ถูก Ransomware เรียกค่าไถ่ข้อมูล ต้องแจ้งใครบ้างและเกี่ยวกับ PDPA อย่างไร

สรุปประเด็นสำคัญ
องค์กรที่ถูก Ransomware มักคิดว่าถ้าข้อมูลไม่ได้ถูกขโมยออกไป ก็ไม่ใช่เหตุละเมิดตาม PDPA ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะประกาศ กคส. ปี 2565 จำแนกการละเมิดไว้สามประเภท คือความลับ ความถูกต้องครบถ้วน และความพร้อมใช้งาน — การที่ข้อมูลถูกเข้ารหัสจนองค์กรเองเข้าถึงไม่ได้ เข้าข่ายการละเมิดความพร้อมใช้งานโดยตรง
ในทางปฏิบัติเหตุ Ransomware สมัยใหม่มักเข้าข่ายทั้งสามประเภทพร้อมกัน เพราะผู้โจมตีจำนวนมากคัดลอกข้อมูลออกไปก่อนเข้ารหัสเพื่อใช้ข่มขู่ซ้ำ · องค์กรจึงต้องประเมินทั้งสองมุม คือข้อมูลถูกนำออกไปหรือไม่ และองค์กรใช้ข้อมูลไม่ได้นานแค่ไหน โดยนาฬิกา 72 ชั่วโมงเริ่มเดินตั้งแต่ทราบเหตุ ไม่ใช่ตั้งแต่กู้ข้อมูลสำเร็จ
ภาพรวมหน้าที่แจ้งเหตุอยู่ที่คู่มือข้อมูลรั่วไหล 72 ชั่วโมง · เช้าวันหนึ่งพนักงานเปิดคอมพิวเตอร์แล้วพบว่าไฟล์ทั้งหมดเปิดไม่ได้ พร้อมข้อความเรียกค่าไถ่ คำถามแรกที่ผู้บริหารถามมักเป็นจ่ายดีไหมและจะกู้ข้อมูลได้เมื่อไร ซึ่งเป็นคำถามที่เข้าใจได้ แต่มีอีกคำถามที่มีกรอบเวลาบีบกว่าและมักถูกลืม คือเมื่อองค์กรถูก Ransomware แล้ว มีหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องทำภายใน 72 ชั่วโมงหรือไม่
Ransomware เกี่ยวกับ PDPA อย่างไร
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าถ้าข้อมูลยังอยู่ในระบบและไม่ได้ถูกขโมยออกไป ก็ไม่ใช่เหตุละเมิด แต่ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 จำแนกการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลไว้สามประเภท
| ประเภทการละเมิด | หมายถึง | เกิดในเหตุ Ransomware อย่างไร |
|---|---|---|
| ความลับ | ข้อมูลถูกเข้าถึงหรือเปิดเผยโดยปราศจากอำนาจ | ผู้โจมตีเข้าถึงระบบและอาจคัดลอกข้อมูลออกไปก่อนเข้ารหัส |
| ความถูกต้องครบถ้วน | ข้อมูลถูกเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขโดยมิชอบ | ข้อมูลถูกเข้ารหัสหรือถูกแก้ไข ทำให้ไม่อยู่ในสภาพเดิม |
| ความพร้อมใช้งาน | ข้อมูลสูญหายหรือใช้งานไม่ได้ | องค์กรเองเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ ทำให้ให้บริการเจ้าของข้อมูลไม่ได้ |
เหตุ Ransomware สมัยใหม่มักเข้าข่ายมากกว่าหนึ่งประเภท เพราะผู้โจมตีจำนวนมากใช้วิธีคัดลอกข้อมูลออกไปก่อนแล้วจึงเข้ารหัส เพื่อให้มีอำนาจต่อรองสองชั้น คือขู่ว่าจะไม่คืนข้อมูลและขู่ว่าจะเผยแพร่ องค์กรจึงประเมินเฉพาะมุมความพร้อมใช้งานอย่างเดียวไม่ได้
คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจแจ้ง
การประเมินเหตุ Ransomware ยากกว่าเหตุข้อมูลรั่วทั่วไป เพราะองค์กรมักไม่รู้แน่ว่าผู้โจมตีทำอะไรไปบ้าง สิ่งที่ต้องพยายามตอบมีสี่ข้อ
- มีการนำข้อมูลออกไปหรือไม่ ตรวจจากปริมาณข้อมูลที่ถูกส่งออกจากเครือข่ายในช่วงก่อนถูกเข้ารหัส ซึ่งเป็นหลักฐานที่หายเร็วมาก
- ข้อมูลชุดใดได้รับผลกระทบ ระบบใดถูกเข้ารหัสบ้าง และในระบบนั้นมีข้อมูลส่วนบุคคลประเภทใดอยู่
- องค์กรใช้ข้อมูลไม่ได้นานแค่ไหน และกระทบเจ้าของข้อมูลอย่างไร เช่น จ่ายเงินเดือนไม่ได้ ให้บริการลูกค้าไม่ได้ หรือดูประวัติการรักษาไม่ได้
- สำเนาสำรองใช้ได้จริงหรือไม่ ซึ่งกระทบทั้งการกู้ระบบและการประเมินความร้ายแรงของผลกระทบ
ข้อ 1 เป็นข้อที่กำหนดทิศทางทั้งหมด เพราะถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีการนำข้อมูลออกไป ความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูลจะสูงขึ้นมากและมักเข้าเกณฑ์ต้องแจ้ง ในขณะที่หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการนำออกและกู้ข้อมูลกลับมาได้ครบ ผลการประเมินอาจต่างออกไป · แต่ข้อควรระวังคือการพิสูจน์ว่า "ไม่มี" ยากกว่าการพิสูจน์ว่า "มี" มาก องค์กรที่ไม่มีบันทึกการเชื่อมต่อขาออกจะตอบข้อนี้ไม่ได้เลย
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… ถ้ากู้ข้อมูลกลับมาได้จากสำเนาสำรองโดยไม่ต้องจ่ายค่าไถ่ ก็ถือว่าจบ ไม่ต้องแจ้งใคร เพราะไม่มีความเสียหายเหลืออยู่
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… การกู้ข้อมูลได้เป็นมาตรการเยียวยาที่มีน้ำหนักในการประเมิน แต่ไม่ได้ทำให้เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นแล้วหายไป เพราะการที่ผู้โจมตีเข้าถึงระบบได้ในตอนแรกคือตัวเหตุ และคำถามว่าเขาเห็นหรือเอาอะไรไปบ้างยังคงต้องตอบ
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… องค์กรที่กู้ระบบสำเร็จมักหยุดสอบสวนทันทีเพราะธุรกิจกลับมาเดินแล้ว ทำให้ไม่มีใครตอบได้ว่ามีการนำข้อมูลออกไปหรือไม่ และเมื่อข้อมูลไปปรากฏบนอินเทอร์เน็ตในอีกสามเดือนต่อมา องค์กรจะอยู่ในสถานะที่แย่มาก เพราะดูเหมือนรู้แล้วไม่แจ้ง
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… แยกงานเป็นสองสาย สายกู้ระบบให้ธุรกิจเดินต่อ กับสายตรวจสอบว่ามีการนำข้อมูลออกไปหรือไม่ โดยสายที่สองต้องเริ่มพร้อมกันไม่ใช่หลังจากนั้น และต้องรักษาบันทึกการเชื่อมต่อขาออกไว้ก่อนที่จะถูกเขียนทับ
จ่ายค่าไถ่หรือไม่จ่าย เกี่ยวอะไรกับหน้าที่ตามกฎหมาย
การตัดสินใจเรื่องจ่ายค่าไถ่เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาหลายด้าน แต่ในมุมของหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีสามข้อที่ควรเข้าใจให้ตรงกัน
- การจ่ายหรือไม่จ่ายไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่แจ้งเหตุ เพราะหน้าที่เกิดจากการที่มีเหตุละเมิดและมีความเสี่ยง ไม่ได้เกิดจากผลของการเจรจา
- การจ่ายไม่ได้รับประกันว่าข้อมูลจะไม่ถูกเผยแพร่ องค์กรจึงยังต้องประเมินความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูลตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามคำสัญญาของผู้โจมตี
- การจ่ายค่าไถ่อาจมีประเด็นทางกฎหมายอื่นที่ต้องพิจารณา ซึ่งแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงและประเภทขององค์กร ควรปรึกษาทนายก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่หลังจากโอนเงินไปแล้ว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือองค์กรใช้เวลาสองวันแรกไปกับการเจรจาและตัดสินใจเรื่องค่าไถ่ทั้งหมด แล้วเพิ่งมานึกถึงหน้าที่แจ้งเหตุในวันที่สาม ซึ่งเป็นวันที่กรอบ 72 ชั่วโมงกำลังจะครบพอดี
ปลายทางถ้าพลาด
- หากเข้าเกณฑ์ต้องแจ้งแต่ไม่ได้แจ้งภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ จะเป็นประเด็นตามมาตรา 37 (4)
- หากเหตุสะท้อนว่ามาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไม่เหมาะสม เช่น ไม่มีการแบ่งแยกเครือข่าย ไม่มีสำเนาสำรองที่แยกจากระบบหลัก หรือไม่ได้อัปเดตแพตช์ที่รู้กันทั่วไป จะเป็นอีกประเด็นตามมาตรา 37 (1)
- คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าจะสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือลงโทษปรับ โดยดูปัจจัยตามที่ประกาศกำหนด ซึ่งรวมถึงลักษณะของระบบเก็บข้อมูลและมาตรการที่มีอยู่ในขณะเกิดเหตุ
- หากข้อมูลถูกเผยแพร่ในภายหลัง องค์กรที่เคยสรุปว่าไม่มีการนำข้อมูลออกโดยไม่มีหลักฐานรองรับ จะอธิบายได้ยากมาก
- เจ้าของข้อมูลยังฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อีกทางหนึ่ง
- และหากองค์กรอยู่ในประเภทที่มีกฎหมายอื่นกำหนดหน้าที่แจ้งเหตุไว้ต่างหาก เช่น กฎหมายเฉพาะของอุตสาหกรรมหรือกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ก็อาจมีหน้าที่แจ้งหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมด้วย ซึ่งต้องประเมินตามประเภทองค์กรเป็นรายกรณี
หลักฐานที่ต้องเก็บ
- วันเวลาที่ทราบเหตุ และผู้ที่พบเหตุคนแรก
- บันทึกการเชื่อมต่อขาออกในช่วงก่อนถูกเข้ารหัส ซึ่งเป็นหลักฐานหลักในการตอบว่ามีการนำข้อมูลออกหรือไม่
- รายการระบบที่ถูกเข้ารหัส และประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในระบบเหล่านั้น
- ข้อความเรียกค่าไถ่และการติดต่อทั้งหมดกับผู้โจมตี ถ้ามี
- สถานะและผลการทดสอบสำเนาสำรอง ว่ากู้ได้ครบหรือไม่
- ไทม์ไลน์การกู้ระบบ และช่วงเวลาที่องค์กรใช้ข้อมูลไม่ได้
- หลักฐานมาตรการที่มีอยู่ก่อนเกิดเหตุ เช่น การแบ่งแยกเครือข่าย นโยบายสำเนาสำรอง และบันทึกการอัปเดตระบบ
- เอกสารประเมินความเสี่ยงพร้อมข้อสรุปว่าจะแจ้งหรือไม่แจ้ง และเพราะเหตุใด
ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องทำอะไรบ้าง
- แยกทีมกู้ระบบออกจากทีมตรวจสอบขอบเขต และให้ทั้งสองทีมเริ่มพร้อมกัน
- รักษาบันทึกการเชื่อมต่อขาออกทันที ก่อนที่จะถูกเขียนทับ
- อย่าเพิ่งล้างเครื่องหรือติดตั้งใหม่จนกว่าจะสำเนาหลักฐานออกมาเก็บแยก
- ตรวจว่าสำเนาสำรองแยกจากระบบหลักจริงหรือไม่ และถูกเข้ารหัสไปด้วยหรือเปล่า
- เริ่มนับกรอบ 72 ชั่วโมงตั้งแต่ทราบเหตุ ไม่ใช่ตั้งแต่กู้ระบบเสร็จ
- ประเมินว่ามีข้อมูลอ่อนไหวอยู่ในระบบที่ถูกกระทบหรือไม่
- ตรวจว่าองค์กรอยู่ในประเภทที่มีกฎหมายอื่นกำหนดหน้าที่แจ้งเพิ่มเติมหรือไม่
- เตรียมการสื่อสารภายในก่อน เพราะข่าวลักษณะนี้รั่วออกนอกองค์กรเร็วมาก
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "สรุปว่าไม่มีการนำข้อมูลออกโดยไม่มีหลักฐาน" — เป็นข้อโต้แย้งที่หนักที่สุด โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลไปปรากฏภายหลัง
- "มัวแต่เจรจาค่าไถ่จนเลยกรอบเวลา" — เทียบวันที่ทราบเหตุกับวันที่แจ้ง ซึ่งตรวจสอบได้ตรง ๆ
- "สำเนาสำรองอยู่ในเครือข่ายเดียวกันจึงถูกเข้ารหัสไปด้วย" — เป็นประเด็นเรื่องความเหมาะสมของมาตรการที่อธิบายยาก
- "รู้ว่ามีช่องโหว่แต่ไม่ได้อัปเดต" — เมื่อช่องทางที่ถูกใช้เจาะเป็นช่องโหว่ที่มีการแจ้งเตือนมาก่อนแล้ว
- "ไม่ได้แจ้งเจ้าของข้อมูลทั้งที่กระทบการให้บริการหลายวัน" — โดยเฉพาะเมื่อผู้ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มเปราะบาง
ถ้าเกิดเหตุวันนี้ ควรทำอะไรตามลำดับ
- บันทึกเวลาที่ทราบเหตุ แล้วแยกระบบที่ถูกกระทบออกจากเครือข่าย (ดูเช็กลิสต์ 6 ชั่วโมงแรก)
- ออกคำสั่งหยุดทำลายและหยุดเขียนทับข้อมูล โดยเน้นบันทึกการเชื่อมต่อขาออกเป็นอันดับแรก
- ตั้งสองทีมพร้อมกัน คือทีมกู้ระบบและทีมตรวจสอบขอบเขต
- ระบุว่าระบบใดถูกกระทบและมีข้อมูลส่วนบุคคลประเภทใดอยู่
- ประเมินความเสี่ยงตามปัจจัยที่ประกาศกำหนด โดยประเมินทั้งมุมข้อมูลถูกนำออกและมุมความพร้อมใช้งาน
- ให้ทนายประเมินหน้าที่แจ้งเหตุตาม PDPA และตรวจว่ามีหน้าที่ตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องค่าไถ่
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายทันที
- พบข้อความเรียกค่าไถ่ และยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร
- ไม่สามารถระบุได้ว่ามีการนำข้อมูลออกไปหรือไม่
- ระบบที่ถูกเข้ารหัสมีข้อมูลอ่อนไหวหรือข้อมูลจำนวนมาก
- สำเนาสำรองถูกเข้ารหัสไปด้วยหรือกู้ไม่ได้
- องค์กรใช้ข้อมูลไม่ได้จนกระทบการให้บริการเจ้าของข้อมูลหลายวัน
- ผู้โจมตีติดต่อมาโดยตรงหรือเริ่มข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ข้อมูล
- องค์กรอยู่ในอุตสาหกรรมที่อาจมีกฎหมายเฉพาะกำหนดหน้าที่แจ้งเหตุไว้ต่างหาก
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
บริการประเมินเหตุข้อมูลรั่วไหลเร่งด่วน ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร ของเรา เข้าไปช่วยตั้งหลักในชั่วโมงแรก คือกำหนดว่าต้องรักษาหลักฐานอะไรก่อน ประเมินว่าเหตุนี้เข้าข่ายการละเมิดประเภทใด และตรวจว่ามีหน้าที่แจ้งตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ตามประเภทขององค์กร
เราสื่อสารตรงไปตรงมาและจะแยกให้ชัดว่าเรื่องใดเป็นการตัดสินใจทางกฎหมายที่มีกรอบเวลาบังคับ กับเรื่องใดเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่องค์กรเลือกได้ เพราะในสถานการณ์กดดัน สองเรื่องนี้มักถูกปนกันจนตัดสินใจผิดลำดับ
สรุป
เมื่อองค์กรถูก Ransomware ต้องเลิกคิดว่าถ้าข้อมูลไม่ถูกขโมยก็ไม่ใช่เหตุละเมิด เพราะการที่ข้อมูลถูกเข้ารหัสจนใช้ไม่ได้เข้าข่ายการละเมิดความพร้อมใช้งาน และเหตุลักษณะนี้มักเข้าข่ายหลายประเภทพร้อมกัน
สิ่งที่ต้องทำคู่ขนานกับการกู้ระบบคือการตอบให้ได้ว่ามีการนำข้อมูลออกไปหรือไม่ ซึ่งต้องอาศัยบันทึกการเชื่อมต่อขาออกที่หายเร็วมาก และนาฬิกา 72 ชั่วโมงเริ่มเดินตั้งแต่ทราบเหตุ ไม่ใช่ตั้งแต่กู้ข้อมูลสำเร็จ องค์กรที่ใช้สองวันแรกไปกับการเจรจาค่าไถ่ทั้งหมด จึงมักเหลือเวลาไม่พอสำหรับหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ประเภทของการละเมิด — จำแนกเป็นการละเมิดความลับของข้อมูล การละเมิดความถูกต้องครบถ้วน และการละเมิดความพร้อมใช้งานของข้อมูลส่วนบุคคล
- ประกาศฯ · นิยาม — การละเมิดครอบคลุมถึงการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ไม่ว่าเกิดจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือเหตุอื่นใด
- ประกาศฯ · ปัจจัยประเมินความเสี่ยง — รวมถึงลักษณะและประเภทของการละเมิด ประเภทและปริมาณข้อมูล ความร้ายแรงของผลกระทบ ประสิทธิภาพของมาตรการเยียวยา และลักษณะของระบบเก็บข้อมูลกับมาตรการที่มีอยู่
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 (4) — แจ้งเหตุแก่สำนักงานฯ ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และหากมีความเสี่ยงสูง ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยาโดยไม่ชักช้า
- มาตรา 37 (1) — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งครอบคลุมถึงการมีสำเนาสำรองที่แยกจากระบบหลักและการจัดการช่องโหว่
- ⚠️ องค์กรบางประเภทอาจมีหน้าที่แจ้งเหตุตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติมแยกต่างหากจาก PDPA เช่น กฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือกฎหมายเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้น บทความนี้ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพราะขึ้นอยู่กับประเภทองค์กร ควรตรวจสอบและปรึกษาทนายเป็นรายกรณี
- ⚠️ ประเด็นการจ่ายค่าไถ่อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น ควรปรึกษาทนายก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย
กู้ข้อมูลกลับมาได้จากสำเนาสำรอง ยังต้องแจ้งเหตุไหม
ต้องประเมินก่อน ไม่ใช่สรุปว่าไม่ต้องแจ้งโดยอัตโนมัติ เพราะการกู้ข้อมูลได้เป็นมาตรการเยียวยาที่มีน้ำหนักในการประเมินความเสี่ยง แต่ไม่ได้ลบเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว คำถามที่ยังต้องตอบคือผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลอะไรได้บ้างและมีการนำข้อมูลออกไปหรือไม่ หากตอบไม่ได้เพราะไม่มีบันทึก ก็จะประเมินว่าไม่มีความเสี่ยงได้ยาก และไม่ว่าผลจะออกทางใด ต้องบันทึกการประเมินไว้เสมอ
จ่ายค่าไถ่แล้วผู้โจมตีบอกว่าลบข้อมูลให้แล้ว ถือว่าปลอดภัยไหม
คำยืนยันจากผู้โจมตีไม่ใช่หลักฐานที่พิสูจน์ได้ และองค์กรไม่มีทางตรวจสอบว่าข้อมูลถูกลบจริงหรือถูกเก็บสำเนาไว้ การประเมินความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูลจึงต้องทำตามความเป็นจริงของสถานการณ์ ไม่ใช่ตามคำสัญญาของผู้โจมตี นอกจากนี้การจ่ายหรือไม่จ่ายไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่แจ้งเหตุตามกฎหมาย ซึ่งเกิดจากการมีเหตุละเมิดและมีความเสี่ยง ควรปรึกษาทนายก่อนตัดสินใจเรื่องการจ่าย
ต้องแจ้งหน่วยงานอื่นนอกจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไหม
ขึ้นอยู่กับประเภทขององค์กรและลักษณะของเหตุ องค์กรบางประเภทอาจมีหน้าที่แจ้งตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติม เช่น กฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หรือกฎหมายเฉพาะของอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ที่แยกต่างหากและอาจมีกรอบเวลาต่างกัน องค์กรจึงควรตรวจสอบตั้งแต่ชั่วโมงแรกว่าตนอยู่ในข่ายที่มีหน้าที่เพิ่มเติมหรือไม่ และควรปรึกษาทนายเพื่อประเมินเป็นรายกรณี
นับ 72 ชั่วโมงจากตอนที่กู้ระบบเสร็จหรือตอนที่พบเหตุ
นับจากตอนที่ทราบเหตุ ไม่ใช่ตอนที่กู้ระบบเสร็จหรือตอนที่ทราบขอบเขตความเสียหายครบถ้วน มาตรา 37 (4) ใช้ถ้อยคำว่านับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ซึ่งเปิดช่องให้แจ้งด้วยข้อมูลเท่าที่มีก่อนแล้วแจ้งเพิ่มเติมภายหลัง องค์กรที่รอจนกู้ระบบเสร็จและสอบสวนครบถ้วนจึงมักเลยกรอบเวลา โดยเฉพาะเหตุ Ransomware ที่ใช้เวลากู้หลายวัน
อ่านต่อ: ข้อมูลรั่วไหลและการแจ้งเหตุ 72 ชั่วโมง
- พนักงานทำโน้ตบุ๊กหายหรือส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม องค์กรต้องทำอะไร
- ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อใด และเขียนคำแจ้งอย่างไรไม่ให้กลายเป็นหลักฐานมัดตัว
- แบบฟอร์มบันทึกเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ใช้ยันได้จริงในชั้นชี้แจง มี 7 ส่วน
- ซ้อมรับมือเหตุข้อมูลรั่ว ผู้บริหาร HR ไอที และกฎหมาย ต้องซ้อมอะไรบ้าง
- ส่งอีเมลผิดคนหรือแนบไฟล์ผิด ถือเป็นเหตุละเมิดข้อมูลที่ต้องแจ้งหรือไม่
- รายงานเหตุข้อมูลรั่วเพิ่มเติม เมื่อพบข้อมูลใหม่ต้องทำอย่างไร
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี · คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
ดูประวัติและช่องทางติดต่อผู้เขียน →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บริการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
PDPA Legal Health Check ตรวจความพร้อม PDPA ขององค์กรตรวจเอกสารและกระบวนการ PDPA ที่องค์กรใช้อยู่จริง จัดลำดับความเสี่ยง พร้อมแผน 30/60/90 วันให้ผู้บริหารสั่งการต่อได้ดูบริการตรวจความพร้อม PDPA
ทำสัญญาให้รัดกุม ก่อนเกิดข้อพิพาทร่างหรือตรวจสัญญากู้ยืม เช่า จ้างงาน และสัญญาธุรกิจ โดยทนายความ ชี้จุดเสี่ยงพร้อมข้อความที่ควรแก้ดูบริการรับร่างสัญญา
ข้อพิพาทแรงงาน ปรึกษาทนายความเลิกจ้าง ค่าชดเชย และสัญญาจ้าง ดูแลทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างดูบริการคดีแรงงานบทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
เหตุข้อมูลรั่วแบบไหนที่ไม่ต้องแจ้ง และต้องบันทึกเหตุผลอย่างไรให้ใช้ยันได้
เหตุที่ไม่ต้องแจ้งมีจริงตามกฎหมาย แต่การไม่แจ้งโดยไม่บันทึกเหตุผล คือจุดที่องค์กรเสียเปรียบมากกว่าการแจ้งช้า
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ระบบถูกแฮกหรือข้อมูลถูกดาวน์โหลดออกไป ต้องเก็บหลักฐานอะไรทันที
หลักฐานทางเทคนิคมีอายุและถูกลบตามรอบอัตโนมัติ สิ่งที่ไม่ได้เก็บในวันแรก มักไม่มีให้เก็บอีกเลย
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ข้อมูลรั่วจากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการ ใครมีหน้าที่แจ้งเหตุ
ข้อมูลรั่วจากคู่ค้า ใครแจ้ง สคส. ตรวจเงื่อนไขแจ้งกลับภายใน 72 ชั่วโมงที่ต้องระบุในสัญญาตามประกาศข้อ 8 และหน้าที่องค์กร ปรึกษาทีมทนายยอดทิพย์ธรรม
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 11 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ