081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

กฎใหม่ PDPA 2569 สรุปประกาศฉบับเต็ม 9 ข้อที่องค์กรต้องปรับ ห้ามพลาด

ทนายความอ่านประกาศกฎใหม่ PDPA 2569 เรื่องหลักเกณฑ์การเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล

สรุปประเด็นสำคัญ

กฎใหม่ PDPA 2569 คือประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ ซึ่งลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศ สาระที่องค์กรต้องปรับมี 9 เรื่อง — ช่องทางยื่นคำขอ · รายการที่คำขอต้องมี · การยืนยันตัวตน · กรอบ 15 วันสำหรับตรวจคำขอ · กรอบ 30 วันสำหรับดำเนินการ (ขยายได้อีก 30 วัน) · เหตุที่ปฏิเสธได้ · หน้าที่ปกปิดแทนการปฏิเสธ · ค่าธรรมเนียม · และการเก็บบันทึกไม่น้อยกว่า 2 ปี

จุดที่หลายองค์กรจะพลาดคือ ช่องทางออนไลน์ไม่ใช่ช่องทางบังคับ แต่ช่องทาง "ยื่นที่สำนักงาน" และ "ยื่นทางไปรษณีย์" เป็นช่องทางที่ต้องมี — องค์กรที่ทำเฉพาะฟอร์มบนเว็บ จึงยังถือว่าจัดช่องทางไม่ครบตามประกาศ

ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องเอาเรื่องนี้ไปเสนอผู้บริหารว่าทำไมองค์กรต้องรีบปรับระบบ บทความนี้เขียนให้อ่านแล้วสรุปต่อได้ทันที เพราะกฎใหม่ PDPA 2569 ไม่ได้ยาว แต่มีรายละเอียดกรอบเวลาและหน้าที่บันทึกที่ข่าวส่วนใหญ่รายงานไม่ครบ และรายละเอียดที่ตกหล่นเหล่านั้นคือจุดที่ทำให้องค์กรถูกร้องเรียนได้ทั้งที่ตั้งใจทำตามแล้ว

ประกาศฉบับนี้คือฉบับไหน ออกโดยใคร

ชื่อเต็มคือ ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอม พ.ศ. 2569

ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 16 (4) และมาตรา 30 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ลงนามโดยประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 175 ง เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 · ข้อ 2 ของประกาศกำหนดว่าให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

พูดให้ชัดคือ ประกาศนี้ไม่ได้สร้างสิทธิใหม่ เพราะสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนามีอยู่ในมาตรา 30 ตั้งแต่ต้น สิ่งที่ประกาศทำคือใส่ "วิธีการและกรอบเวลา" ลงไปในสิทธิที่เดิมเขียนไว้กว้าง ๆ

ตัวประกาศเขียนอะไรไว้บ้าง สรุปรายข้อ

ข้อเรื่องสาระที่องค์กรต้องทำ
ข้อ 4ข้อมูลที่ต้องจัดให้มีต้องจัดให้มีข้อมูลที่เก็บจากเจ้าของข้อมูลโดยตรง · ข้อมูลที่เก็บจากแหล่งอื่น · และแหล่งที่มาของข้อมูลตามข้อหลังเท่าที่จะสามารถกระทำได้ นอกจากนี้ยังต้องจัดให้มีรายละเอียดที่ต้องแจ้งตามมาตรา 23 และรายการที่ต้องบันทึกตามมาตรา 39 ให้เจ้าของข้อมูลขอเข้าถึงหรือขอรับสำเนาได้ด้วย
ข้อ 5ช่องทางยื่นคำขอต้องมีอย่างน้อย (1) ยื่นโดยตรง ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ติดต่อที่แจ้งไว้ตามมาตรา 23 และ (2) ยื่นทางไปรษณีย์ · ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มได้ แต่ไม่ใช่ช่องทางบังคับ · เจ้าของข้อมูลมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้
ข้อ 6รูปแบบและรายการในคำขอทำเป็นหนังสือหรือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบุอย่างน้อย ชื่อตัวและชื่อสกุล · ช่องทางหรือวิธีการสำหรับเข้าถึงหรือรับสำเนา · รายละเอียดเรื่องที่ขอ พร้อมลงลายมือชื่อหรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
ข้อ 6 (ต่อ)การยืนยันตัวตนยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน ให้แสดงบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หรือเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ · ยื่นทางไปรษณีย์หรือทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้แนบสำเนาที่รับรองสำเนาถูกต้อง · กรณียื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ องค์กรกำหนดวิธียืนยันตัวตนแบบอื่นแทนได้ แต่ต้องไม่สร้างอุปสรรคเกินสมควร
ข้อ 7กรอบเวลาชั้นแรกตรวจรายละเอียดคำขอ เอกสารหลักฐาน และตรวจว่าผู้ยื่นเป็นเจ้าของข้อมูลหรือผู้รับมอบอำนาจจริงหรือไม่ ให้แล้วเสร็จโดยไม่ชักช้า แต่ไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ข้อ 8เหตุที่ปฏิเสธได้ปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล · กระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น รวมถึงกรณีปรากฏข้อมูลของบุคคลอื่น ความลับของทางราชการ ความลับทางการค้า ลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น · คำขอไม่เป็นสาระสำคัญอย่างชัดเจนหรือเพิ่มภาระโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ข้อ 9วิธีดำเนินการจัดให้เข้าตรวจดู · จัดทำสำเนาเอกสารแล้วมอบหรือส่งให้ · หรือจัดให้เข้าถึงหรือรับสำเนาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือรูปแบบอื่นที่ร้องขอ
ข้อ 10กรอบเวลาชั้นสองดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ · ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันนับแต่วันครบกำหนดเดิม โดยต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดให้ทราบ
ข้อ 11ค่าธรรมเนียมกรณีให้ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ต้องทำสื่อบันทึกเฉพาะและไม่มีค่าขนส่งโดยตรง ต้องไม่เรียกเก็บ · กรณีอื่นเรียกเก็บได้ในอัตราสมเหตุสมผล ไม่เกินต้นทุนจริง และไม่เกินอัตราในบัญชีท้ายประกาศ
ข้อ 12การเก็บบันทึกบันทึกรายละเอียดคำขอ เอกสารหลักฐานที่ได้รับ และการดำเนินการหรือการปฏิเสธ เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยบันทึกในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยอย่างไรในทางปฏิบัติ

ตั้งแต่ PDPA บังคับใช้เต็มรูปแบบ องค์กรจำนวนมากลงทุนไปกับการทำเอกสารชุดแรก คือ Privacy Notice แบบขอความยินยอม และนโยบายภายใน แต่แทบไม่มีองค์กรใดลงทุนกับ "ขั้นตอนตอนมีคนมาใช้สิทธิจริง" เพราะที่ผ่านมาคำขอมีน้อยและไม่มีกรอบเวลาที่ชัด

ประกาศฉบับนี้เปลี่ยนสมการนั้น เพราะเมื่อมีขั้นตอนกลางที่ประชาชนอ่านได้ คำขอจะเข้ามามากขึ้นและมาพร้อมความคาดหวังที่อ้างอิงตัวประกาศได้ ที่สำคัญคือคนที่รู้เรื่องนี้ก่อนมักไม่ใช่ลูกค้าทั่วไป แต่เป็นทนายของอีกฝ่ายในคดีที่กำลังจะเกิด

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดที่ 1: "ทำฟอร์มบนเว็บไซต์ก็พอ" — ความจริง คือช่องทางที่ประกาศกำหนดให้ต้องมีคือยื่นที่สถานที่ทำการและยื่นทางไปรษณีย์ ส่วนช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางที่ "อาจจัดให้มีเพิ่มเติม" · ผลเสีย คือองค์กรที่มีแต่ฟอร์มออนไลน์ ยังจัดช่องทางไม่ครบ

เข้าใจผิดที่ 2: "ขอเอกสารเพิ่ม แล้วนาฬิกาหยุด" — ความจริง คือเมื่อผู้ยื่นแก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมครบถ้วนแล้ว ให้ถือว่าองค์กร "ได้รับคำขอ" ตั้งแต่วันนั้น นาฬิกาเริ่มนับใหม่ ไม่ใช่หยุดค้างไว้ · ผลเสีย คือองค์กรที่ทยอยขอเอกสารเพิ่มทีละอย่างเพื่อยืดเวลา สุดท้ายอธิบายในชั้นชี้แจงไม่ได้

เข้าใจผิดที่ 3: "ROPA เป็นเอกสารภายใน ไม่ต้องให้ใครดู" — ความจริง คือข้อ 4 วรรคสองกำหนดว่ารายการที่ต้องบันทึกตามมาตรา 39 เป็นสิ่งที่เจ้าของข้อมูลขอเข้าถึงหรือขอรับสำเนาได้ด้วย · ผลเสีย คือ ROPA ที่คัดลอกเทมเพลตมาแล้วไม่ตรงกับงานจริง จะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวเมื่อถูกขอดู

เข้าใจผิดที่ 4: "คิดค่าถ่ายเอกสารเท่าไรก็ได้ถ้าไม่แพงเกิน" — ความจริง คือบัญชีท้ายประกาศกำหนดเพดานไว้ เช่น สำเนาโดยเครื่องถ่ายเอกสารขนาด A4 หน้าละไม่เกิน 1 บาท และการให้คำรับรองถูกต้องของข้อมูล คำรับรองละไม่เกิน 5 บาท · ผลเสีย คือการตั้งอัตราเองสูงกว่านั้นเป็นการฝ่าฝืนประกาศโดยตรง

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… ประกาศฉบับนี้เป็นเรื่องของฝ่ายไอทีที่ต้องไปทำระบบ DSAR ให้ค้นข้อมูลได้เร็วขึ้น

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… ประกาศนี้คือ "ไม้บรรทัด" ที่ใช้วัดย้อนหลังว่าองค์กรทำตามหรือไม่ เพราะทุกข้อในประกาศแปลงเป็นคำถามในชั้นชี้แจงได้หมด — ได้รับคำขอวันไหน ตรวจเสร็จวันไหน แจ้งขยายเวลาหรือยัง ปฏิเสธเพราะอะไร และจดไว้ที่ไหน

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… องค์กรส่วนใหญ่จะตอบคำถามข้อแรกไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะไม่มีจุดลงทะเบียนวันรับคำขอที่เป็นทางการ คำขอเข้ามาทางอีเมลของหัวหน้าแผนกบ้าง ทางแชทบ้าง และไม่มีใครรู้ว่านาฬิกาเริ่มเดินตั้งแต่เมื่อไร

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… เริ่มจากสิ่งที่ถูกที่สุดและได้ผลมากที่สุดก่อน คือสมุดทะเบียนคำขอกลางที่บันทึกวันรับ ผู้รับ สถานะ และวันครบกำหนดทั้งสองชั้น ยังไม่ต้องซื้อระบบใด ๆ ก็เริ่มได้ในสัปดาห์นี้

ปลายทางถ้าพลาด

ถ้าองค์กรไม่ทำตามประกาศนี้ เส้นทางที่เรื่องจะเดินโดยหลักคือ เจ้าของข้อมูลร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จากนั้นคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจเรียกให้ชี้แจง และตามมาตรา 90 ในกรณีที่เห็นสมควรจะสั่งให้แก้ไขหรือตักเตือนก่อนก็ได้ ก่อนจะไปถึงคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง

สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ ประเด็น "ไม่ให้ข้อมูล" กับประเด็น "ไม่บันทึก" เป็นคนละเรื่อง เพราะมาตรา 82 กำหนดโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทสำหรับการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคสี่ ซึ่งคือหน้าที่บันทึกการปฏิเสธ องค์กรจึงอาจปฏิเสธคำขอโดยชอบ แต่ยังผิดเพราะไม่ได้จดเหตุผลไว้

หลักฐานที่ต้องเก็บ

  • ทะเบียนคำขอกลาง ที่ระบุวันรับคำขอ ผู้รับ และวันครบกำหนดทั้งกรอบ 15 วันและ 30 วัน
  • สำเนาคำขอ เอกสารยืนยันตัวตน และหนังสือมอบอำนาจพร้อมอากรแสตมป์ (ถ้ามีการมอบอำนาจ)
  • หนังสือแจ้งให้แก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเติม ที่ระบุกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 10 วัน
  • หนังสือแจ้งขยายเวลาพร้อมเหตุผลความจำเป็น
  • บันทึกการปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม พร้อมไฟล์ก่อนและหลัง
  • หนังสือแจ้งผลหรือหนังสือปฏิเสธพร้อมเหตุผล และรายการบันทึกตามมาตรา 39
  • หลักฐานการแจ้งอัตราค่าธรรมเนียมก่อนหรือขณะใช้สิทธิ (ถ้าเรียกเก็บ)

ทั้งหมดนี้ต้องเก็บไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ ไม่ใช่ระยะเวลาที่เหมาะสมเสมอไป — หากคำขอนั้นเกี่ยวพันกับข้อพิพาทที่มีอายุความยาวกว่านั้น องค์กรควรเก็บให้ครอบคลุมอายุความของข้อพิพาทด้วย

ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องเช็กอะไรบ้าง

  • ที่อยู่และสถานที่ติดต่อที่แจ้งไว้ใน Privacy Notice ตรงกับที่รับคำขอได้จริงหรือไม่
  • มีคนรับจดหมายและรู้หรือไม่ว่าซองแบบไหนคือคำขอใช้สิทธิที่ต้องส่งต่อทันที
  • แบบฟอร์มคำขอครอบคลุมรายการตามข้อ 6 ครบหรือยัง
  • วิธียืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้อยู่ ถือว่าสร้างอุปสรรคเกินสมควรหรือไม่
  • ROPA ตามมาตรา 39 อยู่ในสภาพที่ให้คนนอกดูได้หรือยัง
  • อัตราค่าธรรมเนียมที่ตั้งไว้ เกินเพดานในบัญชีท้ายประกาศหรือไม่
  • บันทึกคำขอเก็บไว้ที่ไหน ใครเข้าถึงได้ และค้นย้อนหลัง 2 ปีได้จริงหรือไม่

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • "องค์กรไม่มีช่องทางให้ยื่นตามประกาศ" — ใช้ได้ผลกับองค์กรที่มีแต่ฟอร์มออนไลน์ หรือที่อยู่ใน Privacy Notice ติดต่อไม่ได้จริง
  • "นับวันรับคำขอผิด" — โต้แย้งว่าองค์กรได้รับคำขอตั้งแต่วันที่ส่งอีเมลฉบับแรก ไม่ใช่วันที่ฝ่ายกฎหมายเพิ่งเห็น
  • "ขอเอกสารเพิ่มโดยไม่จำเป็น" — โต้แย้งว่าองค์กรขอข้อมูลเกินกว่าที่จำเป็นแก่การระบุตัวตน จนกลายเป็นการสร้างอุปสรรค
  • "อ้างขยายเวลาแบบลอย ๆ" — การขยายเวลาต้องมีเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียด ไม่ใช่แจ้งเพียงว่าข้อมูลเยอะ
  • "เรียกค่าธรรมเนียมเกินเพดาน" — เทียบกับบัญชีท้ายประกาศได้ตรง ๆ ไม่ต้องตีความ

ก่อนวันบังคับใช้ ควรทำอะไรตามลำดับ

  1. อ่านตัวประกาศฉบับเต็มจากราชกิจจานุเบกษา อย่าอ่านจากข่าวสรุปอย่างเดียว
  2. เปิดสมุดทะเบียนคำขอกลาง แล้วประกาศภายในว่าใครเจอคำขอต้องส่งมาที่ใดภายในวันเดียวกัน
  3. ทบทวนช่องทางยื่นคำขอให้ครบตามข้อ 5 และแก้ Privacy Notice ให้ที่อยู่ติดต่อตรงกับความจริง
  4. ทำแบบฟอร์มคำขอและแบบฟอร์มหนังสือแจ้ง 4 ฉบับ
  5. เทียบอัตราค่าธรรมเนียมที่ใช้อยู่กับบัญชีท้ายประกาศ แล้วปรับให้ไม่เกินเพดาน
  6. ทบทวน ROPA ตามมาตรา 39 ให้ตรงกับงานจริง เพราะเอกสารนี้ถูกขอดูได้

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย

  • องค์กรอยู่ในธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะซ้อนทับ เพราะข้อ 13 กำหนดให้ทำตามกฎหมายนั้นแต่ต้องสอดคล้องกับประกาศนี้ด้วย
  • กำลังจะปฏิเสธคำขอ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
  • คำขอเข้ามาพร้อมกับหนังสือทวงถามหรือหนังสือจากทนายของอีกฝ่าย
  • ไม่แน่ใจว่าข้อมูลชุดที่ขอเข้าข่ายความลับทางการค้าหรือทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลอื่นหรือไม่
  • ต้องการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับกรณีคำขอปริมาณมาก
  • เคยตอบคำขอไปแล้วโดยไม่ได้บันทึกอะไรไว้เลย และอยากประเมินความเสี่ยงย้อนหลัง

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

เราอ่านประกาศฉบับเต็มแล้วแปลงเป็นขั้นตอนที่องค์กรใช้ได้จริง ไม่ใช่ส่งไฟล์ประกาศให้ไปอ่านเอง โดยเริ่มจากการตรวจความพร้อม PDPA เพื่อดูว่าของเดิมที่ทำไว้ขาดตรงไหนก่อน แล้วจึงวางขั้นตอนรับคำขอและระบบข้อมูลพนักงาน ให้ตรงกับที่ประกาศกำหนด

จุดที่เราให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพราะในเรื่องนี้ องค์กรที่แพ้มักไม่ใช่องค์กรที่ทำผิด แต่เป็นองค์กรที่ทำถูกแล้วพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำ

สรุป

กฎใหม่ PDPA 2569 ไม่ได้ยากในเชิงเนื้อหา แต่ยากในเชิงวินัย เพราะทุกข้อผูกกับวันเวลาและเอกสาร สิ่งที่ควรจำให้ได้มี 5 ตัวเลข คือ 15 วันสำหรับตรวจคำขอ 10 วันเป็นอย่างน้อยสำหรับให้แก้ไขเอกสาร 30 วันสำหรับดำเนินการ 30 วันสำหรับขยายเวลา และ 2 ปีสำหรับเก็บบันทึก

องค์กรที่เริ่มจากสมุดทะเบียนคำขอกลางในสัปดาห์นี้ จะพร้อมกว่าองค์กรที่รอซื้อระบบใหญ่ในปีหน้ามาก เพราะสิ่งที่ถูกตรวจในวันจริงคือบันทึก ไม่ใช่ซอฟต์แวร์

หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 — ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 175 ง วันที่ 16 ก.ค. 2569 · ออกตามมาตรา 16 (4) และมาตรา 30 วรรคห้า
  • ประกาศฯ ข้อ 2 — ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  • ประกาศฯ ข้อ 4–6 — ข้อมูลที่ต้องจัดให้มี ช่องทางยื่นคำขอ รายการในคำขอ และวิธียืนยันตัวตน
  • ประกาศฯ ข้อ 7 และข้อ 10 — กรอบเวลา 15 วันสำหรับตรวจคำขอ และ 30 วันสำหรับดำเนินการ ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน
  • ประกาศฯ ข้อ 8–9 — เหตุที่ปฏิเสธได้ หน้าที่ปกปิดแทนการปฏิเสธ และวิธีดำเนินการตามคำขอ
  • ประกาศฯ ข้อ 11 และบัญชีท้ายประกาศ — หลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมและเพดานอัตรา เช่น สำเนาโดยเครื่องถ่ายเอกสาร A4 หน้าละไม่เกิน 1 บาท · สำเนาจากเครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์บนกระดาษ A4 ขาว-ดำ หน้าละไม่เกิน 3 บาท · คำรับรองความถูกต้องของข้อมูล คำรับรองละไม่เกิน 5 บาท
  • ประกาศฯ ข้อ 12–13 — เก็บบันทึกไม่น้อยกว่า 2 ปี และการปรับใช้เมื่อมีกฎหมายอื่นกำหนดหน้าที่ไว้
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23 · มาตรา 30 · มาตรา 39 — การแจ้งวัตถุประสงค์ สิทธิเข้าถึงและขอรับสำเนา และรายการบันทึกกิจกรรมการประมวลผล
  • มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคสี่ และมาตราอื่นที่ระบุไว้

คำถามที่พบบ่อย

ประกาศฉบับนี้ใช้กับองค์กรขนาดเล็กด้วยหรือไม่

ประกาศฉบับนี้กำหนดหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้แบ่งตามขนาดกิจการ องค์กรขนาดเล็กที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลจึงมีหน้าที่ตามประกาศเช่นเดียวกัน เพียงแต่ระดับของระบบที่เหมาะสมย่อมต่างกันตามปริมาณข้อมูลและลักษณะกิจกรรม ทั้งนี้กฎหมายลำดับรองบางฉบับอาจผ่อนปรนหน้าที่บางเรื่องให้กิจการขนาดเล็ก ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดเป็นรายกรณี

ต้องมีฟอร์มออนไลน์ให้ยื่นคำขอหรือไม่

ไม่จำเป็น ประกาศกำหนดช่องทางที่ต้องจัดให้มีไว้สองช่องทาง คือยื่นโดยตรง ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ติดต่อที่แจ้งไว้ตามมาตรา 23 และยื่นทางไปรษณีย์ ส่วนช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือช่องทางอื่นเป็นสิ่งที่ผู้ควบคุมข้อมูล "อาจจัดให้มีเพิ่มเติม" ได้ องค์กรที่มีเฉพาะฟอร์มออนไลน์จึงยังถือว่าจัดช่องทางไม่ครบตามประกาศ

ถ้าเอกสารประกอบคำขอไม่ครบ นาฬิกาหยุดเดินไหม

ไม่ได้หยุดค้างไว้ แต่เริ่มนับใหม่ ประกาศกำหนดว่าเมื่อพบว่าคำขอหรือเอกสารไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้แจ้งเป็นหนังสือหรือทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมภายในเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 10 วัน และให้ถือว่าผู้ควบคุมข้อมูลได้รับคำขอตั้งแต่วันที่ได้รับคำขอที่แก้ไขหรือเอกสารที่ครบถ้วนแล้ว หากผู้ยื่นไม่ดำเนินการภายในกำหนด ให้ถือว่าละทิ้งคำขอ แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นใหม่

บันทึกคำขอต้องเก็บนานแค่ไหน

ประกาศกำหนดให้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับคำขอและเอกสารหลักฐานที่ได้รับ รวมทั้งการดำเนินการหรือการปฏิเสธการดำเนินการตามคำขอ เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและอ้างอิง โดยจะบันทึกในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ทั้งนี้ 2 ปีเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ หากคำขอนั้นเกี่ยวพันกับข้อพิพาทที่มีอายุความยาวกว่า องค์กรควรพิจารณาเก็บให้ครอบคลุมด้วย

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทีมงานองค์กรประชุมวางแผนหลังได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเตรียมคำชี้แจง PDPA คุ้มครองข้อมูล

ได้รับหนังสือร้องเรียนจากพนักงานหรือลูกค้า 7 วันแรกต้องทำอะไรบ้าง ฉบับทนาย

ได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล 7 วันแรกคือช่วงที่กำหนดผลทั้งเรื่อง สรุปลำดับสิ่งที่ต้องทำวันต่อวัน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที
ทนายความอธิบายแนวทางรับมือกรณีองค์กรถูกร้องเรียน PDPA และได้รับหนังสือให้ชี้แจงแก่ผู้บริหาร PDPA คุ้มครองข้อมูล

ถูกร้องเรียน PDPA และถูกสั่งปรับทางปกครอง คู่มือรับมือฉบับทนาย ตั้งแต่รับหนังสือถึงชั้นศาล

ถูกร้องเรียน PDPA เรื่องไม่ได้จบที่ค่าปรับ แต่เดินเป็นชั้น ตั้งแต่ชั้นชี้แจง ชั้นคำสั่งปรับ จนถึงชั้นศาล รู้ก่อนว่าแต่ละชั้นต้องเตรียมอะไร

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 13 นาที
ฝ่ายบุคคลตรวจแฟ้มประวัติพนักงานก่อนตอบคำขอสำเนาแฟ้มประวัติของอดีตพนักงานตาม PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

พนักงานลาออกแล้วขอสำเนาแฟ้มประวัติทั้งหมด นายจ้างต้องให้ถึงระดับไหน

พนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติหลังลาออก นายจ้างต้องให้แค่ไหน ปฏิเสธได้เมื่อใด และต้องปกปิดอะไรก่อนส่ง สรุปแบบใช้ได้จริง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 10 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE