081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ข้อมูลรั่ว 6 ชั่วโมงแรกต้องทำอะไร เช็กลิสต์ 10 ข้อ ฉบับทนาย

ทีมรับมือเหตุขององค์กรกำลังบันทึกไทม์ไลน์ใน 6 ชั่วโมงแรกหลังพบเหตุข้อมูลรั่วไหล

สรุปประเด็นสำคัญ

6 ชั่วโมงแรกหลังพบเหตุข้อมูลรั่วไม่ใช่ช่วงเวลาสำหรับหาว่าใครผิด แต่คือช่วงสำหรับทำสามอย่างให้เสร็จ — บันทึกเวลาที่ทราบเหตุ · ระงับไม่ให้ความเสียหายลุกลาม · และเริ่มประเมินความเสี่ยงตามปัจจัยที่ประกาศกำหนด เพราะสามอย่างนี้เป็นตัวตั้งของทุกการตัดสินใจที่ตามมา รวมถึงการตัดสินใจว่าต้องแจ้งเหตุหรือไม่

จุดที่องค์กรเสียเปรียบมากที่สุดคือ ไม่มีใครจดว่า "ทราบเหตุ" ตอนกี่โมง เพราะกรอบ 72 ชั่วโมงนับจากจุดนั้น และเมื่อถูกถามในชั้นชี้แจงว่าเริ่มนับเมื่อไร องค์กรที่ตอบไม่ได้จะเสียเปรียบทันที ไม่ว่าเนื้อหาการรับมือจะดีแค่ไหน

ตอนบ่ายสามโมง พนักงานคนหนึ่งเดินมาบอกว่าเผลอส่งไฟล์รายชื่อลูกค้าเข้ากลุ่มผิดกลุ่ม หรือฝ่ายไอทีแจ้งว่าพบการเข้าถึงฐานข้อมูลที่ผิดปกติ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นในองค์กรส่วนใหญ่คือการประชุมหาว่าใครผิด ทั้งที่6 ชั่วโมงแรกควรถูกใช้ไปกับอย่างอื่นทั้งหมด เพราะเป็นช่วงเดียวที่ทำบางอย่างได้ และเมื่อผ่านไปแล้วจะย้อนกลับมาทำไม่ได้อีก

ทำไมต้องเป็น 6 ชั่วโมง ทั้งที่กฎหมายให้ 72 ชั่วโมง

ภาพรวมหน้าที่แจ้งเหตุทั้งหมดอยู่ที่คู่มือข้อมูลรั่วไหล ต้องแจ้งใครภายใน 72 ชั่วโมง · กรอบ 72 ชั่วโมงคือกำหนดการแจ้งเหตุ ไม่ใช่กำหนดการเริ่มลงมือ และในทางปฏิบัติเวลาที่เหลือจริงน้อยกว่าที่คิดมาก เพราะเหตุมักเกิดตอนเย็นวันศุกร์หรือช่วงวันหยุด ผู้มีอำนาจตัดสินใจติดต่อไม่ได้ทันที และการรวบรวมข้อเท็จจริงให้พอจะตัดสินใจได้ใช้เวลาหลายชั่วโมง

ที่สำคัญกว่านั้นคือหลักฐานบางอย่างมีอายุ บันทึกการเข้าใช้งานระบบ ข้อความในกลุ่มแชท และไฟล์ชั่วคราวจำนวนมากถูกลบตามรอบอัตโนมัติ องค์กรที่ใช้เวลาหกชั่วโมงแรกไปกับการหาคนผิด มักพบว่าตอนจะรวบรวมหลักฐานจริง สิ่งที่ต้องการหายไปแล้ว

ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 วางลำดับไว้ชัดว่า เมื่อได้รับแจ้งว่ามีหรือน่าจะมีเหตุละเมิด ให้ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงประเมินความเสี่ยง และหากพบว่าเสี่ยงสูงต้องดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขโดยทันทีเท่าที่จะทำได้ — คำว่าโดยทันทีนี้เองที่ทำให้หกชั่วโมงแรกมีความหมาย

เช็กลิสต์ 10 ข้อที่ต้องทำให้เสร็จใน 6 ชั่วโมงแรก

#สิ่งที่ต้องทำผลลัพธ์ที่ต้องได้
1จดวันและเวลาที่ทราบเหตุ พร้อมชื่อผู้แจ้งและช่องทางที่แจ้งบรรทัดแรกของ Incident Timeline ซึ่งเป็นจุดเริ่มนับ 72 ชั่วโมง
2สั่งหยุดทำลายและแก้ไขข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เป็นลายลักษณ์อักษร ครอบคลุมบันทึกระบบ อีเมล แชท และเอกสารหนังสือสั่งการภายในที่มีวันเวลา
3ตั้งผู้รับผิดชอบเรื่องหนึ่งคน และผู้มีอำนาจตัดสินใจหนึ่งคน แจ้งภายในว่าห้ามสื่อสารออกนอกองค์กรก่อนชื่อสองชื่อที่ทุกคนรู้ตรงกัน
4ระงับไม่ให้ลุกลาม เช่น ตัดสิทธิเข้าถึง เปลี่ยนรหัสผ่าน ปิดลิงก์แชร์ ถอนไฟล์จากกลุ่ม เท่าที่ทำได้ทันทีบันทึกว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง เวลาใด โดยใคร
5เก็บหลักฐานทางเทคนิคทันที เช่น บันทึกการเข้าใช้งาน ภาพหน้าจอกลุ่มแชท รายชื่อผู้อยู่ในกลุ่มไฟล์หลักฐานพร้อมวิธีและเวลาที่เก็บ
6ระบุว่าข้อมูลอะไรรั่ว ประเภทใด ปริมาณเท่าใด และกระทบคนกี่รายตัวเลขเบื้องต้นที่ใช้ประเมินความเสี่ยง
7ประเมินว่ามีกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบหรือไม่ และมีข้อมูลอ่อนไหวปนอยู่หรือเปล่าข้อสรุปที่มีผลต่อระดับความเสี่ยงโดยตรง
8เริ่มประเมินความเสี่ยงตามปัจจัยที่ประกาศกำหนด โดยยังไม่ต้องสรุปผล แต่ต้องเริ่มบันทึกร่างการประเมินความเสี่ยงพร้อมเหตุผล
9ตรวจว่าเหตุมาจากคู่ค้าหรือไม่ ถ้าใช่ ให้ติดต่อขอข้อเท็จจริงและตรวจข้อสัญญาเรื่องการแจ้งเหตุความชัดเจนว่าใครเป็นผู้ควบคุมและใครต้องแจ้ง
10ติดต่อทนายเพื่อประเมินหน้าที่แจ้งเหตุ ก่อนที่จะสื่อสารกับใครนอกองค์กรแนวการตัดสินใจเรื่องแจ้งหรือไม่แจ้ง พร้อมเหตุผลที่บันทึกได้

สังเกตว่าข้อ 1 ถึง 5 ทำได้โดยไม่ต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นครบถ้วน ซึ่งเป็นข้อดี เพราะองค์กรมักรอจนเข้าใจเหตุทั้งหมดก่อนจึงเริ่มลงมือ ทั้งที่ห้าข้อแรกนี้ควรเริ่มภายในชั่วโมงแรก

ประเมินความเสี่ยงจากอะไรบ้าง

ประกาศฉบับปี 2565 วางปัจจัยการประเมินความเสี่ยงไว้ 8 ข้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรควรใช้เป็นโครงในการบันทึกตั้งแต่ชั่วโมงแรก ไม่ใช่เพิ่งมานั่งเขียนตอนใกล้ครบ 72 ชั่วโมง

  • ลักษณะและประเภทของการละเมิด
  • ลักษณะและประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • ปริมาณของข้อมูล โดยพิจารณาจำนวนข้อมูลและจำนวนรายการที่เกี่ยวข้อง
  • ลักษณะ ประเภท และสถานะของเจ้าของข้อมูล โดยพิจารณาว่าเป็นกลุ่มเปราะบางหรือไม่
  • ความร้ายแรงของผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดกับเจ้าของข้อมูล และประสิทธิภาพของมาตรการป้องกัน ระงับ แก้ไข หรือการเยียวยา
  • ผลกระทบในวงกว้างต่อธุรกิจหรือการดำเนินการขององค์กรหรือต่อสาธารณะ
  • ลักษณะของระบบเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับการละเมิด และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีอยู่
  • สถานะทางกฎหมายและขนาดของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อสังเกตเชิงปฏิบัติคือ ปัจจัยข้อที่ห้าพูดถึงประสิทธิภาพของมาตรการระงับและเยียวยาด้วย ซึ่งแปลว่าสิ่งที่องค์กรทำในหกชั่วโมงแรกส่งผลต่อระดับความเสี่ยงที่ประเมินได้โดยตรง ไม่ใช่แค่เป็นการทำความดีเก็บไว้

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดที่ 1: "ต้องรู้ให้ครบก่อนถึงเริ่มนับเวลา" — ความจริง คือประกาศพูดถึงกรณี "มีหรือน่าจะมี" เหตุละเมิด และให้เริ่มตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที · ผลเสีย คือรอจนแน่ใจแล้วเหลือเวลาไม่พอ

เข้าใจผิดที่ 2: "รีบบอกลูกค้าไปก่อนจะได้ดูจริงใจ" — ความจริง คือการแจ้งเจ้าของข้อมูลมีรายละเอียดที่กฎหมายกำหนดไว้ และการสื่อสารก่อนรู้ข้อเท็จจริงมักต้องแก้คำพูดภายหลัง · ผลเสีย คือคำแถลงแรกกลายเป็นหลักฐานที่ขัดกับข้อเท็จจริงที่พบทีหลัง

เข้าใจผิดที่ 3: "ประเมินแล้วว่าไม่เสี่ยง ก็ไม่ต้องทำอะไรต่อ" — ความจริง คือแม้ไม่ต้องแจ้ง ก็ต้องบันทึกเหตุผลของการตัดสินใจไว้ให้ใช้ยันได้ · ผลเสีย คือเมื่อถูกตรวจภายหลัง องค์กรมีแค่คำพูดว่าประเมินแล้ว แต่ไม่มีเอกสาร

เข้าใจผิดที่ 4: "เป็นเรื่องของฝ่ายไอที" — ความจริง คือการตัดสินใจว่าต้องแจ้งหรือไม่เป็นการตัดสินใจทางกฎหมายที่อาศัยข้อเท็จจริงทางเทคนิค · ผลเสีย คือได้รายงานทางเทคนิคที่ละเอียดมาก แต่ตอบไม่ได้ว่าองค์กรมีหน้าที่อะไร

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… การรับมือเหตุข้อมูลรั่วที่ดีคือการอุดช่องโหว่ให้เร็วที่สุด แล้วเรื่องก็จบ

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… การอุดช่องโหว่เป็นเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งคือองค์กรพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าทำอะไรไปบ้าง เมื่อไร และตัดสินใจบนพื้นฐานอะไร เพราะทั้งการกำหนดโทษและการประเมินความเสี่ยงล้วนอิงกับหลักฐานเหล่านี้

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… องค์กรที่รับมือได้ดีมากในทางเทคนิค แต่ไม่มีใครจดอะไรเลยระหว่างนั้น จะกลับมาเขียนรายงานย้อนหลังจากความทรงจำ ซึ่งมักมีช่องว่างและขัดกันเอง และเป็นจุดที่ถูกโจมตีได้ง่ายที่สุด

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ให้คนหนึ่งคนทำหน้าที่จดอย่างเดียวตั้งแต่นาทีแรก โดยไม่ต้องทำอย่างอื่น จดเวลา จดสิ่งที่ทำ จดคนที่ตัดสินใจ เท่านี้ก็เปลี่ยนคุณภาพของสำนวนทั้งเรื่องได้แล้ว

ปลายทางถ้าพลาดในหกชั่วโมงแรก

  1. หลักฐานทางเทคนิคหายไปตามรอบอัตโนมัติ ทำให้พิสูจน์ไม่ได้ว่าเหตุมีขอบเขตแค่ไหน
  2. เมื่อประเมินขอบเขตไม่ได้ การตัดสินใจเรื่องแจ้งเหตุก็ทำบนข้อมูลที่ไม่ครบ และมีความเสี่ยงทั้งการแจ้งเกินจำเป็นและการไม่แจ้งทั้งที่ต้องแจ้ง
  3. หากเลยกรอบ 72 ชั่วโมง จะกลายเป็นประเด็นเพิ่มอีกหนึ่งประเด็นแยกจากประเด็นเดิมเรื่องมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเคยปรากฏในคำสั่งจริงมาแล้วว่าถูกวินิจฉัยเป็นสองฐาน
  4. ในการพิจารณาโทษ ปัจจัยเรื่องการเยียวยาและบรรเทาความเสียหายเมื่อทราบเหตุ เป็นสิ่งที่ต้องแสดงด้วยหลักฐานที่มีวันเวลา ไม่ใช่ด้วยคำอธิบาย
  5. และหากผู้เสียหายเป็นพนักงาน เรื่องมักเดินต่อที่ศาลแรงงานอีกทางหนึ่ง

หลักฐานที่ต้องเก็บ

  • Incident Timeline ที่เริ่มจากวันเวลาที่ทราบเหตุ พร้อมชื่อผู้แจ้ง
  • หนังสือสั่งหยุดทำลายข้อมูล พร้อมขอบเขตและรายชื่อผู้รับทราบ
  • บันทึกมาตรการระงับที่ทำไปแล้ว ระบุเวลาและผู้ดำเนินการ
  • หลักฐานทางเทคนิคที่เก็บไว้ พร้อมวิธีและเวลาที่เก็บ
  • เอกสารประเมินความเสี่ยงที่อ้างอิงปัจจัยตามประกาศ พร้อมข้อสรุปและเหตุผล
  • บันทึกการตัดสินใจว่าจะแจ้งหรือไม่แจ้ง พร้อมชื่อผู้ตัดสินใจ
  • สำเนาการติดต่อคู่ค้า หากเหตุเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการภายนอก

ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องเตรียมอะไรไว้ก่อนเกิดเหตุ

  • รายชื่อทีมรับมือพร้อมเบอร์ติดต่อนอกเวลาทำการ
  • แบบฟอร์ม Incident Timeline ที่กรอกได้ทันทีโดยไม่ต้องออกแบบใหม่
  • แบบฟอร์มประเมินความเสี่ยงที่วางตามปัจจัย 8 ข้อของประกาศ
  • หนังสือสั่งหยุดทำลายข้อมูลแบบสำเร็จรูปที่แค่เติมขอบเขตก็ใช้ได้
  • รายชื่อระบบและผู้ดูแลแต่ละระบบ พร้อมข้อมูลว่าบันทึกแต่ละประเภทเก็บไว้กี่วัน
  • ข้อสัญญากับคู่ค้าเรื่องกรอบเวลาแจ้งเหตุกลับมาที่องค์กร
  • ช่องทางติดต่อทนายนอกเวลาทำการ
  • การซ้อมอย่างน้อยปีละครั้งกับสถานการณ์สมมติที่ใกล้เคียงงานจริง

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "ทราบเหตุก่อนวันที่อ้าง" — ยกข้อความในกลุ่มแชทหรืออีเมลที่มีคนพูดถึงเหตุก่อนหน้านั้น
  • "หลักฐานหายหลังทราบเหตุ" — เมื่อไม่มีคำสั่งหยุดทำลาย จะอธิบายได้ยากมาก
  • "ประเมินว่าไม่เสี่ยงโดยไม่มีเอกสาร" — การประเมินที่ไม่มีบันทึก มักถูกมองว่าไม่ได้ประเมินจริง
  • "ระงับเหตุช้า" — เทียบเวลาที่ทราบเหตุกับเวลาที่เริ่มระงับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตรวจสอบได้จากบันทึกระบบ
  • "แถลงต่อสาธารณะไม่ตรงกับที่แจ้งหน่วยงาน" — เกิดขึ้นเมื่อองค์กรรีบสื่อสารก่อนตั้งหลัก

ลำดับที่ควรทำถ้าเกิดเหตุวันนี้

  1. จดเวลาที่ทราบเหตุเป็นสิ่งแรก ก่อนทำอย่างอื่นทั้งหมด
  2. ตั้งผู้รับผิดชอบและผู้จดบันทึก โดยผู้จดไม่ต้องทำงานอื่น
  3. ออกคำสั่งหยุดทำลายข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร
  4. ระงับไม่ให้ความเสียหายลุกลามเท่าที่ทำได้ทันที พร้อมจดทุกอย่างที่ทำ
  5. เก็บหลักฐานทางเทคนิคก่อนที่รอบการลบอัตโนมัติจะมาถึง
  6. ติดต่อทนายเพื่อประเมินหน้าที่แจ้งเหตุ ก่อนสื่อสารกับบุคคลภายนอก

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายทันที

  • ไม่แน่ใจว่าเหตุที่เกิดเข้าข่ายต้องแจ้งหรือไม่ หรือไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มนับ 72 ชั่วโมงจากเมื่อใด
  • ข้อมูลที่รั่วมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลสุขภาพ หรือข้อมูลอ่อนไหวอื่น
  • ข้อมูลถูกเผยแพร่ต่อในสื่อสังคมออนไลน์หรือเว็บไซต์แล้ว
  • เหตุเกิดจากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการภายนอก หรือเกิดจากการส่งไฟล์ผ่านแอปแชท
  • มีผู้เสียหายจำนวนมาก หรือมีกลุ่มเปราะบางรวมอยู่ด้วย
  • เหตุเกิดจากพนักงานที่กำลังมีข้อพิพาทกับองค์กร
  • ใกล้ครบ 72 ชั่วโมงแล้วแต่ยังตัดสินใจไม่ได้

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

บริการประเมินเหตุข้อมูลรั่วไหลเร่งด่วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร ออกแบบมาสำหรับช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ คือจัดทำ Incident Timeline ตรวจข้อเท็จจริงเบื้องต้น ประเมินระดับความเสี่ยง จัดรายการสิ่งที่ต้องทำทันที และบันทึกเหตุผลประกอบการตัดสินใจแจ้งเหตุ ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องใช้ยันในชั้นชี้แจงภายหลัง

สิ่งที่เราเน้นคือการจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพื่อลดความเสี่ยงที่องค์กรจะเสียเปรียบเพราะเริ่มผิดทาง และเราจะบอกตรง ๆ ว่ากรณีไหนที่ประเมินแล้วไม่เข้าเกณฑ์ต้องแจ้ง เพราะการแจ้งเกินความจำเป็นก็สร้างภาระและความเสี่ยงด้านชื่อเสียงเช่นกัน

สรุป

6 ชั่วโมงแรกคือช่วงที่ตัดสินคุณภาพของทั้งเรื่อง ไม่ใช่เพราะกฎหมายกำหนดไว้ แต่เพราะเป็นช่วงเดียวที่ยังเก็บหลักฐานได้ทัน ยังระงับความเสียหายได้ และยังบันทึกเวลาที่ทราบเหตุได้อย่างตรงไปตรงมา

สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกไม่ใช่การหาว่าใครผิด แต่คือการจดว่าทราบเหตุตอนกี่โมง เพราะเป็นคำถามแรกที่จะถูกถาม และเป็นคำถามที่องค์กรจำนวนมากตอบไม่ได้

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 (4) — หน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ และหากมีความเสี่ยงสูงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยาด้วย
  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — เผยแพร่ 15 ธันวาคม 2565 ออกตามมาตรา 16 (4) และมาตรา 37 (4)
  • ประกาศฯ · นิยาม — การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหมายถึงการละเมิดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ทำให้เกิดการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ไม่ว่าเกิดจากเจตนา ความจงใจ ความประมาทเลินเล่อ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ข้อผิดพลาด อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด
  • ประกาศฯ · ขั้นตอนเมื่อทราบว่ามีหรือน่าจะมีเหตุ — ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริง · ป้องกัน ระงับ แก้ไขโดยทันทีเท่าที่ทำได้เมื่อพบว่าเสี่ยงสูง · แจ้งเหตุเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิดจริง · แจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อเสี่ยงสูง · และดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำพร้อมทบทวนมาตรการ
  • ประกาศฯ · ปัจจัยประเมินความเสี่ยง 8 ข้อ — ลักษณะและประเภทของการละเมิด · ลักษณะและประเภทของข้อมูล · ปริมาณข้อมูลและจำนวนรายการ · ลักษณะและสถานะของเจ้าของข้อมูลรวมถึงกลุ่มเปราะบาง · ความร้ายแรงของผลกระทบและประสิทธิภาพของมาตรการเยียวยา · ผลกระทบในวงกว้าง · ลักษณะระบบเก็บข้อมูลและมาตรการที่มีอยู่ · สถานะทางกฎหมายและขนาดของผู้ควบคุมข้อมูล
  • ประกาศฯ · รายละเอียดที่ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูล — ลักษณะของการละเมิดโดยสังเขป · ช่องทางติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประสานงาน · ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น · แนวทางเยียวยาและข้อแนะนำมาตรการที่เจ้าของข้อมูลดำเนินการได้เอง
  • มาตรา 37 (1) — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งมักถูกวินิจฉัยเป็นอีกฐานหนึ่งแยกจากหน้าที่แจ้งเหตุ

คำถามที่พบบ่อย

เพิ่งรู้ว่าอาจมีข้อมูลรั่ว แต่ยังไม่แน่ใจ ต้องเริ่มนับ 72 ชั่วโมงเลยไหม

ประกาศฉบับปี 2565 พูดถึงกรณีที่ได้รับแจ้งว่า "มีหรือน่าจะมี" เหตุละเมิด ซึ่งหมายความว่าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสี่ยงเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ใช่รอจนยืนยันได้ครบถ้วน แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือบันทึกวันเวลาที่ได้รับแจ้งไว้ทันที เริ่มตรวจสอบและระงับความเสียหายควบคู่กันไป แล้วให้ทนายประเมินจุดเริ่มนับที่ถูกต้องเป็นรายกรณี

ระหว่าง 6 ชั่วโมงแรก ควรบอกลูกค้าหรือพนักงานที่ได้รับผลกระทบหรือยัง

โดยหลักยังไม่ควรสื่อสารออกไปก่อนจะทราบข้อเท็จจริงพอสมควร เพราะประกาศกำหนดรายละเอียดที่ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลไว้ ทั้งลักษณะของการละเมิด ช่องทางติดต่อผู้รับผิดชอบ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และแนวทางเยียวยา ซึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้ว การรีบสื่อสารก่อนตั้งหลักมักทำให้ต้องแก้คำพูดภายหลัง และคำแถลงแรกอาจกลายเป็นหลักฐานที่ขัดกับข้อเท็จจริงที่พบทีหลัง

ประเมินแล้วว่าไม่มีความเสี่ยง ไม่ต้องแจ้ง ต้องทำอะไรต่อไหม

ต้องบันทึกการประเมินและเหตุผลไว้ให้ใช้ยันได้ เพราะการอ้างว่าประเมินแล้วโดยไม่มีเอกสารรองรับ มักถูกมองว่าไม่ได้ประเมินจริง เอกสารที่ควรมีคือการประเมินที่อ้างอิงปัจจัยตามประกาศ ข้อสรุปว่าเหตุใดจึงเห็นว่าไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และชื่อผู้ตัดสินใจพร้อมวันเวลา รวมทั้งควรดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำและทบทวนมาตรการที่มีอยู่ด้วย

ใครควรเป็นคนจดบันทึกในช่วงนี้

ควรกำหนดคนหนึ่งคนให้ทำหน้าที่จดอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำงานอื่น และควรเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียในเหตุนั้น เพราะบันทึกที่จัดทำโดยผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ มักถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ สิ่งที่ต้องจดคือเวลาที่ทราบเหตุ สิ่งที่ทำในแต่ละช่วง ชื่อผู้ตัดสินใจ และเหตุผลของการตัดสินใจแต่ละครั้ง

อ่านต่อ: ข้อมูลรั่วไหลและการแจ้งเหตุ 72 ชั่วโมง

ดูบทความ PDPA ทั้งหมดแยกตามสถานการณ์

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก หนี้สิน และ PDPA

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี · คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

ดูประวัติและช่องทางติดต่อผู้เขียน →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทีมงานองค์กรประชุมวางแผนหลังได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเตรียมคำชี้แจง PDPA คุ้มครองข้อมูล

ได้รับหนังสือร้องเรียนจากพนักงานหรือลูกค้า 7 วันแรกต้องทำอะไรบ้าง ฉบับทนาย

ได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล 7 วันแรกคือช่วงที่กำหนดผลทั้งเรื่อง สรุปลำดับสิ่งที่ต้องทำวันต่อวัน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที
ฝ่ายบุคคลหารือกับพนักงานเรื่องการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA ในที่ทำงาน PDPA คุ้มครองข้อมูล

PDPA กับข้อมูลพนักงาน คู่มือนายจ้างและ HR ตั้งแต่รับสมัครจนพ้นสภาพ

ข้อมูลพนักงาน สรุปหน้าที่นายจ้างตลอดวงจรการจ้าง ตั้งแต่รับสมัคร ระหว่างจ้าง จนพ้นสภาพ พร้อมจุดที่พ่วงคดีแรงงาน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 12 นาที
การบันทึกวันเวลาที่ทราบเหตุเพื่อใช้เป็นจุดเริ่มนับ 72 ชั่วโมงตาม PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

นับ 72 ชั่วโมงจากเมื่อใด ใครในองค์กรที่ทราบเหตุแล้วถือว่าเริ่มนับ

นับ 72 ชั่วโมงจากวันที่ทราบเหตุ ไม่ใช่วันที่เหตุเกิด แต่ใครในองค์กรที่ทราบแล้วถือว่าเริ่มนับ คำตอบอยู่ที่นี่

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE