081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

กล้องวงจรปิดในที่ทำงาน ใช้เป็นหลักฐานลงโทษทางวินัยได้หรือไม่

กล้องวงจรปิดในที่ทำงานพร้อมป้ายแจ้งการเก็บข้อมูลตามหลักเกณฑ์ PDPA

สรุปประเด็นสำคัญ

ภาพจากกล้องวงจรปิดในที่ทำงานใช้ประกอบการลงโทษทางวินัยได้ แต่ต้องผ่าน สองด่านที่แยกกันชัดเจน — ด่านแรกคือด่านข้อมูลส่วนบุคคล ถามว่าองค์กรติดตั้งและเก็บภาพโดยมีฐานการประมวลผลรองรับ มีการแจ้งให้ทราบ กำหนดระยะเวลาเก็บ และจำกัดผู้เข้าถึงหรือไม่ · ด่านที่สองคือด่านแรงงาน ถามว่ากระบวนการสอบสวนชอบหรือไม่ และโทษที่ลงได้สัดส่วนกับการกระทำหรือเปล่า

จุดที่นายจ้างมักพลาดคือ ติดกล้องเพื่อความปลอดภัย แล้ววันหนึ่งนำภาพมาใช้จับผิดเรื่องอื่น ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลนอกวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ และเปิดช่องให้โต้แย้งทั้งที่มาของหลักฐานในศาลแรงงาน และเปิดประเด็นใหม่เรื่องการใช้ข้อมูลโดยไม่มีฐานรองรับไปพร้อมกัน

ภาพรวม PDPA กับข้อมูลพนักงานทั้งวงจรอยู่ที่คู่มือนายจ้างและ HR · คำถามที่ฝ่ายบุคคลถามบ่อยมากคือ องค์กรมีกล้องอยู่แล้วและเห็นภาพชัดว่าพนักงานทำอะไร แบบนี้นำภาพมาใช้ลงโทษได้เลยไหม คำตอบไม่ใช่ได้หรือไม่ได้แบบตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับว่ากล้องวงจรปิดในที่ทำงานตัวนั้นถูกติดตั้งและใช้งานอย่างไรมาตั้งแต่ต้น เพราะสิ่งที่ตัดสินไม่ใช่ความชัดของภาพ แต่คือความชอบของที่มา

ทำไมภาพที่ชัดถึงยังใช้ไม่ได้เสมอไป

เพราะการนำภาพมาใช้ลงโทษพนักงานต้องผ่านการตรวจสองชั้นที่ถามคนละคำถาม

  • ชั้นที่หนึ่ง ถามว่าองค์กรมีสิทธิเก็บภาพนี้ไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่ และเก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร
  • ชั้นที่สอง ถามว่าเมื่อได้ภาพมาแล้ว องค์กรใช้ภาพนั้นในกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่ และโทษที่ลงเหมาะสมกับสิ่งที่เห็นในภาพหรือเปล่า

ผลก็คือ องค์กรอาจผ่านชั้นที่สองแต่ตกชั้นที่หนึ่ง เช่น พนักงานทำผิดจริงและกระบวนการสอบสวนก็ครบถ้วน แต่ภาพที่ใช้ได้มาจากกล้องที่ติดในจุดที่ไม่เคยแจ้งไว้ หรือเก็บภาพไว้นานเกินกว่าที่ระบุในนโยบายของตัวเอง

สี่เรื่องที่ต้องมีก่อน ถ้าอยากให้ภาพใช้ได้

เรื่องคำถามที่ต้องตอบได้เอกสารที่ต้องมี
วัตถุประสงค์ติดกล้องจุดนี้เพื่ออะไร และการนำภาพมาใช้ครั้งนี้อยู่ในวัตถุประสงค์นั้นหรือไม่นโยบายกล้องวงจรปิดที่ระบุวัตถุประสงค์รายจุด
ฐานการประมวลผลใช้ฐานใดรองรับ และหากใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ได้ชั่งน้ำหนักกับสิทธิของพนักงานแล้วหรือยังบันทึกการชั่งน้ำหนัก พร้อมวันที่และผู้จัดทำ
การแจ้งพนักงานได้รับแจ้งหรือไม่ว่ามีกล้องจุดใดบ้าง เก็บภาพนานเท่าใด และใครดูได้ป้ายแจ้ง หนังสือแจ้งวัตถุประสงค์ และหลักฐานการแจ้งพนักงาน
การควบคุมใครมีสิทธิเข้าดูภาพ ต้องขออนุมัติจากใคร และมีบันทึกการเข้าดูหรือไม่ทะเบียนสิทธิเข้าถึง และบันทึกการเรียกดูภาพแต่ละครั้ง

ข้อที่มักขาดที่สุดคือข้อสุดท้าย เพราะองค์กรจำนวนมากให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยหรือฝ่ายไอทีเข้าดูภาพได้อย่างอิสระโดยไม่มีบันทึก ซึ่งทำให้ตอบไม่ได้ว่าภาพที่นำมาใช้ถูกเรียกดูโดยใครและเมื่อใด และเปิดช่องให้ตั้งข้อสงสัยว่ามีการตัดต่อหรือเลือกเฉพาะบางช่วง

จุดที่อันตรายที่สุด คือการใช้ภาพนอกวัตถุประสงค์

องค์กรส่วนใหญ่ติดกล้องด้วยวัตถุประสงค์เรื่องความปลอดภัยในสถานประกอบการ เช่น ป้องกันทรัพย์สินสูญหายและดูแลความปลอดภัยของผู้ที่อยู่ในอาคาร ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่อธิบายได้ไม่ยาก

ปัญหาเกิดเมื่อองค์กรนำภาพชุดเดียวกันไปใช้กับเรื่องอื่นที่ไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์เดิม เช่น ใช้ตรวจว่าพนักงานมาสายบ่อยแค่ไหน ใช้ดูว่าใครออกไปสูบบุหรี่กี่ครั้ง หรือใช้ประเมินประสิทธิภาพการทำงาน กรณีเหล่านี้เป็นการใช้ข้อมูลนอกวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ และเป็นจุดที่ถูกโต้แย้งได้ทั้งสองชั้นพร้อมกัน

ทางออกที่ตรงไปตรงมาคือ ถ้าองค์กรต้องการใช้ภาพเพื่อวัตถุประสงค์ด้านวินัยด้วย ก็ควรระบุไว้ในนโยบายและในหนังสือแจ้งตั้งแต่ต้น พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ชัดว่าใช้ในกรณีใดและต้องผ่านการอนุมัติจากใคร ดีกว่าการเงียบไว้แล้วมาใช้ตอนเกิดเรื่อง

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… มีภาพชัดเป็นหลักฐานแล้ว เรื่องก็จบ เพราะเห็นกันชัด ๆ ว่าใครทำอะไร

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… หลักฐานต้องผ่านทั้งการพิสูจน์เนื้อหาและการพิสูจน์ที่มา ภาพที่ชัดแต่ตอบไม่ได้ว่าใครเป็นผู้เรียกดู เรียกดูเมื่อใด และมีอำนาจอะไร ย่อมมีน้ำหนักน้อยลง และยังเปิดประเด็นใหม่ให้อีกฝ่ายโจมตีองค์กรกลับได้

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… นายจ้างมักโฟกัสว่าพนักงานผิดหรือไม่ผิด แต่ประเด็นที่แพ้จริงมักเป็นเรื่องรอบข้าง เช่น กล้องจุดนั้นไม่เคยอยู่ในนโยบาย ภาพถูกเก็บไว้นานกว่าที่ประกาศไว้เอง หรือมีคนเข้าไปดูภาพย้อนหลังหลายคนโดยไม่มีบันทึก

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ก่อนจะใช้ภาพในกระบวนการทางวินัยใด ๆ ให้ตรวจสี่เรื่องข้างต้นก่อน และถ้าพบว่าขาดข้อใด ให้ประเมินความเสี่ยงตามความเป็นจริง มากกว่าเดินหน้าเพราะเชื่อว่าภาพชัดพอ

สองสนามที่เดินพร้อมกัน

คำถามสนามข้อมูลส่วนบุคคลสนามแรงงาน
กล้องจุดนี้อยู่ในนโยบายและหนังสือแจ้งหรือไม่เป็นประเด็นหลักใช้โจมตีที่มาของหลักฐาน
เก็บภาพไว้นานเท่าใด และเกินที่ประกาศไว้หรือเปล่าเป็นประเด็นเรื่องการเก็บเกินความจำเป็นใช้ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงมีภาพย้อนหลังนานผิดปกติ
ใครเรียกดูภาพ และมีบันทึกหรือไม่เป็นประเด็นเรื่องการควบคุมการเข้าถึงใช้ตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือของหลักฐาน
กระบวนการสอบสวนให้โอกาสชี้แจงหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นหลักเป็นประเด็นหลัก · ดูการวางแผนสองสนาม
โทษที่ลงได้สัดส่วนกับการกระทำหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นหลักเป็นประเด็นหลัก

สังเกตว่าสองแถวล่างเป็นเรื่องที่กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ตอบให้ องค์กรที่วางระบบโดยดูเฉพาะมุมข้อมูล จึงมักเตรียมพร้อมครึ่งเดียว รายละเอียดของการเชื่อมสองสนามอ่านต่อได้ที่บทความเรื่องคดีแรงงานที่เกี่ยวข้อง

ปลายทางถ้าพลาด

  1. ในสนามแรงงาน หลักฐานที่มีที่มาไม่ชัดจะถูกโต้แย้ง และหากหลักฐานชิ้นนั้นเป็นหลักฐานหลัก การลงโทษหรือการเลิกจ้างก็สั่นคลอนไปด้วย
  2. ในสนามข้อมูลส่วนบุคคล การใช้ภาพนอกวัตถุประสงค์หรือการเก็บภาพเกินความจำเป็น อาจกลายเป็นข้อร้องเรียนแยกอีกเรื่องหนึ่ง
  3. คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือลงโทษปรับทางปกครองตามพฤติการณ์และปัจจัยที่ประกาศกำหนด
  4. หน้าที่บางประการ เช่น การแจ้งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 23 และการจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผลตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82
  5. และพนักงานยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่ง

หลักฐานที่ต้องเก็บ

  • นโยบายกล้องวงจรปิดที่ระบุจุดติดตั้ง วัตถุประสงค์รายจุด และระยะเวลาเก็บภาพ พร้อมวันที่ประกาศใช้
  • หนังสือแจ้งวัตถุประสงค์และหลักฐานการแจ้งพนักงาน รวมถึงภาพถ่ายป้ายแจ้งหน้างาน
  • บันทึกการชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ขององค์กรกับสิทธิของพนักงาน หากใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
  • ทะเบียนผู้มีสิทธิเข้าถึงภาพ พร้อมรอบการทบทวนสิทธิ
  • บันทึกการเรียกดูและการคัดลอกภาพแต่ละครั้ง ระบุผู้ขอ ผู้อนุมัติ วัตถุประสงค์ และช่วงเวลาของภาพ
  • บันทึกกระบวนการสอบสวน ตั้งแต่การแจ้งข้อกล่าวหาจนถึงการให้โอกาสชี้แจง
  • บันทึกว่าเก็บภาพชุดที่ใช้เป็นหลักฐานไว้อย่างไร และหยุดการลบอัตโนมัติเมื่อใด

ถ้าเป็นฝ่ายนายจ้างหรือ HR ต้องเช็กอะไรบ้าง

  • มีผังจุดติดตั้งกล้องที่เป็นปัจจุบันหรือไม่ และมีจุดใดที่ติดเพิ่มภายหลังโดยไม่ได้แก้นโยบาย
  • มีกล้องในจุดที่ไม่ควรมีหรือไม่ เช่น บริเวณที่พนักงานคาดหมายความเป็นส่วนตัวสูง
  • นโยบายระบุระยะเวลาเก็บภาพไว้กี่วัน และระบบตั้งค่าไว้ตรงกันหรือเปล่า
  • วัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ครอบคลุมการใช้เพื่อการสอบสวนทางวินัยหรือไม่
  • ใครเข้าดูภาพย้อนหลังได้บ้าง และต้องขออนุมัติจากใคร
  • มีบันทึกการเรียกดูภาพหรือไม่ ถ้าไม่มี จะสร้างได้ภายในกี่วัน
  • เมื่อเกิดเหตุที่อาจต้องใช้ภาพ มีขั้นตอนหยุดการลบอัตโนมัติทันทีหรือเปล่า
  • กระบวนการสอบสวนทางวินัยขององค์กรระบุขั้นตอนการให้โอกาสชี้แจงไว้ชัดหรือไม่

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "กล้องจุดนี้ไม่เคยอยู่ในนโยบาย" — เทียบผังจุดติดตั้งจริงกับเอกสารที่แจ้งไว้
  • "ใช้ภาพผิดวัตถุประสงค์" — ชี้ว่าองค์กรแจ้งว่าติดเพื่อความปลอดภัย แต่นำมาใช้จับผิดเรื่องวินัยทั่วไป
  • "เก็บภาพนานเกินที่ประกาศไว้เอง" — เป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ง่ายและอธิบายยาก
  • "ไม่รู้ว่าใครเข้าไปดูบ้าง" — เมื่อไม่มีบันทึกการเข้าถึง ความน่าเชื่อถือของภาพจะถูกตั้งคำถาม
  • "เลือกเฉพาะช่วงที่เป็นผลร้าย" — ใช้ได้ผลเมื่อองค์กรส่งเฉพาะคลิปสั้นโดยไม่มีภาพช่วงก่อนและหลัง
  • "เลือกปฏิบัติ" — เมื่อองค์กรเคยเห็นพฤติกรรมเดียวกันของพนักงานคนอื่นแต่ไม่ได้ลงโทษ

ก่อนใช้ภาพลงโทษ ควรทำอะไรตามลำดับ

  1. หยุดการลบอัตโนมัติของภาพช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องทันที และเก็บทั้งช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์
  2. ตรวจว่ากล้องจุดนั้นอยู่ในนโยบายและหนังสือแจ้งหรือไม่ และวัตถุประสงค์ครอบคลุมการใช้ครั้งนี้หรือเปล่า
  3. ขออนุมัติเรียกดูภาพตามขั้นตอน และบันทึกผู้ขอ ผู้อนุมัติ และเหตุผล
  4. ให้ทนายประเมินว่าภาพนี้ใช้ได้แค่ไหน และมีจุดอ่อนตรงไหน ก่อนเริ่มกระบวนการทางวินัย
  5. ดำเนินกระบวนการสอบสวนโดยให้โอกาสพนักงานชี้แจงและบันทึกไว้ครบถ้วน
  6. เลือกโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำ และเทียบกับกรณีเดียวกันที่เคยเกิดในองค์กร

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย

  • ภาพจากกล้องเป็นหลักฐานหลักในการเลิกจ้างหรือลงโทษร้ายแรง
  • กล้องจุดที่ใช้ไม่เคยระบุไว้ในนโยบายหรือหนังสือแจ้ง
  • องค์กรจะใช้ภาพเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างจากที่แจ้งไว้ตอนติดตั้ง
  • พนักงานโต้แย้งว่าองค์กรละเมิดความเป็นส่วนตัว
  • ต้องนำภาพไปใช้ในคดีที่ศาลแรงงานหรือคดีอาญา หรือกำลังจะเลิกจ้างโดยอ้างเหตุเรื่องข้อมูล
  • องค์กรกำลังจะติดตั้งกล้องเพิ่มในจุดที่อ่อนไหว
  • มีการเรียกดูภาพย้อนหลังโดยไม่มีบันทึกมาก่อนหน้านี้

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

เราวางแนวทางเรื่องกล้องวงจรปิดและการเฝ้าติดตามในที่ทำงานให้อยู่ในงานวางระบบข้อมูลพนักงาน ภายใต้บริการที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร โดยเขียนนโยบายที่ระบุวัตถุประสงค์รายจุด ระยะเวลาเก็บ และขั้นตอนขออนุมัติเรียกดู เพื่อให้ภาพที่เก็บไว้ใช้ได้จริงในวันที่ต้องใช้

จุดที่เราต่างคือเราอ่านเรื่องนี้ด้วยสายตาของทนายคดีแรงงานไปพร้อมกัน เพราะภาพที่ถูกต้องตามหลักข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ยังต้องผ่านด่านความเป็นธรรมของกระบวนการและความได้สัดส่วนของโทษอีกชั้น · และเราจะบอกตรง ๆ ว่ากรณีไหนที่ภาพมีจุดอ่อนมากจนไม่ควรใช้เป็นหลักฐานหลัก

สรุป

กล้องวงจรปิดในที่ทำงานใช้ประกอบการลงโทษทางวินัยได้ แต่ความชัดของภาพไม่ใช่สิ่งที่ตัดสิน สิ่งที่ตัดสินคือองค์กรตอบได้หรือไม่ว่าติดกล้องจุดนั้นเพื่ออะไร ใช้ฐานอะไรรองรับ แจ้งพนักงานหรือยัง เก็บภาพนานเท่าใด และใครเป็นผู้เรียกดู

คำถามที่ควรถามก่อนใช้ภาพทุกครั้งคือ ถ้าทนายของอีกฝ่ายขอดูเอกสารทั้งชุดที่เกี่ยวกับกล้องตัวนี้ องค์กรจะมีอะไรให้ดูบ้าง ถ้าคำตอบคือไม่มีอะไรเลยนอกจากตัวคลิป นั่นคือสัญญาณว่าควรปรึกษาทนายก่อนเดินหน้า

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23 — หน้าที่แจ้งวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ระยะเวลาเก็บ และสิทธิของเจ้าของข้อมูล ก่อนหรือขณะเก็บรวบรวม ซึ่งครอบคลุมถึงการเก็บภาพจากกล้องวงจรปิด
  • มาตรา 24 — ฐานการประมวลผลข้อมูลทั่วไป ซึ่งกรณีกล้องวงจรปิดในที่ทำงานมักพิจารณาฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยต้องชั่งน้ำหนักกับสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลและควรบันทึกการชั่งน้ำหนักไว้
  • มาตรา 26 — ข้อมูลอ่อนไหว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องหากระบบกล้องมีการวิเคราะห์ใบหน้าหรือเก็บข้อมูลชีวภาพ ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
  • มาตรา 37 — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม รวมถึงการจำกัดผู้เข้าถึงภาพและการป้องกันการเข้าถึงโดยมิชอบ
  • มาตรา 39 — หน้าที่จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล ซึ่งควรครอบคลุมกิจกรรมการใช้กล้องวงจรปิดด้วย
  • มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และมาตราอื่นที่ระบุไว้
  • กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานขององค์กร — หลักเกณฑ์เรื่องการสอบสวนทางวินัย การลงโทษ และการเลิกจ้าง ซึ่งเป็นด่านที่สองที่ภาพต้องผ่าน ⚠️ มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายคุ้มครองแรงงานในระยะหลัง ควรตรวจตัวบทฉบับที่บังคับใช้อยู่และข้อบังคับการทำงานขององค์กรประกอบเป็นรายกรณี

คำถามที่พบบ่อย

ติดป้ายบอกว่ามีกล้องแล้ว ถือว่าแจ้งครบหรือยัง

ป้ายแจ้งเป็นส่วนหนึ่งแต่มักยังไม่ครบ เพราะมาตรา 23 กำหนดให้แจ้งรายละเอียดหลายอย่าง ทั้งวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ระยะเวลาที่คาดหมายว่าจะเก็บ และสิทธิของเจ้าของข้อมูล ซึ่งป้ายขนาดเล็กมักใส่ไม่หมด แนวทางที่ปฏิบัติกันคือใช้ป้ายแจ้งหน้างานควบคู่กับหนังสือแจ้งวัตถุประสงค์ฉบับเต็มที่พนักงานเข้าถึงได้ และเก็บหลักฐานการแจ้งไว้

ติดกล้องเพื่อความปลอดภัย แล้วบังเอิญเห็นพนักงานทำผิด ใช้ได้ไหม

ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่าการนำภาพมาใช้ครั้งนั้นยังอยู่ในวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้หรือไม่ กรณีเหตุร้ายแรงที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือทรัพย์สินมักอธิบายได้ง่ายกว่ากรณีการตรวจสอบพฤติกรรมทั่วไป เช่น การมาสายหรือการใช้เวลาพัก แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือระบุไว้ในนโยบายและหนังสือแจ้งตั้งแต่ต้นว่าอาจใช้ภาพเพื่อการสอบสวนทางวินัยในกรณีใดบ้าง และควรให้ทนายประเมินก่อนใช้ในกรณีที่จะนำไปสู่การลงโทษร้ายแรง

เก็บภาพจากกล้องไว้ได้นานแค่ไหน

กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนวันไว้เป็นการทั่วไป แต่วางหลักว่าให้เก็บเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ และองค์กรต้องแจ้งระยะเวลาที่คาดหมายว่าจะเก็บให้เจ้าของข้อมูลทราบ สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขคือองค์กรต้องกำหนดไว้ให้ชัดแล้วทำตามจริง เพราะการเก็บนานกว่าที่ประกาศไว้เองเป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ง่ายและอธิบายยาก ทั้งนี้เมื่อมีเหตุที่อาจต้องใช้ภาพเป็นหลักฐาน ควรหยุดการลบอัตโนมัติของช่วงเวลานั้นไว้ก่อน

พนักงานขอดูภาพของตัวเองได้ไหม

โดยหลักภาพที่ปรากฏตัวพนักงานถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของเขา จึงอยู่ในขอบเขตของสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาตามมาตรา 30 แต่ในทางปฏิบัติภาพมักมีบุคคลอื่นปรากฏอยู่ด้วย องค์กรจึงมีหน้าที่พิจารณาปกปิดหรือตัดทอนส่วนที่กระทบสิทธิของผู้อื่นก่อนส่งมอบ แทนการปฏิเสธทั้งคำขอ และต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมบันทึกเหตุผลหากปฏิเสธบางส่วน

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่สรรหาพิจารณาใบสมัครก่อนตรวจประวัติผู้สมัครงานตามกรอบ PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

ตรวจประวัติผู้สมัครงานได้ถึงระดับไหน — ประวัติอาชญากรรมคือข้อมูลอ่อนไหว ที่นายจ้างมักไม่รู้

ตรวจประวัติผู้สมัครงานทำได้ แต่ประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าที่นายจ้างส่วนใหญ่คิด

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
เจ้าหน้าที่ทำเงินเดือนทำงานในพื้นที่แยก พร้อมการควบคุมสิทธิเข้าถึงข้อมูลเงินเดือนพนักงาน PDPA คุ้มครองข้อมูล

ข้อมูลเงินเดือนพนักงาน ใครในบริษัทเข้าถึงได้บ้าง — 5 ระดับสิทธิที่ควรแยก ปี 2569

ข้อมูลเงินเดือนพนักงานควรแยกสิทธิเข้าถึง 5 ระดับ พร้อมจุดรั่วที่พบบ่อยที่สุดคือไฟล์ตารางที่ส่งต่อกันในองค์กร

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 7 นาที
ผู้บริหารและทนายตรวจบันทึกระบบหลังพบว่าพนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท PDPA คุ้มครองข้อมูล

พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ทำอะไรได้บ้าง — 5 ขั้นตอนแรกและหลักฐานที่ต้องรีบเก็บ

พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ต้องรีบเก็บหลักฐาน 5 อย่างก่อนหาย และองค์กรเองก็อาจมีหน้าที่แจ้งเหตุด้วย

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE