สแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าเข้างาน ต้องมีทางเลือกอื่นให้พนักงานหรือไม่

สรุปประเด็นสำคัญ
การสแกนลายนิ้วมือเข้างานหรือสแกนใบหน้าเป็นการเก็บข้อมูลชีวภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 จึงมีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นเฉพาะที่กฎหมายกำหนด — ไม่สามารถใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายอย่างที่ใช้กับข้อมูลทั่วไปได้
ประเด็นที่เป็นหัวใจคือ ความยินยอมต้องให้โดยอิสระ และในความสัมพันธ์นายจ้างกับลูกจ้างที่ไม่เท่าเทียมกัน หากองค์กรไม่มีทางเลือกอื่นให้เลย ความยินยอมนั้นจะถูกตั้งคำถามได้ว่าให้โดยอิสระจริงหรือไม่ · การจัดทางเลือกอื่นไว้ เช่น บัตรพนักงานหรือรหัส จึงไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ฐานทางกฎหมายขององค์กรมั่นคงขึ้น
เครื่องสแกนนิ้วหน้าออฟฟิศเป็นของที่คุ้นตาจนแทบไม่มีใครตั้งคำถาม จนกระทั่งมีพนักงานสักคนบอกว่าไม่อยากให้บริษัทเก็บลายนิ้วมือของตน แล้วองค์กรถึงเพิ่งรู้ว่าไม่มีคำตอบเตรียมไว้ คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือการสแกนลายนิ้วมือเข้างานทำได้หรือไม่ ต้องขออนุญาตอย่างไร และถ้าพนักงานปฏิเสธ องค์กรบังคับได้หรือเปล่า
ข้อมูลชีวภาพคืออะไร และทำไมจึงพิเศษกว่าข้อมูลทั่วไป
มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จัดให้ข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว อยู่ในกลุ่มเดียวกับข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลพันธุกรรม เชื้อชาติ ศาสนา และข้อมูลสหภาพแรงงาน
ข้อมูลชีวภาพหมายถึงข้อมูลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่นำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ ทำให้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ข้อมูลจำลองใบหน้า หรือข้อมูลจำลองม่านตา
เหตุผลที่กฎหมายคุ้มครองเข้มกว่าไม่ใช่เพราะข้อมูลนี้ละเอียดอ่อนในเชิงความรู้สึก แต่เพราะมีลักษณะพิเศษสองอย่าง คือหนึ่งเปลี่ยนไม่ได้ รหัสผ่านที่รั่วเปลี่ยนได้ แต่ลายนิ้วมือที่รั่วเปลี่ยนไม่ได้ตลอดชีวิต และสองใช้ยืนยันตัวตนข้ามระบบได้ ข้อมูลชีวภาพที่หลุดจึงมีมูลค่าต่อผู้ไม่หวังดีมากกว่าข้อมูลทั่วไปมาก
ฐานทางกฎหมายที่ใช้ได้ต่างจากข้อมูลทั่วไป
| ประเด็น | ข้อมูลทั่วไป | ข้อมูลชีวภาพ (ข้อมูลอ่อนไหว) |
|---|---|---|
| ฐานที่ใช้ได้ | มีหลายฐาน เช่น การปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย | โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นเฉพาะที่มาตรา 26 กำหนดไว้ |
| ใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ไหม | ได้ โดยต้องชั่งน้ำหนักและบันทึกไว้ | โดยหลักใช้ไม่ได้ — จุดนี้คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด |
| รูปแบบความยินยอม | ทำได้หลายรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนด | ต้องเป็นความยินยอมโดยชัดแจ้ง |
| ผลถ้าถอนความยินยอม | อาจยังมีฐานอื่นรองรับ | หากไม่มีข้อยกเว้นรองรับ องค์กรอาจไม่มีฐานใดเหลืออยู่ |
ผลในทางปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือ องค์กรจำนวนมากวางระบบสแกนนิ้วโดยคิดว่าใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ เหมือนที่ใช้กับกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน เพราะกล้องวงจรปิดทั่วไปเก็บภาพซึ่งเป็นข้อมูลทั่วไป แต่ระบบที่วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนเก็บข้อมูลชีวภาพ · ทั้งนี้ข้อยกเว้นตามมาตรา 26 มีหลายอนุมาตรา ควรตรวจตัวบทและประเมินเป็นรายกรณีว่ากรณีขององค์กรเข้าข้อยกเว้นใดหรือไม่
ปัญหาความยินยอมในความสัมพันธ์นายจ้างกับลูกจ้าง
เมื่อฐานหลักคือความยินยอม คำถามถัดมาคือความยินยอมที่ได้มานั้นสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่บริบทการจ้างงานสร้างปัญหาเป็นพิเศษ
หลักทั่วไปคือความยินยอมต้องให้โดยอิสระ แต่ลูกจ้างที่ถูกขอความยินยอมโดยไม่มีทางเลือกอื่นเลย อยู่ในสถานะที่ปฏิเสธได้ยากกว่าลูกค้าทั่วไปมาก เพราะการปฏิเสธอาจกระทบการบันทึกเวลาทำงาน การจ่ายค่าจ้าง หรือความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน
นี่คือเหตุผลที่คำถามเรื่องทางเลือกอื่นไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นเรื่องที่กำหนดว่าฐานทางกฎหมายขององค์กรมั่นคงหรือไม่ องค์กรที่จัดทางเลือกไว้และไม่ทำให้ผู้เลือกทางอื่นเสียเปรียบ ย่อมอธิบายได้ว่าความยินยอมที่ได้มาให้โดยอิสระ ส่วนองค์กรที่บอกว่าไม่สแกนก็ลงเวลาไม่ได้ จะอธิบายเรื่องนี้ได้ยาก
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… เครื่องสแกนนิ้วเป็นเรื่องปกติ ใคร ๆ ก็ใช้กัน และพนักงานก็เซ็นยินยอมตอนเข้างานไปแล้ว จึงไม่น่ามีปัญหา
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… ความแพร่หลายไม่ได้ทำให้ถูกกฎหมาย และเอกสารยินยอมที่เซ็นรวมกับสัญญาจ้างตอนวันแรกของงาน เป็นเอกสารที่ถูกตั้งคำถามได้ง่ายที่สุดว่าให้โดยอิสระหรือไม่ เพราะเป็นวันที่ลูกจ้างอยู่ในตำแหน่งต่อรองน้อยที่สุด
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… ไม่ใช่ที่ตัวเครื่องสแกน แต่อยู่ที่สามจุด — องค์กรใช้ฐานผิดตั้งแต่ต้นโดยคิดว่าใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ · ความยินยอมถูกผูกรวมกับเอกสารอื่นจนแยกไม่ออก · และไม่มีทางเลือกอื่นให้เลย ทำให้คำว่ายินยอมกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมายจริง
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ทบทวนสามอย่างนี้ก่อนลงทุนกับเทคโนโลยีเพิ่ม เพราะการเปลี่ยนเอกสารและจัดทางเลือกใช้ต้นทุนน้อยกว่าการเปลี่ยนระบบมาก และถ้าองค์กรพบว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือแค่บันทึกเวลาทำงาน ก็ควรถามต่อว่าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
คำถามที่ควรถามก่อนติดตั้ง
- วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร ถ้าเป็นการบันทึกเวลาทำงาน มีวิธีอื่นที่บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันโดยไม่ต้องใช้ข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
- ใช้ฐานอะไร ถ้าตอบว่าความยินยอมโดยชัดแจ้ง ได้ออกแบบวิธีขอที่แยกจากเอกสารอื่นแล้วหรือยัง
- มีทางเลือกอื่นให้หรือไม่ และผู้ที่เลือกทางอื่นเสียเปรียบหรือเปล่า
- เก็บอะไรไว้จริง เก็บภาพลายนิ้วมือ หรือเก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้วซึ่งย้อนกลับเป็นลายนิ้วมือไม่ได้
- เก็บไว้ที่ไหน อยู่ในตัวเครื่อง อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร หรืออยู่บนคลาวด์ของผู้ให้บริการ
- ใครเข้าถึงได้ และมีบันทึกการเข้าถึงหรือไม่
- เก็บนานเท่าใดและลบเมื่อไร โดยเฉพาะเมื่อพนักงานพ้นสภาพ
- ผู้ให้บริการระบบเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลหรือไม่ และมีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลรองรับหรือยัง
คำถามข้อ 4 มักถูกมองข้ามและมีผลมาก เพราะระบบที่เก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้วอยู่ในสถานะความเสี่ยงที่ต่างจากระบบที่เก็บภาพต้นฉบับอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรถามผู้ขายให้ชัดและขอเป็นลายลักษณ์อักษร
สองสนามที่ต้องคิดพร้อมกัน
เรื่องนี้เชื่อมกับงานแรงงานโดยตรง เพราะการบันทึกเวลาทำงานผูกกับการจ่ายค่าจ้างและค่าล่วงเวลา
- สนามข้อมูลส่วนบุคคล ถามว่าใช้ฐานถูกหรือไม่ ความยินยอมสมบูรณ์หรือเปล่า และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
- สนามแรงงาน ถามว่าหากพนักงานปฏิเสธแล้วองค์กรลงโทษหรือไม่ให้ลงเวลา จะกลายเป็นประเด็นเรื่องความเป็นธรรมในการปฏิบัติต่อลูกจ้างหรือไม่ และหากบันทึกเวลาไม่ครบจะกระทบการคำนวณค่าจ้างอย่างไร
องค์กรที่วางระบบโดยดูเฉพาะมุมแรก มักพบภายหลังว่าปัญหาจริงเกิดในมุมที่สอง เพราะพนักงานที่ปฏิเสธจะกลายเป็นกรณีที่ต้องจัดการทันที และวิธีจัดการกรณีนั้นเองที่เสี่ยงกลายเป็นข้อพิพาท · เรื่องนี้จึงควรวางร่วมกับทีมที่ดูแลงานคดีแรงงานตั้งแต่ต้น
ปลายทางถ้าพลาด
- พนักงานหรืออดีตพนักงานร้องเรียนว่าองค์กรเก็บข้อมูลอ่อนไหวโดยไม่มีฐานที่ถูกต้อง
- คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจง และพิจารณาว่าจะสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือลงโทษปรับ โดยดูพฤติการณ์และปัจจัยที่ประกาศกำหนด
- หากคำสั่งให้แก้ไขรวมถึงการหยุดใช้ระบบหรือลบข้อมูลที่เก็บไว้ องค์กรอาจเสียทั้งการลงทุนและต้องเปลี่ยนกระบวนการทำงานกลางคัน
- หน้าที่บางประการ เช่น การแจ้งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 23 และการจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผลตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82
- หากข้อมูลชีวภาพรั่วไหล ความเสียหายประเมินยากกว่าข้อมูลทั่วไปมาก เพราะเจ้าของข้อมูลเปลี่ยนลายนิ้วมือไม่ได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักทั้งในการประเมินความเสี่ยงและในการเรียกค่าสินไหมทดแทน
หลักฐานที่ต้องเก็บ
- เอกสารระบุวัตถุประสงค์ของการใช้ระบบ และเหตุผลว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพ
- แบบขอความยินยอมโดยชัดแจ้งที่แยกจากสัญญาจ้างและเอกสารอื่น พร้อมหลักฐานการให้ความยินยอมรายบุคคล
- เอกสารแสดงทางเลือกอื่นที่จัดไว้ และหลักฐานว่าได้แจ้งพนักงานถึงทางเลือกนั้น
- รายชื่อผู้ที่เลือกทางอื่น และบันทึกว่าไม่ได้ถูกปฏิบัติแตกต่าง
- เอกสารจากผู้ให้บริการระบบที่ระบุว่าเก็บข้อมูลรูปแบบใด เก็บที่ใด และเข้ารหัสอย่างไร
- ข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการระบบ
- ทะเบียนสิทธิเข้าถึงและบันทึกการเข้าถึงข้อมูล
- ตารางระยะเวลาเก็บและบันทึกการลบข้อมูลเมื่อพนักงานพ้นสภาพ
ถ้าเป็นฝ่ายนายจ้างหรือ HR ต้องเช็กอะไรบ้าง
- ตอนนี้ใช้ฐานอะไรรองรับ และเป็นความยินยอมโดยชัดแจ้งจริงหรือไม่
- เอกสารยินยอมแยกจากสัญญาจ้างหรือรวมอยู่ในฉบับเดียวกัน
- มีทางเลือกอื่นให้พนักงานหรือไม่ และถ้าไม่มี จะจัดได้ภายในเวลาเท่าใด
- ถ้าพนักงานปฏิเสธวันนี้ องค์กรมีคำตอบและมีขั้นตอนรองรับหรือยัง
- ระบบเก็บภาพต้นฉบับหรือเก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้ว และมีเอกสารยืนยันจากผู้ขายหรือเปล่า
- ข้อมูลอยู่ในเครื่อง ในเซิร์ฟเวอร์ หรือบนคลาวด์ และถ้าอยู่บนคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ใด
- มีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการระบบหรือยัง
- เมื่อพนักงานลาออก ข้อมูลชีวภาพถูกลบเมื่อใดและมีบันทึกหรือไม่
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "ยินยอมเพราะไม่มีทางเลือก" — เป็นข้อโต้แย้งที่ตรงประเด็นที่สุด และแก้ยากมากถ้าองค์กรไม่ได้จัดทางเลือกไว้จริง
- "เซ็นรวมกับสัญญาจ้างวันแรก" — ใช้ชี้ว่าความยินยอมไม่ได้ให้โดยอิสระและไม่ได้ให้โดยชัดแจ้งแยกเรื่อง
- "ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลอ่อนไหวเพื่อบันทึกเวลา" — ตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นและความได้สัดส่วน
- "ไม่รู้ว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน" — เมื่อองค์กรตอบไม่ได้ว่าผู้ให้บริการเก็บข้อมูลไว้อย่างไรและที่ใด
- "ลาออกไปแล้วข้อมูลยังอยู่" — เป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ง่ายและพบบ่อย
- "คนที่ปฏิเสธถูกปฏิบัติต่างจากคนอื่น" — ซึ่งเชื่อมไปสู่ประเด็นในสนามแรงงาน
ก่อนตัดสินใจ ควรทำอะไรตามลำดับ
- ทบทวนวัตถุประสงค์ว่าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพจริงหรือไม่ ก่อนพูดถึงเรื่องเอกสาร
- ถ้าจำเป็น ให้กำหนดฐานให้ถูกและออกแบบวิธีขอความยินยอมโดยชัดแจ้งที่แยกจากเอกสารอื่น
- จัดทางเลือกอื่นให้ใช้งานได้จริง และตรวจว่าผู้เลือกทางอื่นไม่เสียเปรียบ
- ขอเอกสารจากผู้ให้บริการระบบว่าเก็บข้อมูลรูปแบบใดและที่ใด แล้วทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูล
- กำหนดสิทธิเข้าถึง ระยะเวลาเก็บ และขั้นตอนลบเมื่อพ้นสภาพ พร้อมบันทึก
- ให้ทนายตรวจทั้งชุดในมุมข้อมูลส่วนบุคคลและมุมแรงงานก่อนประกาศใช้
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- กำลังจะติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าเป็นครั้งแรก
- ใช้ระบบอยู่แล้วแต่ไม่แน่ใจว่าใช้ฐานถูกหรือไม่
- มีพนักงานปฏิเสธไม่ให้เก็บข้อมูลชีวภาพ
- องค์กรไม่มีทางเลือกอื่นให้และกำลังพิจารณาจะจัดทางเลือก
- ระบบเป็นบริการบนคลาวด์ที่เซิร์ฟเวอร์อาจอยู่ต่างประเทศ
- ต้องการนำข้อมูลจากระบบไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกจากบันทึกเวลา
- เกิดเหตุข้อมูลจากระบบรั่วไหล
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร เราประเมินให้ก่อนว่าองค์กรจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพจริงหรือไม่ แล้วจึงวางฐานทางกฎหมาย แบบขอความยินยอมที่แยกเรื่อง และแนวทางเรื่องทางเลือกอื่น ให้อยู่ในงานวางระบบข้อมูลพนักงาน พร้อมตรวจข้อตกลงกับผู้ให้บริการระบบ
สิ่งที่เรามักบอกลูกความตรง ๆ คือหลายองค์กรไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพเลย เพราะวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือบันทึกเวลาทำงาน ซึ่งทำได้ด้วยวิธีที่ความเสี่ยงต่ำกว่ามาก การประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุนจึงมักได้ผลดีกว่าการซื้อระบบมาแล้วค่อยหาทางทำให้ถูกกฎหมาย
สรุป
การสแกนลายนิ้วมือเข้างานเป็นการเก็บข้อมูลชีวภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ทำได้แต่มีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายอย่างที่ใช้กับข้อมูลทั่วไปไม่ได้
คำถามเรื่องทางเลือกอื่นจึงไม่ใช่เรื่องของความใจดี แต่เป็นเรื่องที่กำหนดว่าความยินยอมที่องค์กรถืออยู่มีน้ำหนักจริงหรือไม่ และคำถามที่ควรถามก่อนทุกอย่างคือ องค์กรจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่เจ้าของเปลี่ยนไม่ได้ตลอดชีวิต เพียงเพื่อบันทึกเวลาเข้าออกงานจริงหรือ
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 — ข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวโดยชัดแจ้งตามตัวบท โดยหลักห้ามเก็บรวบรวมโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น เช่น (4) การก่อตั้ง ใช้ หรือยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือ (5) (ค) การคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม และการคุ้มครองทางสังคม (การจะเข้าข้อยกเว้นใดต้องประเมินจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี)
- นิยามข้อมูลชีวภาพ — ข้อมูลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่นำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ ทำให้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา หรือข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ
- มาตรา 19 วรรคสาม — การขอความยินยอมต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน เข้าถึงง่าย เข้าใจได้ ใช้ภาษาที่อ่านง่าย และไม่หลอกลวงหรือทำให้เข้าใจผิด · วรรคสี่ ต้องคำนึงอย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลในการให้ความยินยอม · วรรคห้า ถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ และต้องถอนได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้
- มาตรา 23 — หน้าที่แจ้งวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ระยะเวลาเก็บ และสิทธิของเจ้าของข้อมูล
- มาตรา 37 — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งสำหรับข้อมูลอ่อนไหวย่อมต้องเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
- มาตรา 39 — หน้าที่จัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล ซึ่งควรครอบคลุมการใช้ระบบบันทึกเวลาด้วยข้อมูลชีวภาพ
- มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และมาตราอื่นที่ระบุไว้
- ⚠️ ยังไม่พบประกาศหรือแนวปฏิบัติเฉพาะเรื่องข้อมูลชีวภาพในสถานประกอบการจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนอ้างอิง
- ⚠️ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมีการแก้ไขเพิ่มเติมในระยะหลัง ประเด็นเรื่องการบันทึกเวลาทำงานและการปฏิบัติต่อลูกจ้างควรตรวจตัวบทฉบับที่บังคับใช้อยู่ประกอบ
คำถามที่พบบ่อย
บริษัทใช้เครื่องสแกนนิ้วมานานแล้ว ต้องกลับไปขอความยินยอมใหม่ไหม
ควรทบทวนว่าฐานที่ใช้อยู่ถูกต้องหรือไม่ และเอกสารที่มีอยู่เข้าลักษณะความยินยอมโดยชัดแจ้งตามมาตรา 26 หรือเปล่า หากพบว่าเดิมใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือใช้ข้อความยินยอมที่รวมอยู่ในสัญญาจ้าง ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกโต้แย้ง องค์กรควรให้ทนายประเมินสถานะปัจจุบันก่อน แล้วจึงวางแผนแก้ไขไปข้างหน้าพร้อมบันทึกเหตุผล มากกว่าปล่อยไว้เพราะใช้มานานแล้ว
ถ้าพนักงานปฏิเสธไม่ให้สแกน บริษัทลงโทษได้ไหม
การลงโทษพนักงานที่ใช้สิทธิไม่ให้ความยินยอมมีความเสี่ยงสูงในสองทาง ทางแรกคือทำให้ความยินยอมของพนักงานคนอื่นถูกตั้งคำถามว่าให้โดยอิสระหรือไม่ เพราะมีตัวอย่างว่าการปฏิเสธมีผลเสีย ทางที่สองคือเป็นประเด็นในมุมกฎหมายแรงงานเรื่องการปฏิบัติต่อลูกจ้าง แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือจัดทางเลือกอื่นที่ใช้งานได้จริงไว้ให้ และควรปรึกษาทนายก่อนดำเนินการใด ๆ กับพนักงานที่ปฏิเสธ
ระบบเก็บแค่ตัวเลขที่แปลงจากลายนิ้วมือ ยังถือเป็นข้อมูลชีวภาพไหม
ต้องพิจารณาว่าค่าที่เก็บนั้นยังใช้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นได้หรือไม่ หากยังใช้ยืนยันตัวตนได้ ก็ยังมีลักษณะเป็นข้อมูลชีวภาพตามนิยาม แม้จะไม่ใช่ภาพลายนิ้วมือต้นฉบับ อย่างไรก็ตามระบบที่เก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้วและย้อนกลับไม่ได้ ย่อมมีระดับความเสี่ยงต่างจากระบบที่เก็บภาพต้นฉบับ ซึ่งมีผลต่อการประเมินความเหมาะสมของมาตรการ องค์กรจึงควรขอเอกสารจากผู้ให้บริการระบุให้ชัดว่าเก็บอะไรไว้จริง
พนักงานลาออกแล้ว ข้อมูลลายนิ้วมือต้องลบเมื่อไร
โดยหลักควรลบเมื่อสิ้นสุดวัตถุประสงค์ที่เก็บมา ซึ่งกรณีการบันทึกเวลาเข้าออกงานมักสิ้นสุดเมื่อพนักงานพ้นสภาพและการคำนวณค่าจ้างงวดสุดท้ายเสร็จสิ้น ทั้งนี้ควรระบุไว้ในตารางระยะเวลาเก็บให้ชัดและทำจริงตามนั้น พร้อมบันทึกการลบไว้ เพราะข้อมูลชีวภาพที่ยังคงอยู่หลังพ้นสภาพเป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ง่ายและอธิบายยาก โดยเฉพาะเมื่อองค์กรตอบไม่ได้ว่าเก็บไว้ด้วยเหตุผลใด
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ตรวจประวัติผู้สมัครงานได้ถึงระดับไหน — ประวัติอาชญากรรมคือข้อมูลอ่อนไหว ที่นายจ้างมักไม่รู้
ตรวจประวัติผู้สมัครงานทำได้ แต่ประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าที่นายจ้างส่วนใหญ่คิด
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ข้อมูลเงินเดือนพนักงาน ใครในบริษัทเข้าถึงได้บ้าง — 5 ระดับสิทธิที่ควรแยก ปี 2569
ข้อมูลเงินเดือนพนักงานควรแยกสิทธิเข้าถึง 5 ระดับ พร้อมจุดรั่วที่พบบ่อยที่สุดคือไฟล์ตารางที่ส่งต่อกันในองค์กร
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 7 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ทำอะไรได้บ้าง — 5 ขั้นตอนแรกและหลักฐานที่ต้องรีบเก็บ
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ต้องรีบเก็บหลักฐาน 5 อย่างก่อนหาย และองค์กรเองก็อาจมีหน้าที่แจ้งเหตุด้วย
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ