081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

เลิกจ้างพนักงานที่ทำข้อมูลรั่ว เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่

การประชุมสอบสวนทางวินัยกรณีพนักงานทำข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลในองค์กร

สรุปประเด็นสำคัญ

การเลิกจ้างเพราะทำข้อมูลรั่วไม่ได้เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติ เพราะคำถามที่ถูกถามในศาลแรงงานไม่ใช่ "ข้อมูลรั่วจริงไหม" แต่คือ "องค์กรเคยวางมาตรการและแจ้งพนักงานไว้หรือยัง กระบวนการสอบสวนชอบหรือไม่ และโทษได้สัดส่วนกับการกระทำหรือเปล่า"

จุดที่ย้อนกลับมาทำร้ายนายจ้างมากที่สุดคือ องค์กรที่ไม่เคยมีแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่การกำชับด้วยวาจา เพราะเมื่อองค์กรอ้างว่าพนักงานฝ่าฝืนระเบียบ ก็จะถูกถามกลับว่าระเบียบนั้นอยู่ที่ไหนและเคยแจ้งเมื่อใด — และในคำสั่งลงโทษปรับที่เคยมี การกำชับด้วยวาจาถูกวินิจฉัยว่าไม่เพียงพอตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นการชี้ว่าองค์กรเองก็บกพร่อง

ภาพรวม PDPA กับข้อมูลพนักงานทั้งวงจรอยู่ที่คู่มือนายจ้างและ HR · เมื่อเกิดเหตุข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลพนักงานรั่วไหล ปฏิกิริยาแรกขององค์กรจำนวนมากคือหาว่าใครเป็นคนทำ แล้วดำเนินการทางวินัยกับคนนั้นทันที ซึ่งเข้าใจได้ทั้งในแง่ความรู้สึกและในแง่การแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย แต่การเลิกจ้างเพราะทำข้อมูลรั่วเป็นเรื่องที่ต้องคิดสองชั้น เพราะการชี้ว่าพนักงานผิด มักเท่ากับการยอมรับไปพร้อมกันว่าองค์กรปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้

คำถามที่ศาลแรงงานถาม ไม่ใช่คำถามที่นายจ้างคิด

นายจ้างมักเตรียมตัวตอบคำถามว่าข้อมูลรั่วจริงหรือไม่ และพนักงานคนนั้นเป็นคนทำหรือเปล่า ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ยากถ้ามีหลักฐาน แต่คำถามที่ตัดสินผลจริงมักเป็นอีกชุดหนึ่ง

  • องค์กรเคยกำหนดแนวปฏิบัติเรื่องนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ และแจ้งพนักงานเมื่อใด
  • องค์กรเคยจัดอบรมหรือสื่อสารเรื่องนี้หรือเปล่า และมีหลักฐานหรือไม่
  • องค์กรจัดช่องทางที่ปลอดภัยให้พนักงานใช้แทนหรือยัง หรือปล่อยให้ทุกคนทำแบบเดิมมาตลอด
  • เคยมีพนักงานคนอื่นทำแบบเดียวกันมาก่อนหรือไม่ และองค์กรทำอย่างไรกับคนเหล่านั้น
  • กระบวนการสอบสวนได้ให้โอกาสพนักงานชี้แจงหรือเปล่า
  • โทษที่ลงได้สัดส่วนกับพฤติการณ์หรือไม่ เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

สังเกตว่าคำถามส่วนใหญ่ไม่ได้ถามถึงตัวพนักงาน แต่ถามถึงตัวองค์กร นี่คือเหตุผลที่การรีบเลิกจ้างโดยไม่ตรวจสถานะของตัวเองก่อน มักทำให้เรื่องแย่ลงแทนที่จะจบ

สามระดับพฤติการณ์ที่ให้คำตอบต่างกัน

ระดับพฤติการณ์สิ่งที่องค์กรต้องพิสูจน์ให้ได้
ระดับที่ 1ผิดพลาดโดยสุจริต เช่น ส่งอีเมลผิดคน หรือแนบไฟล์ผิด ในสภาพแวดล้อมที่องค์กรไม่เคยวางมาตรการไว้ยากที่จะพิสูจน์ว่าเป็นความผิดร้ายแรงของพนักงาน เพราะช่องว่างเกิดจากระบบขององค์กรเอง
ระดับที่ 2ประมาทเลินเล่อซ้ำ ทั้งที่องค์กรมีแนวปฏิบัติชัดเจน เคยอบรม และเคยตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้วต้องมีเอกสารครบทั้งแนวปฏิบัติ หลักฐานการอบรม และหนังสือตักเตือนครั้งก่อน
ระดับที่ 3จงใจนำข้อมูลออกไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือส่งให้คู่แข่งต้องมีหลักฐานที่แสดงเจตนา และต้องระวังเรื่องที่มาของหลักฐานเป็นพิเศษ เพราะมักได้จากการตรวจอุปกรณ์หรือระบบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือองค์กรปฏิบัติกับระดับที่ 1 เหมือนระดับที่ 3 เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นดูรุนแรง ทั้งที่ความรุนแรงของผลลัพธ์กับความร้ายแรงของพฤติการณ์เป็นคนละเรื่องกัน

บทเรียนจากคำสั่งจริง องค์กรเองก็ถูกวินิจฉัยว่าบกพร่องได้

มีคดีที่หน่วยงานแห่งหนึ่งถูกสั่งลงโทษปรับทางปกครองจากเหตุข้อมูลรั่วไหล โดยข้อเท็จจริงคือเจ้าหน้าที่ส่งต่อไฟล์ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันแชทเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน เพราะระบบหลักมีอุปสรรค

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับนายจ้างคือ คำสั่งระบุว่าองค์กรไม่มีการตกลงหรือกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลอย่างเป็นทางการ มีเพียงการกำชับด้วยวาจาหรือการใช้ความระมัดระวังส่วนบุคคล ซึ่งเห็นว่าไม่เพียงพอตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

ข้อสังเกตในเชิงคดีแรงงานคือ ถ้อยคำลักษณะนี้เป็นสิ่งที่พนักงานหยิบไปใช้ได้ทันที เพราะเป็นการยืนยันว่าองค์กรไม่เคยวางมาตรการที่ชัดเจน การอ้างในภายหลังว่าพนักงานฝ่าฝืนระเบียบจึงอ่อนลงมาก และการที่ระบบหลักใช้งานไม่ได้จนพนักงานต้องเลี่ยงไปใช้ช่องทางอื่น ยังเป็นข้อเท็จจริงที่ชี้กลับมาที่องค์กรอีกด้วย

บทเรียนที่ใช้ได้ทันทีคือ ก่อนจะลงโทษพนักงานเรื่องข้อมูล องค์กรควรตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าถ้าถูกถามในชั้นชี้แจงว่ามีมาตรการอะไร จะยกอะไรขึ้นแสดง

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… พนักงานทำข้อมูลลูกค้ารั่วจนบริษัทเสียหาย ย่อมเป็นความผิดร้ายแรงที่เลิกจ้างได้อยู่แล้ว

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… ความร้ายแรงวัดจากพฤติการณ์ของผู้กระทำและบริบทที่องค์กรสร้างไว้ ไม่ได้วัดจากมูลค่าความเสียหายเพียงอย่างเดียว องค์กรที่ไม่เคยวางมาตรการ ไม่เคยอบรม และไม่เคยจัดช่องทางที่ปลอดภัยให้ ย่อมมีส่วนในการทำให้เหตุเกิด

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… เมื่อองค์กรเลิกจ้างแล้วต้องไปชี้แจงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลด้วย จะเจอทางแยกที่ลำบาก เพราะถ้าชี้แจงว่ามาตรการครบถ้วนแล้วแต่พนักงานฝ่าฝืนเอง จะถูกถามหาเอกสาร แต่ถ้าชี้แจงว่ามาตรการยังไม่ครบเพื่อขอลดโทษ ถ้อยคำนั้นก็ย้อนกลับไปทำลายเหตุผลการเลิกจ้างในศาลแรงงาน

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ตัดสินใจเรื่องโทษหลังจากเห็นภาพทั้งสองสนามแล้วเท่านั้น และในหลายกรณีทางที่ปลอดภัยกว่าคือใช้โทษที่เบากว่าการเลิกจ้าง พร้อมเร่งวางมาตรการที่ขาดไป ซึ่งช่วยทั้งในชั้นชี้แจงและลดความเสี่ยงคดีแรงงานไปพร้อมกัน

ปลายทางถ้าตัดสินใจผิด

  1. พนักงานฟ้องศาลแรงงาน โดยยกประเด็นว่าองค์กรไม่เคยวางมาตรการและไม่เคยอบรม
  2. องค์กรถูกเรียกให้แสดงเอกสารที่พิสูจน์ว่าเคยมีระเบียบและเคยแจ้ง ซึ่งเป็นเอกสารชุดเดียวกับที่ต้องใช้ในชั้นชี้แจงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล
  3. ในสนามข้อมูลส่วนบุคคล องค์กรยังคงเป็นผู้ควบคุมข้อมูลและมีหน้าที่ตามกฎหมายอยู่ การเลิกจ้างพนักงานไม่ได้ทำให้หน้าที่นั้นหมดไป
  4. คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าจะสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือลงโทษปรับ โดยดูปัจจัยตามที่ประกาศกำหนด ซึ่งรวมถึงมาตรฐานขององค์กรในขณะที่มีการกระทำความผิด
  5. และผู้เสียหายจากข้อมูลรั่วยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนจากองค์กรได้อีกทางหนึ่ง

ประเด็นที่ต้องเน้นคือ ข้อ 3 เป็นสิ่งที่องค์กรมักลืม คือการหาคนรับผิดภายในไม่ได้ทำให้ความรับผิดขององค์กรต่อภายนอกหมดไป

หลักฐานที่ต้องมี ก่อนคิดเรื่องโทษ

  • แนวปฏิบัติหรือระเบียบเรื่องการจัดการข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมวันที่ประกาศใช้
  • หลักฐานการแจ้งหรืออบรมพนักงาน พร้อมรายชื่อผู้เข้าอบรมและวันที่
  • ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ระบุว่าการกระทำลักษณะนี้เป็นความผิดระดับใด
  • หลักฐานว่าองค์กรจัดช่องทางที่ปลอดภัยให้ใช้จริง และช่องทางนั้นใช้งานได้
  • ประวัติการลงโทษกรณีทำนองเดียวกันที่เคยเกิดในองค์กร เพื่อแสดงว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ
  • บันทึกกระบวนการสอบสวน ตั้งแต่การแจ้งข้อกล่าวหาจนถึงคำชี้แจงของพนักงาน
  • หลักฐานที่มาของพยานหลักฐานทุกชิ้น โดยเฉพาะที่ได้จากระบบหรืออุปกรณ์
  • บันทึกการประเมินความเสียหายจริงที่เกิดกับเจ้าของข้อมูล

ถ้าเป็นฝ่ายนายจ้าง ต้องทำอะไรก่อนตัดสินใจ

  • ตรวจก่อนว่าองค์กรมีแนวปฏิบัติเรื่องนี้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ ถ้าไม่มี ให้ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ในการประเมิน
  • ตรวจว่าพนักงานคนนี้เคยได้รับการอบรมหรือแจ้งเตือนมาก่อนหรือเปล่า
  • ตรวจว่าเคยมีคนอื่นทำแบบเดียวกันหรือไม่ และองค์กรทำอย่างไร
  • ประเมินว่าพฤติการณ์อยู่ในระดับใดจากสามระดับข้างต้น
  • ประเมินว่าเหตุเกิดเพราะระบบขององค์กรใช้งานยากจนพนักงานต้องเลี่ยงหรือไม่
  • แยกให้ชัดระหว่างความรุนแรงของผลลัพธ์กับความร้ายแรงของพฤติการณ์
  • ตรวจว่ากระบวนการสอบสวนของตนเองครบถ้วนตามข้อบังคับการทำงานหรือยัง
  • ให้ทนายประเมินทั้งสองสนามก่อนตัดสินใจเรื่องโทษ ไม่ใช่หลังจากตัดสินใจไปแล้ว

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "บริษัทไม่เคยมีระเบียบเรื่องนี้" — คำถามแรกที่ถูกถามเสมอ และเป็นจุดที่องค์กรจำนวนมากตอบไม่ได้
  • "ทุกคนก็ทำแบบนี้กันมาตลอด" — ใช้ได้ผลมาก โดยเฉพาะเมื่อมีข้อความในกลุ่มแชทที่แสดงว่าเป็นวิธีทำงานปกติ รวมถึงของหัวหน้างานเอง
  • "ระบบของบริษัทใช้ไม่ได้ จึงต้องทำแบบนี้" — เป็นข้อเท็จจริงที่ชี้กลับมาที่องค์กร และเคยปรากฏเป็นข้อเท็จจริงในคำสั่งจริงมาแล้ว
  • "ไม่เคยได้รับการอบรม" — ตรวจสอบได้ง่ายจากหลักฐานการอบรม ซึ่งถ้าไม่มีก็เท่ากับไม่เคย
  • "เลือกปฏิบัติ" — เมื่อเคยมีกรณีคล้ายกันแต่ลงโทษต่างกันมาก
  • "โทษหนักเกินเหตุ" — โดยเทียบความเสียหายจริงกับโทษที่ลง
  • "หลักฐานได้มาโดยมิชอบ" — โจมตีที่มาของข้อมูลจากอุปกรณ์หรือระบบ

ลำดับที่ควรทำถ้าเกิดเหตุ

  1. จัดการเหตุข้อมูลรั่วก่อนตามหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งการระงับเหตุและการประเมินหน้าที่แจ้งเหตุ
  2. แยกเรื่องวินัยออกจากเรื่องการรับมือเหตุ อย่าให้สองเรื่องปนกันในสัปดาห์แรก
  3. สำรวจสถานะเอกสารขององค์กรเองอย่างตรงไปตรงมา ว่ามีมาตรการอะไรอยู่จริงบ้าง
  4. ดำเนินกระบวนการสอบสวนตามข้อบังคับการทำงาน โดยให้โอกาสพนักงานชี้แจงและบันทึกไว้
  5. ประเมินระดับพฤติการณ์ และเทียบกับกรณีที่เคยเกิดในองค์กร
  6. ให้ทนายประเมินผลกระทบต่อทั้งสองสนามก่อนกำหนดโทษ

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายก่อนลงโทษ

  • กำลังจะเลิกจ้างโดยอ้างเหตุที่เกี่ยวกับข้อมูลหรือความลับของบริษัท
  • องค์กรไม่มีแนวปฏิบัติเรื่องการจัดการข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร
  • เหตุเกิดจากการที่ระบบขององค์กรใช้งานยากจนพนักงานเลี่ยงไปใช้ช่องทางอื่น
  • มีพนักงานคนอื่นเคยทำแบบเดียวกันแต่ไม่ถูกลงโทษ
  • หลักฐานหลักได้มาจากการตรวจอุปกรณ์ อีเมล แชท หรือภาพจากกล้องวงจรปิดของพนักงาน
  • องค์กรกำลังต้องชี้แจงต่อหน่วยงานไปพร้อมกับคดีแรงงาน
  • พนักงานคนนั้นมีข้อพิพาทกับองค์กรอยู่ก่อนแล้ว

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

เรื่องนี้คือจุดที่สองสายงานมาบรรจบกันพอดี · เราดูแลทั้งงาน PDPAและงานคดีแรงงานในที่เดียว จึงประเมินได้ว่าการลงโทษระดับใดที่องค์กรรับความเสี่ยงไหวในทั้งสองสนาม ไม่ใช่ประเมินทีละสนามแล้วมาพบภายหลังว่าขัดกันเอง ทั้งงานวางระบบข้อมูลพนักงาน และงานคดีแรงงาน

เราสื่อสารตรงไปตรงมาและประเมินความคุ้มค่าให้ก่อนเสมอ ในหลายกรณีคำแนะนำที่ตรงที่สุดคือไม่ควรเลิกจ้าง แต่ควรใช้โทษที่เบากว่าพร้อมเร่งวางมาตรการที่ขาดไป เพราะได้ผลดีกว่าทั้งในแง่ต้นทุนคดีและในแง่ที่ใช้แสดงต่อหน่วยงานว่าองค์กรแก้ไขจริง

สรุป

การเลิกจ้างเพราะทำข้อมูลรั่วไม่ได้เป็นธรรมโดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งที่ถูกตรวจไม่ใช่เพียงว่าพนักงานทำหรือไม่ทำ แต่คือองค์กรเคยวางมาตรการไว้หรือยัง แจ้งพนักงานหรือเปล่า จัดช่องทางที่ปลอดภัยให้แล้วหรือไม่ และเคยปฏิบัติกับกรณีเดียวกันอย่างไร

คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจคือ ถ้าองค์กรต้องชี้แจงเรื่องเดียวกันนี้ต่อหน่วยงานในสัปดาห์หน้า คำอธิบายที่ใช้กับพนักงานกับคำอธิบายที่ใช้กับหน่วยงานจะตรงกันหรือไม่ ถ้าไม่ตรง แปลว่ายังไม่ควรตัดสินใจ

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 (1) — ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กร ไม่ใช่ของพนักงานรายบุคคล และไม่หมดไปเพราะการลงโทษพนักงาน
  • มาตรา 37 (4) — หน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำคู่ขนานไปกับเรื่องวินัย
  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ พ.ศ. 2565 ข้อ 8 — ปัจจัยที่นำมาพิจารณา ซึ่งรวมถึงระดับความรับผิดชอบและมาตรฐานขององค์กรในขณะที่มีการกระทำความผิด และการดำเนินการตามมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในขณะนั้น
  • ประกาศฯ ข้อ 9 — กรณีไม่ร้ายแรงให้สั่งแก้ไขหรือตักเตือนก่อน กรณีร้ายแรงหรือคำสั่งไม่เป็นผลจึงสั่งลงโทษปรับ
  • มาตรา 23 · มาตรา 39 — หน้าที่แจ้งวัตถุประสงค์และจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผล ซึ่งเป็นเอกสารที่ถูกเรียกดูทั้งในชั้นชี้แจงและในคดีแรงงาน
  • มาตรา 77 และมาตรา 78 — ความรับผิดทางแพ่งต่อเจ้าของข้อมูล และค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษซึ่งศาลสั่งเพิ่มได้ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
  • กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน · กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแรงงานฯ · และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานขององค์กร — หลักเกณฑ์เรื่องการสอบสวนทางวินัย การลงโทษ การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ⚠️ มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายคุ้มครองแรงงานในระยะหลัง ควรตรวจตัวบทฉบับที่บังคับใช้อยู่และข้อบังคับการทำงานขององค์กรประกอบเป็นรายกรณี

คำถามที่พบบ่อย

พนักงานทำข้อมูลลูกค้ารั่วจนบริษัทถูกปรับ เลิกจ้างได้เลยไหม

ไม่ได้เป็นเหตุเลิกจ้างโดยอัตโนมัติ เพราะการที่องค์กรถูกสั่งลงโทษปรับ แสดงว่าองค์กรในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลถูกวินิจฉัยว่ามีข้อบกพร่องด้วย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่พนักงานหยิบไปใช้โต้แย้งได้ในศาลแรงงาน สิ่งที่ต้องพิจารณาคือระดับพฤติการณ์ของพนักงาน องค์กรเคยวางมาตรการและอบรมไว้หรือไม่ กระบวนการสอบสวนชอบหรือเปล่า และโทษได้สัดส่วนหรือไม่ ควรให้ทนายประเมินทั้งสองสนามก่อนตัดสินใจ

บริษัทเคยกำชับด้วยวาจาแล้ว ถือว่าพนักงานฝ่าฝืนระเบียบหรือยัง

ในคำสั่งลงโทษปรับที่เคยมี การมีเพียงการกำชับด้วยวาจาหรือการใช้ความระมัดระวังส่วนบุคคล ถูกเห็นว่าไม่เพียงพอตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ในทางคดีแรงงาน การอ้างว่าพนักงานฝ่าฝืนระเบียบจึงมักถูกถามหาว่าระเบียบนั้นอยู่ที่ไหน ประกาศใช้เมื่อใด และแจ้งพนักงานอย่างไร องค์กรที่ไม่มีเอกสารมาแสดงจะอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบ แม้พนักงานจะทำผิดจริงก็ตาม

ถ้าเลิกจ้างพนักงานไปแล้ว บริษัทยังต้องรับผิดเรื่องข้อมูลรั่วอยู่ไหม

ยังต้องรับผิดตามหน้าที่ของตนเอง เพราะหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและหน้าที่แจ้งเหตุตามมาตรา 37 เป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งก็คือองค์กร การลงโทษหรือเลิกจ้างพนักงานภายในจึงไม่ทำให้ความรับผิดขององค์กรต่อหน่วยงานและต่อเจ้าของข้อมูลหมดไป องค์กรควรดำเนินการทั้งสองเรื่องคู่ขนานกัน ไม่ใช่ใช้เรื่องหนึ่งแทนอีกเรื่องหนึ่ง

พนักงานจงใจเอาข้อมูลลูกค้าออกไป ทำอะไรได้บ้าง

กรณีที่มีพฤติการณ์จงใจจะต่างจากกรณีผิดพลาดโดยสุจริตอย่างมีนัยสำคัญ และองค์กรอาจมีทางดำเนินการได้หลายทางทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่น แต่สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือที่มาของพยานหลักฐาน เพราะมักได้จากการตรวจอุปกรณ์หรือระบบของพนักงาน ซึ่งหากได้มาโดยไม่มีหลักเกณฑ์รองรับ อาจถูกโต้แย้งและเปิดประเด็นใหม่ย้อนกลับมาที่องค์กร ควรปรึกษาทนายก่อนเริ่มเก็บหลักฐาน

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

กล้องวงจรปิดในที่ทำงานพร้อมป้ายแจ้งการเก็บข้อมูลตามหลักเกณฑ์ PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

กล้องวงจรปิดในที่ทำงาน ใช้เป็นหลักฐานลงโทษทางวินัยได้หรือไม่

กล้องวงจรปิดในที่ทำงานใช้เป็นหลักฐานลงโทษได้ แต่ต้องผ่านสองด่าน คือด่านที่มาของภาพ และด่านความเป็นธรรมของโทษ

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที
ทนายความเปรียบเทียบเอกสารสองสำนวน ระหว่างเรื่องร้องเรียน PDPA กับคดีที่ศาลแรงงาน PDPA คุ้มครองข้อมูล

ถูกร้องเรียนที่ สคส. พร้อมถูกฟ้องศาลแรงงาน วางแผนสองสนามอย่างไร

ถูกฟ้องศาลแรงงานพร้อมถูกร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล เอกสารชุดเดียวถูกใช้ทั้งสองสนาม วางแผนอย่างไรไม่ให้ขัดกันเอง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที
การบันทึกวันเวลาที่ทราบเหตุเพื่อใช้เป็นจุดเริ่มนับ 72 ชั่วโมงตาม PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

นับ 72 ชั่วโมงจากเมื่อใด ใครในองค์กรที่ทราบเหตุแล้วถือว่าเริ่มนับ

นับ 72 ชั่วโมงจากวันที่ทราบเหตุ ไม่ใช่วันที่เหตุเกิด แต่ใครในองค์กรที่ทราบแล้วถือว่าเริ่มนับ คำตอบอยู่ที่นี่

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE