ข้อมูลรั่วจากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการ ใครมีหน้าที่แจ้งเหตุ

สรุปประเด็นสำคัญ
เมื่อข้อมูลรั่วจากคู่ค้า หน้าที่แจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมงยังคงเป็นของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งก็คือองค์กรของคุณ ส่วนคู่ค้าในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูลมีหน้าที่ตามมาตรา 40 คือแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลทราบถึงเหตุการละเมิดที่เกิดขึ้น — คู่ค้าแจ้งมาที่คุณ แล้วคุณแจ้งต่อหน่วยงาน ไม่ใช่คู่ค้าแจ้งหน่วยงานแทนคุณ
จุดที่อันตรายที่สุดคือ มาตรา 40 ไม่ได้กำหนดว่าคู่ค้าต้องแจ้งกลับมาภายในกี่ชั่วโมง ในขณะที่นาฬิกา 72 ชั่วโมงของคุณเริ่มเดินตั้งแต่คุณทราบเหตุ · ถ้าสัญญาไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ คู่ค้าอาจแจ้งมาในวันที่ห้า และคุณจะเหลือเวลาไม่พอทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
องค์กรจำนวนมากใช้บริการภายนอกสำหรับงานที่ต้องแตะข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งระบบเงินเดือน ระบบบริหารงานบุคคล คลาวด์เก็บเอกสาร คอลเซ็นเตอร์ และผู้รับจ้างทำการตลาด คำถามที่ตามมาเมื่อเกิดเหตุคือ ถ้าข้อมูลรั่วจากคู่ค้า ใครเป็นคนแจ้ง และองค์กรยังต้องรับผิดชอบอยู่หรือไม่ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนทำ
กฎหมายแบ่งหน้าที่ไว้อย่างไร
PDPA แบ่งบทบาทเป็นสองฝ่ายที่มีหน้าที่ต่างกัน คือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเก็บและใช้ข้อมูลอย่างไร กับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุม
| ฝ่าย | ตัวอย่าง | หน้าที่เมื่อเกิดเหตุ | กรอบเวลา |
|---|---|---|---|
| ผู้ควบคุมข้อมูล (องค์กรของคุณ) | บริษัทที่จ้างระบบเงินเดือน · โรงพยาบาลที่ใช้คลาวด์ | แจ้งสำนักงานฯ ตามมาตรา 37 (4) และแจ้งเจ้าของข้อมูลหากเสี่ยงสูง | 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ |
| ผู้ประมวลผลข้อมูล (คู่ค้า) | ผู้ให้บริการระบบเงินเดือน · ผู้ให้บริการคลาวด์ · คอลเซ็นเตอร์ | จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม และแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลทราบถึงเหตุการละเมิดที่เกิดขึ้น ตามมาตรา 40 | กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ |
ช่องขวาล่างคือช่องว่างที่สร้างปัญหาจริงมากที่สุด เพราะมาตรา 40 กำหนดหน้าที่แจ้งไว้ชัดเจน แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องแจ้งภายในเวลาเท่าใด ในขณะที่หน้าที่ของฝ่ายผู้ควบคุมมีตัวเลข 72 ชั่วโมงกำกับไว้ชัด
ผลในทางปฏิบัติคือช่องว่างนี้ต้องปิดด้วยสัญญา ไม่ใช่ด้วยกฎหมาย องค์กรที่ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาแจ้งกลับไว้ในข้อตกลงประมวลผลข้อมูล จึงฝากความทันเวลาของตัวเองไว้กับความสมัครใจของคู่ค้า
หน้าที่ตามมาตรา 40 ของผู้ประมวลผลข้อมูล
มาตรา 40 กำหนดหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้สามเรื่องหลัก
- ดำเนินการตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้งแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น
- จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อสังเกตที่สำคัญคือ หน้าที่ในข้อ 2 เป็นการแจ้งต่อผู้ควบคุมข้อมูล ไม่ใช่ต่อสำนักงานฯ ดังนั้นแม้คู่ค้าจะทำหน้าที่ของตนครบถ้วน องค์กรก็ยังต้องเป็นผู้แจ้งหน่วยงานเอง และหากองค์กรไม่แจ้ง องค์กรจะเป็นผู้รับผลของการไม่แจ้ง ไม่ใช่คู่ค้า
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
เข้าใจผิดที่ 1: "คู่ค้าเป็นคนทำ คู่ค้าก็ไปแจ้งเอง" — ความจริง คือหน้าที่แจ้งสำนักงานฯ ตามมาตรา 37 (4) เป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล · ผลเสีย คือทั้งสองฝ่ายรอกันจนไม่มีใครแจ้ง
เข้าใจผิดที่ 2: "จ้างเขาทำแล้ว ความรับผิดก็เป็นของเขา" — ความจริง คือการมอบงานให้ผู้อื่นทำไม่ได้โอนหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลไปด้วย · ผลเสีย คือองค์กรไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลยเพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตน
เข้าใจผิดที่ 3: "รอให้คู่ค้าสอบสวนเสร็จก่อนค่อยแจ้ง" — ความจริง คือนาฬิกาของคุณเดินตั้งแต่คุณทราบเหตุ ไม่ได้หยุดรอผลการสอบสวนของคู่ค้า · ผลเสีย คือเลยกำหนดโดยที่คุณควบคุมอะไรไม่ได้เลย
เข้าใจผิดที่ 4: "ในสัญญาเขียนว่าคู่ค้ารับผิดชอบทั้งหมดแล้ว" — ความจริง คือข้อสัญญามีผลระหว่างคู่สัญญาในการเรียกค่าเสียหายกันเอง แต่ไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลมีต่อหน่วยงานและต่อเจ้าของข้อมูล · ผลเสีย คือองค์กรอ้างสัญญาในชั้นชี้แจงแล้วไม่ได้ผล
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… การเลือกคู่ค้าที่ใหญ่และมีมาตรฐานสากล เป็นการโอนความเสี่ยงออกไปจากองค์กรแล้ว
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… องค์กรยังคงเป็นผู้ควบคุมข้อมูลอยู่เสมอ และคำถามที่จะถูกถามคือองค์กรได้ตรวจสอบคู่ค้าก่อนส่งข้อมูลหรือไม่ กำหนดหน้าที่ไว้ในสัญญาอย่างไร และมีการติดตามหรือเปล่า ซึ่งเป็นคำถามที่วัดตัวองค์กรเอง ไม่ได้วัดคู่ค้า
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… ไม่ได้อยู่ที่คู่ค้าทำผิดพลาด แต่อยู่ที่ช่องว่างของเวลาระหว่างคู่ค้าทราบเหตุกับองค์กรทราบเหตุ ซึ่งเป็นช่วงที่องค์กรมองไม่เห็นอะไรเลยและควบคุมไม่ได้ ถ้าสัญญาไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ ช่องว่างนี้อาจยาวหลายวัน
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… กำหนดในสัญญาให้คู่ค้าแจ้งกลับภายในกรอบเวลาที่สั้นพอจะเหลือเวลาให้องค์กรทำหน้าที่ของตนเองได้จริง เช่น ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่คู่ค้าทราบเหตุ พร้อมกำหนดว่าต้องแจ้งอะไรบ้างและช่องทางใด เพื่อไม่ให้ได้อีเมลสั้น ๆ ที่ใช้ประเมินอะไรไม่ได้
สิ่งที่ควรมีในข้อสัญญาเรื่องการแจ้งเหตุ
| หัวข้อ | ควรกำหนดว่าอย่างไร |
|---|---|
| กรอบเวลาแจ้ง | ระบุเป็นชั่วโมงนับแต่คู่ค้าทราบหรือควรทราบเหตุ โดยสั้นพอให้องค์กรเหลือเวลาประเมินและแจ้งภายใน 72 ชั่วโมงของตน |
| เนื้อหาที่ต้องแจ้ง | ลักษณะของเหตุ ระบบและข้อมูลที่กระทบ จำนวนเจ้าของข้อมูลโดยประมาณ มาตรการที่ดำเนินการแล้ว และช่องทางติดต่อผู้รับผิดชอบ |
| ช่องทางแจ้ง | ระบุชื่อตำแหน่งและช่องทางที่ติดต่อได้นอกเวลาทำการ ไม่ใช่แจ้งเข้าอีเมลกลางที่ไม่มีใครดูวันหยุด |
| หน้าที่ให้ความร่วมมือ | ต้องให้ข้อมูล บันทึกระบบ และความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่องค์กรในการประเมินและแจ้งเหตุ ภายในกรอบเวลาที่กำหนด |
| หน้าที่รักษาหลักฐาน | ต้องหยุดทำลายหรือเขียนทับบันทึกที่เกี่ยวข้องทันทีเมื่อทราบเหตุ |
| ห้ามสื่อสารกับภายนอกเอง | ห้ามคู่ค้าแจ้งเจ้าของข้อมูลหรือสื่อโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากองค์กรก่อน เพื่อไม่ให้ข้อความสองฝ่ายขัดกัน |
| ผู้รับช่วงประมวลผล | ต้องเปิดเผยรายชื่อ และผูกหน้าที่เดียวกันนี้ไปถึงผู้รับช่วงด้วย |
ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่คิด เพราะเหตุจำนวนมากไม่ได้เกิดที่คู่ค้าโดยตรง แต่เกิดที่ผู้ให้บริการที่คู่ค้าไปจ้างต่ออีกทอด ถ้าไม่ได้ผูกไว้ ข้อมูลอาจใช้เวลาเดินทางกลับมาถึงองค์กรผ่านสองทอดจนหมดเวลาพอดี
ปลายทางถ้าพลาด
- องค์กรแจ้งเหตุเลยกรอบ 72 ชั่วโมง ซึ่งเป็นประเด็นตามมาตรา 37 (4) แม้ความล่าช้าจะเกิดจากคู่ค้า
- เกิดประเด็นเพิ่มว่าองค์กรมีมาตรการที่เหมาะสมหรือไม่ตามมาตรา 37 (1) เพราะการเลือกและกำกับคู่ค้าเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ
- คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาว่าจะสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือลงโทษปรับ โดยดูปัจจัยที่ประกาศกำหนด
- คู่ค้าเองอาจมีความรับผิดของตนตามมาตรา 40 แยกต่างหาก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความรับผิดขององค์กรหมดไป
- เจ้าของข้อมูลฟ้องแพ่งได้ โดยมักฟ้ององค์กรที่ตนมีความสัมพันธ์ด้วย ไม่ใช่ฟ้องคู่ค้าที่ตนไม่รู้จัก
- องค์กรอาจเรียกค่าเสียหายคืนจากคู่ค้าตามสัญญาได้ แต่เป็นคนละเรื่องกับความรับผิดต่อหน่วยงานและต่อเจ้าของข้อมูล และต้องมีหลักฐานความเสียหายที่ชัดเจน
หลักฐานที่ต้องเก็บ
- วันเวลาที่คู่ค้าแจ้งมา และช่องทางที่แจ้ง พร้อมเนื้อหาที่แจ้งฉบับแรก
- วันเวลาที่คู่ค้าทราบเหตุ ซึ่งควรระบุให้ได้และอาจต่างจากวันที่แจ้งองค์กร
- การติดต่อทั้งหมดกับคู่ค้า ทั้งคำขอข้อมูลและคำตอบ พร้อมเวลา
- ข้อตกลงประมวลผลข้อมูลฉบับที่ใช้อยู่ พร้อมข้อสัญญาเรื่องการแจ้งเหตุ
- เอกสารการตรวจสอบคู่ค้าก่อนเริ่มใช้บริการ
- บันทึกว่าองค์กรทำอะไรทันทีที่ได้รับแจ้ง
- เอกสารประเมินความเสี่ยงและข้อสรุปเรื่องการแจ้ง
- บันทึกความพยายามขอบันทึกระบบจากคู่ค้า และผลที่ได้รับ
ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องเช็กอะไรบ้าง
- ตอนนี้มีคู่ค้ากี่รายที่เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ และมีรายชื่อครบหรือไม่
- มีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับทุกรายหรือยัง
- ในสัญญากำหนดกรอบเวลาแจ้งกลับไว้กี่ชั่วโมง หรือไม่ได้กำหนดเลย
- รู้หรือไม่ว่าคู่ค้าแต่ละรายจ้างช่วงต่อให้ใครบ้าง
- ถ้าเกิดเหตุคืนวันศุกร์ องค์กรติดต่อผู้รับผิดชอบของคู่ค้าได้หรือไม่
- องค์กรเข้าถึงบันทึกระบบของคู่ค้าได้เองหรือต้องขอทุกครั้ง
- เคยซ้อมสถานการณ์ที่เหตุเกิดฝั่งคู่ค้าหรือยัง
- ในสัญญาห้ามคู่ค้าสื่อสารกับเจ้าของข้อมูลเองหรือไม่
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "องค์กรไม่ได้ตรวจสอบคู่ค้าก่อนส่งข้อมูล" — เป็นประเด็นเรื่องมาตรการที่ตรวจสอบได้ง่ายจากเอกสาร
- "ไม่มีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลเลย" — พบบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะกับคู่ค้ารายเล็กหรือสัญญาเก่า
- "สัญญาไม่ได้กำหนดกรอบเวลาแจ้ง" — ทำให้องค์กรอธิบายความล่าช้าได้ยาก เพราะเป็นสิ่งที่องค์กรกำหนดเองได้แต่ไม่ได้ทำ
- "รู้ตั้งแต่วันนั้นแต่เพิ่งแจ้ง" — เมื่อมีอีเมลจากคู่ค้าลงวันที่ชัดเจน
- "โยนความผิดให้คู่ค้าแทนที่จะรับผิดชอบ" — ซึ่งกระทบทั้งการพิจารณาโทษและชื่อเสียง
ถ้าคู่ค้าแจ้งมาวันนี้ ควรทำอะไรตามลำดับ
- บันทึกวันเวลาที่ได้รับแจ้งทันที เพราะเป็นจุดเริ่มนับของนาฬิกาองค์กร
- ถามคู่ค้าให้ชัดว่าเขาทราบเหตุเมื่อใด ซึ่งมักเป็นคนละวันกับที่แจ้งมา
- ขอข้อมูลที่จำเป็นต่อการประเมินเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมกำหนดเวลาตอบกลับ
- สั่งให้คู่ค้าหยุดทำลายหรือเขียนทับบันทึกที่เกี่ยวข้อง
- ประเมินความเสี่ยงด้วยข้อมูลเท่าที่มี โดยไม่รอจนคู่ค้าสอบสวนเสร็จ
- ให้ทนายประเมินหน้าที่แจ้งเหตุและตรวจข้อสัญญาเรื่องความรับผิดไปพร้อมกัน
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- คู่ค้าแจ้งเหตุมาแล้วแต่ให้ข้อมูลไม่พอจะประเมิน
- ไม่ชัดว่าใครเป็นผู้ควบคุมและใครเป็นผู้ประมวลผลในความสัมพันธ์นั้น
- เหตุเกิดที่ผู้รับช่วงประมวลผลซึ่งองค์กรไม่เคยรู้จักมาก่อน
- คู่ค้าปฏิเสธไม่ให้บันทึกระบบหรือให้ความร่วมมือไม่เต็มที่
- องค์กรใกล้ครบ 72 ชั่วโมงแต่ยังได้ข้อมูลไม่พอ
- ต้องการเรียกค่าเสียหายคืนจากคู่ค้า
- ไม่มีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับคู่ค้ารายนั้น
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร เราตรวจและร่างข้อตกลงประมวลผลข้อมูลโดยเน้นข้อที่ใช้ได้จริงตอนเกิดเหตุ ทั้งกรอบเวลาแจ้งกลับ เนื้อหาที่ต้องแจ้ง หน้าที่รักษาหลักฐาน และการผูกหน้าที่ไปถึงผู้รับช่วง ซึ่งเป็นข้อที่สัญญามาตรฐานของคู่ค้ามักไม่มี · งานนี้เชื่อมกับงานตรวจและร่างสัญญาธุรกิจโดยตรง
และถ้าเหตุเกิดแล้ว บริการประเมินเหตุข้อมูลรั่วไหลเร่งด่วน ช่วยประเมินด้วยข้อมูลเท่าที่มี ร่างหนังสือขอข้อมูลจากคู่ค้า และบันทึกเหตุผลประกอบการตัดสินใจไว้ให้ใช้ยันได้ · เราจะบอกตรง ๆ ว่าข้อสัญญาที่มีอยู่คุ้มครององค์กรได้จริงแค่ไหน เพราะหลายฉบับเขียนว่าคู่ค้ารับผิดชอบทั้งหมดแต่ใช้บังคับจริงไม่ได้
สรุป
เมื่อข้อมูลรั่วจากคู่ค้า หน้าที่แจ้งสำนักงานฯ ภายใน 72 ชั่วโมงยังเป็นขององค์กรในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนคู่ค้ามีหน้าที่ตามมาตรา 40 คือแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลทราบ การจ้างผู้อื่นทำงานจึงไม่ได้โอนหน้าที่ตามกฎหมายออกไป
ช่องว่างที่อันตรายที่สุดคือกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าคู่ค้าต้องแจ้งกลับภายในกี่ชั่วโมง ในขณะที่นาฬิกาขององค์กรเดินตั้งแต่ทราบเหตุ ช่องว่างนี้ปิดได้ด้วยสัญญาเท่านั้น และเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนเกิดเหตุ เพราะหลังเกิดเหตุแล้วแก้ไม่ทัน
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 40 — หน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ (1) ดำเนินการตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย (2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม รวมทั้งแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น (3) จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
- มาตรา 37 (4) — หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลในการแจ้งเหตุแก่สำนักงานฯ ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และแจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อมีความเสี่ยงสูง
- มาตรา 37 (1) — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งครอบคลุมถึงการเลือกและกำกับดูแลผู้ประมวลผลข้อมูล
- ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — ขั้นตอนและปัจจัยประเมินความเสี่ยง ซึ่งใช้กับเหตุที่เกิดฝั่งคู่ค้าเช่นเดียวกัน
- มาตรา 39 — บันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลของผู้ควบคุมข้อมูล ซึ่งควรระบุด้วยว่าข้อมูลชุดใดอยู่กับคู่ค้ารายใด
- ความรับผิดตามสัญญาระหว่างองค์กรกับคู่ค้าเป็นคนละส่วนกับหน้าที่ตามกฎหมายที่มีต่อหน่วยงานและต่อเจ้าของข้อมูล ควรให้ทนายตรวจข้อสัญญาที่ใช้อยู่จริงเป็นรายกรณี
คำถามที่พบบ่อย
คู่ค้าเป็นคนทำข้อมูลรั่ว ทำไมองค์กรยังต้องแจ้งเอง
เพราะหน้าที่แจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 37 (4) เป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งคือองค์กรที่ตัดสินใจว่าจะเก็บและใช้ข้อมูลอย่างไร ส่วนผู้ประมวลผลข้อมูลมีหน้าที่ตามมาตรา 40 คือแจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลทราบถึงเหตุที่เกิดขึ้น การจ้างผู้อื่นดำเนินการจึงไม่ได้โอนหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ควบคุมออกไป แม้ในสัญญาจะเขียนว่าคู่ค้ารับผิดชอบก็ตาม
กฎหมายกำหนดไหมว่าคู่ค้าต้องแจ้งกลับมาภายในกี่ชั่วโมง
มาตรา 40 กำหนดหน้าที่แจ้งให้ผู้ควบคุมข้อมูลทราบไว้ แต่ไม่ได้ระบุกรอบเวลาเป็นตัวเลขเหมือนกรอบ 72 ชั่วโมงของผู้ควบคุมข้อมูล ช่องว่างนี้จึงต้องปิดด้วยข้อสัญญา โดยกำหนดให้คู่ค้าแจ้งกลับภายในกรอบเวลาที่สั้นพอจะเหลือเวลาให้องค์กรประเมินและแจ้งหน่วยงานได้ทัน พร้อมระบุด้วยว่าต้องแจ้งข้อมูลอะไรบ้างและผ่านช่องทางใดที่ติดต่อได้นอกเวลาทำการ
ในสัญญาเขียนว่าคู่ค้ารับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดแล้ว ยังต้องกังวลไหม
ข้อสัญญาลักษณะนี้มีผลในการเรียกค่าเสียหายระหว่างคู่สัญญากันเอง แต่ไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลมีต่อหน่วยงานและต่อเจ้าของข้อมูล องค์กรจึงยังต้องแจ้งเหตุเองและยังถูกพิจารณาว่ามีมาตรการที่เหมาะสมหรือไม่ นอกจากนี้ข้อจำกัดความรับผิดในสัญญาหลายฉบับยังมีเพดานที่ต่ำกว่าความเสียหายจริงมาก จึงควรให้ทนายตรวจว่าข้อสัญญาที่มีอยู่คุ้มครองได้จริงแค่ไหน
เหตุเกิดที่บริษัทที่คู่ค้าจ้างช่วงอีกทอด องค์กรทำอย่างไร
โดยหลักองค์กรยังคงเป็นผู้ควบคุมข้อมูลและมีหน้าที่แจ้งเหตุเช่นเดิม ปัญหาในทางปฏิบัติคือข้อมูลต้องเดินทางผ่านสองทอดกว่าจะถึงองค์กร ซึ่งมักทำให้ล่าช้าจนกระทบกรอบเวลา วิธีป้องกันคือกำหนดในสัญญาให้คู่ค้าเปิดเผยรายชื่อผู้รับช่วงประมวลผลทั้งหมด และผูกหน้าที่แจ้งเหตุกับกรอบเวลาเดียวกันไปถึงผู้รับช่วงด้วย ซึ่งเป็นข้อที่สัญญามาตรฐานของคู่ค้ามักไม่มี
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
แบบฟอร์มบันทึกเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ใช้ยันได้จริงในชั้นชี้แจง มี 7 ส่วน
แบบฟอร์มบันทึกเหตุที่ใช้ยันได้ ต้องตอบคำถามที่จะถูกถามในชั้นชี้แจงได้ครบ ไม่ใช่แค่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 9 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
พนักงานทำโน้ตบุ๊กหายหรือส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม องค์กรต้องทำอะไร
ทำอุปกรณ์หายหรือส่งไฟล์เงินเดือนผิดกลุ่ม เข้าข่ายเหตุละเมิดได้ทั้งคู่ แต่ผลการประเมินต่างกันมากตามมาตรการที่มีอยู่
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 9 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ถูก Ransomware เรียกค่าไถ่ข้อมูล ต้องแจ้งใครบ้างและเกี่ยวกับ PDPA อย่างไร
ถูก Ransomware ไม่ได้แปลว่าข้อมูลรั่วเสมอไป แต่การเข้ารหัสข้อมูลจนใช้ไม่ได้ ก็เข้าข่ายเหตุละเมิดได้เช่นกัน
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 9 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ