สแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าเข้างาน ต้องมีทางเลือกอื่นให้พนักงานหรือไม่

สรุปประเด็นสำคัญ
การสแกนลายนิ้วมือเข้างานหรือสแกนใบหน้าเป็นการเก็บข้อมูลชีวภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 จึงมีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นเฉพาะที่กฎหมายกำหนด — ไม่สามารถใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายอย่างที่ใช้กับข้อมูลทั่วไปได้
ประเด็นที่เป็นหัวใจคือ ความยินยอมต้องให้โดยอิสระ และในความสัมพันธ์นายจ้างกับลูกจ้างที่ไม่เท่าเทียมกัน หากองค์กรไม่มีทางเลือกอื่นให้เลย ความยินยอมนั้นจะถูกตั้งคำถามได้ว่าให้โดยอิสระจริงหรือไม่ · การจัดทางเลือกอื่นไว้ เช่น บัตรพนักงานหรือรหัส จึงไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ฐานทางกฎหมายขององค์กรมั่นคงขึ้น
เครื่องสแกนนิ้วหน้าออฟฟิศเป็นของที่คุ้นตาจนแทบไม่มีใครตั้งคำถาม จนกระทั่งมีพนักงานสักคนบอกว่าไม่อยากให้บริษัทเก็บลายนิ้วมือของตน แล้วองค์กรถึงเพิ่งรู้ว่าไม่มีคำตอบเตรียมไว้ คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือการสแกนลายนิ้วมือเข้างานทำได้หรือไม่ ต้องขออนุญาตอย่างไร และถ้าพนักงานปฏิเสธ องค์กรบังคับได้หรือเปล่า
ข้อมูลชีวภาพคืออะไร และทำไมจึงพิเศษกว่าข้อมูลทั่วไป
มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จัดให้ข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว อยู่ในกลุ่มเดียวกับข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลพันธุกรรม เชื้อชาติ ศาสนา และข้อมูลสหภาพแรงงาน
ข้อมูลชีวภาพหมายถึงข้อมูลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่นำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ ทำให้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ข้อมูลจำลองใบหน้า หรือข้อมูลจำลองม่านตา
เหตุผลที่กฎหมายคุ้มครองเข้มกว่าไม่ใช่เพราะข้อมูลนี้ละเอียดอ่อนในเชิงความรู้สึก แต่เพราะมีลักษณะพิเศษสองอย่าง คือหนึ่งเปลี่ยนไม่ได้ รหัสผ่านที่รั่วเปลี่ยนได้ แต่ลายนิ้วมือที่รั่วเปลี่ยนไม่ได้ตลอดชีวิต และสองใช้ยืนยันตัวตนข้ามระบบได้ ข้อมูลชีวภาพที่หลุดจึงมีมูลค่าต่อผู้ไม่หวังดีมากกว่าข้อมูลทั่วไปมาก
ฐานทางกฎหมายที่ใช้ได้ต่างจากข้อมูลทั่วไป
| ประเด็น | ข้อมูลทั่วไป | ข้อมูลชีวภาพ (ข้อมูลอ่อนไหว) |
|---|---|---|
| ฐานที่ใช้ได้ | มีหลายฐาน เช่น การปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย | โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นเฉพาะที่มาตรา 26 กำหนดไว้ |
| ใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ไหม | ได้ โดยต้องชั่งน้ำหนักและบันทึกไว้ | โดยหลักใช้ไม่ได้ — จุดนี้คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด |
| รูปแบบความยินยอม | ทำได้หลายรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนด | ต้องเป็นความยินยอมโดยชัดแจ้ง |
| ผลถ้าถอนความยินยอม | อาจยังมีฐานอื่นรองรับ | หากไม่มีข้อยกเว้นรองรับ องค์กรอาจไม่มีฐานใดเหลืออยู่ |
ผลในทางปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือ องค์กรจำนวนมากวางระบบสแกนนิ้วโดยคิดว่าใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ เหมือนที่ใช้กับกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน เพราะกล้องวงจรปิดทั่วไปเก็บภาพซึ่งเป็นข้อมูลทั่วไป แต่ระบบที่วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนเก็บข้อมูลชีวภาพ · ทั้งนี้ข้อยกเว้นตามมาตรา 26 มีหลายอนุมาตรา ควรตรวจตัวบทและประเมินเป็นรายกรณีว่ากรณีขององค์กรเข้าข้อยกเว้นใดหรือไม่
ปัญหาความยินยอมในความสัมพันธ์นายจ้างกับลูกจ้าง
เมื่อฐานหลักคือความยินยอม คำถามถัดมาคือความยินยอมที่ได้มานั้นสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่บริบทการจ้างงานสร้างปัญหาเป็นพิเศษ
หลักทั่วไปคือความยินยอมต้องให้โดยอิสระ แต่ลูกจ้างที่ถูกขอความยินยอมโดยไม่มีทางเลือกอื่นเลย อยู่ในสถานะที่ปฏิเสธได้ยากกว่าลูกค้าทั่วไปมาก เพราะการปฏิเสธอาจกระทบการบันทึกเวลาทำงาน การจ่ายค่าจ้าง หรือความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน
นี่คือเหตุผลที่คำถามเรื่องทางเลือกอื่นไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นเรื่องที่กำหนดว่าฐานทางกฎหมายขององค์กรมั่นคงหรือไม่ องค์กรที่จัดทางเลือกไว้และไม่ทำให้ผู้เลือกทางอื่นเสียเปรียบ ย่อมอธิบายได้ว่าความยินยอมที่ได้มาให้โดยอิสระ ส่วนองค์กรที่บอกว่าไม่สแกนก็ลงเวลาไม่ได้ จะอธิบายเรื่องนี้ได้ยาก
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… เครื่องสแกนนิ้วเป็นเรื่องปกติ ใคร ๆ ก็ใช้กัน และพนักงานก็เซ็นยินยอมตอนเข้างานไปแล้ว จึงไม่น่ามีปัญหา
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… ความแพร่หลายไม่ได้ทำให้ถูกกฎหมาย และเอกสารยินยอมที่เซ็นรวมกับสัญญาจ้างตอนวันแรกของงาน เป็นเอกสารที่ถูกตั้งคำถามได้ง่ายที่สุดว่าให้โดยอิสระหรือไม่ เพราะเป็นวันที่ลูกจ้างอยู่ในตำแหน่งต่อรองน้อยที่สุด
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… ไม่ใช่ที่ตัวเครื่องสแกน แต่อยู่ที่สามจุด — องค์กรใช้ฐานผิดตั้งแต่ต้นโดยคิดว่าใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ · ความยินยอมถูกผูกรวมกับเอกสารอื่นจนแยกไม่ออก · และไม่มีทางเลือกอื่นให้เลย ทำให้คำว่ายินยอมกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมายจริง
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ทบทวนสามอย่างนี้ก่อนลงทุนกับเทคโนโลยีเพิ่ม เพราะการเปลี่ยนเอกสารและจัดทางเลือกใช้ต้นทุนน้อยกว่าการเปลี่ยนระบบมาก และถ้าองค์กรพบว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือแค่บันทึกเวลาทำงาน ก็ควรถามต่อว่าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
คำถามที่ควรถามก่อนติดตั้ง
- วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร ถ้าเป็นการบันทึกเวลาทำงาน มีวิธีอื่นที่บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันโดยไม่ต้องใช้ข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
- ใช้ฐานอะไร ถ้าตอบว่าความยินยอมโดยชัดแจ้ง ได้ออกแบบวิธีขอที่แยกจากเอกสารอื่นแล้วหรือยัง
- มีทางเลือกอื่นให้หรือไม่ และผู้ที่เลือกทางอื่นเสียเปรียบหรือเปล่า
- เก็บอะไรไว้จริง เก็บภาพลายนิ้วมือ หรือเก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้วซึ่งย้อนกลับเป็นลายนิ้วมือไม่ได้
- เก็บไว้ที่ไหน อยู่ในตัวเครื่อง อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร หรืออยู่บนคลาวด์ของผู้ให้บริการ
- ใครเข้าถึงได้ และมีบันทึกการเข้าถึงหรือไม่
- เก็บนานเท่าใดและลบเมื่อไร โดยเฉพาะเมื่อพนักงานพ้นสภาพ
- ผู้ให้บริการระบบเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลหรือไม่ และมีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลรองรับหรือยัง
คำถามข้อ 4 มักถูกมองข้ามและมีผลมาก เพราะระบบที่เก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้วอยู่ในสถานะความเสี่ยงที่ต่างจากระบบที่เก็บภาพต้นฉบับอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรถามผู้ขายให้ชัดและขอเป็นลายลักษณ์อักษร
สองสนามที่ต้องคิดพร้อมกัน
เรื่องนี้เชื่อมกับงานแรงงานโดยตรง เพราะการบันทึกเวลาทำงานผูกกับการจ่ายค่าจ้างและค่าล่วงเวลา
- สนามข้อมูลส่วนบุคคล ถามว่าใช้ฐานถูกหรือไม่ ความยินยอมสมบูรณ์หรือเปล่า และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
- สนามแรงงาน ถามว่าหากพนักงานปฏิเสธแล้วองค์กรลงโทษหรือไม่ให้ลงเวลา จะกลายเป็นประเด็นเรื่องความเป็นธรรมในการปฏิบัติต่อลูกจ้างหรือไม่ และหากบันทึกเวลาไม่ครบจะกระทบการคำนวณค่าจ้างอย่างไร
องค์กรที่วางระบบโดยดูเฉพาะมุมแรก มักพบภายหลังว่าปัญหาจริงเกิดในมุมที่สอง เพราะพนักงานที่ปฏิเสธจะกลายเป็นกรณีที่ต้องจัดการทันที และวิธีจัดการกรณีนั้นเองที่เสี่ยงกลายเป็นข้อพิพาท · เรื่องนี้จึงควรวางร่วมกับทีมที่ดูแลงานคดีแรงงานตั้งแต่ต้น
ปลายทางถ้าพลาด
- พนักงานหรืออดีตพนักงานร้องเรียนว่าองค์กรเก็บข้อมูลอ่อนไหวโดยไม่มีฐานที่ถูกต้อง
- คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจง และพิจารณาว่าจะสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือลงโทษปรับ โดยดูพฤติการณ์และปัจจัยที่ประกาศกำหนด
- หากคำสั่งให้แก้ไขรวมถึงการหยุดใช้ระบบหรือลบข้อมูลที่เก็บไว้ องค์กรอาจเสียทั้งการลงทุนและต้องเปลี่ยนกระบวนการทำงานกลางคัน
- หน้าที่บางประการ เช่น การแจ้งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 23 และการจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผลตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82
- หากข้อมูลชีวภาพรั่วไหล ความเสียหายประเมินยากกว่าข้อมูลทั่วไปมาก เพราะเจ้าของข้อมูลเปลี่ยนลายนิ้วมือไม่ได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักทั้งในการประเมินความเสี่ยงและในการเรียกค่าสินไหมทดแทน
หลักฐานที่ต้องเก็บ
- เอกสารระบุวัตถุประสงค์ของการใช้ระบบ และเหตุผลว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพ
- แบบขอความยินยอมโดยชัดแจ้งที่แยกจากสัญญาจ้างและเอกสารอื่น พร้อมหลักฐานการให้ความยินยอมรายบุคคล
- เอกสารแสดงทางเลือกอื่นที่จัดไว้ และหลักฐานว่าได้แจ้งพนักงานถึงทางเลือกนั้น
- รายชื่อผู้ที่เลือกทางอื่น และบันทึกว่าไม่ได้ถูกปฏิบัติแตกต่าง
- เอกสารจากผู้ให้บริการระบบที่ระบุว่าเก็บข้อมูลรูปแบบใด เก็บที่ใด และเข้ารหัสอย่างไร
- ข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการระบบ
- ทะเบียนสิทธิเข้าถึงและบันทึกการเข้าถึงข้อมูล
- ตารางระยะเวลาเก็บและบันทึกการลบข้อมูลเมื่อพนักงานพ้นสภาพ
ถ้าเป็นฝ่ายนายจ้างหรือ HR ต้องเช็กอะไรบ้าง
- ตอนนี้ใช้ฐานอะไรรองรับ และเป็นความยินยอมโดยชัดแจ้งจริงหรือไม่
- เอกสารยินยอมแยกจากสัญญาจ้างหรือรวมอยู่ในฉบับเดียวกัน
- มีทางเลือกอื่นให้พนักงานหรือไม่ และถ้าไม่มี จะจัดได้ภายในเวลาเท่าใด
- ถ้าพนักงานปฏิเสธวันนี้ องค์กรมีคำตอบและมีขั้นตอนรองรับหรือยัง
- ระบบเก็บภาพต้นฉบับหรือเก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้ว และมีเอกสารยืนยันจากผู้ขายหรือเปล่า
- ข้อมูลอยู่ในเครื่อง ในเซิร์ฟเวอร์ หรือบนคลาวด์ และถ้าอยู่บนคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ใด
- มีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการระบบหรือยัง
- เมื่อพนักงานลาออก ข้อมูลชีวภาพถูกลบเมื่อใดและมีบันทึกหรือไม่
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "ยินยอมเพราะไม่มีทางเลือก" — เป็นข้อโต้แย้งที่ตรงประเด็นที่สุด และแก้ยากมากถ้าองค์กรไม่ได้จัดทางเลือกไว้จริง
- "เซ็นรวมกับสัญญาจ้างวันแรก" — ใช้ชี้ว่าความยินยอมไม่ได้ให้โดยอิสระและไม่ได้ให้โดยชัดแจ้งแยกเรื่อง
- "ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลอ่อนไหวเพื่อบันทึกเวลา" — ตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นและความได้สัดส่วน
- "ไม่รู้ว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน" — เมื่อองค์กรตอบไม่ได้ว่าผู้ให้บริการเก็บข้อมูลไว้อย่างไรและที่ใด
- "ลาออกไปแล้วข้อมูลยังอยู่" — เป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ง่ายและพบบ่อย
- "คนที่ปฏิเสธถูกปฏิบัติต่างจากคนอื่น" — ซึ่งเชื่อมไปสู่ประเด็นในสนามแรงงาน
ก่อนตัดสินใจ ควรทำอะไรตามลำดับ
- ทบทวนวัตถุประสงค์ว่าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพจริงหรือไม่ ก่อนพูดถึงเรื่องเอกสาร
- ถ้าจำเป็น ให้กำหนดฐานให้ถูกและออกแบบวิธีขอความยินยอมโดยชัดแจ้งที่แยกจากเอกสารอื่น
- จัดทางเลือกอื่นให้ใช้งานได้จริง และตรวจว่าผู้เลือกทางอื่นไม่เสียเปรียบ
- ขอเอกสารจากผู้ให้บริการระบบว่าเก็บข้อมูลรูปแบบใดและที่ใด แล้วทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูล
- กำหนดสิทธิเข้าถึง ระยะเวลาเก็บ และขั้นตอนลบเมื่อพ้นสภาพ พร้อมบันทึก
- ให้ทนายตรวจทั้งชุดในมุมข้อมูลส่วนบุคคลและมุมแรงงานก่อนประกาศใช้
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- กำลังจะติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าเป็นครั้งแรก
- ใช้ระบบอยู่แล้วแต่ไม่แน่ใจว่าใช้ฐานถูกหรือไม่
- มีพนักงานปฏิเสธไม่ให้เก็บข้อมูลชีวภาพ
- องค์กรไม่มีทางเลือกอื่นให้และกำลังพิจารณาจะจัดทางเลือก
- ระบบเป็นบริการบนคลาวด์ที่เซิร์ฟเวอร์อาจอยู่ต่างประเทศ
- ต้องการนำข้อมูลจากระบบไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกจากบันทึกเวลา
- เกิดเหตุข้อมูลจากระบบรั่วไหล
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร เราประเมินให้ก่อนว่าองค์กรจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพจริงหรือไม่ แล้วจึงวางฐานทางกฎหมาย แบบขอความยินยอมที่แยกเรื่อง และแนวทางเรื่องทางเลือกอื่น ให้อยู่ในงานวางระบบข้อมูลพนักงาน พร้อมตรวจข้อตกลงกับผู้ให้บริการระบบ
สิ่งที่เรามักบอกลูกความตรง ๆ คือหลายองค์กรไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพเลย เพราะวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือบันทึกเวลาทำงาน ซึ่งทำได้ด้วยวิธีที่ความเสี่ยงต่ำกว่ามาก การประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุนจึงมักได้ผลดีกว่าการซื้อระบบมาแล้วค่อยหาทางทำให้ถูกกฎหมาย
สรุป
การสแกนลายนิ้วมือเข้างานเป็นการเก็บข้อมูลชีวภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ทำได้แต่มีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายอย่างที่ใช้กับข้อมูลทั่วไปไม่ได้
คำถามเรื่องทางเลือกอื่นจึงไม่ใช่เรื่องของความใจดี แต่เป็นเรื่องที่กำหนดว่าความยินยอมที่องค์กรถืออยู่มีน้ำหนักจริงหรือไม่ และคำถามที่ควรถามก่อนทุกอย่างคือ องค์กรจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่เจ้าของเปลี่ยนไม่ได้ตลอดชีวิต เพียงเพื่อบันทึกเวลาเข้าออกงานจริงหรือ
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 — ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว ซึ่งรวมถึงข้อมูลชีวภาพ โดยหลักห้ามเก็บรวบรวมโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด (ข้อยกเว้นมีหลายอนุมาตรา ควรตรวจตัวบทและประเมินเป็นรายกรณี)
- นิยามข้อมูลชีวภาพ — ข้อมูลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่นำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ ทำให้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา หรือข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ
- มาตรา 19 — หลักเกณฑ์การขอความยินยอม ซึ่งต้องทำให้เจ้าของข้อมูลมีอิสระในการให้ความยินยอม (ควรตรวจถ้อยคำและวรรคที่เกี่ยวข้องก่อนอ้างอิงในกรณีจริง)
- มาตรา 23 — หน้าที่แจ้งวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ระยะเวลาเก็บ และสิทธิของเจ้าของข้อมูล
- มาตรา 37 — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งสำหรับข้อมูลอ่อนไหวย่อมต้องเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
- มาตรา 39 — หน้าที่จัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล ซึ่งควรครอบคลุมการใช้ระบบบันทึกเวลาด้วยข้อมูลชีวภาพ
- มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และมาตราอื่นที่ระบุไว้
- ⚠️ ยังไม่พบประกาศหรือแนวปฏิบัติเฉพาะเรื่องข้อมูลชีวภาพในสถานประกอบการจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนอ้างอิง
- ⚠️ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมีการแก้ไขเพิ่มเติมในระยะหลัง ประเด็นเรื่องการบันทึกเวลาทำงานและการปฏิบัติต่อลูกจ้างควรตรวจตัวบทฉบับที่บังคับใช้อยู่ประกอบ
คำถามที่พบบ่อย
บริษัทใช้เครื่องสแกนนิ้วมานานแล้ว ต้องกลับไปขอความยินยอมใหม่ไหม
ควรทบทวนว่าฐานที่ใช้อยู่ถูกต้องหรือไม่ และเอกสารที่มีอยู่เข้าลักษณะความยินยอมโดยชัดแจ้งตามมาตรา 26 หรือเปล่า หากพบว่าเดิมใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือใช้ข้อความยินยอมที่รวมอยู่ในสัญญาจ้าง ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกโต้แย้ง องค์กรควรให้ทนายประเมินสถานะปัจจุบันก่อน แล้วจึงวางแผนแก้ไขไปข้างหน้าพร้อมบันทึกเหตุผล มากกว่าปล่อยไว้เพราะใช้มานานแล้ว
ถ้าพนักงานปฏิเสธไม่ให้สแกน บริษัทลงโทษได้ไหม
การลงโทษพนักงานที่ใช้สิทธิไม่ให้ความยินยอมมีความเสี่ยงสูงในสองทาง ทางแรกคือทำให้ความยินยอมของพนักงานคนอื่นถูกตั้งคำถามว่าให้โดยอิสระหรือไม่ เพราะมีตัวอย่างว่าการปฏิเสธมีผลเสีย ทางที่สองคือเป็นประเด็นในมุมกฎหมายแรงงานเรื่องการปฏิบัติต่อลูกจ้าง แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือจัดทางเลือกอื่นที่ใช้งานได้จริงไว้ให้ และควรปรึกษาทนายก่อนดำเนินการใด ๆ กับพนักงานที่ปฏิเสธ
ระบบเก็บแค่ตัวเลขที่แปลงจากลายนิ้วมือ ยังถือเป็นข้อมูลชีวภาพไหม
ต้องพิจารณาว่าค่าที่เก็บนั้นยังใช้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นได้หรือไม่ หากยังใช้ยืนยันตัวตนได้ ก็ยังมีลักษณะเป็นข้อมูลชีวภาพตามนิยาม แม้จะไม่ใช่ภาพลายนิ้วมือต้นฉบับ อย่างไรก็ตามระบบที่เก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้วและย้อนกลับไม่ได้ ย่อมมีระดับความเสี่ยงต่างจากระบบที่เก็บภาพต้นฉบับ ซึ่งมีผลต่อการประเมินความเหมาะสมของมาตรการ องค์กรจึงควรขอเอกสารจากผู้ให้บริการระบุให้ชัดว่าเก็บอะไรไว้จริง
พนักงานลาออกแล้ว ข้อมูลลายนิ้วมือต้องลบเมื่อไร
โดยหลักควรลบเมื่อสิ้นสุดวัตถุประสงค์ที่เก็บมา ซึ่งกรณีการบันทึกเวลาเข้าออกงานมักสิ้นสุดเมื่อพนักงานพ้นสภาพและการคำนวณค่าจ้างงวดสุดท้ายเสร็จสิ้น ทั้งนี้ควรระบุไว้ในตารางระยะเวลาเก็บให้ชัดและทำจริงตามนั้น พร้อมบันทึกการลบไว้ เพราะข้อมูลชีวภาพที่ยังคงอยู่หลังพ้นสภาพเป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ง่ายและอธิบายยาก โดยเฉพาะเมื่อองค์กรตอบไม่ได้ว่าเก็บไว้ด้วยเหตุผลใด
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
นายจ้างเปิดดูอีเมล แชท หรือคอมพิวเตอร์ของพนักงานได้หรือไม่
นายจ้างเปิดดูอีเมลพนักงานได้ในบางกรณี แต่ความเป็นเจ้าของอุปกรณ์ไม่ใช่เหตุผล และหลักฐานที่ได้มาผิดวิธีใช้ไม่ได้
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อใด และเขียนคำแจ้งอย่างไรไม่ให้กลายเป็นหลักฐานมัดตัว
แจ้งเจ้าของข้อมูลเฉพาะกรณีเสี่ยงสูง แต่ถ้อยคำในหนังสือแจ้งจะถูกใช้อ้างอิงต่อในทุกชั้น เขียนอย่างไรจึงจะปลอดภัย
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
เหตุข้อมูลรั่วแบบไหนที่ไม่ต้องแจ้ง และต้องบันทึกเหตุผลอย่างไรให้ใช้ยันได้
เหตุที่ไม่ต้องแจ้งมีจริงตามกฎหมาย แต่การไม่แจ้งโดยไม่บันทึกเหตุผล คือจุดที่องค์กรเสียเปรียบมากกว่าการแจ้งช้า
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ