081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

แบบฟอร์มบันทึกเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ใช้ยันได้จริงในชั้นชี้แจง มี 7 ส่วน

แบบฟอร์มบันทึกเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่กรอกไว้บนโต๊ะทำงาน

สรุปประเด็นสำคัญ

แบบฟอร์มบันทึกเหตุที่ใช้ยันได้จริง ต่างจากบันทึกทั่วไปตรงที่มันถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามที่จะถูกถามในชั้นชี้แจง ไม่ใช่เพื่อเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น · โครงที่ครบต้องมี 7 ส่วน คือ ข้อมูลตั้งต้นและเวลาที่ทราบเหตุ · ข้อเท็จจริงตามลำดับเวลา · ขอบเขตข้อมูลที่กระทบ · การประเมินความเสี่ยงตามปัจจัยที่ประกาศกำหนด · การตัดสินใจเรื่องแจ้งพร้อมเหตุผล · มาตรการที่ดำเนินการ · และผู้รับผิดชอบพร้อมลายมือชื่อ

ส่วนที่หายบ่อยที่สุดและสำคัญที่สุดคือ ส่วนที่ 5 การตัดสินใจพร้อมเหตุผล เพราะองค์กรจำนวนมากบันทึกว่าเกิดอะไรและทำอะไรไปแล้ว แต่ไม่มีบรรทัดที่เชื่อมข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมาย ทำให้ตอบไม่ได้ว่าทำไมจึงตัดสินใจแบบนั้น ซึ่งเป็นคำถามหลักที่ผู้พิจารณาถาม

องค์กรส่วนใหญ่มีการจดบันทึกเวลาเกิดเหตุข้อมูลรั่วอยู่บ้าง แต่มักเป็นการจดในกลุ่มแชท ในอีเมล หรือในสมุดของคนที่รับผิดชอบ ซึ่งพอถึงวันที่ต้องยื่นชี้แจงจริงกลับใช้ไม่ได้ เพราะไม่ได้ตอบคำถามที่ถูกถาม การมีแบบฟอร์มบันทึกเหตุที่ออกแบบมาให้ตรงกับคำถามเหล่านั้นตั้งแต่ต้น จึงเปลี่ยนคุณภาพของสำนวนทั้งเรื่องได้ด้วยต้นทุนที่แทบเป็นศูนย์

ทำไมบันทึกที่จดเองมักใช้ไม่ได้

เพราะคนที่จดกำลังแก้ปัญหาอยู่ จึงจดสิ่งที่ตัวเองต้องใช้ ไม่ได้จดสิ่งที่จะถูกถามในอีกหกเดือนข้างหน้า ปัญหาที่พบซ้ำมีสี่ข้อ

  • ไม่มีเวลาที่ทราบเหตุที่ชัดเจน มีแต่ข้อความในกลุ่มที่เริ่มคุยกันกลางเรื่อง ทำให้ตอบไม่ได้ว่านาฬิกา 72 ชั่วโมงเริ่มเมื่อไร
  • ปนข้อเท็จจริงกับความเห็น เช่น เขียนว่าน่าจะไม่มีใครเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเป็นการประเมิน ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และเมื่อปนกันจะแยกไม่ออกว่าอะไรพิสูจน์ได้
  • ไม่มีชื่อผู้ตัดสินใจ ทำให้ตอบไม่ได้ว่าใครเป็นคนสรุปว่าไม่ต้องแจ้ง
  • กระจายอยู่หลายที่ พอคนที่จดลาออก บันทึกก็หายไปพร้อมกัน

ข้อที่หนักที่สุดคือข้อสุดท้าย เพราะแม้องค์กรจะรับมือเหตุได้ดีมาก แต่ถ้าหลักฐานอยู่ในแชทส่วนตัวของพนักงานที่ลาออกไปแล้ว องค์กรก็อยู่ในสถานะเดียวกับองค์กรที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

โครงแบบฟอร์ม 7 ส่วน

ส่วนต้องมีอะไรตอบคำถามอะไรในชั้นชี้แจง
1 · ข้อมูลตั้งต้นเลขที่เหตุ · วันและเวลาที่ทราบเหตุ · ผู้แจ้งและช่องทางที่แจ้ง · ผู้รับแจ้งนาฬิกา 72 ชั่วโมงเริ่มเมื่อไร และองค์กรทราบผ่านทางใด
2 · ข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาเหตุการณ์เรียงตามเวลา โดยแยกช่องข้อเท็จจริงกับช่องความเห็นออกจากกันเกิดอะไรขึ้นจริง และอะไรคือการตีความของทีม
3 · ขอบเขตข้อมูลที่กระทบระบบที่เกี่ยวข้อง · ประเภทข้อมูล · มีข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่ · ปริมาณและจำนวนเจ้าของข้อมูล · เป็นกลุ่มเปราะบางหรือไม่ความร้ายแรงของเหตุ ซึ่งเป็นตัวตั้งของการประเมิน
4 · การประเมินความเสี่ยงไล่ปัจจัยทั้ง 8 ข้อตามประกาศทีละข้อ พร้อมเหตุผลสั้น ๆ ต่อข้อองค์กรประเมินอย่างมีหลักเกณฑ์หรือประเมินตามความรู้สึก
5 · การตัดสินใจและเหตุผลสรุปว่าแจ้งหรือไม่แจ้ง พร้อมบรรทัดที่อ้างข้อกฎหมาย · หากแจ้ง ระบุวันเวลาที่แจ้งและช่องทาง · หากแจ้งเจ้าของข้อมูล ระบุด้วยทำไมจึงตัดสินใจแบบนั้น ซึ่งเป็นคำถามหลัก
6 · มาตรการที่ดำเนินการมาตรการระงับทันที · การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ · การแก้ไขเชิงระบบเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ พร้อมวันที่และผู้รับผิดชอบองค์กรเยียวยาและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร
7 · ผู้รับผิดชอบและการอนุมัติชื่อและตำแหน่งผู้จัดทำ ผู้ทบทวน และผู้อนุมัติ พร้อมวันที่และลายมือชื่อใครเป็นผู้ตัดสินใจแทนองค์กร

ส่วนที่ 5 คือส่วนที่แยกแบบฟอร์มที่ใช้ยันได้ออกจากบันทึกทั่วไป เพราะเป็นจุดเดียวที่เชื่อมข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมาย ตัวอย่างประโยคที่ควรมี เช่น "จากการประเมินตามปัจจัยข้างต้น เห็นว่ากรณีนี้ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จึงไม่เข้าเกณฑ์ต้องแจ้งตามมาตรา 37 (4)" ซึ่งเป็นบรรทัดที่องค์กรส่วนใหญ่ไม่เคยเขียน

สองรูปแบบที่ควรมีคู่กัน

แบบฟอร์มเดียวใช้ได้ไม่ครบ เพราะเหตุมีสองระดับที่ต้องการรายละเอียดต่างกัน

  • แบบสั้นสำหรับผู้พบเหตุ ยาวไม่เกินครึ่งหน้า กรอกได้ภายในห้านาที เก็บเฉพาะส่วนที่ 1 ถึง 3 คือใครพบ เมื่อไร เกิดอะไร และข้อมูลอะไรเกี่ยวข้อง · เป้าหมายคือให้พนักงานรายงานได้ทันทีโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ เพราะถ้าแบบฟอร์มยาว พนักงานจะไม่รายงาน
  • แบบเต็มสำหรับผู้รับผิดชอบ ครบทั้ง 7 ส่วน จัดทำโดยเจ้าของกระบวนการหลังได้รับรายงาน · เป็นเอกสารที่จะใช้จริงในชั้นชี้แจง
หลักที่ใช้ได้เสมอ — แบบฟอร์มที่ยาวเกินไปเท่ากับไม่มีแบบฟอร์ม เพราะจะไม่มีใครกรอกในนาทีที่กำลังตกใจ องค์กรจึงควรลงทุนกับการทำแบบสั้นให้สั้นจริง มากกว่าทำแบบเต็มให้ละเอียดที่สุด

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… แบบฟอร์มบันทึกเหตุเป็นงานเอกสารที่ทำไว้ให้ครบตามระบบ ยิ่งละเอียดยิ่งดูมืออาชีพ

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… แบบฟอร์มนี้คือคำให้การของฝ่ายองค์กรที่ทำขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับเหตุ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าคำอธิบายที่เขียนย้อนหลังหลายเดือน เพราะจัดทำก่อนที่จะรู้ว่าเรื่องจะบานปลายหรือไม่

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… ถ้อยคำในแบบฟอร์มจะถูกอ่านโดยทนายของอีกฝ่ายเสมอ ประโยคที่เขียนด้วยความหวังดี เช่น สรุปว่าเหตุเกิดจากความบกพร่องของระบบบริษัท กลายเป็นคำรับที่ใช้อ้างอิงในคดีแพ่งได้ทันที องค์กรจึงต้องบันทึกข้อเท็จจริงให้ครบโดยไม่สรุปข้อกฎหมายแทนผู้พิจารณา

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ออกแบบแบบฟอร์มให้แยกช่องข้อเท็จจริงกับช่องความเห็นออกจากกันชัดเจน และให้ทนายตรวจแบบฟอร์มก่อนประกาศใช้หนึ่งครั้ง เพราะการแก้โครงตอนออกแบบใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่การแก้ถ้อยคำที่บันทึกไปแล้วทำไม่ได้เลย

สิ่งที่ไม่ควรมีในแบบฟอร์ม

  • ช่องระบุว่าใครเป็นคนผิด เพราะเป็นการสรุปก่อนสอบสวนและกลายเป็นเอกสารที่ใช้โจมตีองค์กรได้ทั้งในสนามข้อมูลและสนามแรงงาน
  • ช่องประเมินความเสียหายเป็นตัวเงินตั้งแต่วันแรก เพราะตัวเลขที่คาดเดาไว้ตอนต้นมักคลาดเคลื่อนและถูกยกมาใช้ภายหลัง
  • ถ้อยคำสรุปทางกฎหมายที่ยังไม่จำเป็น เช่น ระบุว่าองค์กรฝ่าฝืนมาตราใด
  • ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ได้รับผลกระทบเกินความจำเป็น เพราะตัวแบบฟอร์มเองก็เป็นเอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคลและต้องคุ้มครองเช่นกัน

ข้อสุดท้ายเป็นจุดที่หลายองค์กรพลาดโดยไม่รู้ตัว คือทำแบบฟอร์มที่ใส่รายชื่อและเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดลงไป แล้วเวียนแบบฟอร์มนั้นในกลุ่มแชท ซึ่งกลายเป็นเหตุละเมิดซ้อนขึ้นมาอีกชั้น · วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือใส่เฉพาะจำนวนและประเภทในแบบฟอร์ม แล้วเก็บรายชื่อไว้ในเอกสารแนบที่จำกัดผู้เข้าถึง

ปลายทางถ้าไม่มีบันทึก

  1. ตอบไม่ได้ว่าทราบเหตุเมื่อไร ทำให้ฝ่ายที่โต้แย้งเลือกจุดที่เร็วที่สุดเท่าที่หลักฐานปรากฏมาเป็นตัวตั้ง ซึ่งมักเป็นข้อความในกลุ่มแชทของพนักงาน
  2. การอ้างว่าประเมินแล้วว่าไม่ต้องแจ้ง จะไม่มีน้ำหนัก เพราะไม่มีเอกสารรองรับ
  3. ปัจจัยที่เป็นคุณกับองค์กร เช่น การเยียวยาและบรรเทาความเสียหายเมื่อทราบเหตุ จะไม่ถูกนำมาชั่งน้ำหนักให้ เพราะพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำจริง
  4. หากเหตุลักษณะเดียวกันเกิดซ้ำ องค์กรจะแสดงไม่ได้ว่าเคยแก้เชิงระบบไปแล้ว
  5. และในกรณีที่ผู้ได้รับผลกระทบเป็นพนักงาน เอกสารชุดนี้ยังเป็นสิ่งที่ถูกเรียกดูในคดีแรงงานได้อีกทางหนึ่ง

หลักฐานที่ต้องเก็บคู่กับแบบฟอร์ม

  • รายงานฉบับแรกจากผู้พบเหตุ ซึ่งอาจเป็นแบบสั้นหรือข้อความที่ส่งเข้ามา
  • หลักฐานทางเทคนิคที่อ้างถึงในแบบฟอร์ม เช่น บันทึกระบบและภาพหน้าจอ
  • คำสั่งหยุดทำลายข้อมูล ถ้ามีการออก
  • สำเนาคำแจ้งที่ยื่นต่อสำนักงานฯ และหนังสือแจ้งเจ้าของข้อมูล ถ้ามี
  • คำยืนยันจากบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้รับไฟล์หรือคู่ค้า
  • หลักฐานการแก้ไขเชิงระบบที่ระบุไว้ในส่วนที่ 6
  • ทะเบียนรวมเหตุทั้งหมด เพื่อดูแนวโน้มและใช้ทบทวนรายไตรมาส

ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องทำอะไรบ้าง

  • ทำแบบสั้นก่อน และทำให้สั้นจริงจนกรอกได้ในห้านาที
  • กำหนดจุดรับแบบฟอร์มกลางหนึ่งจุด และประกาศให้ทุกคนทราบ
  • วางส่วนที่ 4 ให้ตรงกับปัจจัย 8 ข้อในประกาศ เพื่อไม่ให้ตกข้อใดข้อหนึ่ง
  • ใส่ช่องส่วนที่ 5 ให้เป็นช่องบังคับ ไม่ให้ปิดเรื่องได้ถ้ายังไม่กรอก
  • แยกช่องข้อเท็จจริงกับช่องความเห็นให้ชัดเจนในทุกส่วน
  • กำหนดว่าใครมีอำนาจอนุมัติในส่วนที่ 7 และกรณีใดต้องมีผู้ทบทวนอีกชั้น
  • เก็บแบบฟอร์มทั้งหมดในที่เดียวที่ค้นย้อนหลังได้ ไม่ใช่ในเครื่องของผู้รับผิดชอบ
  • ให้ทนายตรวจโครงแบบฟอร์มหนึ่งครั้งก่อนประกาศใช้

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "แบบฟอร์มกรอกย้อนหลัง" — เทียบวันที่ในแบบฟอร์มกับวันที่มีการร้องเรียน ซึ่งถ้าใกล้กันมากจะถูกตั้งคำถามทันที
  • "กรอกไม่ครบ ข้ามส่วนสำคัญ" — โดยเฉพาะส่วนการประเมินและส่วนเหตุผลการตัดสินใจ
  • "ผู้จัดทำคือผู้ที่เป็นต้นเหตุเอง" — กระทบความน่าเชื่อถือของทั้งฉบับ
  • "เขียนสรุปว่าบริษัทบกพร่องเอง" — ยกถ้อยคำมาใช้เป็นคำรับในคดีแพ่ง
  • "ระบุว่าจะแก้ไขแต่ไม่มีหลักฐานว่าแก้จริง" — ส่วนที่ 6 ที่เขียนไว้แล้วไม่ทำ จะย้อนกลับมาเป็นผลร้าย

เริ่มต้นควรทำอะไรตามลำดับ

  1. ร่างแบบสั้นครึ่งหน้าก่อน แล้วทดลองให้พนักงานที่ไม่ได้อยู่ในทีมกรอกดู ว่าใช้เวลาเกินห้านาทีหรือไม่
  2. ร่างแบบเต็ม 7 ส่วน โดยวางส่วนที่ 4 ตามปัจจัยในประกาศให้ตรง
  3. ให้ทนายตรวจโครงและถ้อยคำ โดยเฉพาะช่องที่อาจกลายเป็นคำรับ
  4. กำหนดจุดรับ ผู้มีอำนาจอนุมัติ และที่เก็บกลาง
  5. ประกาศใช้พร้อมสื่อสารให้พนักงานทราบว่าต้องรายงานที่ใดภายในกี่ชั่วโมง
  6. ทดลองใช้กับเหตุสมมติหนึ่งเคส แล้วปรับก่อนใช้จริง

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย

  • กำลังออกแบบแบบฟอร์มและอยากให้ใช้ยันได้จริงในชั้นชี้แจง
  • เคยเกิดเหตุมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่มีบันทึกใด ๆ และอยากประเมินความเสี่ยงย้อนหลัง
  • มีบันทึกอยู่แล้วแต่ไม่แน่ใจว่าถ้อยคำที่เขียนไว้จะย้อนกลับมาเป็นผลร้ายหรือไม่
  • เหตุที่กำลังบันทึกมีข้อมูลอ่อนไหวหรือกระทบคนจำนวนมาก
  • ผู้ได้รับผลกระทบเป็นพนักงานที่มีข้อพิพาทกับองค์กรอยู่
  • ต้องยื่นชี้แจงต่อหน่วยงานและต้องใช้บันทึกที่มีอยู่เป็นฐาน
  • องค์กรอยู่ในธุรกิจที่มีหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะซึ่งอาจมีแบบฟอร์มของตนเอง

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร เราออกแบบแบบฟอร์มบันทึกเหตุทั้งแบบสั้นและแบบเต็ม โดยวางส่วนประเมินให้ตรงกับปัจจัยที่ประกาศกำหนด และตรวจถ้อยคำในมุมของทนายฝ่ายตรงข้ามก่อนประกาศใช้ เพื่อไม่ให้เอกสารที่ทำขึ้นด้วยความตั้งใจดีกลายเป็นคำรับในภายหลัง

และเมื่อเหตุเกิดจริง บริการประเมินเหตุข้อมูลรั่วไหลเร่งด่วน ช่วยกรอกส่วนที่ยากที่สุด คือส่วนประเมินความเสี่ยงและส่วนเหตุผลการตัดสินใจ ซึ่งเป็นสองส่วนที่ทีมภายในมักเขียนได้ไม่ครบ · จุดที่เราเน้นคือการจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพราะในเรื่องนี้ องค์กรที่เสียเปรียบมักเป็นองค์กรที่ทำถูกแล้วพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำ

สรุป

แบบฟอร์มบันทึกเหตุที่ใช้ยันได้ต้องมี 7 ส่วน และส่วนที่ขาดบ่อยที่สุดคือส่วนที่ 5 ซึ่งเชื่อมข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมาย เพราะองค์กรส่วนใหญ่บันทึกว่าเกิดอะไรและทำอะไร แต่ไม่เคยเขียนว่าทำไมจึงตัดสินใจแบบนั้น

สิ่งที่ควรลงทุนมากที่สุดไม่ใช่ความละเอียดของแบบเต็ม แต่คือความสั้นของแบบที่ให้พนักงานกรอก เพราะถ้าไม่มีใครรายงาน แบบเต็มที่ออกแบบมาอย่างดีก็ไม่มีอะไรให้กรอก และเอกสารที่จัดทำในเวลาใกล้เคียงกับเหตุ มีน้ำหนักมากกว่าคำอธิบายที่เขียนย้อนหลังเสมอ

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ขั้นตอนเมื่อทราบว่ามีหรือน่าจะมีเหตุ — ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเมินความเสี่ยง ระงับหรือแก้ไขโดยทันทีเท่าที่ทำได้ แจ้งเหตุเมื่อเข้าเกณฑ์ และดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำพร้อมทบทวนมาตรการ ซึ่งเป็นโครงของส่วนที่ 2 ถึง 6 ในแบบฟอร์ม
  • ประกาศฯ · ปัจจัยประเมินความเสี่ยง 8 ข้อ — ลักษณะและประเภทของการละเมิด · ลักษณะและประเภทของข้อมูล · ปริมาณข้อมูลและจำนวนรายการ · ลักษณะและสถานะของเจ้าของข้อมูลรวมถึงกลุ่มเปราะบาง · ความร้ายแรงของผลกระทบและประสิทธิภาพของมาตรการเยียวยา · ผลกระทบในวงกว้าง · ลักษณะระบบเก็บข้อมูลและมาตรการที่มีอยู่ · สถานะทางกฎหมายและขนาดของผู้ควบคุมข้อมูล ซึ่งเป็นโครงของส่วนที่ 4
  • ประกาศฯ · รายละเอียดที่ต้องแจ้ง — ใช้เป็นแนวในการวางส่วนที่ 5 เพื่อให้ข้อมูลที่บันทึกไว้เพียงพอต่อการจัดทำคำแจ้งได้ทันที
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 (4) — หน้าที่แจ้งเหตุภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ส่วนที่ 5 ต้องอ้างถึง
  • มาตรา 39 — บันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล ซึ่งควรเชื่อมโยงกับทะเบียนเหตุเพื่อให้ระบุได้ว่าข้อมูลที่กระทบอยู่ในกิจกรรมใด
  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองฯ พ.ศ. 2565 ข้อ 8 — ปัจจัยที่นำมาพิจารณา รวมถึงการเยียวยาและบรรเทาความเสียหายเมื่อทราบเหตุ ซึ่งพิสูจน์ได้ด้วยส่วนที่ 6
  • ตัวแบบฟอร์มเองมีข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ จึงต้องจัดเก็บและจำกัดผู้เข้าถึงตามมาตรา 37 (1) เช่นเดียวกับข้อมูลอื่น

คำถามที่พบบ่อย

องค์กรเล็กจำเป็นต้องมีแบบฟอร์มนี้ไหม

จำเป็น และอาจจำเป็นกว่าองค์กรใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะองค์กรเล็กมักไม่มีทีมเฉพาะและพึ่งพาความทรงจำของคนไม่กี่คน เมื่อคนนั้นลาออกหรือจำไม่ได้ องค์กรจะไม่มีอะไรเหลือเลย ทั้งนี้แบบฟอร์มไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ไฟล์ตารางที่มีคอลัมน์ตามเจ็ดส่วนก็เพียงพอ สิ่งสำคัญคือมีที่เก็บกลางที่ค้นย้อนหลังได้ ไม่ใช่อยู่ในเครื่องของผู้รับผิดชอบคนเดียว

เหตุเล็กมากต้องกรอกครบเจ็ดส่วนเลยไหม

เหตุเล็กใช้แบบสั้นที่เก็บส่วนที่ 1 ถึง 3 ก่อนได้ แล้วให้ผู้รับผิดชอบพิจารณาว่าต้องขยายเป็นแบบเต็มหรือไม่ แต่ส่วนที่ 5 คือการสรุปว่าจะแจ้งหรือไม่แจ้งพร้อมเหตุผล ควรมีเสมอแม้ในเหตุเล็ก เพราะเป็นบรรทัดที่ใช้ยืนยันว่าองค์กรได้ประเมินอย่างมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ปล่อยผ่านเพราะเห็นว่าไม่สำคัญ

เขียนในแบบฟอร์มว่าเป็นความผิดพลาดของพนักงานได้ไหม

ไม่ควร เพราะการระบุตัวผู้รับผิดในเอกสารที่จัดทำก่อนสอบสวนเสร็จ เป็นการสรุปที่ยังไม่มีฐาน และเอกสารนี้อาจถูกใช้ทั้งในสนามข้อมูลส่วนบุคคลและในคดีแรงงาน สิ่งที่ควรบันทึกคือข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นและใครเกี่ยวข้องอย่างไร โดยแยกช่องข้อเท็จจริงกับช่องความเห็นออกจากกัน ส่วนการพิจารณาความรับผิดทางวินัยควรทำเป็นกระบวนการแยกต่างหากตามข้อบังคับการทำงาน

บันทึกเหตุต้องเก็บไว้นานแค่ไหน

กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนปีไว้เป็นการเฉพาะสำหรับบันทึกการประเมินเหตุละเมิด แต่ในทางปฏิบัติควรเก็บให้ครอบคลุมอย่างน้อยจนพ้นระยะเวลาที่ผู้เสียหายอาจใช้สิทธิเรียกร้อง เพราะเอกสารนี้คือสิ่งที่แสดงว่าองค์กรใช้ความระมัดระวังตามสมควร นอกจากนี้ควรเก็บในทะเบียนรวมเพื่อดูแนวโน้มว่าเหตุลักษณะใดเกิดซ้ำ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ปรับปรุงระบบและใช้แสดงต่อผู้พิจารณาได้ว่าองค์กรแก้ไขจริง

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

กระเป๋าโน้ตบุ๊กที่ถูกลืมไว้ในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล PDPA คุ้มครองข้อมูล

พนักงานทำโน้ตบุ๊กหายหรือส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม องค์กรต้องทำอะไร

ทำอุปกรณ์หายหรือส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม เข้าข่ายเหตุละเมิดได้ทั้งคู่ แต่ผลการประเมินต่างกันมากตามมาตรการที่มีอยู่

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที
ตัวแทนองค์กรและคู่ค้าหารือเรื่องหน้าที่แจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลโดยมีสัญญาเป็นตัวตั้ง PDPA คุ้มครองข้อมูล

ข้อมูลรั่วจากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการ ใครมีหน้าที่แจ้งเหตุ

ข้อมูลรั่วจากคู่ค้า หน้าที่แจ้ง สคส. ยังเป็นขององค์กรผู้ควบคุมข้อมูล และกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าคู่ค้าต้องแจ้งกลับภายในกี่ชั่วโมง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที
ทีมผู้บริหารประชุมฉุกเฉินเพื่อตัดสินใจหน้าที่แจ้งเหตุหลังองค์กรถูกโจมตีด้วย Ransomware PDPA คุ้มครองข้อมูล

ถูก Ransomware เรียกค่าไถ่ข้อมูล ต้องแจ้งใครบ้างและเกี่ยวกับ PDPA อย่างไร

ถูก Ransomware ไม่ได้แปลว่าข้อมูลรั่วเสมอไป แต่การเข้ารหัสข้อมูลจนใช้ไม่ได้ ก็เข้าข่ายเหตุละเมิดได้เช่นกัน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE