ส่งไฟล์ข้อมูลผ่าน LINE ผิด PDPA ไหม ถอดบทเรียนคดีที่ถูกสั่งปรับ 335,000 บาท

สรุปประเด็นสำคัญ
การส่งไฟล์ผ่าน LINE ไม่ได้ผิด PDPA ในตัวเอง กฎหมายไม่ได้ห้ามใช้แอปแชท แต่กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ตามมาตรา 37 (1) — สิ่งที่ทำให้ผิดจึงไม่ใช่ "ช่องทาง" แต่คือ "การไม่มีมาตรการรองรับช่องทางนั้น"
มีคดีจริงที่หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งถูกสั่งปรับ 335,000 บาท เพราะเจ้าหน้าที่ส่งต่อไฟล์รายชื่อกว่า 23,000 รายผ่าน LINE โดยไม่มีการเข้ารหัสหรือกำหนดสิทธิเข้าถึง และมีเพียงการกำชับด้วยวาจา ซึ่งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าไม่เพียงพอตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด · จุดที่ควรจำคือ เหตุการณ์เดียวถูกวินิจฉัยเป็นสองฐานความผิด และฐานที่สองคือการแจ้งเหตุล่าช้าเกิน 72 ชั่วโมง
คำถามที่ฝ่ายไอทีและ HR ถามบ่อยที่สุดข้อหนึ่งคือ องค์กรส่งไฟล์ผ่าน LINE กันทุกวัน ทั้งไฟล์รายชื่อพนักงาน ไฟล์เงินเดือน ไฟล์ข้อมูลลูกค้า แบบนี้ผิด PDPA หรือเปล่า คำตอบสั้น ๆ คือช่องทางไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่การไม่มีมาตรการรองรับต่างหากที่ผิด และเรื่องนี้ไม่ใช่การตีความในทางทฤษฎีอีกต่อไป เพราะมีคำสั่งลงโทษปรับจริงที่ตั้งอยู่บนพฤติการณ์แบบนี้แล้ว
กฎหมายเขียนว่าอย่างไร
มาตรา 37 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลให้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ
ส่วนหน้าที่แจ้งเหตุเมื่อข้อมูลรั่วแล้ว อ่านได้ที่คู่มือแจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลภายใน 72 ชั่วโมง · ขอให้สังเกตว่ากฎหมายไม่ได้ระบุเทคโนโลยีหรือแอปพลิเคชันใดเป็นการเฉพาะ คำที่ใช้คือ "เหมาะสม" ซึ่งแปลว่าต้องเหมาะสมกับความเสี่ยงของข้อมูลชุดนั้น ไฟล์รายชื่อพร้อมเลขบัตรประจำตัวประชาชนสองหมื่นรายกับไฟล์ตารางเวรของทีมสิบคน จึงไม่ได้ต้องการมาตรการระดับเดียวกัน
ผลที่ตามมาคือ คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ "ส่งทาง LINE ได้ไหม" แต่คือ "ข้อมูลชุดนี้ความเสี่ยงระดับไหน และมาตรการที่มีอยู่รองรับความเสี่ยงระดับนั้นหรือยัง"
คดีที่ถูกสั่งปรับจริง เกิดอะไรขึ้น
กรณีนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งลงโทษปรับหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จากเหตุที่ข้อมูลรายชื่อผู้ได้รับเลือกในกระบวนการคัดเลือกระดับอำเภอรั่วไหลออกสู่สาธารณะ
| ประเด็น | ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำสั่ง |
|---|---|
| ข้อมูลที่รั่วไหล | รายชื่อผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ จำนวน 23,645 รายชื่อ ประกอบด้วยคำนำหน้านาม ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ชื่อกลุ่ม รหัสกลุ่ม อำเภอหรือเขต และจังหวัด |
| ช่องทางที่รั่ว | ไฟล์ข้อมูลถูกส่งต่อผ่านแอปพลิเคชัน LINE และมีการเผยแพร่ต่อไปยังเว็บไซต์สื่อมวลชน |
| เหตุที่ทำให้ต้องส่งทางแชท | ระบบบริหารจัดการมีอุปสรรคในการดำเนินการ หน่วยงานจึงต้องขอข้อมูลในรูปแบบ PDF และ Excel ทุกวันผ่านแอปพลิเคชัน |
| มาตรการที่มีอยู่จริง | ไม่มีการตกลงหรือกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลผ่านแอปอย่างเป็นทางการ มีเพียงการกำชับด้วยวาจาหรือใช้ความระมัดระวังส่วนบุคคล ไม่มีการเข้ารหัสไฟล์หรือกำหนดสิทธิเข้าถึง |
| ประเด็นที่ 1 | มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไม่เหมาะสม ตามมาตรา 37 (1) → สั่งปรับ 335,000 บาท |
| ประเด็นที่ 2 | แจ้งเหตุละเมิดล่าช้า ตามมาตรา 37 (4) — ทราบเหตุช่วงวันที่ 10–11 มิถุนายน 2567 แต่แจ้งอย่างเป็นทางการวันที่ 21 มิถุนายน 2567 ซึ่งเกิน 72 ชั่วโมง → ว่ากล่าวตักเตือน |
| เหตุที่ลดหย่อนโทษประเด็นที่ 2 | เห็นว่าหน่วยงานไม่ได้เพิกเฉย มีการระงับเหตุทันที และให้ความร่วมมือในการสอบสวนเป็นอย่างดี |
| คำสั่งให้แก้ไข | กำหนดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย · กำหนดแนวปฏิบัติเรื่องการส่งต่อเอกสารข้อมูลส่วนบุคคลผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นทางการ · กำชับเจ้าหน้าที่และรายงานผลภายใน 30 วัน |
ข้อเท็จจริงข้างต้นสรุปจากรายงานที่เผยแพร่โดยผู้ได้รับสำเนาคำสั่ง ควรตรวจสอบกับคำสั่งต้นฉบับก่อนนำไปอ้างอิงในกรณีจริง
บทเรียน 5 ข้อที่ถอดได้จากคดีนี้
หนึ่ง "กำชับด้วยวาจา" ไม่ถือเป็นมาตรการ จุดนี้คือหัวใจของคดี หน่วยงานไม่ได้ปล่อยปละละเลย มีการเตือนกันอยู่ แต่เมื่อไม่มีเอกสารกำหนดแนวปฏิบัติอย่างเป็นทางการ ก็ไม่มีอะไรให้ยกขึ้นแสดงว่ามีมาตรการ ในชั้นชี้แจง สิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้เท่ากับไม่มี
สอง เหตุการณ์เดียวแตกเป็นสองฐานความผิด ฐานแรกคือมาตรการไม่เหมาะสม ฐานที่สองคือแจ้งเหตุล่าช้า และทั้งสองฐานถูกพิจารณาแยกกัน โดยฐานแรกได้รับโทษปรับ ส่วนฐานที่สองได้รับเพียงตักเตือน องค์กรที่คิดว่า "เกิดเหตุครั้งเดียวก็ผิดข้อเดียว" จึงประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความจริง
สาม การระงับเหตุทันทีและให้ความร่วมมือ มีผลจริงต่อโทษ ประเด็นที่สองได้รับเพียงตักเตือนแทนการปรับ ด้วยเหตุผลว่าหน่วยงานไม่ได้เพิกเฉย ระงับเหตุทันที และให้ความร่วมมือในการสอบสวนเป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยเรื่องการเยียวยาและบรรเทาความเสียหายที่กำหนดไว้ในประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับ พ.ศ. 2565
สี่ ข้อจำกัดของระบบไม่ใช่ข้อแก้ตัว เหตุที่เจ้าหน้าที่ต้องส่งไฟล์ผ่านแชทคือระบบหลักมีอุปสรรคในการใช้งาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ในทางปฏิบัติ แต่ไม่ได้ทำให้หน้าที่ตามมาตรา 37 (1) หายไป องค์กรที่รู้ว่าพนักงานเลี่ยงระบบเพราะระบบใช้ยาก จึงมีหน้าที่ต้องจัดการเรื่องนี้ ไม่ใช่ปล่อยไว้
ห้า ความเสี่ยงไม่ได้จบที่คนที่ส่ง ไฟล์ถูกส่งต่อจากแชทออกไปสู่เว็บไซต์สื่อ ซึ่งเป็นธรรมชาติของไฟล์ที่หลุดจากการควบคุมแล้ว การประเมินความเสี่ยงจึงต้องคิดถึงการส่งต่อชั้นที่สองและสามด้วย ไม่ใช่คิดแค่ผู้รับคนแรก
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… ถ้าห้ามส่งไฟล์ทาง LINE ได้ก็จบ ปัญหาคือห้ามแล้วงานไม่เดิน สุดท้ายก็กลับมาส่งเหมือนเดิม
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… สิ่งที่ถูกวัดไม่ใช่ว่าองค์กรห้ามหรือไม่ห้าม แต่คือองค์กรตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์และบันทึกไว้หรือไม่ องค์กรที่อนุญาตให้ส่งได้ภายใต้เงื่อนไขที่เขียนไว้ชัด อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าองค์กรที่ห้ามบนกระดาษแต่ทุกคนทำกันจริง
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… ไม่ได้อยู่ที่แอปพลิเคชัน แต่อยู่ที่สามอย่าง — ไม่มีเอกสารกำหนดแนวปฏิบัติ ไม่มีการแยกระดับความอ่อนไหวของข้อมูล และไม่มีหลักฐานว่าเคยสื่อสารเรื่องนี้กับพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษร
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… เขียนแนวปฏิบัติหนึ่งหน้าที่ระบุว่าข้อมูลประเภทใดห้ามส่งผ่านแชทเด็ดขาด ประเภทใดส่งได้เมื่อเข้ารหัสหรือใส่รหัสผ่าน และประเภทใดส่งได้ตามปกติ แล้วแจ้งพนักงานพร้อมเก็บหลักฐานการแจ้ง เท่านี้ก็เปลี่ยนสถานะขององค์กรจาก "ไม่มีมาตรการ" เป็น "มีมาตรการ" ได้แล้ว
ปลายทางถ้าพลาด
เส้นทางของเรื่องแบบนี้ โดยหลักเดินตามลำดับ คือมีผู้ร้องเรียนหรือมีการตรวจพบ จากนั้นคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเรียกให้ชี้แจง แล้วพิจารณาว่าจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อน หรือจะสั่งลงโทษปรับ ตามความร้ายแรงของพฤติการณ์และปัจจัยอื่นที่ประกาศกำหนด
สิ่งที่องค์กรควรเตรียมใจคือ คำสั่งไม่ได้มีแค่ค่าปรับ แต่มักมีคำสั่งให้แก้ไขพ่วงมาด้วย พร้อมกำหนดเวลารายงานผล ซึ่งในคดีนี้คือภายใน 30 วัน คำสั่งให้แก้ไขนี้เองที่สร้างภาระงานจริงหลังจบเรื่อง และหากไม่ปฏิบัติตาม ก็กลายเป็นเหตุใหม่ได้อีก
ส่วนกรณีที่ข้อมูลรั่วนั้นกระทบเจ้าของข้อมูลจำนวนมาก ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งตามมาอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าปรับทางปกครอง
หลักฐานที่ต้องเก็บ
- เอกสารแนวปฏิบัติเรื่องการส่งข้อมูลผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ พร้อมวันที่ประกาศใช้
- หลักฐานการแจ้งหรืออบรมพนักงานเรื่องแนวปฏิบัตินี้ พร้อมรายชื่อผู้รับทราบ
- การจัดชั้นความอ่อนไหวของข้อมูล ว่าข้อมูลประเภทใดอยู่ชั้นใด
- หลักฐานว่ามีช่องทางที่ปลอดภัยให้ใช้จริง เช่น ระบบแชร์ไฟล์ภายในหรือระบบใส่รหัสผ่าน
- บันทึกเหตุผลกรณีที่ยอมให้ส่งผ่านแชทเป็นการชั่วคราว พร้อมเงื่อนไขที่กำหนด
- บันทึกไทม์ไลน์ตั้งแต่นาทีที่ทราบเหตุ หากเกิดเหตุขึ้นจริง
ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องเช็กอะไรบ้าง
- ตอนนี้พนักงานส่งไฟล์อะไรผ่านแชทกันบ้าง และไฟล์ไหนมีเลขบัตรประจำตัวประชาชนอยู่
- มีเอกสารแนวปฏิบัติเรื่องนี้หรือยัง หรือมีแต่การกำชับด้วยวาจา
- ถ้าห้ามส่งผ่านแชท มีช่องทางอื่นที่ใช้งานได้จริงและเร็วพอหรือไม่
- ไฟล์ที่ส่งออกไปมีการใส่รหัสผ่านหรือเข้ารหัสหรือไม่ และรหัสผ่านส่งไปช่องทางเดียวกันหรือเปล่า
- กลุ่มแชทที่ใช้ส่งไฟล์ มีใครอยู่บ้าง และเคยทบทวนรายชื่อครั้งล่าสุดเมื่อไร
- เมื่อพนักงานลาออก มีการนำออกจากกลุ่มแชททันทีหรือไม่
- องค์กรรู้หรือไม่ว่าถ้าเกิดเหตุ ใครมีหน้าที่ประเมินและใครมีอำนาจตัดสินใจแจ้งเหตุ
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "มีนโยบายอยู่แล้ว" — จะถูกถามกลับว่าประกาศใช้เมื่อไร แจ้งใครบ้าง และมีหลักฐานการแจ้งหรือไม่
- "ระบบหลักใช้งานไม่ได้ จำเป็นต้องส่งทางแชท" — ข้อจำกัดของระบบไม่ทำให้หน้าที่ตามมาตรา 37 หายไป และการรู้ปัญหาแล้วไม่แก้ กลับกลายเป็นน้ำหนักในทางลบ
- "เป็นความผิดส่วนตัวของพนักงาน" — องค์กรในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลยังมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการ การโยนไปที่พนักงานจึงไม่ตัดความรับผิดขององค์กร
- "ข้อมูลไม่อ่อนไหว แค่ชื่อกับที่อยู่" — เมื่อมีเลขบัตรประจำตัวประชาชนรวมอยู่ด้วย ความเสี่ยงต่อการสวมรอยเปลี่ยนไปทันที
- "รู้เหตุแล้วรีบแก้" — จะถูกเทียบกับวันที่แจ้งเหตุอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการแก้ไขภายใน
ก่อนตัดสินใจ ควรทำอะไรตามลำดับ
- สำรวจก่อนว่าตอนนี้มีการส่งข้อมูลอะไรผ่านแชทบ้าง โดยถามหน้างานจริง ไม่ใช่ถามจากนโยบาย
- จัดชั้นข้อมูลเป็นสามระดับ คือห้ามส่งเด็ดขาด ส่งได้เมื่อมีการป้องกัน และส่งได้ตามปกติ
- เขียนแนวปฏิบัติหนึ่งหน้าที่พนักงานอ่านแล้วทำตามได้ทันที ไม่ใช่เอกสารสิบหน้าที่ไม่มีใครอ่าน
- จัดช่องทางทดแทนที่ใช้งานได้จริง ก่อนประกาศห้าม มิฉะนั้นพนักงานจะกลับไปทำแบบเดิม
- แจ้งพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษรและเก็บหลักฐานการแจ้ง
- ซ้อมสถานการณ์ส่งไฟล์ผิดกลุ่มหนึ่งรอบ เพื่อดูว่าองค์กรรู้หรือไม่ว่าต้องเริ่มนับเวลาจากเมื่อใด
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- เพิ่งทราบว่ามีไฟล์ข้อมูลหลุดออกจากกลุ่มแชท และยังไม่แน่ใจว่าต้องแจ้งเหตุหรือไม่ (ดูเช็กลิสต์ 6 ชั่วโมงแรก)
- ไฟล์ที่หลุดมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลสุขภาพ หรือข้อมูลอ่อนไหวอื่น
- ข้อมูลที่หลุดถูกนำไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์แล้ว
- เหตุเกิดจากพนักงานที่กำลังมีข้อพิพาทกับองค์กร ซึ่งอาจพ่วงประเด็นแรงงาน
- ไฟล์หลุดจากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการภายนอก จนไม่ชัดว่าใครมีหน้าที่แจ้ง
- องค์กรจะออกแนวปฏิบัติเรื่องการส่งข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ และอยากให้เขียนแล้วใช้ยันได้จริง
- ได้รับหนังสือให้ชี้แจงหรือหนังสือร้องเรียนเรื่องนี้แล้ว
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ถ้าเหตุเกิดแล้วและต้องตัดสินใจภายในวันเดียว บริการประเมินเหตุข้อมูลรั่วไหลเร่งด่วน ซึ่งอยู่ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กรของเราช่วยจัดทำไทม์ไลน์เหตุการณ์ ตรวจข้อเท็จจริงเบื้องต้น ประเมินระดับความเสี่ยง และบันทึกเหตุผลประกอบการตัดสินใจแจ้งเหตุ ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องใช้ยันในชั้นชี้แจงภายหลัง
ถ้ายังไม่เกิดเหตุและอยากปิดช่องนี้ก่อน เราตรวจของเดิมที่ทำไว้ผ่านการตรวจความพร้อม PDPA แล้วเขียนแนวปฏิบัติเรื่องการส่งข้อมูลให้ใช้งานได้จริง · จุดที่เราให้ความสำคัญคือการมองจุดเสี่ยงที่คนทั่วไปมองข้าม ซึ่งในเรื่องนี้คือช่องว่างระหว่างสิ่งที่นโยบายเขียนไว้กับสิ่งที่หน้างานทำจริงทุกวัน
สรุป
การส่งไฟล์ผ่าน LINE ไม่ได้ผิดกฎหมายในตัวเอง แต่การส่งข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่มีมาตรการรองรับ และไม่มีเอกสารใดยืนยันว่าองค์กรเคยกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ คือพฤติการณ์ที่เคยถูกวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนมาตรา 37 (1) และถูกสั่งปรับมาแล้วจริง
บทเรียนที่ใช้ได้ทันทีคือ การกำชับด้วยวาจาไม่นับเป็นมาตรการ และเหตุการณ์เดียวอาจแตกเป็นหลายฐานความผิด องค์กรที่ใช้เวลาหนึ่งวันเขียนแนวปฏิบัติหนึ่งหน้าแล้วแจ้งพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษร จึงเปลี่ยนสถานะของตัวเองได้มากกว่าที่คิด
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ หรือเพิ่งพบว่ามีไฟล์หลุดออกจากกลุ่มแชท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 (1) — ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ
- มาตรา 37 (4) — หน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้
- คำสั่งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 3 ที่ 17/2568 — กรณีข้อมูลรายชื่อผู้ได้รับเลือกระดับอำเภอ 23,645 รายชื่อรั่วไหลจากการส่งไฟล์ผ่านแอปพลิเคชัน สั่งปรับ 335,000 บาทตามมาตรา 37 (1) และว่ากล่าวตักเตือนกรณีแจ้งเหตุล่าช้าตามมาตรา 37 (4) พร้อมคำสั่งให้แก้ไขและรายงานผลภายใน 30 วัน (ควรตรวจสอบกับคำสั่งต้นฉบับก่อนอ้างอิง)
- ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ พ.ศ. 2565 ข้อ 8 — ปัจจัยที่นำมาพิจารณา รวมถึงการเยียวยาและบรรเทาความเสียหายเมื่อทราบเหตุ และขนาดกิจการ
- ประกาศฯ ข้อ 9 — กรณีไม่ร้ายแรงให้สั่งแก้ไขหรือตักเตือนก่อน กรณีร้ายแรงหรือคำสั่งไม่เป็นผลจึงสั่งลงโทษปรับ
- ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — รายละเอียดการประเมินความเสี่ยงและวิธีแจ้งเหตุ (ควรตรวจสอบฉบับที่บังคับใช้ล่าสุดก่อนอ้างอิง)
คำถามที่พบบ่อย
ส่งไฟล์ผ่าน LINE ผิด PDPA เลยหรือไม่
ไม่ได้ผิดโดยตัวมันเอง เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามใช้แอปพลิเคชันใดเป็นการเฉพาะ แต่มาตรา 37 (1) กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของข้อมูลชุดนั้น การส่งไฟล์ที่มีข้อมูลจำนวนมากและมีเลขบัตรประจำตัวประชาชนโดยไม่มีการเข้ารหัสหรือกำหนดสิทธิเข้าถึง จึงเป็นพฤติการณ์ที่เคยถูกวินิจฉัยว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
บริษัทกำชับพนักงานด้วยวาจาแล้ว ถือว่ามีมาตรการหรือยัง
ในคดีที่เคยมีคำสั่งลงโทษปรับ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าการมีเพียงการกำชับด้วยวาจาหรือการใช้ความระมัดระวังส่วนบุคคล ไม่เพียงพอตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด องค์กรจึงควรจัดทำแนวปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่าข้อมูลประเภทใดส่งผ่านช่องทางใดได้บ้างและต้องมีการป้องกันอย่างไร พร้อมเก็บหลักฐานการแจ้งพนักงานไว้
ส่งไฟล์ผิดกลุ่มแล้วรีบลบข้อความ ถือว่าจบเรื่องไหม
การลบข้อความไม่ได้ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายหายไป เพราะผู้รับอาจดาวน์โหลดหรือส่งต่อไปแล้ว องค์กรยังต้องประเมินว่าเข้าข่ายเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องแจ้งหรือไม่ และต้องบันทึกไทม์ไลน์ตั้งแต่นาทีที่ทราบเหตุ เพราะกรอบเวลาแจ้งเหตุตามมาตรา 37 (4) เริ่มนับตั้งแต่ทราบเหตุ ไม่ใช่ตั้งแต่ยืนยันความเสียหายได้ครบถ้วน
ถ้าองค์กรห้ามส่งผ่านแชทไปเลย จะปลอดภัยกว่าไหม
การห้ามอย่างเดียวโดยไม่มีช่องทางทดแทนที่ใช้งานได้จริง มักทำให้พนักงานกลับไปใช้วิธีเดิม และเมื่อเกิดเหตุ องค์กรจะอยู่ในสถานะที่แย่กว่า เพราะมีนโยบายที่ไม่ได้บังคับใช้จริง แนวทางที่ปฏิบัติได้มากกว่าคือจัดชั้นข้อมูลให้ชัด กำหนดว่าประเภทใดห้ามส่งเด็ดขาด ประเภทใดส่งได้เมื่อมีการป้องกัน แล้วจัดช่องทางที่ปลอดภัยและใช้งานสะดวกพอให้พนักงานเลือกใช้
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ตรวจประวัติผู้สมัครงานได้ถึงระดับไหน — ประวัติอาชญากรรมคือข้อมูลอ่อนไหว ที่นายจ้างมักไม่รู้
ตรวจประวัติผู้สมัครงานทำได้ แต่ประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าที่นายจ้างส่วนใหญ่คิด
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ข้อมูลเงินเดือนพนักงาน ใครในบริษัทเข้าถึงได้บ้าง — 5 ระดับสิทธิที่ควรแยก ปี 2569
ข้อมูลเงินเดือนพนักงานควรแยกสิทธิเข้าถึง 5 ระดับ พร้อมจุดรั่วที่พบบ่อยที่สุดคือไฟล์ตารางที่ส่งต่อกันในองค์กร
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 7 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ทำอะไรได้บ้าง — 5 ขั้นตอนแรกและหลักฐานที่ต้องรีบเก็บ
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ต้องรีบเก็บหลักฐาน 5 อย่างก่อนหาย และองค์กรเองก็อาจมีหน้าที่แจ้งเหตุด้วย
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ