมาณข้อมูลจริงเป็นรายกรณี)
- มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 มาตรา 30 วรรคสี่ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง มาตรา 41 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 42 วรรคสองหรือวรรคสาม
- มาตรา 78 — ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษ ซึ่งศาลสั่งเพิ่มได้ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน — หน้าที่จัดทำและเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับลูกจ้าง และหลักเกณฑ์เรื่องการลงโทษทางวินัยและการเลิกจ้าง ⚠️ มีการแก้ไขเพิ่มเติมในระยะหลัง ควรตรวจตัวบทฉบับที่บังคับใช้อยู่ก่อนอ้างอิง
คำถามที่พบบ่อย
ต้องขอความยินยอมจากพนักงานทุกเรื่องหรือไม่
ไม่ใช่ และในหลายกรณีความยินยอมไม่ใช่ฐานที่เหมาะสมที่สุดด้วย เพราะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ได้อยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน ทำให้เกิดคำถามได้ว่าความยินยอมนั้นให้โดยอิสระจริงหรือไม่ กิจกรรมอย่างการจ่ายค่าจ้างหรือการนำส่งข้อมูลตามกฎหมาย มักอาศัยฐานการปฏิบัติตามสัญญาหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้อยู่แล้ว องค์กรจึงควรแยกกิจกรรมเป็นรายการแล้วเลือกฐานให้เหมาะกับแต่ละกิจกรรม
ติดกล้องวงจรปิดในที่ทำงานได้ไหม และใช้เป็นหลักฐานลงโทษได้หรือเปล่า
ติดได้ แต่ต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีการแจ้งให้ทราบ กำหนดระยะเวลาเก็บ และจำกัดผู้เข้าถึง ส่วนการนำภาพมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการลงโทษทางวินัยเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาในมุมกฎหมายแรงงานด้วย ทั้งเรื่องความชอบของกระบวนการสอบสวนและความได้สัดส่วนของโทษ องค์กรจึงควรวางหลักเกณฑ์ให้ครบทั้งสองมุมก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้ก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลรองรับ
นายจ้างเปิดดูอีเมลหรือแชทของพนักงานได้ไหม
ความเป็นเจ้าของอุปกรณ์หรือระบบไม่ได้แปลว่ามีอำนาจเข้าถึงข้อมูลได้ทุกกรณีโดยไม่ต้องมีหลักเกณฑ์ องค์กรควรมีนโยบายที่แจ้งไว้ล่วงหน้าว่าจะมีการตรวจสอบในกรณีใด ขอบเขตแค่ไหน ใครมีอำนาจอนุมัติ และเก็บบันทึกการเข้าถึงไว้ ทั้งนี้แม้มีนโยบายแล้ว การเข้าถึงในแต่ละกรณียังต้องได้สัดส่วนกับวัตถุประสงค์ และหลักฐานที่ได้มาอาจถูกโต้แย้งในชั้นศาลแรงงานได้ จึงควรปรึกษาทนายก่อนดำเนินการในกรณีที่มีข้อพิพาท
พนักงานลาออกแล้ว ต้องลบข้อมูลทั้งหมดไหม
ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ เพราะมีกฎหมายอื่นที่กำหนดให้ต้องเก็บเอกสารบางประเภทไว้ และองค์กรอาจยังจำเป็นต้องเก็บไว้เพื่อการต่อสู้คดีที่อาจเกิดขึ้นภายในอายุความ สิ่งที่ควรทำคือมีตารางระยะเวลาเก็บที่ระบุว่าเอกสารกลุ่มใดเก็บต่อกี่ปีและด้วยเหตุผลใด แล้วทำลายส่วนที่ไม่มีเหตุผลรองรับพร้อมบันทึกการทำลายไว้ ทั้งนี้จำนวนปีต้องตรวจจากตัวบทที่บังคับใช้อยู่ ณ ขณะจัดทำ
บริษัทเล็กมีพนักงานไม่กี่คน ต้องทำเรื่องนี้ด้วยไหม
โดยหลัก PDPA ใช้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้ยกเว้นให้ธุรกิจขนาดเล็กโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ระดับของมาตรการที่เหมาะสมย่อมต่างกันตามลักษณะและปริมาณข้อมูล บริษัทเล็กที่มีข้อมูลพนักงานจึงควรมีอย่างน้อยหนังสือแจ้งวัตถุประสงค์ ฐานการประมวลผลที่ถูกต้อง การจำกัดสิทธิเข้าถึงข้อมูลเงินเดือน และตารางระยะเวลาเก็บ ทั้งนี้กฎหมายลำดับรองบางฉบับอาจผ่อนปรนหน้าที่บางเรื่องให้กิจการขนาดเล็ก ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดเป็นรายกรณี
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ตารางระยะเวลาเก็บเอกสาร HR ทำอย่างไรให้ถูกทั้ง PDPA และกฎหมายแรงงาน
ตารางระยะเวลาเก็บเอกสาร HR ที่ถูกต้องต้องอิงนาฬิกา 4 เรือนพร้อมกัน ไม่ใช่ลอกตัวเลขจากที่อื่นมาใช้
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิ DSAR ตั้งแต่ต้นจนจบ ใครรับ ใครตรวจ ใครอนุมัติ
ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิ DSAR ที่ใช้ได้จริง 7 ขั้น พร้อมระบุว่าใครรับ ใครตรวจ ใครอนุมัติ และจุดไหนที่นาฬิกาเริ่มเดิน
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 9 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ส่งไฟล์ข้อมูลผ่าน LINE ผิด PDPA ไหม ถอดบทเรียนคดีที่ถูกสั่งปรับ 335,000 บาท
ส่งไฟล์ผ่าน LINE ไม่ได้ผิดในตัวเอง แต่มีคดีที่ถูกสั่งปรับ 335,000 บาทเพราะไม่มีมาตรการรองรับ ถอดบทเรียนรายประเด็น
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ