ปฏิเสธคำขอใช้สิทธิ PDPA ได้เมื่อใด 3 เหตุตามกฎใหม่ 2569 และวิธีบันทึกเหตุผลให้ใช้ยันได้

สรุปประเด็นสำคัญ
ประกาศฉบับใหม่ปี 2569 ให้ปฏิเสธคำขอใช้สิทธิได้ 3 เหตุ คือ (1) เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล (2) การให้ข้อมูลจะกระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น รวมถึงความลับของทางราชการ ความลับทางการค้า และลิขสิทธิ์ (3) คำขอนั้นไม่เป็นสาระสำคัญหรือเพิ่มภาระโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร โดยเมื่อปฏิเสธแล้วต้องแจ้งเหตุผลและบันทึกการปฏิเสธพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39
จุดที่องค์กรพลาดมากที่สุดคือคิดว่ามีทางเลือกแค่ให้หรือไม่ให้ ทั้งที่ประกาศกำหนดให้ต้องดำเนินการเท่าที่สามารถกระทำได้ โดยลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบผู้อื่น การปฏิเสธทั้งฉบับทั้งที่ปกปิดบางส่วนแล้วส่งมอบได้ จึงเป็นความเสี่ยงมากกว่าการยอมส่งมอบ
เมื่อยืนยันตัวตนผู้ขอผ่านแล้ว คำถามที่ยากกว่าคือจะให้ข้อมูลหรือไม่ องค์กรจำนวนมากตั้งคำถามนี้ผิดตั้งแต่ต้น เพราะมองว่าการปฏิเสธคำขอใช้สิทธิเป็นทางเลือกแบบให้หรือไม่ให้ ทั้งที่กฎใหม่ปี 2569 วางโครงไว้คนละแบบ คือกำหนดเหตุปฏิเสธไว้จำกัด แล้วเพิ่มหน้าที่ให้ส่งมอบเท่าที่ทำได้เมื่อเหตุปฏิเสธกระทบเพียงบางส่วน บทความนี้อธิบายว่าเหตุทั้งสามคืออะไร ต้องเขียนเหตุผลอย่างไร และทำไมสิ่งที่เขียนลงบันทึกจึงอาจย้อนกลับมาเป็นหลักฐานได้
สามเหตุที่ปฏิเสธได้ตามประกาศปี 2569
ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่องหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569 ข้อ 8 วางเหตุปฏิเสธไว้สามกลุ่ม ซึ่งแคบกว่าที่หลายองค์กรเข้าใจ
| เหตุ | สาระ | ตัวอย่างที่พบจริง |
|---|---|---|
| 1 · ตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล | มีกฎหมายเฉพาะหรือคำสั่งศาลให้ปฏิเสธหรือห้ามเปิดเผย | ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการสอบสวนตามกฎหมายเฉพาะ |
| 2 · กระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น | รวมถึงความลับของทางราชการ ความลับทางการค้า และลิขสิทธิ์ | แฟ้มประวัติที่มีคำให้การของเพื่อนร่วมงาน · เอกสารที่มีสูตรหรือข้อมูลเชิงพาณิชย์ |
| 3 · ไม่เป็นสาระสำคัญหรือเพิ่มภาระเกินสมควร | คำขอที่ไม่เป็นสาระสำคัญ หรือเพิ่มภาระโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร | ขอซ้ำเรื่องเดิมถี่ ๆ โดยไม่มีข้อมูลเปลี่ยนแปลง |
สิ่งที่ไม่อยู่ในสามข้อนี้ จึงไม่ใช่เหตุปฏิเสธ ตัวอย่างที่พบบ่อยและไม่เข้าเหตุใดเลยคือ ผู้ขอกำลังมีข้อพิพาทกับบริษัท ผู้ขอไม่ยอมบอกว่าจะเอาไปทำอะไร หรือฝ่ายบริหารเห็นว่าไม่ควรให้ ข้อสังเกตในเชิงคดีคือ เหตุผลกลุ่มหลังนี้เมื่อถูกเขียนลงในหนังสือแจ้งปฏิเสธ มักกลายเป็นหลักฐานที่อธิบายยากที่สุดในชั้นชี้แจง ภาพรวมทั้งระบบอ่านต่อได้ที่คู่มือกฎใหม่ปี 2569 เรื่องขอเข้าถึงและขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล
ทำไมการปฏิเสธทั้งฉบับจึงเสี่ยงกว่าการส่งมอบ
ประกาศข้อ 8 ไม่ได้หยุดอยู่ที่การให้เหตุปฏิเสธ แต่กำหนดต่อว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการ เท่าที่สามารถกระทำได้ โดยลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิของบุคคลอื่น หน้าที่ข้อนี้เปลี่ยนคำถามไปทั้งหมด
คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ "ปฏิเสธได้ไหม" แต่คือ "ปกปิดส่วนที่มีปัญหาแล้วส่งส่วนที่เหลือได้หรือไม่" ถ้าคำตอบคือได้ การปฏิเสธทั้งฉบับย่อมเกินกว่าที่จำเป็น และเป็นพฤติการณ์ที่ต้องอธิบายในภายหลังว่าเหตุใดจึงไม่เลือกวิธีที่กระทบสิทธิของผู้ขอน้อยกว่า วิธีปกปิดที่ถูกต้องในทางเทคนิคอธิบายไว้แยกต่างหากในเรื่องอดีตพนักงานขอสำเนาแฟ้มประวัติทั้งหมด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เจอหน้าที่ปกปิดนี้ชัดที่สุด
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ถ้าเอกสารมีข้อมูลของคนอื่นปนอยู่ หรือมีเรื่องที่บริษัทไม่อยากเปิด ก็ปฏิเสธทั้งฉบับได้เลย เพราะปลอดภัยกว่า
แต่ในทางคดี กฎหมายและผู้พิจารณามักมองว่า เมื่อประกาศกำหนดหน้าที่ให้ปกปิดเฉพาะส่วนแล้วส่งมอบส่วนที่เหลือ การเลือกปฏิเสธทั้งฉบับคือการเลือกวิธีที่กระทบสิทธิผู้ขอมากที่สุดทั้งที่มีทางเลือกอื่น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความรอบคอบ
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ หนังสือแจ้งปฏิเสธที่เขียนกว้างเกินไป เช่น อ้างว่าเป็นความลับทางการค้าโดยไม่ระบุว่าส่วนใด กลายเป็นเอกสารที่ใช้ยันไม่ได้ และเมื่อผู้ขอนำไปร้องเรียน องค์กรจะต้องอธิบายย้อนหลังว่าความลับนั้นคืออะไร ซึ่งยากกว่าการระบุให้ชัดตั้งแต่แรกมาก
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ แยกเอกสารเป็นรายการ แล้วตัดสินทีละรายการว่าให้ได้ ให้ได้บางส่วน หรือให้ไม่ได้ พร้อมระบุเหตุตามข้อ 8 ของแต่ละรายการ วิธีนี้ใช้เวลามากกว่าในตอนต้น แต่เป็นเอกสารชุดเดียวที่ยันได้จริงเมื่อถูกเรียกตรวจ
บันทึกการปฏิเสธที่ผู้ขออาจได้อ่านเอง
ประเด็นนี้สำคัญและมักถูกมองข้าม ประกาศข้อ 8 กำหนดว่าเมื่อปฏิเสธแล้ว ต้องแจ้งเหตุผลและบันทึกการปฏิเสธพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 ขณะที่ข้อ 4 วรรคสอง ระบุว่ารายละเอียดตามมาตรา 23 และรายการตามมาตรา 39 เป็นสิ่งที่เจ้าของข้อมูลขอเข้าถึงและขอรับสำเนาได้ด้วย
เมื่ออ่านสองข้อนี้ต่อกัน ผลคือเหตุผลที่องค์กรเขียนไว้ในบันทึกการปฏิเสธ อาจถูกขอดูโดยผู้ขอคนเดิมได้ในภายหลัง สิ่งที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ บันทึกภายในที่เขียนด้วยอารมณ์ เช่น ข้อความทำนองว่าพนักงานคนนี้ชอบมีเรื่องจึงไม่ควรให้ จะไม่ใช่เอกสารภายในอีกต่อไป แต่กลายเป็นพยานเอกสารที่แสดงว่าการปฏิเสธไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุตามประกาศ
หลักที่ปลอดภัยที่สุดจึงเป็นหลักง่าย ๆ คือ เขียนบันทึกทุกฉบับเสมือนว่าผู้ขอจะได้อ่าน ระบุข้อเท็จจริง ระบุเหตุตามข้อ 8 ที่ใช้ ระบุว่าพิจารณาทางเลือกปกปิดบางส่วนแล้วหรือไม่ และหลีกเลี่ยงการประเมินตัวบุคคล
ถ้าปฏิเสธผิด ปลายทางจะเป็นอย่างไร
ผู้ขอที่ถูกปฏิเสธมักไม่จบเรื่องเพียงเท่านั้น เส้นทางที่พบบ่อยคือยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่การเรียกชี้แจง และเอกสารชุดแรกที่ถูกขอดูมักเป็นทะเบียนคำขอกับบันทึกการปฏิเสธ ขั้นตอนตั้งแต่ได้รับหนังสือจนถึงชั้นพิจารณาอธิบายไว้ที่7 วันแรกหลังได้รับหนังสือร้องเรียน
ในเชิงบทลงโทษ การไม่ปฏิบัติตามคำขอใช้สิทธิเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 30 วรรคสี่ อยู่ในกลุ่มความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82 แต่สิ่งที่ควรเข้าใจให้ตรงคือ ประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับฯ พ.ศ. 2565 วางลำดับไว้ว่ากรณีที่ไม่ร้ายแรงจะเริ่มจากการสั่งแก้ไขหรือตักเตือนก่อน และจะสั่งปรับเมื่อกรณีร้ายแรงหรือคำสั่งก่อนหน้าไม่เป็นผล การรีบแก้ไขและส่งมอบข้อมูลที่ควรส่งตั้งแต่ได้รับหนังสือร้องเรียน จึงมีน้ำหนักในทางปฏิบัติมากกว่าการยืนยันเหตุผลเดิม
อีกความเสี่ยงที่มักถูกลืมคือ เมื่อผู้ขอเป็นพนักงานหรืออดีตพนักงาน เรื่องมักเดินสองสนามพร้อมกัน คือทั้งที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและที่ศาลแรงงาน การปฏิเสธที่ดูสมเหตุสมผลในสนามหนึ่ง อาจกลายเป็นพฤติการณ์ที่ถูกหยิบไปใช้ในอีกสนามหนึ่ง รายละเอียดอยู่ที่ถูกร้องเรียนที่ สคส. พร้อมกับถูกฟ้องที่ศาลแรงงาน และในมุมกฎหมายแรงงานโดยตรง ดูขอบเขตงานได้ที่งานคดีแรงงานของสำนักงาน
ก่อนตัดสินใจปฏิเสธ ควรทำอะไร
- แยกคำขอออกเป็นรายการ ว่าผู้ขอต้องการเอกสารหรือข้อมูลอะไรบ้าง อย่าตัดสินรวมทั้งฉบับ
- ตรวจทีละรายการว่าเข้าเหตุใดในสามเหตุ ถ้าไม่เข้าเหตุใดเลย ต้องส่งมอบ
- ถามต่อว่าปกปิดบางส่วนแล้วส่งได้หรือไม่ ถ้าได้ ให้ทำเช่นนั้นแทนการปฏิเสธ
- ให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจลงนาม ในบันทึกการตัดสินใจ ไม่ใช่ตัดสินด้วยการสนทนาในกลุ่มแชท
- เขียนหนังสือแจ้งเหตุผลที่ระบุเจาะจง ว่าปฏิเสธรายการใด ด้วยเหตุใด และส่วนใดที่ส่งมอบให้แล้ว
- บันทึกลงรายการตามมาตรา 39 ให้ครบ และเก็บไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายก่อนตอบ
- ผู้ขอกำลังมีข้อพิพาทกับองค์กร หรือมีทนายความเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว
- เอกสารที่ขอมีคำให้การหรือข้อร้องเรียนของพนักงานคนอื่นปนอยู่
- องค์กรตั้งใจอ้างความลับทางการค้า แต่ยังระบุไม่ได้ว่าส่วนใดเป็นความลับ
- คำขอเกี่ยวพันกับการลงโทษทางวินัยหรือการเลิกจ้างที่กำลังพิจารณาอยู่
- ผู้ขอเคยยื่นคำขอเรื่องเดิมมาแล้วหลายครั้ง และองค์กรกำลังคิดจะอ้างเหตุเพิ่มภาระเกินสมควร
- องค์กรเคยปฏิเสธคำขอลักษณะเดียวกันด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ซึ่งจะกลายเป็นความไม่สม่ำเสมอ
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ทีมที่ปรึกษากฎหมาย PDPA ของเราช่วยองค์กรตรวจคำขอที่ตัดสินใจยาก แยกรายการเอกสาร ประเมินว่าส่วนใดเข้าเหตุปฏิเสธจริงและส่วนใดต้องส่งมอบ พร้อมร่างหนังสือแจ้งเหตุผลและบันทึกการตัดสินใจให้อยู่ในรูปที่ใช้ยันได้ในชั้นชี้แจง หากต้องการวางระบบทั้งชุดก่อนวันบังคับใช้ ดูขอบเขตงานที่บริการตรวจสุขภาพ PDPA
สิ่งที่เรามักชี้ให้เห็นก่อนเสมอคือจุดเสี่ยงที่ทีมภายในมองข้าม เช่น ถ้อยคำในบันทึกภายในที่อาจถูกขอดูได้ในภายหลัง และเราจะประเมินความคุ้มค่าให้ก่อนว่ากรณีนี้ควรยืนยันการปฏิเสธ หรือควรส่งมอบโดยปกปิดบางส่วนเพื่อปิดความเสี่ยง
สรุป
การปฏิเสธคำขอใช้สิทธิตามกฎใหม่ปี 2569 ทำได้เฉพาะสามเหตุตามข้อ 8 และในหลายกรณีสิ่งที่กฎหมายต้องการไม่ใช่การตัดสินว่าให้หรือไม่ให้ แต่คือการปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบผู้อื่นแล้วส่งมอบส่วนที่เหลือ เมื่อปฏิเสธต้องแจ้งเหตุผลและบันทึกไว้ในรายการตามมาตรา 39 ซึ่งเป็นรายการที่เจ้าของข้อมูลขอดูได้ ถ้อยคำที่เขียนวันนี้จึงอาจถูกอ่านโดยอีกฝ่ายในวันหน้า ตัวบทและเงื่อนไขทั้งหมดควรตรวจกับตัวประกาศฉบับเต็มในราชกิจจานุเบกษา และแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก่อนนำไปใช้
หากคุณกำลังถือคำขอที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตอบอย่างไร ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประกาศ กคส. เรื่องหลักเกณฑ์การเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 ข้อ 8 — เหตุปฏิเสธ 3 กลุ่ม · หน้าที่ลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนแทนการปฏิเสธทั้งฉบับ · ต้องแจ้งเหตุผลและบันทึกไว้ในรายการตามมาตรา 39
- ประกาศฉบับเดียวกัน ข้อ 4 วรรคสอง — รายละเอียดตามมาตรา 23 และรายการตามมาตรา 39 เป็นสิ่งที่เจ้าของข้อมูลขอเข้าถึงและขอรับสำเนาได้
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 82 — ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคสี่ มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท (ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนอ้างอิง)
- ประกาศ กคส. เรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง พ.ศ. 2565 ข้อ 9 — กรณีไม่ร้ายแรงเริ่มจากสั่งแก้ไขหรือตักเตือน จะสั่งปรับเมื่อร้ายแรงหรือคำสั่งไม่เป็นผล
- ประกาศฉบับเดียวกัน ข้อ 8 — ปัจจัยกำหนดโทษรวมถึงการเยียวยาเมื่อทราบเหตุและมาตรฐานองค์กรในขณะกระทำผิด
คำถามที่พบบ่อย
ผู้ขอไม่ยอมบอกว่าจะเอาข้อมูลไปทำอะไร ปฏิเสธได้หรือไม่
โดยหลักไม่ได้ เพราะการไม่แจ้งวัตถุประสงค์ไม่อยู่ในเหตุปฏิเสธสามข้อตามประกาศข้อ 8 สิทธิเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลของตนเองไม่ได้ผูกกับการต้องอธิบายเหตุผลต่อผู้ควบคุมข้อมูล การตั้งเงื่อนไขให้ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ก่อนจึงจะพิจารณา อาจถูกมองว่าเป็นการสร้างอุปสรรคต่อการใช้สิทธิ
ในแฟ้มมีคำร้องเรียนของเพื่อนร่วมงาน ต้องปฏิเสธทั้งแฟ้มหรือไม่
ไม่ควรปฏิเสธทั้งแฟ้ม ประกาศข้อ 8 กำหนดให้ดำเนินการเท่าที่สามารถกระทำได้ โดยลบ ตัดทอน หรือปกปิดเฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิของบุคคลอื่น แนวปฏิบัติที่อธิบายได้คือปกปิดชื่อและรายละเอียดที่ระบุตัวผู้ร้องเรียน แล้วส่งมอบส่วนที่เหลือ พร้อมบันทึกไว้ว่าปกปิดส่วนใดและเพราะเหตุใด
อ้างความลับทางการค้าได้กว้างแค่ไหน
ต้องระบุให้เจาะจงว่าส่วนใดเป็นความลับทางการค้าและกระทบอย่างไร การอ้างแบบครอบคลุมทั้งเอกสารโดยไม่ระบุส่วนที่แน่ชัด มักใช้ยันไม่ได้เมื่อถูกเรียกชี้แจง เพราะผู้พิจารณาจะถามกลับว่าเหตุใดจึงไม่เลือกวิธีปกปิดเฉพาะส่วน ซึ่งกระทบสิทธิของผู้ขอน้อยกว่า
ปฏิเสธไปแล้วเปลี่ยนใจภายหลังได้หรือไม่
ได้ และในหลายกรณีการทบทวนแล้วส่งมอบข้อมูลที่ควรส่งเป็นทางเลือกที่ความเสี่ยงต่ำกว่า โดยเฉพาะเมื่อได้รับหนังสือร้องเรียนแล้ว เพราะประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับฯ พ.ศ. 2565 ระบุการเยียวยาเมื่อทราบเหตุไว้เป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดโทษ ทั้งนี้ควรบันทึกเหตุผลของการทบทวนไว้ด้วย
ต้องแจ้งการปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่
ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ เพราะประกาศกำหนดให้แจ้งเหตุผลและบันทึกการปฏิเสธพร้อมเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 การแจ้งด้วยวาจาทำให้พิสูจน์ไม่ได้ว่าแจ้งเมื่อใดและด้วยเหตุผลใด ซึ่งเป็นสองคำถามแรกที่จะถูกถามหากมีการร้องเรียน
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
เก็บบันทึกคำขอใช้สิทธิ PDPA อย่างไร ต้องมีอะไรบ้าง และเก็บนานเท่าใด ปี 2569
บันทึกคำขอใช้สิทธิต้องเก็บไม่น้อยกว่า 2 ปีตามกฎใหม่ 2569 พร้อม 9 รายการที่ต้องมี และเหตุผลที่ต้องเขียนเสมือนว่าผู้ขอจะได้อ่าน
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 7 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ค่าธรรมเนียมขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล เก็บได้เท่าไร และคำขอซ้ำ ๆ ปฏิเสธได้ไหม — กฎใหม่ 2569
ค่าธรรมเนียมขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลมีเพดานตามบัญชีท้ายประกาศ 2569 และการส่งทางอิเล็กทรอนิกส์บางกรณีห้ามเก็บเลย พร้อมเกณฑ์คำขอซ้ำซ้อน
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 7 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ปกปิดข้อมูลบุคคลที่สามในไฟล์ที่ส่งมอบอย่างไรให้ถูกต้อง — 6 ขั้นตอนและกับดักทางเทคนิคที่คนพลาดบ่อย
ปกปิดข้อมูลบุคคลที่สามให้ถูกวิธี 6 ขั้นตอน พร้อมกับดักทางเทคนิคที่ทำให้ไฟล์ที่คิดว่าปกปิดแล้ว ยังกู้ข้อความเดิมกลับมาได้
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 7 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ