081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ระบบถูกแฮกหรือข้อมูลถูกดาวน์โหลดออกไป ต้องเก็บหลักฐานอะไรทันที

ทีมไอทีบันทึกและรักษาหลักฐานทางเทคนิคทันทีหลังพบว่าระบบถูกเข้าถึงโดยมิชอบ

สรุปประเด็นสำคัญ

เมื่อระบบถูกเข้าถึงโดยมิชอบ สิ่งที่ต้องทำก่อนการกู้ระบบคือ เก็บหลักฐานเมื่อถูกแฮก เพราะหลักฐานทางเทคนิคมีอายุ — บันทึกการเข้าใช้งานระบบ บันทึกการเชื่อมต่อ และไฟล์ชั่วคราวจำนวนมากถูกลบทับตามรอบอัตโนมัติภายในไม่กี่วัน และการรีบล้างเครื่องหรือติดตั้งระบบใหม่เพื่อให้กลับมาใช้งานได้ มักทำลายหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าองค์กรทำถูกไปพร้อมกัน

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือหลักฐานชุดนี้ไม่ได้เก็บไว้จับผู้กระทำ แต่เก็บไว้ตอบสามคำถามที่จะถูกถามแน่นอน — ข้อมูลอะไรถูกเข้าถึงบ้าง · กระทบคนกี่ราย · และองค์กรมีมาตรการอะไรอยู่ก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นตัวตั้งของทั้งการประเมินความเสี่ยงและการพิจารณาโทษ

ปฏิกิริยาแรกของทุกองค์กรเมื่อพบว่าระบบถูกเจาะคือทำให้ระบบกลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด ซึ่งถูกต้องในแง่ธุรกิจ แต่เป็นจังหวะเดียวกับที่หลักฐานหายไปมากที่สุด เพราะการล้างเครื่อง ติดตั้งใหม่ หรือกู้จากสำเนาสำรอง ล้วนทับข้อมูลที่ต้องใช้ตอบคำถามภายหลัง การเก็บหลักฐานเมื่อถูกแฮกจึงต้องเกิดขึ้นก่อนหรืออย่างน้อยพร้อมกับการกู้ระบบ ไม่ใช่หลังจากนั้น

ทำไมหลักฐานทางเทคนิคถึงหายเร็วกว่าที่คิด

เพราะระบบส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการสอบสวน

  • บันทึกการเข้าใช้งานระบบมีเพดานพื้นที่ เมื่อเต็มจะเขียนทับของเก่า ซึ่งในระบบที่มีทราฟฟิกสูงอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน
  • อุปกรณ์เครือข่ายมักเก็บบันทึกสั้นกว่าเซิร์ฟเวอร์มาก บางรุ่นเก็บเพียงหลักชั่วโมง
  • ผู้ให้บริการคลาวด์เก็บบันทึกตามแพ็กเกจที่ซื้อ ถ้าไม่ได้เปิดใช้บริการเก็บบันทึกขยาย ก็ไม่มีให้ดึงย้อนหลัง
  • การกู้ระบบจากสำเนาสำรอง ทับสถานะปัจจุบันซึ่งเป็นสถานะที่มีร่องรอย
  • การล้างเครื่องหรือติดตั้งใหม่ ลบทั้งร่องรอยผู้บุกรุกและร่องรอยว่าองค์กรมีมาตรการอะไรอยู่

ข้อสุดท้ายเป็นข้อที่เจ็บที่สุด เพราะเมื่อถึงชั้นชี้แจง องค์กรต้องแสดงว่ามีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมตามมาตรา 37 (1) และมาตรฐานขององค์กรในขณะที่มีการกระทำความผิดเป็นปัจจัยที่ถูกนำมาชั่งน้ำหนักโดยตรง หลักฐานที่พิสูจน์เรื่องนี้กลับหายไปพร้อมกับการล้างเครื่อง

สามคำถามที่หลักฐานต้องตอบให้ได้

คำถามใช้ตอบเรื่องอะไรหลักฐานที่ตอบได้
ข้อมูลอะไรถูกเข้าถึงบ้างประเภทข้อมูล ซึ่งเป็นปัจจัยประเมินความเสี่ยงข้อสำคัญบันทึกการเข้าถึงฐานข้อมูล บันทึกการค้นหา บันทึกการส่งออกข้อมูล
กระทบเจ้าของข้อมูลกี่รายปริมาณและจำนวนรายการ ซึ่งกระทบทั้งการประเมินและการตัดสินใจแจ้งปริมาณข้อมูลที่ถูกส่งออก ขอบเขตตารางหรือแฟ้มที่ถูกเข้าถึง
องค์กรมีมาตรการอะไรอยู่ก่อนเกิดเหตุความเหมาะสมของมาตรการตามมาตรา 37 (1) และมาตรฐานองค์กรในขณะกระทำผิดค่าตั้งค่าระบบ ทะเบียนสิทธิเข้าถึง บันทึกการอัปเดตแพตช์ นโยบายที่บังคับใช้จริง

สังเกตว่าไม่มีข้อไหนถามว่าใครเป็นคนทำ เพราะการตามหาตัวผู้กระทำเป็นเรื่องของกระบวนการอื่น ส่วนสิ่งที่องค์กรต้องตอบในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลคือขอบเขตความเสียหายและความเหมาะสมของมาตรการของตนเอง

รายการหลักฐานที่ควรเก็บในวันแรก

  1. ออกคำสั่งหยุดทำลายและหยุดเขียนทับข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร ครอบคลุมบันทึกระบบ อีเมล แชท และสำเนาสำรอง พร้อมระบุขอบเขตและช่วงเวลา
  2. ขยายเวลาเก็บบันทึกทันที ก่อนที่รอบการเขียนทับจะมาถึง โดยเฉพาะอุปกรณ์เครือข่ายที่เก็บสั้นที่สุด
  3. สำเนาบันทึกออกมาเก็บแยก ไม่ใช่ปล่อยไว้ในระบบเดิม เพราะระบบเดิมอาจถูกกู้หรือล้าง
  4. บันทึกสถานะปัจจุบันของระบบก่อนแตะต้อง เช่น ภาพหน้าจอ ค่าตั้งค่า รายชื่อบัญชีผู้ใช้และสิทธิที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น
  5. เก็บหลักฐานว่าใครเข้าถึงอะไรหลังเกิดเหตุด้วย เพราะทีมที่เข้าไปแก้ไขก็ทิ้งร่องรอยที่อาจถูกเข้าใจผิดภายหลัง
  6. บันทึกไทม์ไลน์การดำเนินการของทีมเอง ใครทำอะไร เวลาใด ด้วยเหตุผลใด
  7. เก็บหลักฐานสถานะมาตรการก่อนเกิดเหตุ เช่น ทะเบียนสิทธิเข้าถึงฉบับล่าสุดก่อนวันเกิดเหตุ บันทึกการอัปเดตระบบ และนโยบายที่ประกาศใช้พร้อมวันที่
  8. เก็บการติดต่อทั้งหมดกับผู้ให้บริการภายนอก ทั้งคำขอดึงบันทึกและคำตอบที่ได้รับ
ข้อ 1 เป็นข้อที่ต้นทุนต่ำที่สุดและช่วยได้มากที่สุด เพราะเมื่อมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุวันเวลาไว้ องค์กรจะอธิบายได้ว่าหลักฐานที่หายไปเป็นเพราะรอบระบบที่เกิดก่อนคำสั่ง ไม่ใช่เพราะองค์กรปล่อยให้หายหลังรู้เรื่องแล้ว

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… เรื่องเก็บหลักฐานเป็นงานของฝ่ายไอทีล้วน ๆ ฝ่ายกฎหมายค่อยเข้ามาตอนต้องเขียนคำชี้แจง

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… คำถามที่ผู้พิจารณาถามไม่ใช่คำถามทางเทคนิค แต่เป็นคำถามเรื่องขอบเขตความเสียหายและความเหมาะสมของมาตรการ ซึ่งต้องการหลักฐานคนละชุดกับที่ฝ่ายไอทีเก็บเพื่อแก้ปัญหา ถ้าฝ่ายกฎหมายเข้ามาทีหลัง หลักฐานที่ต้องใช้ตอบมักไม่ถูกเก็บไว้ตั้งแต่ต้น

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… ฝ่ายไอทีมุ่งไปที่การอุดช่องโหว่และกู้ระบบ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องแต่คนละเป้ากับการรักษาหลักฐาน และในหลายกรณีสองเป้าหมายนี้ขัดกันโดยตรง เช่น การล้างเครื่องเพื่อความปลอดภัยเท่ากับการลบหลักฐาน

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเมื่อพบเหตุ ต้องสำเนาบันทึกออกมาเก็บแยกก่อนเริ่มกู้ระบบ และให้ฝ่ายกฎหมายเข้ามาในชั่วโมงแรกพร้อมฝ่ายไอที ไม่ใช่ในสัปดาห์ที่สอง

ความขัดแย้งระหว่างการกู้ระบบกับการรักษาหลักฐาน

นี่คือปัญหาจริงที่ต้องตัดสินใจภายในไม่กี่ชั่วโมง และไม่มีคำตอบสำเร็จรูป เพราะขึ้นอยู่กับผลกระทบทางธุรกิจ แต่มีหลักที่ช่วยได้

สถานการณ์ทางที่มักเหมาะสมกว่า
ระบบไม่ใช่ระบบสำคัญ และหยุดได้ชั่วคราวแยกระบบออกจากเครือข่ายแล้วเก็บหลักฐานให้ครบก่อน จึงค่อยกู้
ระบบต้องกลับมาใช้งานทันทีสำเนาสถานะปัจจุบันออกมาเก็บแยกก่อน แล้วกู้บนระบบใหม่ โดยไม่ทับของเดิม
ผู้บุกรุกยังเข้าถึงอยู่ตัดการเข้าถึงเป็นอันดับแรกเพื่อระงับความเสียหาย แล้วบันทึกทันทีว่าทำอะไรไปเวลาใด
ไม่แน่ใจว่าขอบเขตแค่ไหนขยายเวลาเก็บบันทึกให้กว้างไว้ก่อน เพราะลบทีหลังได้ แต่กู้คืนไม่ได้

หลักที่ใช้ได้ในทุกกรณีคือ อะไรที่ทำแล้วย้อนกลับไม่ได้ ให้ทำหลังสุด การตัดการเข้าถึงย้อนกลับได้ การล้างเครื่องย้อนกลับไม่ได้

ปลายทางถ้าไม่มีหลักฐาน

  1. องค์กรประเมินความเสี่ยงไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าข้อมูลอะไรถูกเข้าถึงและกระทบกี่ราย ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักในประกาศ
  2. เมื่อประเมินไม่ได้ การตัดสินใจเรื่องแจ้งเหตุก็ทำบนข้อมูลที่ไม่ครบ และมีความเสี่ยงทั้งแจ้งเกินและไม่แจ้งทั้งที่ต้องแจ้ง
  3. ในชั้นชี้แจง องค์กรพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีมาตรการที่เหมาะสมอยู่ก่อนเกิดเหตุ ทำให้ปัจจัยเรื่องมาตรฐานขององค์กรในขณะกระทำผิดไม่ถูกนำมาชั่งน้ำหนักให้
  4. หากเจ้าของข้อมูลฟ้องแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน องค์กรไม่มีหลักฐานโต้แย้งเรื่องขอบเขตความเสียหาย
  5. และหากหลักฐานหายไปหลังจากที่องค์กรทราบเหตุแล้ว จะมีประเด็นเรื่องความสุจริตของกระบวนการภายในเพิ่มขึ้นอีกชั้น

หลักฐานที่ต้องเก็บ

  • คำสั่งหยุดทำลายและหยุดเขียนทับข้อมูล พร้อมวันเวลาและรายชื่อผู้รับทราบ
  • สำเนาบันทึกระบบที่ดึงออกมาเก็บแยก พร้อมบันทึกว่าดึงเมื่อใดและโดยใคร
  • ภาพและค่าตั้งค่าของระบบ ณ สถานะก่อนแก้ไข
  • ทะเบียนสิทธิเข้าถึงฉบับที่ใช้อยู่ก่อนวันเกิดเหตุ
  • บันทึกการอัปเดตระบบและการแก้ไขช่องโหว่ที่ทำมาก่อนหน้า
  • ไทม์ไลน์การดำเนินการของทีมหลังทราบเหตุ
  • การติดต่อกับผู้ให้บริการภายนอกทั้งหมด
  • บันทึกว่าหลักฐานใดไม่สามารถเก็บได้และเพราะเหตุใด ซึ่งสำคัญไม่แพ้หลักฐานที่เก็บได้

ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องเตรียมอะไรไว้ก่อน

  • รู้หรือไม่ว่าระบบแต่ละตัวเก็บบันทึกไว้กี่วัน โดยเฉพาะอุปกรณ์เครือข่าย
  • มีวิธีขยายเวลาเก็บบันทึกอย่างรวดเร็วหรือไม่ และใครมีสิทธิทำ
  • มีที่เก็บหลักฐานแยกจากระบบที่ถูกกระทบหรือเปล่า
  • แบบฟอร์มคำสั่งหยุดทำลายข้อมูลพร้อมใช้หรือยัง
  • ผู้ให้บริการคลาวด์เก็บบันทึกให้กี่วัน และต้องขออย่างไรจึงจะได้
  • ใครเป็นผู้ตัดสินใจระหว่างการกู้ระบบกับการรักษาหลักฐาน
  • ฝ่ายกฎหมายติดต่อได้นอกเวลาทำการหรือไม่
  • เคยซ้อมสถานการณ์นี้แล้วหรือยัง โดยเฉพาะกรณีที่เกิดนอกเวลาทำการ

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "หลักฐานหายหลังทราบเหตุ" — เป็นข้อโต้แย้งที่หนักที่สุดและแก้ยากมากถ้าไม่มีคำสั่งหยุดทำลาย
  • "ล้างเครื่องเพื่อกลบร่องรอย" — แม้จะทำด้วยเหตุผลทางเทคนิคจริง ก็ต้องมีบันทึกอธิบายว่าทำไมและเมื่อใด
  • "ประเมินขอบเขตต่ำกว่าความจริง" — เมื่อองค์กรไม่มีบันทึกยืนยัน ตัวเลขที่อ้างจะถูกตั้งคำถาม
  • "อ้างว่ามีมาตรการแต่ไม่มีหลักฐาน" — เพราะหลักฐานสถานะก่อนเกิดเหตุถูกลบไปพร้อมกัน
  • "รู้ว่ามีช่องโหว่มานานแล้ว" — เมื่อบันทึกการแจ้งเตือนหรือรายงานการตรวจสอบก่อนหน้าแสดงว่าเคยพบปัญหา

ถ้าเกิดเหตุวันนี้ ควรทำอะไรตามลำดับ

  1. บันทึกเวลาที่ทราบเหตุ แล้วออกคำสั่งหยุดทำลายและหยุดเขียนทับข้อมูลทันที
  2. ตัดการเข้าถึงของผู้บุกรุกเพื่อระงับความเสียหาย พร้อมจดเวลาที่ทำ
  3. ขยายเวลาเก็บบันทึกและสำเนาบันทึกออกมาเก็บแยก ก่อนเริ่มกู้ระบบ
  4. บันทึกสถานะระบบ ณ ปัจจุบันก่อนแก้ไขใด ๆ
  5. รวบรวมหลักฐานสถานะมาตรการก่อนเกิดเหตุจากที่เก็บอื่นที่ไม่ถูกกระทบ
  6. ให้ทนายและฝ่ายไอทีประเมินร่วมกันว่าข้อมูลอะไรถูกเข้าถึงและกระทบกี่ราย เพื่อใช้ตัดสินใจเรื่องแจ้งเหตุ

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายทันที

  • ไม่แน่ใจว่าควรกู้ระบบก่อนหรือเก็บหลักฐานก่อน
  • ผู้บุกรุกยังเข้าถึงระบบอยู่ หรือมีการเรียกค่าไถ่
  • ไม่สามารถระบุได้ว่าข้อมูลอะไรถูกเข้าถึงและกระทบกี่ราย
  • บันทึกที่ต้องใช้ถูกลบไปแล้วก่อนที่จะมีคำสั่งหยุดทำลาย
  • เหตุเกิดในระบบของผู้ให้บริการภายนอกและองค์กรเข้าถึงบันทึกเองไม่ได้
  • มีสัญญาณว่าข้อมูลถูกนำไปเผยแพร่หรือเสนอขายแล้ว
  • องค์กรเคยได้รับแจ้งเตือนเรื่องช่องโหว่นี้มาก่อนแล้วแต่ยังไม่ได้แก้

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

บริการประเมินเหตุข้อมูลรั่วไหลเร่งด่วน ซึ่งอยู่ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร ของเรา เข้าไปช่วยกำหนดว่าต้องเก็บหลักฐานอะไรก่อน ออกคำสั่งหยุดทำลายข้อมูล และจัดทำไทม์ไลน์เหตุการณ์ให้ใช้ยันได้ในชั้นชี้แจง โดยทำงานคู่ขนานไปกับทีมเทคนิคที่กำลังกู้ระบบ

จุดที่เราให้ความสำคัญคือการจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพราะในเรื่องนี้ องค์กรที่เสียเปรียบมักไม่ใช่องค์กรที่ป้องกันไม่ดี แต่เป็นองค์กรที่ป้องกันดีแล้วพิสูจน์ไม่ได้ว่าเคยป้องกัน เพราะหลักฐานหายไปพร้อมกับการกู้ระบบ

สรุป

การเก็บหลักฐานเมื่อถูกแฮกต้องเกิดก่อนหรือพร้อมกับการกู้ระบบ เพราะบันทึกทางเทคนิคถูกเขียนทับตามรอบอัตโนมัติ และการล้างเครื่องเพื่อความปลอดภัยลบทั้งร่องรอยผู้บุกรุกและร่องรอยว่าองค์กรมีมาตรการอะไรอยู่

สิ่งที่ต้องเก็บไม่ใช่หลักฐานเพื่อจับผู้กระทำ แต่คือหลักฐานที่ตอบสามคำถามว่าข้อมูลอะไรถูกเข้าถึง กระทบกี่ราย และองค์กรมีมาตรการอะไรอยู่ก่อน หลักที่ใช้ได้เสมอคืออะไรที่ทำแล้วย้อนกลับไม่ได้ ให้ทำหลังสุด

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 (1) — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานสถานะก่อนเกิดเหตุ
  • มาตรา 37 (4) — หน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดแก่สำนักงานฯ ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ ซึ่งการประเมินว่าต้องแจ้งหรือไม่อาศัยข้อเท็จจริงที่ได้จากหลักฐานชุดนี้
  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 · ปัจจัยประเมินความเสี่ยง — รวมถึงลักษณะและประเภทของข้อมูล ปริมาณข้อมูลและจำนวนรายการที่เกี่ยวข้อง และลักษณะของระบบเก็บข้อมูลกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีอยู่
  • ประกาศฯ · หน้าที่หลังทราบเหตุ — ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิด ตรวจสอบมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขโดยทันทีเท่าที่จะทำได้
  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองฯ พ.ศ. 2565 ข้อ 8 — ปัจจัยที่นำมาพิจารณา รวมถึงลักษณะของระบบและมาตรฐานขององค์กรในขณะที่มีการกระทำความผิด
  • มาตรา 39 — บันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล ซึ่งเป็นเอกสารที่ช่วยระบุได้ว่าระบบใดเก็บข้อมูลประเภทใดไว้
  • กรณีที่เหตุเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อาจมีหน้าที่เพิ่มเติมแยกต่างหาก ควรตรวจสอบเป็นรายกรณี

คำถามที่พบบ่อย

ควรกู้ระบบก่อนหรือเก็บหลักฐานก่อน

โดยหลักควรระงับความเสียหายก่อน เช่น ตัดการเข้าถึงของผู้บุกรุก จากนั้นสำเนาหลักฐานออกมาเก็บแยก แล้วจึงกู้ระบบบนสภาพแวดล้อมใหม่โดยไม่ทับของเดิม หลักที่ใช้ได้เสมอคือสิ่งที่ทำแล้วย้อนกลับไม่ได้ให้ทำหลังสุด เพราะการตัดการเข้าถึงย้อนกลับได้ แต่การล้างเครื่องย้อนกลับไม่ได้ ทั้งนี้แนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความสำคัญของระบบและผลกระทบทางธุรกิจ ควรให้ทนายและทีมเทคนิคประเมินร่วมกัน

บันทึกระบบถูกลบไปแล้วก่อนที่จะรู้ว่าต้องเก็บ ทำอย่างไร

ควรบันทึกไว้ให้ชัดว่าหลักฐานใดไม่สามารถเก็บได้ เพราะเหตุใด และรอบการเขียนทับของระบบนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้หลักฐานที่เก็บได้ เพราะช่วยอธิบายว่าการที่ไม่มีหลักฐานเกิดจากข้อจำกัดของระบบที่มีมาก่อน ไม่ใช่จากการทำลายหลังทราบเหตุ จากนั้นให้รวบรวมหลักฐานทางอ้อมจากแหล่งอื่นที่ยังเหลืออยู่ เช่น ระบบสำรอง อุปกรณ์ปลายทาง หรือบันทึกของผู้ให้บริการภายนอก

ข้อมูลอยู่บนคลาวด์ องค์กรดึงบันทึกเองไม่ได้ ต้องทำอย่างไร

ควรติดต่อผู้ให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษรทันทีเพื่อขอให้ระงับการลบบันทึกและขอสำเนาบันทึกในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง พร้อมเก็บหลักฐานการติดต่อและคำตอบที่ได้รับไว้ทั้งหมด เพราะในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล องค์กรยังมีหน้าที่ประเมินและแจ้งเหตุอยู่ แม้ข้อมูลจะอยู่ในระบบของผู้อื่น กรณีนี้ยังชี้ให้เห็นความสำคัญของการกำหนดเรื่องการเข้าถึงบันทึกไว้ในข้อตกลงกับผู้ให้บริการตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ

จำเป็นต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาตรวจสอบไหม

ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของเหตุ กรณีที่ขอบเขตไม่ชัดเจน มีข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวข้อง หรือองค์กรไม่มีความสามารถในการวิเคราะห์บันทึกเอง การใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกช่วยให้ผลการประเมินมีน้ำหนักมากขึ้นในชั้นชี้แจง ทั้งนี้ควรกำหนดขอบเขตงานให้ครอบคลุมคำถามที่ต้องตอบตามกฎหมายด้วย ไม่ใช่เฉพาะการอุดช่องโหว่ทางเทคนิค และควรให้ทนายร่วมกำหนดขอบเขตตั้งแต่ต้น

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

แบบฟอร์มบันทึกเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่กรอกไว้บนโต๊ะทำงาน PDPA คุ้มครองข้อมูล

แบบฟอร์มบันทึกเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ใช้ยันได้จริงในชั้นชี้แจง มี 7 ส่วน

แบบฟอร์มบันทึกเหตุที่ใช้ยันได้ ต้องตอบคำถามที่จะถูกถามในชั้นชี้แจงได้ครบ ไม่ใช่แค่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที
กระเป๋าโน้ตบุ๊กที่ถูกลืมไว้ในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเข้าข่ายเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล PDPA คุ้มครองข้อมูล

พนักงานทำโน้ตบุ๊กหายหรือส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม องค์กรต้องทำอะไร

ทำอุปกรณ์หายหรือส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม เข้าข่ายเหตุละเมิดได้ทั้งคู่ แต่ผลการประเมินต่างกันมากตามมาตรการที่มีอยู่

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที
ตัวแทนองค์กรและคู่ค้าหารือเรื่องหน้าที่แจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลโดยมีสัญญาเป็นตัวตั้ง PDPA คุ้มครองข้อมูล

ข้อมูลรั่วจากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการ ใครมีหน้าที่แจ้งเหตุ

ข้อมูลรั่วจากคู่ค้า หน้าที่แจ้ง สคส. ยังเป็นขององค์กรผู้ควบคุมข้อมูล และกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าคู่ค้าต้องแจ้งกลับภายในกี่ชั่วโมง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE