พนักงานทำโน้ตบุ๊กหายหรือส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม องค์กรต้องทำอะไร

สรุปประเด็นสำคัญ
ทั้งการทำอุปกรณ์หายและการส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม เข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้ เพราะนิยามในประกาศ กคส. ปี 2565 ครอบคลุมถึงการสูญหาย เข้าถึง หรือเปิดเผยข้อมูลโดยปราศจากอำนาจ ไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อ ข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ
แต่ผลการประเมินของสองเหตุนี้ต่างกันมาก และตัวแปรที่ต่างกันมากที่สุดคือมาตรการที่องค์กรทำไว้ก่อนเกิดเหตุ — โน้ตบุ๊กที่เข้ารหัสทั้งเครื่องและล็อกอินได้จากระยะไกล อยู่คนละสถานะกับโน้ตบุ๊กที่เปิดปุ๊บใช้ได้ทันที · องค์กรที่วางมาตรการไว้ก่อน จึงไม่ได้แค่ลดความเสี่ยง แต่ได้หลักฐานว่าตนทำถูกตามมาตรา 37 (1) ไปพร้อมกัน
เหตุข้อมูลรั่วที่เกิดบ่อยที่สุดในองค์กรไทยไม่ใช่การถูกโจมตีจากภายนอก แต่เป็นเหตุจากคนทำงานธรรมดาในวันธรรมดา คือพนักงานทำอุปกรณ์หายระหว่างเดินทาง กับฝ่ายบุคคลส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม สองเหตุนี้ดูเล็กจนหลายองค์กรจัดการกันเองแล้วจบ ทั้งที่ทั้งคู่เข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้และมีกรอบเวลาเดินอยู่
ทำไมสองเหตุนี้ถึงถูกมองข้าม
เพราะทั้งคู่ไม่มีผู้ร้าย ไม่มีการโจมตี และมักจบด้วยความรู้สึกว่าเป็นความซวยของพนักงานคนนั้น ผลคือเรื่องมักจบที่ระดับหัวหน้าแผนกโดยไม่มีใครรายงานขึ้นไป และไม่มีใครบันทึกอะไรเลย
แต่ในทางกฎหมาย นิยามการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ต้องการผู้ร้าย ประกาศฉบับปี 2565 ระบุชัดว่าครอบคลุมไม่ว่าจะเกิดจากเจตนา ความจงใจ ความประมาทเลินเล่อ หรือข้อผิดพลาดบกพร่องและอุบัติเหตุ การไม่มีคนตั้งใจทำผิดจึงไม่ได้ทำให้เหตุนั้นหายไป
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญกว่าที่คิดคือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมักเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวในทางปฏิบัติ เพราะโน้ตบุ๊กของฝ่ายบุคคลมักมีแฟ้มพนักงานทั้งบริษัท และไฟล์เงินเดือนมักมีเลขบัญชีธนาคารกับเลขบัตรประจำตัวประชาชนอยู่ในตารางเดียวกัน
สองเหตุ ตัวแปรคนละชุด
| ประเด็น | อุปกรณ์หาย | ส่งไฟล์ผิดคนหรือผิดกลุ่ม |
|---|---|---|
| รู้หรือไม่ว่าใครได้ข้อมูลไป | ไม่รู้เลย ซึ่งทำให้ประเมินยากกว่า | รู้ตัวผู้รับ จึงสอบถามและขอให้ลบได้ |
| ตัวแปรที่สำคัญที่สุด | อุปกรณ์เข้ารหัสไว้หรือไม่ และล็อกจากระยะไกลได้หรือเปล่า | ผู้รับเปิดอ่านหรือดาวน์โหลดไปแล้วหรือยัง |
| มาตรการระงับที่ทำได้ทันที | ล็อกเครื่องจากระยะไกล ลบข้อมูลจากระยะไกล เพิกถอนสิทธิเข้าถึงระบบและบัญชีที่ค้างอยู่ | ถอนข้อความ ติดต่อผู้รับให้ลบ ขอคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร |
| หลักฐานที่ต้องรีบเก็บ | บันทึกว่าเครื่องนั้นมีข้อมูลอะไร สถานะการเข้ารหัส บันทึกการเข้าถึงระบบหลังเวลาที่หาย | สำเนาข้อความหรืออีเมลที่ส่ง รายชื่อผู้รับทั้งหมด และเวลาที่ส่ง |
| ความเสี่ยงที่มักถูกประเมินต่ำไป | บัญชีที่ยัง login ค้างอยู่ในเครื่อง ซึ่งอันตรายกว่าไฟล์ในเครื่อง | ผู้รับส่งต่อไปยังคนอื่นก่อนที่จะรู้ตัว |
แถวสุดท้ายของคอลัมน์อุปกรณ์หายเป็นจุดที่องค์กรมองข้ามบ่อยที่สุด เพราะมัวกังวลเรื่องไฟล์ในเครื่อง ทั้งที่ความเสี่ยงจริงมักอยู่ที่บัญชีอีเมลและระบบภายในที่ยังเปิดค้างอยู่ ซึ่งเปิดทางให้เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าที่อยู่ในเครื่องหลายเท่า
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… เหตุแบบนี้เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลของพนักงาน องค์กรจึงควรจัดการที่ตัวคน เช่น ตักเตือนหรือให้ชดใช้ค่าเครื่อง
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… คำถามแรกไม่ได้ถามว่าพนักงานประมาทหรือไม่ แต่ถามว่าองค์กรวางมาตรการรองรับความผิดพลาดที่คาดหมายได้ไว้หรือยัง เพราะการที่คนทำของหายหรือส่งอีเมลผิดเป็นความเสี่ยงที่รู้กันทั่วไป ไม่ใช่เหตุที่คาดไม่ถึง
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… องค์กรที่ไม่ได้เข้ารหัสอุปกรณ์ ไม่มีระบบล็อกจากระยะไกล และปล่อยให้ไฟล์รวมทั้งบริษัทอยู่ในเครื่องพนักงานได้ จะอธิบายเรื่องความเหมาะสมของมาตรการตามมาตรา 37 (1) ได้ยาก และการลงโทษพนักงานยิ่งทำให้ภาพชัดขึ้นว่าองค์กรโยนความเสี่ยงไปที่ตัวบุคคลแทนที่จะวางระบบ
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… จัดการเหตุตามหน้าที่ทางกฎหมายก่อน แล้วค่อยพิจารณาเรื่องวินัยแยกออกมา และใช้เหตุที่เกิดเป็นข้อมูลปรับปรุงระบบ เพราะนั่นคือสิ่งที่ประกาศกำหนดให้ทำอยู่แล้ว คือป้องกันไม่ให้เกิดในลักษณะเดียวกันอีก
มาตรการที่ทำไว้ก่อน เปลี่ยนผลการประเมินได้จริง
ปัจจัยประเมินความเสี่ยงตามประกาศรวมถึงประสิทธิภาพของมาตรการป้องกัน ระงับ แก้ไข หรือเยียวยา และลักษณะของระบบเก็บข้อมูลกับมาตรการที่มีอยู่ ซึ่งแปลว่าสิ่งที่ทำไว้ก่อนเกิดเหตุมีน้ำหนักโดยตรงต่อผลการประเมิน
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด — โน้ตบุ๊กสองเครื่องหายในสถานการณ์เดียวกัน เครื่องแรกเข้ารหัสทั้งไดรฟ์ ตั้งรหัสผ่านเข้าเครื่อง ไม่มีบัญชีค้าง และล็อกจากระยะไกลได้สำเร็จภายในชั่วโมงแรก · เครื่องที่สองเปิดแล้วใช้ได้ทันที มีแฟ้มพนักงานทั้งบริษัทอยู่ในเดสก์ท็อป และอีเมลบริษัทเปิดค้างอยู่ · สองเครื่องนี้อยู่คนละระดับความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เหตุการณ์ภายนอกเหมือนกัน
มาตรการที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับเหตุสองแบบนี้ ไม่ใช่ระบบราคาแพง แต่เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทำได้เลย ได้แก่ การเข้ารหัสอุปกรณ์ทั้งเครื่อง การตั้งรหัสผ่านและล็อกอัตโนมัติ ความสามารถล็อกและลบข้อมูลจากระยะไกล การจำกัดไม่ให้เก็บไฟล์รวมทั้งองค์กรไว้ในเครื่องส่วนตัว การใส่รหัสผ่านไฟล์ที่มีข้อมูลอ่อนไหวก่อนส่งโดยส่งรหัสคนละช่องทาง และการตั้งค่าให้ระบบอีเมลหน่วงเวลาส่งหรือเตือนเมื่อส่งออกนอกองค์กร
ปลายทางถ้าพลาด
- หากประเมินแล้วเข้าเกณฑ์ต้องแจ้งแต่ไม่ได้แจ้งภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ จะเป็นประเด็นตามมาตรา 37 (4)
- หากเหตุสะท้อนว่าองค์กรไม่มีมาตรการที่เหมาะสม เช่น ไม่เข้ารหัสอุปกรณ์ที่มีข้อมูลพนักงานทั้งบริษัท จะเป็นอีกประเด็นตามมาตรา 37 (1)
- คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าจะสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือลงโทษปรับ โดยดูปัจจัยที่ประกาศกำหนด รวมถึงมาตรฐานขององค์กรในขณะเกิดเหตุ
- หากข้อมูลที่หลุดเป็นข้อมูลพนักงาน เรื่องอาจเดินต่อไปที่ศาลแรงงานได้ โดยเฉพาะหากองค์กรลงโทษพนักงานที่ทำของหายด้วย
- เจ้าของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่ง
หลักฐานที่ต้องเก็บ
- วันเวลาที่พนักงานรู้ตัวและวันเวลาที่รายงานเข้าองค์กร ซึ่งมักเป็นคนละเวลา
- รายการข้อมูลที่อยู่ในอุปกรณ์หรือในไฟล์ที่ส่งผิด และจำนวนเจ้าของข้อมูลที่กระทบ
- สถานะมาตรการของอุปกรณ์ ณ วันที่หาย เช่น การเข้ารหัส การตั้งรหัสผ่าน และบัญชีที่เปิดค้าง
- บันทึกการล็อกหรือลบข้อมูลจากระยะไกล พร้อมเวลาและผลลัพธ์
- บันทึกการเข้าถึงระบบด้วยบัญชีของพนักงานคนนั้นหลังเวลาที่อุปกรณ์หาย
- กรณีส่งไฟล์ผิด ให้เก็บสำเนาข้อความที่ส่ง รายชื่อผู้รับ และคำยืนยันจากผู้รับ
- เอกสารประเมินความเสี่ยงพร้อมข้อสรุปและเหตุผล
- บันทึกการแก้ไขเชิงระบบหลังเกิดเหตุ
ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องทำอะไรบ้าง
- ให้พนักงานรายงานทันทีโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลงโทษก่อน เพราะเวลามีค่ากว่าการหาคนผิด
- ล็อกและเพิกถอนสิทธิเข้าถึงระบบของบัญชีที่เกี่ยวข้องเป็นอันดับแรก ก่อนคิดเรื่องตัวเครื่อง
- ตรวจว่าอุปกรณ์นั้นเข้ารหัสไว้หรือไม่ และมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง
- กรณีส่งไฟล์ผิด ให้ติดต่อผู้รับทันทีและขอคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่ทางโทรศัพท์อย่างเดียว
- ประเมินความเสี่ยงตามปัจจัยที่ประกาศกำหนด แล้วบันทึกไว้ไม่ว่าผลจะออกทางใด
- ทบทวนว่าเหตุนี้เกิดเพราะระบบเปิดช่องหรือไม่ แล้วแก้ที่ระบบ
- แยกเรื่องวินัยออกจากเรื่องการรับมือเหตุ อย่าให้ปนกันในสัปดาห์แรก
- เก็บบันทึกเหตุไว้ในทะเบียนเดียวกันกับเหตุอื่น เพื่อดูแนวโน้มว่าเกิดซ้ำหรือไม่
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "ไม่เข้ารหัสอุปกรณ์ทั้งที่มีข้อมูลพนักงานทั้งบริษัท" — เป็นประเด็นเรื่องความเหมาะสมของมาตรการที่ตอบยาก
- "ปล่อยให้ไฟล์รวมอยู่ในเครื่องส่วนตัวได้" — ชี้ว่าองค์กรไม่ได้จำกัดการเข้าถึงเท่าที่จำเป็น
- "รู้ตั้งแต่วันเสาร์แต่เพิ่งจัดการวันจันทร์" — ช่องว่างของเวลาตรวจสอบได้จากบันทึกระบบ
- "อ้างว่าผู้รับลบแล้วโดยไม่มีหลักฐาน" — คำยืนยันด้วยวาจามีน้ำหนักน้อย
- "เกิดซ้ำหลายครั้งแล้วยังไม่แก้ระบบ" — ทะเบียนเหตุขององค์กรเองกลายเป็นหลักฐาน จึงต้องแสดงด้วยว่าแก้อะไรไปแล้ว
- "ลงโทษพนักงานแทนที่จะแก้ระบบ" — ซึ่งอาจนำไปสู่ประเด็นในสนามแรงงานเพิ่มอีกทาง
ถ้าเกิดวันนี้ ควรทำอะไรตามลำดับ
- บันทึกเวลาที่ทราบเหตุทันที
- ระงับความเสี่ยงที่กว้างที่สุดก่อน คือเพิกถอนสิทธิเข้าถึงระบบและบัญชีของผู้ใช้รายนั้น
- ล็อกหรือลบข้อมูลจากระยะไกลถ้าทำได้ พร้อมบันทึกผล
- ระบุให้ชัดว่าข้อมูลอะไรอยู่ในนั้น กระทบกี่ราย และมีข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
- ประเมินความเสี่ยงและบันทึกผล ไม่ว่าจะสรุปว่าต้องแจ้งหรือไม่ต้องแจ้ง
- ให้ทนายประเมินหากมีข้อมูลอ่อนไหว กระทบคนจำนวนมาก หรืออุปกรณ์ไม่ได้เข้ารหัส
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- อุปกรณ์ที่หายไม่ได้เข้ารหัสและมีข้อมูลพนักงานหรือลูกค้าจำนวนมาก
- บัญชีระบบยังเปิดค้างอยู่ในอุปกรณ์นั้นและเพิกถอนสิทธิไม่ทัน
- ไฟล์ที่ส่งผิดมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลอ่อนไหว
- ผู้รับเป็นบุคคลภายนอกองค์กรหรือติดต่อไม่ได้
- ผู้รับส่งต่อไปยังผู้อื่นแล้ว
- เจ้าของข้อมูลรู้เรื่องแล้วและกำลังทวงถาม
- องค์กรกำลังจะดำเนินการทางวินัยกับพนักงานที่ทำเหตุ
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
บริการประเมินเหตุข้อมูลรั่วไหลเร่งด่วน ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร ของเราออกแบบมาให้ใช้ได้กับเหตุระดับเล็กที่เกิดบ่อยแบบนี้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะเหตุใหญ่ โดยช่วยประเมินความเสี่ยงและบันทึกเหตุผลไว้ให้ใช้ยันได้ในภายหลัง
และเมื่อเหตุเกี่ยวข้องกับข้อมูลพนักงานหรือนำไปสู่การพิจารณาทางวินัย เราอ่านเรื่องด้วยสายตาของทนายคดีแรงงานไปพร้อมกัน เพราะการลงโทษพนักงานที่ทำของหายอาจเปิดประเด็นใหม่ให้องค์กรได้ · เราจะบอกตรง ๆ ว่ากรณีไหนที่ควรลงทุนแก้ระบบมากกว่าลงโทษคน เพราะได้ผลกว่าทั้งในแง่ความเสี่ยงและในแง่ที่ใช้แสดงต่อหน่วยงาน
สรุป
พนักงานทำอุปกรณ์หายและการส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม เข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้ทั้งคู่ เพราะนิยามในประกาศครอบคลุมถึงความประมาทเลินเล่อและอุบัติเหตุ องค์กรจึงต้องประเมินและบันทึกทุกครั้ง ไม่ใช่จัดการกันเองในระดับแผนก
สิ่งที่เปลี่ยนผลได้มากที่สุดคือมาตรการที่ทำไว้ก่อนเกิดเหตุ โดยเฉพาะการเข้ารหัสอุปกรณ์และการจำกัดไม่ให้ไฟล์รวมทั้งองค์กรอยู่ในเครื่องส่วนตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ลงทุนไม่มากแต่เปลี่ยนสถานะขององค์กรได้ทั้งในการประเมินความเสี่ยงและในชั้นชี้แจง
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · นิยาม — การละเมิดครอบคลุมการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ไม่ว่าเกิดจากเจตนา ความจงใจ ความประมาทเลินเล่อ ข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด
- ประกาศฯ · ปัจจัยประเมินความเสี่ยง — รวมถึงประเภทและปริมาณข้อมูล จำนวนเจ้าของข้อมูล ความร้ายแรงของผลกระทบ ประสิทธิภาพของมาตรการป้องกัน ระงับ แก้ไข หรือเยียวยา และลักษณะของระบบเก็บข้อมูลกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีอยู่
- ประกาศฯ · หน้าที่หลังเกิดเหตุ — ดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขโดยทันทีเท่าที่จะทำได้เมื่อพบว่าเสี่ยงสูง และดำเนินมาตรการป้องกันเหตุในลักษณะเดียวกันในอนาคตพร้อมทบทวนมาตรการ
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 (4) — แจ้งเหตุแก่สำนักงานฯ ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
- มาตรา 37 (1) — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งครอบคลุมถึงการเข้ารหัสอุปกรณ์และการจำกัดสิทธิเข้าถึง
- มาตรา 26 — ข้อมูลอ่อนไหว ซึ่งอาจอยู่ในแฟ้มพนักงานหรือไฟล์ที่ส่งผิด และมีผลต่อระดับความเสี่ยง
- ประเด็นการดำเนินการทางวินัยกับพนักงานที่ทำเหตุ ควรพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานขององค์กรประกอบเป็นรายกรณี
คำถามที่พบบ่อย
โน้ตบุ๊กที่หายเข้ารหัสไว้แล้ว ยังต้องแจ้งเหตุไหม
ต้องประเมินก่อน ไม่ใช่สรุปว่าไม่ต้องแจ้งโดยอัตโนมัติ การเข้ารหัสเป็นมาตรการที่มีน้ำหนักมากในการประเมิน เพราะปัจจัยเรื่องประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันเป็นข้อที่ประกาศกำหนดไว้ แต่ยังต้องดูปัจจัยอื่นประกอบ เช่น มีบัญชีระบบเปิดค้างอยู่หรือไม่ รหัสผ่านถูกจดไว้ในเครื่องหรือเปล่า และการเข้ารหัสนั้นครอบคลุมทั้งไดรฟ์จริงหรือไม่ ไม่ว่าผลจะออกทางใด ต้องบันทึกการประเมินไว้เสมอ
ส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่มแต่รีบถอนข้อความทัน ถือว่าจบไหม
การถอนข้อความทันเป็นมาตรการระงับที่ดีและมีน้ำหนักในการประเมิน แต่ยังต้องตรวจว่าผู้รับเปิดอ่านหรือดาวน์โหลดไปก่อนหรือไม่ และควรขอคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่ทางโทรศัพท์อย่างเดียว เพราะคำยืนยันด้วยวาจามีน้ำหนักน้อยหากถูกตรวจสอบภายหลัง จากนั้นจึงประเมินความเสี่ยงตามปัจจัยที่ประกาศกำหนดและบันทึกผลไว้
ควรลงโทษพนักงานที่ทำอุปกรณ์หายไหม
ควรแยกเรื่องนี้ออกจากการรับมือเหตุและพิจารณาทีหลัง เพราะการรีบลงโทษทำให้พนักงานคนอื่นไม่กล้ารายงานเหตุในอนาคต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้องค์กรมากกว่าเดิม นอกจากนี้หากองค์กรเองไม่ได้วางมาตรการรองรับความผิดพลาดที่คาดหมายได้ เช่น ไม่เข้ารหัสอุปกรณ์ การลงโทษพนักงานอาจถูกโต้แย้งได้ทั้งในมุมความเป็นธรรมและกลายเป็นหลักฐานว่าองค์กรโยนความเสี่ยงไปที่ตัวบุคคล ควรปรึกษาทนายก่อนหากจะลงโทษร้ายแรง
เหตุแบบนี้เกิดเดือนละหลายครั้ง ต้องบันทึกทุกครั้งจริงหรือ
ควรบันทึกทุกครั้ง และการที่เกิดบ่อยยิ่งเป็นเหตุผลให้ต้องบันทึก เพราะทะเบียนเหตุจะแสดงว่าองค์กรรู้ปัญหาและได้แก้เชิงระบบอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ประกาศกำหนดให้ทำอยู่แล้ว คือป้องกันเหตุในลักษณะเดียวกันในอนาคตและทบทวนมาตรการให้เหมาะสม องค์กรที่มีทะเบียนพร้อมบันทึกการแก้ไข อยู่ในสถานะที่ต่างจากองค์กรที่ปล่อยให้เกิดซ้ำโดยไม่มีร่องรอยว่าเคยทำอะไร
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
แบบฟอร์มบันทึกเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ใช้ยันได้จริงในชั้นชี้แจง มี 7 ส่วน
แบบฟอร์มบันทึกเหตุที่ใช้ยันได้ ต้องตอบคำถามที่จะถูกถามในชั้นชี้แจงได้ครบ ไม่ใช่แค่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 9 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ข้อมูลรั่วจากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการ ใครมีหน้าที่แจ้งเหตุ
ข้อมูลรั่วจากคู่ค้า หน้าที่แจ้ง สคส. ยังเป็นขององค์กรผู้ควบคุมข้อมูล และกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าคู่ค้าต้องแจ้งกลับภายในกี่ชั่วโมง
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ถูก Ransomware เรียกค่าไถ่ข้อมูล ต้องแจ้งใครบ้างและเกี่ยวกับ PDPA อย่างไร
ถูก Ransomware ไม่ได้แปลว่าข้อมูลรั่วเสมอไป แต่การเข้ารหัสข้อมูลจนใช้ไม่ได้ ก็เข้าข่ายเหตุละเมิดได้เช่นกัน
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 9 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ