081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

สแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าเข้างาน ต้องมีทางเลือกอื่นให้พนักงานหรือไม่

พนักงานสแกนลายนิ้วมือเข้างานที่เครื่องบันทึกเวลาในสำนักงาน ซึ่งเป็นข้อมูลชีวภาพตาม PDPA

สรุปประเด็นสำคัญ

การสแกนลายนิ้วมือเข้างานหรือสแกนใบหน้าเป็นการเก็บข้อมูลชีวภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 จึงมีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นเฉพาะที่กฎหมายกำหนด — ไม่สามารถใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายอย่างที่ใช้กับข้อมูลทั่วไปได้

ประเด็นที่เป็นหัวใจคือ ความยินยอมต้องให้โดยอิสระ และในความสัมพันธ์นายจ้างกับลูกจ้างที่ไม่เท่าเทียมกัน หากองค์กรไม่มีทางเลือกอื่นให้เลย ความยินยอมนั้นจะถูกตั้งคำถามได้ว่าให้โดยอิสระจริงหรือไม่ · การจัดทางเลือกอื่นไว้ เช่น บัตรพนักงานหรือรหัส จึงไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ฐานทางกฎหมายขององค์กรมั่นคงขึ้น

เครื่องสแกนนิ้วหน้าออฟฟิศเป็นของที่คุ้นตาจนแทบไม่มีใครตั้งคำถาม จนกระทั่งมีพนักงานสักคนบอกว่าไม่อยากให้บริษัทเก็บลายนิ้วมือของตน แล้วองค์กรถึงเพิ่งรู้ว่าไม่มีคำตอบเตรียมไว้ คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือการสแกนลายนิ้วมือเข้างานทำได้หรือไม่ ต้องขออนุญาตอย่างไร และถ้าพนักงานปฏิเสธ องค์กรบังคับได้หรือเปล่า

ข้อมูลชีวภาพคืออะไร และทำไมจึงพิเศษกว่าข้อมูลทั่วไป

มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จัดให้ข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว อยู่ในกลุ่มเดียวกับข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลพันธุกรรม เชื้อชาติ ศาสนา และข้อมูลสหภาพแรงงาน

ข้อมูลชีวภาพหมายถึงข้อมูลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่นำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ ทำให้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ ข้อมูลจำลองใบหน้า หรือข้อมูลจำลองม่านตา

เหตุผลที่กฎหมายคุ้มครองเข้มกว่าไม่ใช่เพราะข้อมูลนี้ละเอียดอ่อนในเชิงความรู้สึก แต่เพราะมีลักษณะพิเศษสองอย่าง คือหนึ่งเปลี่ยนไม่ได้ รหัสผ่านที่รั่วเปลี่ยนได้ แต่ลายนิ้วมือที่รั่วเปลี่ยนไม่ได้ตลอดชีวิต และสองใช้ยืนยันตัวตนข้ามระบบได้ ข้อมูลชีวภาพที่หลุดจึงมีมูลค่าต่อผู้ไม่หวังดีมากกว่าข้อมูลทั่วไปมาก

ฐานทางกฎหมายที่ใช้ได้ต่างจากข้อมูลทั่วไป

ประเด็นข้อมูลทั่วไปข้อมูลชีวภาพ (ข้อมูลอ่อนไหว)
ฐานที่ใช้ได้มีหลายฐาน เช่น การปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายโดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นเฉพาะที่มาตรา 26 กำหนดไว้
ใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ไหมได้ โดยต้องชั่งน้ำหนักและบันทึกไว้โดยหลักใช้ไม่ได้ — จุดนี้คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด
รูปแบบความยินยอมทำได้หลายรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดต้องเป็นความยินยอมโดยชัดแจ้ง
ผลถ้าถอนความยินยอมอาจยังมีฐานอื่นรองรับหากไม่มีข้อยกเว้นรองรับ องค์กรอาจไม่มีฐานใดเหลืออยู่

ผลในทางปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือ องค์กรจำนวนมากวางระบบสแกนนิ้วโดยคิดว่าใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ เหมือนที่ใช้กับกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน เพราะกล้องวงจรปิดทั่วไปเก็บภาพซึ่งเป็นข้อมูลทั่วไป แต่ระบบที่วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนเก็บข้อมูลชีวภาพ · ทั้งนี้ข้อยกเว้นตามมาตรา 26 มีหลายอนุมาตรา ควรตรวจตัวบทและประเมินเป็นรายกรณีว่ากรณีขององค์กรเข้าข้อยกเว้นใดหรือไม่

ปัญหาความยินยอมในความสัมพันธ์นายจ้างกับลูกจ้าง

เมื่อฐานหลักคือความยินยอม คำถามถัดมาคือความยินยอมที่ได้มานั้นสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่บริบทการจ้างงานสร้างปัญหาเป็นพิเศษ

หลักทั่วไปคือความยินยอมต้องให้โดยอิสระ แต่ลูกจ้างที่ถูกขอความยินยอมโดยไม่มีทางเลือกอื่นเลย อยู่ในสถานะที่ปฏิเสธได้ยากกว่าลูกค้าทั่วไปมาก เพราะการปฏิเสธอาจกระทบการบันทึกเวลาทำงาน การจ่ายค่าจ้าง หรือความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน

นี่คือเหตุผลที่คำถามเรื่องทางเลือกอื่นไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นเรื่องที่กำหนดว่าฐานทางกฎหมายขององค์กรมั่นคงหรือไม่ องค์กรที่จัดทางเลือกไว้และไม่ทำให้ผู้เลือกทางอื่นเสียเปรียบ ย่อมอธิบายได้ว่าความยินยอมที่ได้มาให้โดยอิสระ ส่วนองค์กรที่บอกว่าไม่สแกนก็ลงเวลาไม่ได้ จะอธิบายเรื่องนี้ได้ยาก

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… เครื่องสแกนนิ้วเป็นเรื่องปกติ ใคร ๆ ก็ใช้กัน และพนักงานก็เซ็นยินยอมตอนเข้างานไปแล้ว จึงไม่น่ามีปัญหา

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… ความแพร่หลายไม่ได้ทำให้ถูกกฎหมาย และเอกสารยินยอมที่เซ็นรวมกับสัญญาจ้างตอนวันแรกของงาน เป็นเอกสารที่ถูกตั้งคำถามได้ง่ายที่สุดว่าให้โดยอิสระหรือไม่ เพราะเป็นวันที่ลูกจ้างอยู่ในตำแหน่งต่อรองน้อยที่สุด

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… ไม่ใช่ที่ตัวเครื่องสแกน แต่อยู่ที่สามจุด — องค์กรใช้ฐานผิดตั้งแต่ต้นโดยคิดว่าใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ · ความยินยอมถูกผูกรวมกับเอกสารอื่นจนแยกไม่ออก · และไม่มีทางเลือกอื่นให้เลย ทำให้คำว่ายินยอมกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมายจริง

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ทบทวนสามอย่างนี้ก่อนลงทุนกับเทคโนโลยีเพิ่ม เพราะการเปลี่ยนเอกสารและจัดทางเลือกใช้ต้นทุนน้อยกว่าการเปลี่ยนระบบมาก และถ้าองค์กรพบว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือแค่บันทึกเวลาทำงาน ก็ควรถามต่อว่าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่

คำถามที่ควรถามก่อนติดตั้ง

  1. วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร ถ้าเป็นการบันทึกเวลาทำงาน มีวิธีอื่นที่บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันโดยไม่ต้องใช้ข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
  2. ใช้ฐานอะไร ถ้าตอบว่าความยินยอมโดยชัดแจ้ง ได้ออกแบบวิธีขอที่แยกจากเอกสารอื่นแล้วหรือยัง
  3. มีทางเลือกอื่นให้หรือไม่ และผู้ที่เลือกทางอื่นเสียเปรียบหรือเปล่า
  4. เก็บอะไรไว้จริง เก็บภาพลายนิ้วมือ หรือเก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้วซึ่งย้อนกลับเป็นลายนิ้วมือไม่ได้
  5. เก็บไว้ที่ไหน อยู่ในตัวเครื่อง อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร หรืออยู่บนคลาวด์ของผู้ให้บริการ
  6. ใครเข้าถึงได้ และมีบันทึกการเข้าถึงหรือไม่
  7. เก็บนานเท่าใดและลบเมื่อไร โดยเฉพาะเมื่อพนักงานพ้นสภาพ
  8. ผู้ให้บริการระบบเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลหรือไม่ และมีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลรองรับหรือยัง

คำถามข้อ 4 มักถูกมองข้ามและมีผลมาก เพราะระบบที่เก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้วอยู่ในสถานะความเสี่ยงที่ต่างจากระบบที่เก็บภาพต้นฉบับอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรถามผู้ขายให้ชัดและขอเป็นลายลักษณ์อักษร

สองสนามที่ต้องคิดพร้อมกัน

เรื่องนี้เชื่อมกับงานแรงงานโดยตรง เพราะการบันทึกเวลาทำงานผูกกับการจ่ายค่าจ้างและค่าล่วงเวลา

  • สนามข้อมูลส่วนบุคคล ถามว่าใช้ฐานถูกหรือไม่ ความยินยอมสมบูรณ์หรือเปล่า และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
  • สนามแรงงาน ถามว่าหากพนักงานปฏิเสธแล้วองค์กรลงโทษหรือไม่ให้ลงเวลา จะกลายเป็นประเด็นเรื่องความเป็นธรรมในการปฏิบัติต่อลูกจ้างหรือไม่ และหากบันทึกเวลาไม่ครบจะกระทบการคำนวณค่าจ้างอย่างไร

องค์กรที่วางระบบโดยดูเฉพาะมุมแรก มักพบภายหลังว่าปัญหาจริงเกิดในมุมที่สอง เพราะพนักงานที่ปฏิเสธจะกลายเป็นกรณีที่ต้องจัดการทันที และวิธีจัดการกรณีนั้นเองที่เสี่ยงกลายเป็นข้อพิพาท · เรื่องนี้จึงควรวางร่วมกับทีมที่ดูแลงานคดีแรงงานตั้งแต่ต้น

ปลายทางถ้าพลาด

  1. พนักงานหรืออดีตพนักงานร้องเรียนว่าองค์กรเก็บข้อมูลอ่อนไหวโดยไม่มีฐานที่ถูกต้อง
  2. คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจง และพิจารณาว่าจะสั่งให้แก้ไข ตักเตือน หรือลงโทษปรับ โดยดูพฤติการณ์และปัจจัยที่ประกาศกำหนด
  3. หากคำสั่งให้แก้ไขรวมถึงการหยุดใช้ระบบหรือลบข้อมูลที่เก็บไว้ องค์กรอาจเสียทั้งการลงทุนและต้องเปลี่ยนกระบวนการทำงานกลางคัน
  4. หน้าที่บางประการ เช่น การแจ้งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 23 และการจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผลตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82
  5. หากข้อมูลชีวภาพรั่วไหล ความเสียหายประเมินยากกว่าข้อมูลทั่วไปมาก เพราะเจ้าของข้อมูลเปลี่ยนลายนิ้วมือไม่ได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักทั้งในการประเมินความเสี่ยงและในการเรียกค่าสินไหมทดแทน

หลักฐานที่ต้องเก็บ

  • เอกสารระบุวัตถุประสงค์ของการใช้ระบบ และเหตุผลว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพ
  • แบบขอความยินยอมโดยชัดแจ้งที่แยกจากสัญญาจ้างและเอกสารอื่น พร้อมหลักฐานการให้ความยินยอมรายบุคคล
  • เอกสารแสดงทางเลือกอื่นที่จัดไว้ และหลักฐานว่าได้แจ้งพนักงานถึงทางเลือกนั้น
  • รายชื่อผู้ที่เลือกทางอื่น และบันทึกว่าไม่ได้ถูกปฏิบัติแตกต่าง
  • เอกสารจากผู้ให้บริการระบบที่ระบุว่าเก็บข้อมูลรูปแบบใด เก็บที่ใด และเข้ารหัสอย่างไร
  • ข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการระบบ
  • ทะเบียนสิทธิเข้าถึงและบันทึกการเข้าถึงข้อมูล
  • ตารางระยะเวลาเก็บและบันทึกการลบข้อมูลเมื่อพนักงานพ้นสภาพ

ถ้าเป็นฝ่ายนายจ้างหรือ HR ต้องเช็กอะไรบ้าง

  • ตอนนี้ใช้ฐานอะไรรองรับ และเป็นความยินยอมโดยชัดแจ้งจริงหรือไม่
  • เอกสารยินยอมแยกจากสัญญาจ้างหรือรวมอยู่ในฉบับเดียวกัน
  • มีทางเลือกอื่นให้พนักงานหรือไม่ และถ้าไม่มี จะจัดได้ภายในเวลาเท่าใด
  • ถ้าพนักงานปฏิเสธวันนี้ องค์กรมีคำตอบและมีขั้นตอนรองรับหรือยัง
  • ระบบเก็บภาพต้นฉบับหรือเก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้ว และมีเอกสารยืนยันจากผู้ขายหรือเปล่า
  • ข้อมูลอยู่ในเครื่อง ในเซิร์ฟเวอร์ หรือบนคลาวด์ และถ้าอยู่บนคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ใด
  • มีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการระบบหรือยัง
  • เมื่อพนักงานลาออก ข้อมูลชีวภาพถูกลบเมื่อใดและมีบันทึกหรือไม่

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "ยินยอมเพราะไม่มีทางเลือก" — เป็นข้อโต้แย้งที่ตรงประเด็นที่สุด และแก้ยากมากถ้าองค์กรไม่ได้จัดทางเลือกไว้จริง
  • "เซ็นรวมกับสัญญาจ้างวันแรก" — ใช้ชี้ว่าความยินยอมไม่ได้ให้โดยอิสระและไม่ได้ให้โดยชัดแจ้งแยกเรื่อง
  • "ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลอ่อนไหวเพื่อบันทึกเวลา" — ตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นและความได้สัดส่วน
  • "ไม่รู้ว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน" — เมื่อองค์กรตอบไม่ได้ว่าผู้ให้บริการเก็บข้อมูลไว้อย่างไรและที่ใด
  • "ลาออกไปแล้วข้อมูลยังอยู่" — เป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ง่ายและพบบ่อย
  • "คนที่ปฏิเสธถูกปฏิบัติต่างจากคนอื่น" — ซึ่งเชื่อมไปสู่ประเด็นในสนามแรงงาน

ก่อนตัดสินใจ ควรทำอะไรตามลำดับ

  1. ทบทวนวัตถุประสงค์ว่าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพจริงหรือไม่ ก่อนพูดถึงเรื่องเอกสาร
  2. ถ้าจำเป็น ให้กำหนดฐานให้ถูกและออกแบบวิธีขอความยินยอมโดยชัดแจ้งที่แยกจากเอกสารอื่น
  3. จัดทางเลือกอื่นให้ใช้งานได้จริง และตรวจว่าผู้เลือกทางอื่นไม่เสียเปรียบ
  4. ขอเอกสารจากผู้ให้บริการระบบว่าเก็บข้อมูลรูปแบบใดและที่ใด แล้วทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูล
  5. กำหนดสิทธิเข้าถึง ระยะเวลาเก็บ และขั้นตอนลบเมื่อพ้นสภาพ พร้อมบันทึก
  6. ให้ทนายตรวจทั้งชุดในมุมข้อมูลส่วนบุคคลและมุมแรงงานก่อนประกาศใช้

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย

  • กำลังจะติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าเป็นครั้งแรก
  • ใช้ระบบอยู่แล้วแต่ไม่แน่ใจว่าใช้ฐานถูกหรือไม่
  • มีพนักงานปฏิเสธไม่ให้เก็บข้อมูลชีวภาพ
  • องค์กรไม่มีทางเลือกอื่นให้และกำลังพิจารณาจะจัดทางเลือก
  • ระบบเป็นบริการบนคลาวด์ที่เซิร์ฟเวอร์อาจอยู่ต่างประเทศ
  • ต้องการนำข้อมูลจากระบบไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกจากบันทึกเวลา
  • เกิดเหตุข้อมูลจากระบบรั่วไหล

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร เราประเมินให้ก่อนว่าองค์กรจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพจริงหรือไม่ แล้วจึงวางฐานทางกฎหมาย แบบขอความยินยอมที่แยกเรื่อง และแนวทางเรื่องทางเลือกอื่น ให้อยู่ในงานวางระบบข้อมูลพนักงาน พร้อมตรวจข้อตกลงกับผู้ให้บริการระบบ

สิ่งที่เรามักบอกลูกความตรง ๆ คือหลายองค์กรไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลชีวภาพเลย เพราะวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือบันทึกเวลาทำงาน ซึ่งทำได้ด้วยวิธีที่ความเสี่ยงต่ำกว่ามาก การประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุนจึงมักได้ผลดีกว่าการซื้อระบบมาแล้วค่อยหาทางทำให้ถูกกฎหมาย

สรุป

การสแกนลายนิ้วมือเข้างานเป็นการเก็บข้อมูลชีวภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ทำได้แต่มีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป โดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายอย่างที่ใช้กับข้อมูลทั่วไปไม่ได้

คำถามเรื่องทางเลือกอื่นจึงไม่ใช่เรื่องของความใจดี แต่เป็นเรื่องที่กำหนดว่าความยินยอมที่องค์กรถืออยู่มีน้ำหนักจริงหรือไม่ และคำถามที่ควรถามก่อนทุกอย่างคือ องค์กรจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่เจ้าของเปลี่ยนไม่ได้ตลอดชีวิต เพียงเพื่อบันทึกเวลาเข้าออกงานจริงหรือ

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 — ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว ซึ่งรวมถึงข้อมูลชีวภาพ โดยหลักห้ามเก็บรวบรวมโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด (ข้อยกเว้นมีหลายอนุมาตรา ควรตรวจตัวบทและประเมินเป็นรายกรณี)
  • นิยามข้อมูลชีวภาพ — ข้อมูลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่นำลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ ทำให้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา หรือข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ
  • มาตรา 19 — หลักเกณฑ์การขอความยินยอม ซึ่งต้องทำให้เจ้าของข้อมูลมีอิสระในการให้ความยินยอม (ควรตรวจถ้อยคำและวรรคที่เกี่ยวข้องก่อนอ้างอิงในกรณีจริง)
  • มาตรา 23 — หน้าที่แจ้งวัตถุประสงค์ ประเภทข้อมูล ระยะเวลาเก็บ และสิทธิของเจ้าของข้อมูล
  • มาตรา 37 — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งสำหรับข้อมูลอ่อนไหวย่อมต้องเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
  • มาตรา 39 — หน้าที่จัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล ซึ่งควรครอบคลุมการใช้ระบบบันทึกเวลาด้วยข้อมูลชีวภาพ
  • มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และมาตราอื่นที่ระบุไว้
  • ⚠️ ยังไม่พบประกาศหรือแนวปฏิบัติเฉพาะเรื่องข้อมูลชีวภาพในสถานประกอบการจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนอ้างอิง
  • ⚠️ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมีการแก้ไขเพิ่มเติมในระยะหลัง ประเด็นเรื่องการบันทึกเวลาทำงานและการปฏิบัติต่อลูกจ้างควรตรวจตัวบทฉบับที่บังคับใช้อยู่ประกอบ

คำถามที่พบบ่อย

บริษัทใช้เครื่องสแกนนิ้วมานานแล้ว ต้องกลับไปขอความยินยอมใหม่ไหม

ควรทบทวนว่าฐานที่ใช้อยู่ถูกต้องหรือไม่ และเอกสารที่มีอยู่เข้าลักษณะความยินยอมโดยชัดแจ้งตามมาตรา 26 หรือเปล่า หากพบว่าเดิมใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือใช้ข้อความยินยอมที่รวมอยู่ในสัญญาจ้าง ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกโต้แย้ง องค์กรควรให้ทนายประเมินสถานะปัจจุบันก่อน แล้วจึงวางแผนแก้ไขไปข้างหน้าพร้อมบันทึกเหตุผล มากกว่าปล่อยไว้เพราะใช้มานานแล้ว

ถ้าพนักงานปฏิเสธไม่ให้สแกน บริษัทลงโทษได้ไหม

การลงโทษพนักงานที่ใช้สิทธิไม่ให้ความยินยอมมีความเสี่ยงสูงในสองทาง ทางแรกคือทำให้ความยินยอมของพนักงานคนอื่นถูกตั้งคำถามว่าให้โดยอิสระหรือไม่ เพราะมีตัวอย่างว่าการปฏิเสธมีผลเสีย ทางที่สองคือเป็นประเด็นในมุมกฎหมายแรงงานเรื่องการปฏิบัติต่อลูกจ้าง แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือจัดทางเลือกอื่นที่ใช้งานได้จริงไว้ให้ และควรปรึกษาทนายก่อนดำเนินการใด ๆ กับพนักงานที่ปฏิเสธ

ระบบเก็บแค่ตัวเลขที่แปลงจากลายนิ้วมือ ยังถือเป็นข้อมูลชีวภาพไหม

ต้องพิจารณาว่าค่าที่เก็บนั้นยังใช้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นได้หรือไม่ หากยังใช้ยืนยันตัวตนได้ ก็ยังมีลักษณะเป็นข้อมูลชีวภาพตามนิยาม แม้จะไม่ใช่ภาพลายนิ้วมือต้นฉบับ อย่างไรก็ตามระบบที่เก็บเฉพาะค่าที่แปลงแล้วและย้อนกลับไม่ได้ ย่อมมีระดับความเสี่ยงต่างจากระบบที่เก็บภาพต้นฉบับ ซึ่งมีผลต่อการประเมินความเหมาะสมของมาตรการ องค์กรจึงควรขอเอกสารจากผู้ให้บริการระบุให้ชัดว่าเก็บอะไรไว้จริง

พนักงานลาออกแล้ว ข้อมูลลายนิ้วมือต้องลบเมื่อไร

โดยหลักควรลบเมื่อสิ้นสุดวัตถุประสงค์ที่เก็บมา ซึ่งกรณีการบันทึกเวลาเข้าออกงานมักสิ้นสุดเมื่อพนักงานพ้นสภาพและการคำนวณค่าจ้างงวดสุดท้ายเสร็จสิ้น ทั้งนี้ควรระบุไว้ในตารางระยะเวลาเก็บให้ชัดและทำจริงตามนั้น พร้อมบันทึกการลบไว้ เพราะข้อมูลชีวภาพที่ยังคงอยู่หลังพ้นสภาพเป็นประเด็นที่ตรวจสอบได้ง่ายและอธิบายยาก โดยเฉพาะเมื่อองค์กรตอบไม่ได้ว่าเก็บไว้ด้วยเหตุผลใด

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผู้บริหารหารือกับที่ปรึกษากฎหมายก่อนตรวจสอบอีเมลและแชทของพนักงานตามหลัก PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

นายจ้างเปิดดูอีเมล แชท หรือคอมพิวเตอร์ของพนักงานได้หรือไม่

นายจ้างเปิดดูอีเมลพนักงานได้ในบางกรณี แต่ความเป็นเจ้าของอุปกรณ์ไม่ใช่เหตุผล และหลักฐานที่ได้มาผิดวิธีใช้ไม่ได้

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที
ทนายความและผู้บริหารตรวจร่างหนังสือแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลก่อนส่งให้เจ้าของข้อมูล PDPA คุ้มครองข้อมูล

ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อใด และเขียนคำแจ้งอย่างไรไม่ให้กลายเป็นหลักฐานมัดตัว

แจ้งเจ้าของข้อมูลเฉพาะกรณีเสี่ยงสูง แต่ถ้อยคำในหนังสือแจ้งจะถูกใช้อ้างอิงต่อในทุกชั้น เขียนอย่างไรจึงจะปลอดภัย

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที
ทนายความบันทึกเหตุผลการประเมินว่าเหตุข้อมูลรั่วไม่เข้าเกณฑ์ต้องแจ้งตาม PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

เหตุข้อมูลรั่วแบบไหนที่ไม่ต้องแจ้ง และต้องบันทึกเหตุผลอย่างไรให้ใช้ยันได้

เหตุที่ไม่ต้องแจ้งมีจริงตามกฎหมาย แต่การไม่แจ้งโดยไม่บันทึกเหตุผล คือจุดที่องค์กรเสียเปรียบมากกว่าการแจ้งช้า

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE