081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

พนักงานทำโน้ตบุ๊กหายหรือส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม องค์กรต้องทำอะไร

กระเป๋าโน้ตบุ๊กที่ถูกลืมไว้ในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

สรุปประเด็นสำคัญ

ทั้งการทำอุปกรณ์หายและการส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม เข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้ เพราะนิยามในประกาศ กคส. ปี 2565 ครอบคลุมถึงการสูญหาย เข้าถึง หรือเปิดเผยข้อมูลโดยปราศจากอำนาจ ไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อ ข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ

แต่ผลการประเมินของสองเหตุนี้ต่างกันมาก และตัวแปรที่ต่างกันมากที่สุดคือมาตรการที่องค์กรทำไว้ก่อนเกิดเหตุ — โน้ตบุ๊กที่เข้ารหัสทั้งเครื่องและล็อกอินได้จากระยะไกล อยู่คนละสถานะกับโน้ตบุ๊กที่เปิดปุ๊บใช้ได้ทันที · องค์กรที่วางมาตรการไว้ก่อน จึงไม่ได้แค่ลดความเสี่ยง แต่ได้หลักฐานว่าตนทำถูกตามมาตรา 37 (1) ไปพร้อมกัน

เหตุข้อมูลรั่วที่เกิดบ่อยที่สุดในองค์กรไทยไม่ใช่การถูกโจมตีจากภายนอก แต่เป็นเหตุจากคนทำงานธรรมดาในวันธรรมดา คือพนักงานทำอุปกรณ์หายระหว่างเดินทาง กับฝ่ายบุคคลส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม สองเหตุนี้ดูเล็กจนหลายองค์กรจัดการกันเองแล้วจบ ทั้งที่ทั้งคู่เข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้และมีกรอบเวลาเดินอยู่

ทำไมสองเหตุนี้ถึงถูกมองข้าม

เพราะทั้งคู่ไม่มีผู้ร้าย ไม่มีการโจมตี และมักจบด้วยความรู้สึกว่าเป็นความซวยของพนักงานคนนั้น ผลคือเรื่องมักจบที่ระดับหัวหน้าแผนกโดยไม่มีใครรายงานขึ้นไป และไม่มีใครบันทึกอะไรเลย

แต่ในทางกฎหมาย นิยามการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ต้องการผู้ร้าย ประกาศฉบับปี 2565 ระบุชัดว่าครอบคลุมไม่ว่าจะเกิดจากเจตนา ความจงใจ ความประมาทเลินเล่อ หรือข้อผิดพลาดบกพร่องและอุบัติเหตุ การไม่มีคนตั้งใจทำผิดจึงไม่ได้ทำให้เหตุนั้นหายไป

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญกว่าที่คิดคือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมักเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวในทางปฏิบัติ เพราะโน้ตบุ๊กของฝ่ายบุคคลมักมีแฟ้มพนักงานทั้งบริษัท และไฟล์เงินเดือนมักมีเลขบัญชีธนาคารกับเลขบัตรประจำตัวประชาชนอยู่ในตารางเดียวกัน

สองเหตุ ตัวแปรคนละชุด

ประเด็นอุปกรณ์หายส่งไฟล์ผิดคนหรือผิดกลุ่ม
รู้หรือไม่ว่าใครได้ข้อมูลไปไม่รู้เลย ซึ่งทำให้ประเมินยากกว่ารู้ตัวผู้รับ จึงสอบถามและขอให้ลบได้
ตัวแปรที่สำคัญที่สุดอุปกรณ์เข้ารหัสไว้หรือไม่ และล็อกจากระยะไกลได้หรือเปล่าผู้รับเปิดอ่านหรือดาวน์โหลดไปแล้วหรือยัง
มาตรการระงับที่ทำได้ทันทีล็อกเครื่องจากระยะไกล ลบข้อมูลจากระยะไกล เพิกถอนสิทธิเข้าถึงระบบและบัญชีที่ค้างอยู่ถอนข้อความ ติดต่อผู้รับให้ลบ ขอคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร
หลักฐานที่ต้องรีบเก็บบันทึกว่าเครื่องนั้นมีข้อมูลอะไร สถานะการเข้ารหัส บันทึกการเข้าถึงระบบหลังเวลาที่หายสำเนาข้อความหรืออีเมลที่ส่ง รายชื่อผู้รับทั้งหมด และเวลาที่ส่ง
ความเสี่ยงที่มักถูกประเมินต่ำไปบัญชีที่ยัง login ค้างอยู่ในเครื่อง ซึ่งอันตรายกว่าไฟล์ในเครื่องผู้รับส่งต่อไปยังคนอื่นก่อนที่จะรู้ตัว

แถวสุดท้ายของคอลัมน์อุปกรณ์หายเป็นจุดที่องค์กรมองข้ามบ่อยที่สุด เพราะมัวกังวลเรื่องไฟล์ในเครื่อง ทั้งที่ความเสี่ยงจริงมักอยู่ที่บัญชีอีเมลและระบบภายในที่ยังเปิดค้างอยู่ ซึ่งเปิดทางให้เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าที่อยู่ในเครื่องหลายเท่า

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… เหตุแบบนี้เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลของพนักงาน องค์กรจึงควรจัดการที่ตัวคน เช่น ตักเตือนหรือให้ชดใช้ค่าเครื่อง

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… คำถามแรกไม่ได้ถามว่าพนักงานประมาทหรือไม่ แต่ถามว่าองค์กรวางมาตรการรองรับความผิดพลาดที่คาดหมายได้ไว้หรือยัง เพราะการที่คนทำของหายหรือส่งอีเมลผิดเป็นความเสี่ยงที่รู้กันทั่วไป ไม่ใช่เหตุที่คาดไม่ถึง

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… องค์กรที่ไม่ได้เข้ารหัสอุปกรณ์ ไม่มีระบบล็อกจากระยะไกล และปล่อยให้ไฟล์รวมทั้งบริษัทอยู่ในเครื่องพนักงานได้ จะอธิบายเรื่องความเหมาะสมของมาตรการตามมาตรา 37 (1) ได้ยาก และการลงโทษพนักงานยิ่งทำให้ภาพชัดขึ้นว่าองค์กรโยนความเสี่ยงไปที่ตัวบุคคลแทนที่จะวางระบบ

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… จัดการเหตุตามหน้าที่ทางกฎหมายก่อน แล้วค่อยพิจารณาเรื่องวินัยแยกออกมา และใช้เหตุที่เกิดเป็นข้อมูลปรับปรุงระบบ เพราะนั่นคือสิ่งที่ประกาศกำหนดให้ทำอยู่แล้ว คือป้องกันไม่ให้เกิดในลักษณะเดียวกันอีก

มาตรการที่ทำไว้ก่อน เปลี่ยนผลการประเมินได้จริง

ปัจจัยประเมินความเสี่ยงตามประกาศรวมถึงประสิทธิภาพของมาตรการป้องกัน ระงับ แก้ไข หรือเยียวยา และลักษณะของระบบเก็บข้อมูลกับมาตรการที่มีอยู่ ซึ่งแปลว่าสิ่งที่ทำไว้ก่อนเกิดเหตุมีน้ำหนักโดยตรงต่อผลการประเมิน

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด — โน้ตบุ๊กสองเครื่องหายในสถานการณ์เดียวกัน เครื่องแรกเข้ารหัสทั้งไดรฟ์ ตั้งรหัสผ่านเข้าเครื่อง ไม่มีบัญชีค้าง และล็อกจากระยะไกลได้สำเร็จภายในชั่วโมงแรก · เครื่องที่สองเปิดแล้วใช้ได้ทันที มีแฟ้มพนักงานทั้งบริษัทอยู่ในเดสก์ท็อป และอีเมลบริษัทเปิดค้างอยู่ · สองเครื่องนี้อยู่คนละระดับความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เหตุการณ์ภายนอกเหมือนกัน

มาตรการที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับเหตุสองแบบนี้ ไม่ใช่ระบบราคาแพง แต่เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทำได้เลย ได้แก่ การเข้ารหัสอุปกรณ์ทั้งเครื่อง การตั้งรหัสผ่านและล็อกอัตโนมัติ ความสามารถล็อกและลบข้อมูลจากระยะไกล การจำกัดไม่ให้เก็บไฟล์รวมทั้งองค์กรไว้ในเครื่องส่วนตัว การใส่รหัสผ่านไฟล์ที่มีข้อมูลอ่อนไหวก่อนส่งโดยส่งรหัสคนละช่องทาง และการตั้งค่าให้ระบบอีเมลหน่วงเวลาส่งหรือเตือนเมื่อส่งออกนอกองค์กร

ปลายทางถ้าพลาด

  1. หากประเมินแล้วเข้าเกณฑ์ต้องแจ้งแต่ไม่ได้แจ้งภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ จะเป็นประเด็นตามมาตรา 37 (4)
  2. หากเหตุสะท้อนว่าองค์กรไม่มีมาตรการที่เหมาะสม เช่น ไม่เข้ารหัสอุปกรณ์ที่มีข้อมูลพนักงานทั้งบริษัท จะเป็นอีกประเด็นตามมาตรา 37 (1)
  3. คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าจะสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือลงโทษปรับ โดยดูปัจจัยที่ประกาศกำหนด รวมถึงมาตรฐานขององค์กรในขณะเกิดเหตุ
  4. หากข้อมูลที่หลุดเป็นข้อมูลพนักงาน เรื่องอาจเดินต่อไปที่ศาลแรงงานได้ โดยเฉพาะหากองค์กรลงโทษพนักงานที่ทำของหายด้วย
  5. เจ้าของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่ง

หลักฐานที่ต้องเก็บ

  • วันเวลาที่พนักงานรู้ตัวและวันเวลาที่รายงานเข้าองค์กร ซึ่งมักเป็นคนละเวลา
  • รายการข้อมูลที่อยู่ในอุปกรณ์หรือในไฟล์ที่ส่งผิด และจำนวนเจ้าของข้อมูลที่กระทบ
  • สถานะมาตรการของอุปกรณ์ ณ วันที่หาย เช่น การเข้ารหัส การตั้งรหัสผ่าน และบัญชีที่เปิดค้าง
  • บันทึกการล็อกหรือลบข้อมูลจากระยะไกล พร้อมเวลาและผลลัพธ์
  • บันทึกการเข้าถึงระบบด้วยบัญชีของพนักงานคนนั้นหลังเวลาที่อุปกรณ์หาย
  • กรณีส่งไฟล์ผิด ให้เก็บสำเนาข้อความที่ส่ง รายชื่อผู้รับ และคำยืนยันจากผู้รับ
  • เอกสารประเมินความเสี่ยงพร้อมข้อสรุปและเหตุผล
  • บันทึกการแก้ไขเชิงระบบหลังเกิดเหตุ

ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องทำอะไรบ้าง

  • ให้พนักงานรายงานทันทีโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลงโทษก่อน เพราะเวลามีค่ากว่าการหาคนผิด
  • ล็อกและเพิกถอนสิทธิเข้าถึงระบบของบัญชีที่เกี่ยวข้องเป็นอันดับแรก ก่อนคิดเรื่องตัวเครื่อง
  • ตรวจว่าอุปกรณ์นั้นเข้ารหัสไว้หรือไม่ และมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง
  • กรณีส่งไฟล์ผิด ให้ติดต่อผู้รับทันทีและขอคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่ทางโทรศัพท์อย่างเดียว
  • ประเมินความเสี่ยงตามปัจจัยที่ประกาศกำหนด แล้วบันทึกไว้ไม่ว่าผลจะออกทางใด
  • ทบทวนว่าเหตุนี้เกิดเพราะระบบเปิดช่องหรือไม่ แล้วแก้ที่ระบบ
  • แยกเรื่องวินัยออกจากเรื่องการรับมือเหตุ อย่าให้ปนกันในสัปดาห์แรก
  • เก็บบันทึกเหตุไว้ในทะเบียนเดียวกันกับเหตุอื่น เพื่อดูแนวโน้มว่าเกิดซ้ำหรือไม่

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "ไม่เข้ารหัสอุปกรณ์ทั้งที่มีข้อมูลพนักงานทั้งบริษัท" — เป็นประเด็นเรื่องความเหมาะสมของมาตรการที่ตอบยาก
  • "ปล่อยให้ไฟล์รวมอยู่ในเครื่องส่วนตัวได้" — ชี้ว่าองค์กรไม่ได้จำกัดการเข้าถึงเท่าที่จำเป็น
  • "รู้ตั้งแต่วันเสาร์แต่เพิ่งจัดการวันจันทร์" — ช่องว่างของเวลาตรวจสอบได้จากบันทึกระบบ
  • "อ้างว่าผู้รับลบแล้วโดยไม่มีหลักฐาน" — คำยืนยันด้วยวาจามีน้ำหนักน้อย
  • "เกิดซ้ำหลายครั้งแล้วยังไม่แก้ระบบ" — ทะเบียนเหตุขององค์กรเองกลายเป็นหลักฐาน จึงต้องแสดงด้วยว่าแก้อะไรไปแล้ว
  • "ลงโทษพนักงานแทนที่จะแก้ระบบ" — ซึ่งอาจนำไปสู่ประเด็นในสนามแรงงานเพิ่มอีกทาง

ถ้าเกิดวันนี้ ควรทำอะไรตามลำดับ

  1. บันทึกเวลาที่ทราบเหตุทันที
  2. ระงับความเสี่ยงที่กว้างที่สุดก่อน คือเพิกถอนสิทธิเข้าถึงระบบและบัญชีของผู้ใช้รายนั้น
  3. ล็อกหรือลบข้อมูลจากระยะไกลถ้าทำได้ พร้อมบันทึกผล
  4. ระบุให้ชัดว่าข้อมูลอะไรอยู่ในนั้น กระทบกี่ราย และมีข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
  5. ประเมินความเสี่ยงและบันทึกผล ไม่ว่าจะสรุปว่าต้องแจ้งหรือไม่ต้องแจ้ง
  6. ให้ทนายประเมินหากมีข้อมูลอ่อนไหว กระทบคนจำนวนมาก หรืออุปกรณ์ไม่ได้เข้ารหัส

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย

  • อุปกรณ์ที่หายไม่ได้เข้ารหัสและมีข้อมูลพนักงานหรือลูกค้าจำนวนมาก
  • บัญชีระบบยังเปิดค้างอยู่ในอุปกรณ์นั้นและเพิกถอนสิทธิไม่ทัน
  • ไฟล์ที่ส่งผิดมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลอ่อนไหว
  • ผู้รับเป็นบุคคลภายนอกองค์กรหรือติดต่อไม่ได้
  • ผู้รับส่งต่อไปยังผู้อื่นแล้ว
  • เจ้าของข้อมูลรู้เรื่องแล้วและกำลังทวงถาม
  • องค์กรกำลังจะดำเนินการทางวินัยกับพนักงานที่ทำเหตุ

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

บริการประเมินเหตุข้อมูลรั่วไหลเร่งด่วน ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร ของเราออกแบบมาให้ใช้ได้กับเหตุระดับเล็กที่เกิดบ่อยแบบนี้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะเหตุใหญ่ โดยช่วยประเมินความเสี่ยงและบันทึกเหตุผลไว้ให้ใช้ยันได้ในภายหลัง

และเมื่อเหตุเกี่ยวข้องกับข้อมูลพนักงานหรือนำไปสู่การพิจารณาทางวินัย เราอ่านเรื่องด้วยสายตาของทนายคดีแรงงานไปพร้อมกัน เพราะการลงโทษพนักงานที่ทำของหายอาจเปิดประเด็นใหม่ให้องค์กรได้ · เราจะบอกตรง ๆ ว่ากรณีไหนที่ควรลงทุนแก้ระบบมากกว่าลงโทษคน เพราะได้ผลกว่าทั้งในแง่ความเสี่ยงและในแง่ที่ใช้แสดงต่อหน่วยงาน

สรุป

พนักงานทำอุปกรณ์หายและการส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม เข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้ทั้งคู่ เพราะนิยามในประกาศครอบคลุมถึงความประมาทเลินเล่อและอุบัติเหตุ องค์กรจึงต้องประเมินและบันทึกทุกครั้ง ไม่ใช่จัดการกันเองในระดับแผนก

สิ่งที่เปลี่ยนผลได้มากที่สุดคือมาตรการที่ทำไว้ก่อนเกิดเหตุ โดยเฉพาะการเข้ารหัสอุปกรณ์และการจำกัดไม่ให้ไฟล์รวมทั้งองค์กรอยู่ในเครื่องส่วนตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ลงทุนไม่มากแต่เปลี่ยนสถานะขององค์กรได้ทั้งในการประเมินความเสี่ยงและในชั้นชี้แจง

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · นิยาม — การละเมิดครอบคลุมการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ไม่ว่าเกิดจากเจตนา ความจงใจ ความประมาทเลินเล่อ ข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด
  • ประกาศฯ · ปัจจัยประเมินความเสี่ยง — รวมถึงประเภทและปริมาณข้อมูล จำนวนเจ้าของข้อมูล ความร้ายแรงของผลกระทบ ประสิทธิภาพของมาตรการป้องกัน ระงับ แก้ไข หรือเยียวยา และลักษณะของระบบเก็บข้อมูลกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีอยู่
  • ประกาศฯ · หน้าที่หลังเกิดเหตุ — ดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขโดยทันทีเท่าที่จะทำได้เมื่อพบว่าเสี่ยงสูง และดำเนินมาตรการป้องกันเหตุในลักษณะเดียวกันในอนาคตพร้อมทบทวนมาตรการ
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 (4) — แจ้งเหตุแก่สำนักงานฯ ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
  • มาตรา 37 (1) — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งครอบคลุมถึงการเข้ารหัสอุปกรณ์และการจำกัดสิทธิเข้าถึง
  • มาตรา 26 — ข้อมูลอ่อนไหว ซึ่งอาจอยู่ในแฟ้มพนักงานหรือไฟล์ที่ส่งผิด และมีผลต่อระดับความเสี่ยง
  • ประเด็นการดำเนินการทางวินัยกับพนักงานที่ทำเหตุ ควรพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานขององค์กรประกอบเป็นรายกรณี

คำถามที่พบบ่อย

โน้ตบุ๊กที่หายเข้ารหัสไว้แล้ว ยังต้องแจ้งเหตุไหม

ต้องประเมินก่อน ไม่ใช่สรุปว่าไม่ต้องแจ้งโดยอัตโนมัติ การเข้ารหัสเป็นมาตรการที่มีน้ำหนักมากในการประเมิน เพราะปัจจัยเรื่องประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันเป็นข้อที่ประกาศกำหนดไว้ แต่ยังต้องดูปัจจัยอื่นประกอบ เช่น มีบัญชีระบบเปิดค้างอยู่หรือไม่ รหัสผ่านถูกจดไว้ในเครื่องหรือเปล่า และการเข้ารหัสนั้นครอบคลุมทั้งไดรฟ์จริงหรือไม่ ไม่ว่าผลจะออกทางใด ต้องบันทึกการประเมินไว้เสมอ

ส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่มแต่รีบถอนข้อความทัน ถือว่าจบไหม

การถอนข้อความทันเป็นมาตรการระงับที่ดีและมีน้ำหนักในการประเมิน แต่ยังต้องตรวจว่าผู้รับเปิดอ่านหรือดาวน์โหลดไปก่อนหรือไม่ และควรขอคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่ทางโทรศัพท์อย่างเดียว เพราะคำยืนยันด้วยวาจามีน้ำหนักน้อยหากถูกตรวจสอบภายหลัง จากนั้นจึงประเมินความเสี่ยงตามปัจจัยที่ประกาศกำหนดและบันทึกผลไว้

ควรลงโทษพนักงานที่ทำอุปกรณ์หายไหม

ควรแยกเรื่องนี้ออกจากการรับมือเหตุและพิจารณาทีหลัง เพราะการรีบลงโทษทำให้พนักงานคนอื่นไม่กล้ารายงานเหตุในอนาคต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้องค์กรมากกว่าเดิม นอกจากนี้หากองค์กรเองไม่ได้วางมาตรการรองรับความผิดพลาดที่คาดหมายได้ เช่น ไม่เข้ารหัสอุปกรณ์ การลงโทษพนักงานอาจถูกโต้แย้งได้ทั้งในมุมความเป็นธรรมและกลายเป็นหลักฐานว่าองค์กรโยนความเสี่ยงไปที่ตัวบุคคล ควรปรึกษาทนายก่อนหากจะลงโทษร้ายแรง

เหตุแบบนี้เกิดเดือนละหลายครั้ง ต้องบันทึกทุกครั้งจริงหรือ

ควรบันทึกทุกครั้ง และการที่เกิดบ่อยยิ่งเป็นเหตุผลให้ต้องบันทึก เพราะทะเบียนเหตุจะแสดงว่าองค์กรรู้ปัญหาและได้แก้เชิงระบบอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ประกาศกำหนดให้ทำอยู่แล้ว คือป้องกันเหตุในลักษณะเดียวกันในอนาคตและทบทวนมาตรการให้เหมาะสม องค์กรที่มีทะเบียนพร้อมบันทึกการแก้ไข อยู่ในสถานะที่ต่างจากองค์กรที่ปล่อยให้เกิดซ้ำโดยไม่มีร่องรอยว่าเคยทำอะไร

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

แบบฟอร์มบันทึกเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่กรอกไว้บนโต๊ะทำงาน PDPA คุ้มครองข้อมูล

แบบฟอร์มบันทึกเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ใช้ยันได้จริงในชั้นชี้แจง มี 7 ส่วน

แบบฟอร์มบันทึกเหตุที่ใช้ยันได้ ต้องตอบคำถามที่จะถูกถามในชั้นชี้แจงได้ครบ ไม่ใช่แค่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที
ตัวแทนองค์กรและคู่ค้าหารือเรื่องหน้าที่แจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลโดยมีสัญญาเป็นตัวตั้ง PDPA คุ้มครองข้อมูล

ข้อมูลรั่วจากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการ ใครมีหน้าที่แจ้งเหตุ

ข้อมูลรั่วจากคู่ค้า หน้าที่แจ้ง สคส. ยังเป็นขององค์กรผู้ควบคุมข้อมูล และกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าคู่ค้าต้องแจ้งกลับภายในกี่ชั่วโมง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที
ทีมผู้บริหารประชุมฉุกเฉินเพื่อตัดสินใจหน้าที่แจ้งเหตุหลังองค์กรถูกโจมตีด้วย Ransomware PDPA คุ้มครองข้อมูล

ถูก Ransomware เรียกค่าไถ่ข้อมูล ต้องแจ้งใครบ้างและเกี่ยวกับ PDPA อย่างไร

ถูก Ransomware ไม่ได้แปลว่าข้อมูลรั่วเสมอไป แต่การเข้ารหัสข้อมูลจนใช้ไม่ได้ ก็เข้าข่ายเหตุละเมิดได้เช่นกัน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE