081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ข้อมูลรั่วไหล ต้องแจ้งใครภายใน 72 ชั่วโมง? คู่มือรับมือ PDPA สำหรับองค์กร

ข้อมูลรั่วไหล ต้องแจ้งเหตุภายใน 72 ชั่วโมงตาม PDPA

สรุปประเด็นสำคัญ

เมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลหรือการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยหลักตามมาตรา 37(4) ของ PDPA ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้อง แจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถทำได้

และหากเหตุนั้นมี "ความเสี่ยงสูง" ต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ต้อง แจ้งเจ้าของข้อมูล (เช่น ลูกค้าหรือพนักงานที่ข้อมูลรั่ว) พร้อมแนวทางเยียวยาโดยไม่ชักช้าด้วย

ข้อยกเว้นคือ หากประเมินแล้วว่าการละเมิดนั้นไม่มีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ก็อาจไม่ต้องแจ้ง แต่การประเมินต้องมีเหตุผลและหลักฐานประกอบ เพราะการไม่แจ้งทั้งที่ต้องแจ้งมีโทษปรับทางปกครองที่สูง

เมื่อองค์กรเจอเหตุข้อมูลรั่วไหล ไม่ว่าจะถูกแฮก ถูกเรียกค่าไถ่ข้อมูล (ransomware) พนักงานทำไฟล์ลูกค้าหลุด หรือส่งอีเมลแนบข้อมูลผิดคน สิ่งที่หลายองค์กรไม่รู้คือ กฎหมาย PDPA กำหนดให้ต้องรีบประเมินและอาจต้อง "แจ้งเหตุภายใน 72 ชั่วโมง" ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่สั้นมาก บทความนี้สรุปว่าต้องแจ้งใคร แจ้งอะไร นับเวลาอย่างไร และองค์กรควรเตรียมตัวแบบไหน

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยอย่างไร

เหตุข้อมูลรั่วไหลไม่ได้มีแค่การถูกแฮกจากภายนอก แต่รวมถึงเหตุที่เกิดจากภายในและความผิดพลาดในการทำงาน เช่น ถูกฝัง ransomware เข้ารหัสข้อมูล ฐานข้อมูลถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต พนักงานส่งไฟล์รายชื่อลูกค้าผิดคน ทำโน้ตบุ๊กหรือ USB หาย หรือตั้งค่าสิทธิ์เข้าถึงผิดจนข้อมูลเปิดสาธารณะ

จุดที่ทำให้องค์กรเสียเปรียบคือ ไม่มีแผนรับมือที่ซ้อมไว้ พอเกิดเหตุจริงจึงเสียเวลาไปกับความสับสนว่าใครรับผิดชอบ ต้องแจ้งใคร และนับเวลาอย่างไร จนกรอบ 72 ชั่วโมงเดินไปโดยเปล่าประโยชน์

องค์กรส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดที่ 1: "ต้องแจ้งเมื่อมั่นใจ 100% ว่าข้อมูลรั่วจริง" — ความจริงคือ เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิด ก็ต้องเริ่มประเมินและนับเวลา ผลเสียคือรอจนสายเกินกรอบ 72 ชั่วโมง

เข้าใจผิดที่ 2: "ใช้ผู้ให้บริการคลาวด์/ผู้รับจ้างแล้ว เป็นความรับผิดชอบของเขา" — ความจริงคือ ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล องค์กรยังมีหน้าที่แจ้งเหตุ ส่วนผู้ประมวลผลมีหน้าที่แจ้งกลับมาที่ผู้ควบคุม ผลเสียคือโยนกันจนไม่มีใครแจ้ง

เข้าใจผิดที่ 3: "ข้อมูลรั่วนิดหน่อย ไม่ต้องแจ้งก็ได้" — ความจริงคือ ต้องประเมินความเสี่ยงอย่างมีหลักเกณฑ์ และบันทึกเหตุผลไว้ ผลเสียคือถ้าประเมินพลาดโดยไม่มีหลักฐาน อาจถูกมองว่าละเลยหน้าที่

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า... ข้อมูลรั่วเป็นเรื่องของฝ่ายไอที แก้ระบบให้ปลอดภัยแล้วก็จบ

แต่ในทางกฎหมายมักมองว่า... ข้อมูลรั่วไหลคือ "หน้าที่ตามกฎหมายที่มีกรอบเวลา" ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค องค์กรต้องประเมินความเสี่ยง ตัดสินใจว่าต้องแจ้งหรือไม่ และทำภายในเวลาที่กำหนด พร้อมเก็บหลักฐานการตัดสินใจ

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้... องค์กรส่วนใหญ่ไม่มีแผนรับมือที่ซ้อมไว้ ไม่รู้ว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ และไม่ได้บันทึกไทม์ไลน์ตั้งแต่นาทีแรกที่ทราบเหตุ ทำให้พิสูจน์ภายหลังได้ยากว่าได้ทำหน้าที่ครบถ้วน

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ... ตั้งสติทำ Incident Timeline ทันที ประเมินความเสี่ยงอย่างมีหลักเกณฑ์ ปรึกษาทนายเพื่อตัดสินใจเรื่องการแจ้ง และเก็บบันทึกเหตุผลประกอบทุกขั้นตอน

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแบบเข้าใจง่าย

หน้าที่แจ้งเหตุ (มาตรา 37(4)): เมื่อเกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้ง สคส. โดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถทำได้ เว้นแต่การละเมิดนั้นไม่มีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และหากมีความเสี่ยงสูง ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยาด้วย

PDPA · การรับมือเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ไทม์ไลน์แจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลภายใน 72 ชั่วโมง

หลักกฎหมาย: พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37(4) — ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โดยไม่ชักช้า ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

⏱️

จุดเริ่มนับ 72 ชั่วโมง: เริ่มนับเมื่อองค์กร (ผู้ควบคุมข้อมูล) “ทราบเหตุ” หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดการละเมิดจริง — ไม่ใช่ตอนที่แฮกเกอร์เข้าระบบหรือวันที่ส่งข้อมูลผิด และไม่ต้องรอให้การสืบสวนเสร็จก่อนจึงเริ่มนับ

0–4ชม.

รับแจ้งและควบคุมเหตุทันที

  • บันทึกวัน–เวลาที่ทราบเหตุ ให้ชัดเจน (คือจุดเริ่มนับ 72 ชม.)
  • แจ้งทีม Incident Response, ฝ่ายไอที, ฝ่ายกฎหมาย และ DPO
  • หยุด/จำกัดการรั่วไหล: ปิดบัญชีที่ถูกเจาะ ระงับระบบ/API เปลี่ยนรหัสผ่าน เพิกถอน Access Token เรียกคืน/ลบอีเมล
  • เก็บหลักฐาน Logs อีเมล ภาพหน้าจอ ไฟล์ที่เกี่ยวข้อง — ห้ามลบหรือแก้ไขก่อนสำเนา
4–24ชม.

ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสี่ยง

  • เกิดอะไร เมื่อใด ระบบ/ฐานข้อมูลใดกระทบ ข้อมูลประเภทใด จำนวนเจ้าของข้อมูลเท่าใด
  • เป็นข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่ (สุขภาพ ชีวมิติ ประวัติอาชญากรรม) · ถูกเข้าถึง/ดาวน์โหลด/เผยแพร่แล้วหรือยัง · เข้ารหัสไว้หรือใช้ได้ทันที
  • ประเมินความเสียหายที่อาจเกิด: สวมรอย ฉ้อโกง เลือกปฏิบัติ เสียชื่อเสียง สูญเสียความลับ
▸ จำแนกระดับความเสี่ยง → กำหนดหน้าที่การแจ้ง
ไม่มีความเสี่ยงอาจไม่ต้องแจ้ง สคส. แต่ต้องบันทึกเหตุและเหตุผลการประเมินไว้ให้ตรวจสอบได้
มีความเสี่ยงแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง
มีความเสี่ยงสูงแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง และแจ้งเจ้าของข้อมูลโดยไม่ชักช้า
24–48ชม.

จัดทำร่างหนังสือแจ้งเหตุ

  • ลักษณะ/ประเภทของเหตุละเมิด · วัน–เวลาที่เกิด ที่ตรวจพบ และที่องค์กรทราบเหตุ
  • ประเภทข้อมูลที่กระทบ · จำนวนเจ้าของข้อมูลและรายการข้อมูลโดยประมาณ
  • ผลกระทบที่อาจเกิด · มาตรการที่ทำแล้ว/จะทำ · วิธีลดผลกระทบและกันเหตุซ้ำ
  • ชื่อและช่องทางติดต่อ DPO/ผู้ประสานงาน · เหตุผลหากแจ้งเกิน 72 ชม.
  • ข้อมูลยังไม่ครบ? แจ้งเท่าที่มีก่อน แล้วทยอยส่งเพิ่มภายหลังได้
48–72ชม.

อนุมัติและยื่นแจ้ง สคส.

  • ฝ่ายกฎหมายและ DPO ตรวจเนื้อหา → ผู้มีอำนาจของผู้ควบคุมข้อมูลอนุมัติ
  • ยื่นแจ้งผ่านช่องทางที่ สคส. กำหนด · เก็บหลักฐานการส่ง (วันเวลา เลขรับ อีเมลยืนยัน)
  • บันทึกว่าแจ้งภายในกำหนดหรือไม่ · หากล่าช้าให้ระบุเหตุผลโดยละเอียด
  • ⚠️ 72 ชั่วโมงคือ “กำหนดสูงสุด” ไม่ใช่เวลาที่มีสิทธิรอเต็มจำนวน — ทำได้เร็วกว่าต้องแจ้งโดยไม่ชักช้า

🔔 การแจ้งเจ้าของข้อมูล (กรณีความเสี่ยงสูง)

  • แจ้งโดยไม่ชักช้า — ไม่ต้องรอครบ 72 ชม. และไม่ต้องรอ สคส. ตอบรับก่อน
  • ใช้ภาษาชัดเจน เข้าใจง่าย ระบุ: เกิดอะไรขึ้น · ข้อมูลใดกระทบ · ผลกระทบที่อาจเกิด · องค์กรทำอะไรแล้ว
  • บอกสิ่งที่เจ้าของข้อมูลควรทำ: เปลี่ยนรหัสผ่าน ระงับบัตร ระวังมิจฉาชีพ · พร้อมช่องทางสอบถาม/ร้องเรียน

📌 หลังครบ 72 ชั่วโมง (ยังต้องทำต่อ)

  • ส่งข้อมูลเพิ่มให้ สคส. หากการแจ้งครั้งแรกยังไม่ครบ · ติดตามและเยียวยาเจ้าของข้อมูล
  • วิเคราะห์สาเหตุราก (root cause) · แก้ไขมาตรการความมั่นคงปลอดภัย · ตรวจสัญญากับผู้ประมวลผล/ผู้ให้บริการไอที
  • จัดทำรายงานสรุปเหตุและมาตรการป้องกันซ้ำ · เก็บทะเบียนเหตุละเมิดไว้เป็นหลักฐาน

☁️ กรณีผู้ประมวลผลข้อมูล (Cloud / Vendor / Payroll) เป็นผู้พบเหตุ

  • ผู้ประมวลผลต้องแจ้งผู้ควบคุมข้อมูลโดยไม่ชักช้า เพื่อให้ผู้ควบคุมประเมินและแจ้ง สคส. ได้ทัน 72 ชม.

💡 ข้อควรทำในสัญญา (DPA): กำหนดให้ Vendor แจ้งภายใน 2–6 ชั่วโมงหลังพบเหตุ ไม่ควรให้ถึง 72 ชม. เพราะ 72 ชม. เป็นกรอบเวลาของผู้ควบคุมข้อมูลต่อ สคส. ไม่ใช่กรอบที่เริ่มนับใหม่เมื่อ Vendor แจ้งมา

สรุปจำง่าย

พบเหตุ หยุดเหตุ เก็บหลักฐาน ประเมินความเสี่ยง แจ้ง สคส. ≤ 72 ชม. เสี่ยงสูง: แจ้งเจ้าของข้อมูลโดยไม่ชักช้า แก้ไข + บันทึกเหตุ

⏱️ “72 ชั่วโมง” = เวลาต่อเนื่อง รวมวันเสาร์–อาทิตย์และวันหยุดราชการ ไม่ใช่ “3 วันทำการ” และไม่หยุดนับในวันหยุด · เนื้อหานี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะกรณี ควรตรวจสอบมาตราและประกาศลำดับรองล่าสุด และปรึกษาทนายเมื่อเกิดเหตุจริง — สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม · ที่ปรึกษา PDPA

หลักเกณฑ์การแจ้งเหตุ (ประกาศ กคส. พ.ศ. 2565): คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 กำหนดรายละเอียดการประเมินความเสี่ยง สิ่งที่ต้องแจ้ง และวิธีแจ้งทั้งต่อ สคส. และต่อเจ้าของข้อมูล

บทบาทผู้ประมวลผลข้อมูล: หากองค์กรใช้ผู้ให้บริการภายนอก (เช่น คลาวด์ ผู้รับจ้างทำระบบ) ในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูล ผู้ประมวลผลมีหน้าที่แจ้งเหตุกลับมายังผู้ควบคุมข้อมูล เพื่อให้ผู้ควบคุมประเมินและแจ้งเหตุต่อไป

โทษหากไม่แจ้ง (มาตรา 83): ผู้ควบคุมข้อมูลที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 (ซึ่งรวมถึงหน้าที่แจ้งเหตุ) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกิน สามล้านบาท และในทางปฏิบัติเริ่มมีการออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองจริงแล้วในหลายกรณี

รายละเอียดและถ้อยคำของกฎหมายและประกาศลำดับรองมีการปรับปรุงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และปรึกษาทนายก่อนตัดสินใจในสถานการณ์จริงทุกครั้ง

นับ 72 ชั่วโมงอย่างไร เริ่มเมื่อไหร่

กรอบ 72 ชั่วโมงโดยหลักเริ่มนับตั้งแต่องค์กร "ทราบเหตุ" ว่ามีการละเมิดเกิดขึ้น ไม่ใช่นับจากวันที่ภัยเกิดขึ้นจริง ดังนั้นเมื่อทีมงานหรือผู้ประมวลผลรายงานว่าพบเหตุน่าสงสัย นาฬิกาก็เริ่มเดิน

  • บันทึกวันเวลาที่ "ทราบเหตุ" ให้ชัดเจนตั้งแต่นาทีแรก
  • เริ่มประเมินความเสี่ยงทันที ไม่รอจนสอบสวนเสร็จสมบูรณ์
  • หากยังได้ข้อมูลไม่ครบ กฎหมายเปิดช่องให้แจ้งเท่าที่ทราบก่อนและแจ้งเพิ่มเติมภายหลังได้
  • เก็บหลักฐานทุกการตัดสินใจว่าเพราะเหตุใดจึงแจ้งหรือไม่แจ้ง

ถ้าเป็นองค์กร (ผู้ควบคุมข้อมูล) ต้องทำอะไรบ้าง (เช็กลิสต์)

  • ตั้งทีมรับมือเหตุและระบุผู้มีอำนาจตัดสินใจทันที
  • ควบคุมความเสียหาย (ปิดช่องโหว่ ตัดการเข้าถึง เปลี่ยนรหัสผ่าน)
  • จัดทำ Incident Timeline บันทึกข้อเท็จจริงตามลำดับเวลา
  • ประเมินว่าข้อมูลประเภทใดรั่ว ปริมาณเท่าใด และกระทบใครบ้าง
  • ประเมินระดับความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล
  • ตัดสินใจเรื่องการแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง และการแจ้งเจ้าของข้อมูล (ถ้าเข้าเกณฑ์)
  • เก็บหลักฐานเหตุผลประกอบการตัดสินใจทุกขั้นตอน
  • วางแนวทางเยียวยาและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

แบบไหนที่เข้าข่าย "ความเสี่ยงสูง" ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูล

การประเมินว่าเป็น "ความเสี่ยงสูง" หรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยพิจารณาปัจจัยประกอบ เช่น

  • ประเภทข้อมูลที่รั่ว โดยเฉพาะข้อมูลอ่อนไหว (สุขภาพ ข้อมูลชีวภาพ ฯลฯ) หรือข้อมูลที่นำไปใช้ทุจริตได้ (เลขบัตร บัญชี รหัสผ่าน)
  • ปริมาณข้อมูลและจำนวนเจ้าของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ
  • โอกาสที่ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ในทางที่ก่อความเสียหาย เช่น สวมรอย ฉ้อโกง
  • ความง่ายในการระบุตัวบุคคลจากข้อมูลที่รั่ว
  • มาตรการที่มีอยู่ เช่น ข้อมูลถูกเข้ารหัสไว้หรือไม่

ยิ่งความเสี่ยงต่อบุคคลสูง ยิ่งมีแนวโน้มต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางป้องกันตัว

ก่อนเกิดเหตุ ควรเตรียมอะไร (ขั้นตอน)

  1. จัดทำแผนรับมือเหตุละเมิดข้อมูล (Incident Response Plan) เป็นลายลักษณ์อักษร
  2. กำหนดผู้รับผิดชอบและสายการตัดสินใจให้ชัด
  3. ทำบันทึกรายการประมวลผลข้อมูล (ROPA) เพื่อรู้ว่ามีข้อมูลอะไรอยู่ที่ไหน
  4. ใส่ข้อกำหนดเรื่องการแจ้งเหตุไว้ในสัญญากับผู้ประมวลผล (DPA)
  5. ซักซ้อมแผนรับมือเหตุเป็นระยะ เพื่อให้ทำได้จริงภายใน 72 ชั่วโมง

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย (สัญญาณ)

  • เพิ่งทราบเหตุและต้องตัดสินใจภายใต้เวลาจำกัด
  • ไม่แน่ใจว่าเหตุที่เกิดเข้าข่ายต้องแจ้งหรือไม่
  • ไม่แน่ใจว่าเป็น "ความเสี่ยงสูง" ที่ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลหรือไม่
  • เหตุเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการภายนอกหรือหลายฝ่าย
  • มีข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวข้อง
  • กังวลเรื่องความรับผิดและการถูกร้องเรียนหรือฟ้องเรียกค่าเสียหาย

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

เมื่อองค์กรเพิ่งทราบเหตุและต้องตัดสินใจด่วน เรามีบริการรับมือข้อมูลรั่วไหลแบบเร่งด่วน (Rapid Data Breach Legal Triage) ช่วยจัดทำ Incident Timeline ตรวจข้อเท็จจริงเบื้องต้น ประเมินระดับความเสี่ยง และบันทึกเหตุผลประกอบการตัดสินใจแจ้งเหตุ เพื่อให้องค์กรตั้งหลักได้ภายในเวลาจำกัด โดยมีทีมที่ปรึกษากฎหมาย PDPA ของเราดูแลอย่างเป็นระบบ

ก่อนเกิดเหตุ เราช่วยตรวจความพร้อมด้วยPDPA Legal Health Check และวางระบบข้อมูลพนักงานที่เชื่อมกับ กฎหมายแรงงาน รวมถึงจัดทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูล (DPA) ในงานธุรกิจและสัญญา และหากเกิดข้อพิพาทหรือการเรียกค่าเสียหาย เราดูแลต่อเนื่องถึงงานคดีแพ่งได้ จุดเด่นของเราคือเชื่อม PDPA เข้ากับงานกฎหมายด้านอื่นให้ใช้ได้จริง — ดูข้อมูลทีมทนายความก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ข้อมูลรั่วไหลต้องแจ้งใครบ้าง?
ตอบ: โดยหลักต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ภายใน 72 ชั่วโมง และหากมีความเสี่ยงสูงต่อบุคคล ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยาด้วย

ถาม: 72 ชั่วโมงเริ่มนับตั้งแต่เมื่อไหร่?
ตอบ: โดยหลักนับแต่ "ทราบเหตุ" ว่ามีการละเมิด ไม่ใช่นับจากวันที่เหตุเกิดจริง จึงควรบันทึกเวลาที่ทราบเหตุให้ชัด

ถาม: ถ้าไม่แจ้งจะมีโทษอะไร?
ตอบ: การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามมาตรา 37 มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามล้านบาท และอาจมีความรับผิดอื่นตามมา ควรตรวจสอบอัตราและแนวปฏิบัติล่าสุด

ถาม: ใช้คลาวด์หรือผู้รับจ้างภายนอก ใครต้องแจ้ง?
ตอบ: ผู้ควบคุมข้อมูล (องค์กร) ยังมีหน้าที่แจ้งเหตุต่อ สคส. ส่วนผู้ประมวลผล (ผู้ให้บริการ) มีหน้าที่แจ้งกลับมายังผู้ควบคุม จึงควรกำหนดเรื่องนี้ไว้ในสัญญา

ถาม: เหตุเล็กน้อยต้องแจ้งทุกครั้งไหม?
ตอบ: หากประเมินแล้วว่าไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล อาจไม่ต้องแจ้ง แต่ต้องประเมินอย่างมีหลักเกณฑ์และเก็บหลักฐานเหตุผลไว้

ถาม: องค์กรเล็ก (SME) ต้องทำตามเรื่องนี้ไหม?
ตอบ: โดยหลัก PDPA ใช้กับผู้ควบคุมข้อมูลทุกขนาด แม้ระดับมาตรการที่เหมาะสมจะต่างกันตามลักษณะและปริมาณข้อมูล

สรุป

เมื่อเกิดข้อมูลรั่วไหล นาฬิกา 72 ชั่วโมงเริ่มเดินทันทีที่องค์กรทราบเหตุ หน้าที่ตามกฎหมายคือประเมินความเสี่ยง แจ้ง สคส. ภายในกรอบเวลา และแจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อมีความเสี่ยงสูง พร้อมเก็บหลักฐานการตัดสินใจ องค์กรที่มีแผนรับมือซ้อมไว้ล่วงหน้าจะรับมือได้เร็วและลดความเสี่ยงถูกลงโทษได้มาก

หากองค์กรของคุณกำลังเจอเหตุลักษณะนี้ หรือต้องการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ ปรึกษาทีมทนายของ สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เอกสาร และแนวทางที่เหมาะกับองค์กรของคุณ โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa | อีเมล info@yodthiptham.com หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะกรณี เพราะหน้าที่และผลทางกฎหมายที่แท้จริงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ประเภทและปริมาณข้อมูล และกฎหมายลำดับรองที่บังคับใช้ ณ ขณะนั้น ควรปรึกษาทนายเพื่อประเมินองค์กรของท่านโดยเฉพาะ

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE