ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิ DSAR ตั้งแต่ต้นจนจบ ใครรับ ใครตรวจ ใครอนุมัติ

สรุปประเด็นสำคัญ
ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิที่ใช้ได้จริงมี 7 ขั้น คือ รับและลงทะเบียน → ตรวจความครบถ้วนและยืนยันตัวตน → ตัดสินว่ารับหรือปฏิเสธ → ค้นข้อมูลข้ามระบบ → ปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม → อนุมัติและส่งมอบ → บันทึกและปิดเรื่อง โดยมีจุดตัดเวลาสองจุด คือขั้นที่ 2 ต้องเสร็จภายใน 15 วัน และทั้งกระบวนการต้องเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
จุดที่องค์กรมักพลาดไม่ใช่ขั้นตอนที่ยากที่สุด แต่คือขั้นที่ 1 — ไม่มีจุดลงทะเบียนกลาง ทำให้ตอบไม่ได้ว่า "ได้รับคำขอวันไหน" ซึ่งเป็นวันที่นาฬิกาทั้งสองเรือนเริ่มเดิน และเป็นคำถามแรกที่จะถูกถามในชั้นชี้แจง
เมื่อองค์กรรู้แล้วว่ากฎใหม่ปี 2569 กำหนดกรอบเวลาไว้อย่างไร คำถามถัดไปที่ตอบยากกว่าคือ แล้วในทางปฏิบัติขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิควรเดินอย่างไร ใครเป็นคนรับ ใครตรวจ ใครมีอำนาจตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้ และจุดไหนที่พลาดแล้วแก้ไม่ได้ บทความนี้วางผังงานให้ครบทั้งเจ็ดขั้น พร้อมระบุว่าแต่ละขั้นต้องได้ผลลัพธ์อะไรออกมาเป็นเอกสาร
ทำไมองค์กรที่มีนโยบายแล้วยังตอบคำขอไม่ทัน
เหตุผลที่พบซ้ำ ๆ ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการออกแบบงานที่ขาดสามอย่าง
- ไม่มีจุดรับกลาง คำขอเข้ามาทางอีเมลของหัวหน้าแผนกบ้าง ทางหน้าร้านบ้าง ทางไปรษณีย์บ้าง แล้วไม่มีใครรู้ว่าเรื่องเดียวกันนี้มีกี่ฉบับ
- ไม่มีเจ้าของเรื่อง ทุกฝ่ายคิดว่าอีกฝ่ายกำลังทำอยู่ จนกระทั่งใกล้ครบกำหนดจึงพบว่ายังไม่มีใครเริ่ม
- ไม่รู้ว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน พอเริ่มค้นจริงถึงพบว่าข้อมูลของคนหนึ่งคนกระจายอยู่ในหกระบบ และบางระบบไม่มีใครดูแลแล้ว
ข้อสังเกตในเชิงคดีคือ ทั้งสามข้อนี้แก้ได้ด้วยเอกสารและการมอบหมายงาน ไม่ต้องซื้อระบบใด ๆ องค์กรที่เริ่มจากสมุดทะเบียนคำขอกลางในสัปดาห์นี้ จึงพร้อมกว่าองค์กรที่รอโครงการจัดซื้อระบบในปีหน้า
ผังงาน 7 ขั้น พร้อมผู้รับผิดชอบและผลลัพธ์
| ขั้น | สิ่งที่ทำ | ใครทำ | ผลลัพธ์ที่ต้องได้ |
|---|---|---|---|
| 1 · รับและลงทะเบียน | บันทึกวันและเวลาที่ได้รับ ช่องทางที่ได้รับ และผู้รับ · ออกเลขที่คำขอ | จุดรับกลาง (มักเป็นเลขานุการหรือธุรการกลาง) | รายการในทะเบียนคำขอ พร้อมวันครบกำหนดทั้ง 15 วันและ 30 วัน |
| 2 · ตรวจครบถ้วนและยืนยันตัวตน | ตรวจว่าคำขอมีรายการครบ และผู้ยื่นเป็นเจ้าของข้อมูลหรือผู้รับมอบอำนาจจริง ต้องเสร็จภายใน 15 วัน | เจ้าของกระบวนการ หรือ DPO หากมี | บันทึกผลการตรวจ หรือหนังสือแจ้งให้ส่งเอกสารเพิ่ม (ให้เวลาไม่น้อยกว่า 10 วัน) |
| 3 · ตัดสินรับหรือปฏิเสธ | ประเมินว่าเข้าเหตุปฏิเสธตามประกาศหรือไม่ และถ้าเข้า จะปกปิดบางส่วนแทนได้หรือไม่ | ฝ่ายกฎหมาย หรือทนายภายนอกเมื่อมีข้อพิพาท | บันทึกการตัดสินใจพร้อมเหตุผล |
| 4 · ค้นข้อมูลข้ามระบบ | ค้นจากทุกระบบตามบัญชีที่ทำไว้ ด้วยตัวระบุที่กำหนด | เจ้าของระบบแต่ละระบบ ประสานโดยไอที | บันทึกว่าค้นระบบใด โดยใคร เมื่อใด และได้อะไรมาบ้าง |
| 5 · ปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม | ลบ ตัดทอน หรือปกปิดส่วนที่กระทบสิทธิผู้อื่น โดยเก็บทั้งฉบับก่อนและหลัง | ผู้รับผิดชอบเนื้อหา ตรวจซ้ำโดยฝ่ายกฎหมาย | ไฟล์สองชุด พร้อมบันทึกว่าปกปิดส่วนใดเพราะอะไร |
| 6 · อนุมัติและส่งมอบ | ผู้มีอำนาจลงนาม แล้วส่งด้วยช่องทางที่ปลอดภัย ทั้งหมดต้องจบใน 30 วัน | ผู้บริหารที่ได้รับมอบอำนาจ | หนังสือแจ้งผล และหลักฐานการส่งมอบ |
| 7 · บันทึกและปิดเรื่อง | รวบรวมทุกอย่างเข้าแฟ้มคำขอ และปิดสถานะในทะเบียน | เจ้าของกระบวนการ | แฟ้มที่เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี |
หากตรวจแล้วพบว่าเอกสารไม่ครบและต้องให้ผู้ยื่นแก้ไข ให้จำไว้ว่าเมื่อได้เอกสารครบถ้วนแล้ว ประกาศกำหนดให้ถือว่าผู้ควบคุมข้อมูลได้รับคำขอตั้งแต่วันนั้น นาฬิกาจึงเริ่มนับใหม่ ไม่ใช่นับต่อจากของเดิม
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
เข้าใจผิดที่ 1: "ยืนยันตัวตนคือขอสำเนาบัตรมาก็พอ" — ความจริง คือประกาศเปิดให้ผู้ควบคุมข้อมูลขอรายละเอียดหรือเอกสารเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น เช่น ตัวระบุทางตรงที่องค์กรใช้ แต่วิธีที่ใช้ต้องไม่สร้างอุปสรรคเกินสมควร · ผลเสีย คือขอมากไปกลายเป็นอุปสรรค ขอน้อยไปเสี่ยงเปิดข้อมูลให้ผิดคน
เข้าใจผิดที่ 2: "ให้ฝ่ายไอทีค้นแล้วส่งได้เลย" — ความจริง คือขั้นตอนปกปิดข้อมูลบุคคลที่สามเป็นขั้นที่ข้ามไม่ได้ · ผลเสีย คือการส่งไฟล์ที่มีข้อมูลคนอื่นปนไป กลายเป็นเหตุละเมิดข้อมูลใหม่ทันที
เข้าใจผิดที่ 3: "ส่งทางอีเมลก็พอ" — ความจริง คือข้อมูลที่ส่งมักเป็นข้อมูลชุดใหญ่ของบุคคลคนเดียว ซึ่งความเสี่ยงจากการส่งผิดคนสูงมาก · ผลเสีย คือพลาดในขั้นสุดท้ายหลังทำถูกมาหกขั้น
เข้าใจผิดที่ 4: "ปิดเรื่องแล้วเก็บไฟล์ไว้ในเครื่องคนทำก็พอ" — ความจริง คือประกาศกำหนดให้เก็บบันทึกไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปีเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและอ้างอิง · ผลเสีย คือพอคนลาออก แฟ้มหายไปพร้อมกัน
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… ผังงานที่ดีคือผังที่ครอบคลุมทุกกรณี ยิ่งละเอียดยิ่งดี
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… ผังงานที่ดีคือผังที่มีหลักฐานว่าถูกใช้จริง เพราะสิ่งที่ถูกตรวจไม่ใช่แผนภาพ แต่คือแฟ้มคำขอที่เกิดขึ้นจริงหนึ่งแฟ้ม และแฟ้มนั้นตอบได้หรือไม่ว่าใครทำอะไรเมื่อไร
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… องค์กรจำนวนมากมีผังสวยงามในเอกสารนโยบาย แต่พอเปิดแฟ้มคำขอจริงกลับไม่มีวันที่ ไม่มีชื่อผู้ตัดสินใจ และไม่มีเหตุผลประกอบ ซึ่งทำให้ผังนั้นไม่มีค่าในชั้นชี้แจง
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ออกแบบผังให้สั้นที่สุดเท่าที่ครบ แล้วทุ่มแรงไปที่การทำให้แต่ละขั้นทิ้ง "ร่องรอยที่มีวันที่" ไว้เสมอ เพราะร่องรอยเหล่านั้นคือสิ่งที่ใช้ยันได้จริง
ปลายทางถ้าพลาด
ความผิดพลาดในผังงานปรากฏผลใน 3 ทาง คือ หนึ่ง ตอบเกินกรอบเวลาจนกลายเป็นประเด็นร้องเรียนเพิ่มอีกหนึ่งประเด็นนอกจากประเด็นเดิม สอง ส่งข้อมูลของบุคคลที่สามหลุดไปจนเกิดเหตุละเมิดข้อมูลใหม่ และสาม ปฏิเสธคำขอโดยไม่ได้บันทึกเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่บันทึกตามมาตรา 30 วรรคสี่ มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82
ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอเป็นพนักงานหรืออดีตพนักงาน ยังมีทางที่เรื่องจะเดินต่อไปยังศาลแรงงานอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นสนามที่พิจารณาเนื้อหาของข้อพิพาท ไม่ใช่พิจารณาว่าองค์กรตอบคำขอทันหรือไม่
หลักฐานที่ต้องเก็บในแฟ้มคำขอหนึ่งแฟ้ม
- ตัวคำขอฉบับที่ได้รับ พร้อมวันเวลาและช่องทางที่ได้รับ
- เอกสารยืนยันตัวตน และหนังสือมอบอำนาจพร้อมอากรแสตมป์ถ้ามีการมอบอำนาจ
- บันทึกผลการตรวจในขั้นที่ 2 พร้อมวันที่
- บันทึกการตัดสินใจรับหรือปฏิเสธ พร้อมเหตุผลและผู้ตัดสินใจ
- บันทึกการค้นข้อมูล ระบุระบบ ผู้ค้น และวันที่
- ไฟล์ก่อนและหลังปกปิด พร้อมเหตุผลการปกปิด
- หนังสือแจ้งขยายเวลาพร้อมเหตุผล ถ้าใช้สิทธิขยาย
- หนังสือแจ้งผลหรือหนังสือปฏิเสธ พร้อมหลักฐานการส่งมอบ
- การลงบันทึกในรายการตามมาตรา 39 กรณีปฏิเสธ
ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องเช็กอะไรบ้าง
- ใครคือจุดรับกลาง และคนหน้าเคาน์เตอร์รู้หรือไม่ว่าคำขอแบบนี้ต้องส่งต่อทันที
- ทะเบียนคำขอคำนวณวันครบกำหนดทั้งสองชั้นให้อัตโนมัติหรือยัง หรือยังต้องนับเอง
- ใครมีอำนาจตัดสินใจปฏิเสธ และมีการมอบอำนาจไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่
- บัญชีระบบที่ต้องค้นครบหรือยัง รวมถึงระบบเก่าที่ยังไม่ได้ปิด
- เกณฑ์การปกปิดเขียนไว้หรือยัง และมีตัวอย่างให้ทีมดูเป็นแนวหรือไม่
- ช่องทางส่งมอบที่ใช้อยู่ ปลอดภัยพอสำหรับข้อมูลชุดใหญ่หรือไม่
- แฟ้มคำขอเก็บที่ไหน ใครเข้าถึงได้ และค้นย้อนหลัง 2 ปีได้จริงหรือไม่
- เคยซ้อมกับเคสสมมติแล้วจับเวลาจริงหรือยัง
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "องค์กรได้รับคำขอก่อนวันที่อ้าง" — ยกอีเมลฉบับแรกที่ส่งถึงพนักงานคนใดคนหนึ่งขององค์กรมาชี้
- "ขอเอกสารเพิ่มเพื่อถ่วงเวลา" — ถ้าองค์กรทยอยขอทีละอย่างหลายรอบ จะอธิบายยาก
- "ค้นไม่ครบ" — เทียบสิ่งที่ได้รับกับ Privacy Notice ขององค์กรเองที่ระบุว่าเก็บอะไรบ้าง
- "ปกปิดเกินจำเป็น" — อ้างว่าส่วนที่ปิดทึบไม่ใช่ข้อมูลของบุคคลอื่น
- "ไม่มีบันทึกอะไรเลย" — เมื่อองค์กรตอบไม่ได้ว่าใครตัดสินใจอะไรเมื่อไร ผังงานที่ยกมาจะไม่มีน้ำหนัก
เริ่มต้นควรทำอะไรตามลำดับ
- เปิดสมุดหรือไฟล์ทะเบียนคำขอกลาง แล้วประกาศภายในว่าใครเจอคำขอต้องส่งมาที่ใดภายในวันเดียวกัน
- ตั้งเจ้าของกระบวนการหนึ่งคน และผู้มีอำนาจอนุมัติหนึ่งคน ระบุชื่อตำแหน่งให้ชัด
- ทำบัญชีระบบที่เก็บข้อมูลบุคคล พร้อมตัวระบุที่ใช้ค้นในแต่ละระบบ
- เขียนเกณฑ์การปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม พร้อมตัวอย่างจริง 2–3 ตัวอย่าง
- ทำแบบฟอร์มหนังสือ 4 ฉบับ คือแจ้งให้ส่งเอกสารเพิ่ม แจ้งขยายเวลา แจ้งผล และแจ้งปฏิเสธพร้อมเหตุผล
- ซ้อมหนึ่งรอบด้วยเคสสมมติ แล้วจับเวลาจริงว่าจบภายในกรอบหรือไม่
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- คำขอมาจากผู้ที่มีข้อพิพาทกับองค์กรอยู่ หรือมาพร้อมหนังสือจากทนายของอีกฝ่าย
- องค์กรกำลังจะปฏิเสธคำขอ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
- ข้อมูลที่ขอมีเอกสารการสอบสวนภายในหรือความเห็นของบุคคลอื่นปนอยู่มาก
- ไม่แน่ใจว่าเกณฑ์การปกปิดที่ใช้อยู่จะถูกโต้แย้งได้หรือไม่
- องค์กรอยู่ในธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดเรื่องการเปิดเผยข้อมูลไว้ต่างหาก
- ต้องการวางเกณฑ์การเรียกค่าธรรมเนียมสำหรับคำขอปริมาณมาก
- เคยตอบคำขอไปแล้วโดยไม่มีบันทึกใด ๆ และอยากประเมินความเสี่ยงย้อนหลัง
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
เราวางขั้นตอนตอบคำขอใช้สิทธิและระบบข้อมูลพนักงาน ให้ครบทั้งเจ็ดขั้น พร้อมแบบฟอร์มหนังสือที่เขียนแล้วใช้ยันได้ในชั้นชี้แจง ไม่ใช่แค่แผนภาพสวยงามในเอกสารนโยบาย · หากอยากตรวจของเดิมก่อนว่าขาดตรงไหน เริ่มจากการตรวจความพร้อม PDPA ได้
จุดที่เราเน้นเป็นพิเศษคือการจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพราะในเรื่องนี้ องค์กรที่เสียเปรียบมักไม่ใช่องค์กรที่ทำผิด แต่เป็นองค์กรที่ทำถูกแล้วพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำ
สรุป
ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิที่ใช้ได้จริงไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องมีเจ็ดขั้นครบ มีชื่อผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้น และทิ้งร่องรอยที่มีวันที่ไว้ทุกขั้น โดยจำจุดตัดเวลาสองจุดให้แม่น คือ 15 วันสำหรับตรวจคำขอและยืนยันตัวตน และ 30 วันสำหรับดำเนินการทั้งหมด
สิ่งที่ควรเริ่มก่อนคือขั้นที่ 1 ซึ่งถูกที่สุดและได้ผลมากที่สุด เพราะถ้าองค์กรตอบไม่ได้ว่าได้รับคำขอวันไหน อีกหกขั้นที่ทำมาอย่างดีก็ไม่ช่วยอะไรในวันที่ถูกเรียกตรวจ
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 ข้อ 5 — ช่องทางยื่นคำขอที่ต้องจัดให้มี คือยื่นโดยตรง ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ติดต่อที่แจ้งไว้ตามมาตรา 23 และยื่นทางไปรษณีย์ · ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มได้
- ประกาศฯ ข้อ 6 — รายการที่คำขอต้องมี วิธียืนยันตัวตน และการมอบอำนาจ
- ประกาศฯ ข้อ 7 — ตรวจคำขอและยืนยันตัวตนให้เสร็จโดยไม่ชักช้า แต่ไม่เกิน 15 วัน · กรณีเอกสารไม่ครบ ให้กำหนดเวลาแก้ไขไม่น้อยกว่า 10 วัน และให้ถือว่าได้รับคำขอในวันที่ได้เอกสารครบถ้วน
- ประกาศฯ ข้อ 8 — เหตุปฏิเสธ หน้าที่ปกปิดแทนการปฏิเสธ และหน้าที่แจ้งเหตุผลพร้อมบันทึกไว้ในรายการตามมาตรา 39
- ประกาศฯ ข้อ 9 และข้อ 10 — วิธีดำเนินการตามคำขอ และกรอบ 30 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันโดยต้องแจ้งเหตุผล
- ประกาศฯ ข้อ 12 — เก็บบันทึกคำขอ เอกสารหลักฐาน และการดำเนินการหรือปฏิเสธ ไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30 และมาตรา 39 — สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนา และรายการบันทึกกิจกรรมการประมวลผล
- มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคสี่ และมาตราอื่นที่ระบุไว้
คำถามที่พบบ่อย
ต้องมีระบบซอฟต์แวร์สำหรับ DSAR หรือไม่
ไม่จำเป็น ประกาศไม่ได้กำหนดให้ต้องใช้เทคโนโลยีใดเป็นการเฉพาะ สิ่งที่กำหนดคือช่องทางรับคำขอ กรอบเวลา และการเก็บบันทึกไม่น้อยกว่า 2 ปี องค์กรขนาดเล็กจึงเริ่มจากทะเบียนคำขอในไฟล์ตารางและแฟ้มเอกสารได้ ส่วนองค์กรที่มีข้อมูลกระจายหลายระบบและมีคำขอเข้ามาสม่ำเสมอ อาจคุ้มค่าที่จะลงทุนกับระบบติดตามคำขอเพื่อไม่ให้เรื่องตกหล่น
ใครควรเป็นผู้อนุมัติการส่งข้อมูล
ควรเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจแทนองค์กรและไม่ใช่ผู้ที่มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น โดยระบุชื่อตำแหน่งไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ควรระบุเพียงว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อถูกถามในชั้นชี้แจงว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ องค์กรต้องตอบได้เป็นชื่อตำแหน่ง และในกรณีที่คำขอเกี่ยวพันกับข้อพิพาท ควรให้ทนายอ่านชุดเอกสารก่อนอนุมัติ
ถ้าค้นแล้วไม่พบข้อมูลของผู้ยื่นเลย ต้องทำอย่างไร
ต้องแจ้งผลให้ผู้ยื่นทราบพร้อมเหตุผล และบันทึกไว้ว่าค้นจากระบบใดบ้าง โดยใคร และเมื่อใด เพราะการตอบว่าไม่พบข้อมูลโดยไม่มีบันทึกการค้น มักถูกโต้แย้งได้ง่ายว่าองค์กรไม่ได้ค้นจริงหรือค้นไม่ครบ หากข้อมูลถูกทำลายไปแล้วตามตารางระยะเวลาเก็บที่กำหนดไว้ ก็ควรแจ้งข้อเท็จจริงนั้นพร้อมอ้างอิงตารางระยะเวลาเก็บขององค์กร
คำขอเข้ามาทางแชทของเพจบริษัท ถือว่าเป็นคำขอตามประกาศหรือไม่
ประกาศกำหนดให้คำขอต้องทำเป็นหนังสือหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และต้องระบุรายการที่กำหนดพร้อมลงลายมือชื่อหรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ข้อความในแชทที่ไม่ครบรายการจึงอาจยังไม่ใช่คำขอที่สมบูรณ์ แต่แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคืออย่าเพิกเฉย ให้บันทึกไว้และแจ้งผู้ติดต่อถึงช่องทางและวิธีการยื่นคำขอที่ถูกต้อง เพราะการเงียบเฉยมักถูกยกเป็นประเด็นในชั้นร้องเรียน
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
PDPA กับข้อมูลพนักงาน คู่มือนายจ้างและ HR ตั้งแต่รับสมัครจนพ้นสภาพ
ข้อมูลพนักงาน สรุปหน้าที่นายจ้างตลอดวงจรการจ้าง ตั้งแต่รับสมัคร ระหว่างจ้าง จนพ้นสภาพ พร้อมจุดที่พ่วงคดีแรงงาน
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 11 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ตารางระยะเวลาเก็บเอกสาร HR ทำอย่างไรให้ถูกทั้ง PDPA และกฎหมายแรงงาน
ตารางระยะเวลาเก็บเอกสาร HR ที่ถูกต้องต้องอิงนาฬิกา 4 เรือนพร้อมกัน ไม่ใช่ลอกตัวเลขจากที่อื่นมาใช้
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ส่งไฟล์ข้อมูลผ่าน LINE ผิด PDPA ไหม ถอดบทเรียนคดีที่ถูกสั่งปรับ 335,000 บาท
ส่งไฟล์ผ่าน LINE ไม่ได้ผิดในตัวเอง แต่มีคดีที่ถูกสั่งปรับ 335,000 บาทเพราะไม่มีมาตรการรองรับ ถอดบทเรียนรายประเด็น
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 10 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ