ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิ DSAR ตั้งแต่ต้นจนจบ ใครรับ ใครตรวจ ใครอนุมัติ

สรุปประเด็นสำคัญ
ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิที่ใช้ได้จริงมี 7 ขั้น คือ รับและลงทะเบียน → ตรวจความครบถ้วนและยืนยันตัวตน → ตัดสินว่ารับหรือปฏิเสธ → ค้นข้อมูลข้ามระบบ → ปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม → อนุมัติและส่งมอบ → บันทึกและปิดเรื่อง โดยมีจุดตัดเวลาสองจุด คือขั้นที่ 2 ต้องเสร็จภายใน 15 วัน และทั้งกระบวนการต้องเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
จุดที่องค์กรมักพลาดไม่ใช่ขั้นตอนที่ยากที่สุด แต่คือขั้นที่ 1 — ไม่มีจุดลงทะเบียนกลาง ทำให้ตอบไม่ได้ว่า "ได้รับคำขอวันไหน" ซึ่งเป็นวันที่นาฬิกาทั้งสองเรือนเริ่มเดิน และเป็นคำถามแรกที่จะถูกถามในชั้นชี้แจง
เมื่อองค์กรรู้แล้วว่ากฎใหม่ปี 2569 เรื่องขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างไร คำถามถัดไปที่ตอบยากกว่าคือ แล้วในทางปฏิบัติขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิควรเดินอย่างไร ใครเป็นคนรับ ใครตรวจ ใครมีอำนาจตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้ และจุดไหนที่พลาดแล้วแก้ไม่ได้ บทความนี้วางผังงานให้ครบทั้งเจ็ดขั้น พร้อมระบุว่าแต่ละขั้นต้องได้ผลลัพธ์อะไรออกมาเป็นเอกสาร
ทำไมองค์กรที่มีนโยบายแล้วยังตอบคำขอไม่ทัน
เหตุผลที่พบซ้ำ ๆ ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการออกแบบงานที่ขาดสามอย่าง
- ไม่มีจุดรับกลาง คำขอเข้ามาทางอีเมลของหัวหน้าแผนกบ้าง ทางหน้าร้านบ้าง ทางไปรษณีย์บ้าง แล้วไม่มีใครรู้ว่าเรื่องเดียวกันนี้มีกี่ฉบับ
- ไม่มีเจ้าของเรื่อง ทุกฝ่ายคิดว่าอีกฝ่ายกำลังทำอยู่ จนกระทั่งใกล้ครบกำหนดจึงพบว่ายังไม่มีใครเริ่ม
- ไม่รู้ว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน พอเริ่มค้นจริงถึงพบว่าข้อมูลของคนหนึ่งคนกระจายอยู่ในหกระบบ และบางระบบไม่มีใครดูแลแล้ว
ข้อสังเกตในเชิงคดีคือ ทั้งสามข้อนี้แก้ได้ด้วยเอกสารและการมอบหมายงาน ไม่ต้องซื้อระบบใด ๆ องค์กรที่เริ่มจากสมุดทะเบียนคำขอกลางในสัปดาห์นี้ จึงพร้อมกว่าองค์กรที่รอโครงการจัดซื้อระบบในปีหน้า
ผังงาน 7 ขั้น พร้อมผู้รับผิดชอบและผลลัพธ์
| ขั้น | สิ่งที่ทำ | ใครทำ | ผลลัพธ์ที่ต้องได้ |
|---|---|---|---|
| 1 · รับและลงทะเบียน | บันทึกวันและเวลาที่ได้รับ ช่องทางที่ได้รับ และผู้รับ · ออกเลขที่คำขอ | จุดรับกลาง (มักเป็นเลขานุการหรือธุรการกลาง) | รายการในทะเบียนคำขอ พร้อมวันครบกำหนดทั้ง 15 วันและ 30 วัน |
| 2 · ตรวจครบถ้วนและยืนยันตัวตน | ตรวจว่าคำขอมีรายการครบ และผู้ยื่นเป็นเจ้าของข้อมูลหรือผู้รับมอบอำนาจจริง ต้องเสร็จภายใน 15 วัน | เจ้าของกระบวนการ หรือ DPO หากมี | บันทึกผลการตรวจ หรือหนังสือแจ้งให้ส่งเอกสารเพิ่ม (ให้เวลาไม่น้อยกว่า 10 วัน) |
| 3 · ตัดสินรับหรือปฏิเสธ | ประเมินว่าเข้าเหตุปฏิเสธตามประกาศหรือไม่ และถ้าเข้า จะปกปิดบางส่วนแทนได้หรือไม่ | ฝ่ายกฎหมาย หรือทนายภายนอกเมื่อมีข้อพิพาท | บันทึกการตัดสินใจพร้อมเหตุผล |
| 4 · ค้นข้อมูลข้ามระบบ | ค้นจากทุกระบบตามบัญชีที่ทำไว้ ด้วยตัวระบุที่กำหนด | เจ้าของระบบแต่ละระบบ ประสานโดยไอที | บันทึกว่าค้นระบบใด โดยใคร เมื่อใด และได้อะไรมาบ้าง |
| 5 · ปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม | ลบ ตัดทอน หรือปกปิดส่วนที่กระทบสิทธิผู้อื่น โดยเก็บทั้งฉบับก่อนและหลัง | ผู้รับผิดชอบเนื้อหา ตรวจซ้ำโดยฝ่ายกฎหมาย | ไฟล์สองชุด พร้อมบันทึกว่าปกปิดส่วนใดเพราะอะไร |
| 6 · อนุมัติและส่งมอบ | ผู้มีอำนาจลงนาม แล้วส่งด้วยช่องทางที่ปลอดภัย ทั้งหมดต้องจบใน 30 วัน | ผู้บริหารที่ได้รับมอบอำนาจ | หนังสือแจ้งผล และหลักฐานการส่งมอบ |
| 7 · บันทึกและปิดเรื่อง | รวบรวมทุกอย่างเข้าแฟ้มคำขอ และปิดสถานะในทะเบียน | เจ้าของกระบวนการ | แฟ้มที่เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี |
หากตรวจแล้วพบว่าเอกสารไม่ครบและต้องให้ผู้ยื่นแก้ไข ให้จำไว้ว่าเมื่อได้เอกสารครบถ้วนแล้ว ประกาศกำหนดให้ถือว่าผู้ควบคุมข้อมูลได้รับคำขอตั้งแต่วันนั้น นาฬิกาจึงเริ่มนับใหม่ ไม่ใช่นับต่อจากของเดิม
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
เข้าใจผิดที่ 1: "ยืนยันตัวตนคือขอสำเนาบัตรมาก็พอ" — ความจริง คือประกาศเปิดให้ผู้ควบคุมข้อมูลขอรายละเอียดหรือเอกสารเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น เช่น ตัวระบุทางตรงที่องค์กรใช้ แต่วิธีที่ใช้ต้องไม่สร้างอุปสรรคเกินสมควร · ผลเสีย คือขอมากไปกลายเป็นอุปสรรค ขอน้อยไปเสี่ยงเปิดข้อมูลให้ผิดคน (ดูเกณฑ์ตรวจสอบตัวตนผู้ขอใช้สิทธิ 3 ระดับ)
เข้าใจผิดที่ 2: "ให้ฝ่ายไอทีค้นแล้วส่งได้เลย" — ความจริง คือขั้นตอนปกปิดข้อมูลบุคคลที่สามเป็นขั้นที่ข้ามไม่ได้ · ผลเสีย คือการส่งไฟล์ที่มีข้อมูลคนอื่นปนไป กลายเป็นเหตุละเมิดข้อมูลใหม่ทันที
เข้าใจผิดที่ 3: "ส่งทางอีเมลก็พอ" — ความจริง คือข้อมูลที่ส่งมักเป็นข้อมูลชุดใหญ่ของบุคคลคนเดียว ซึ่งความเสี่ยงจากการส่งผิดคนสูงมาก · ผลเสีย คือพลาดในขั้นสุดท้ายหลังทำถูกมาหกขั้น
เข้าใจผิดที่ 4: "ปิดเรื่องแล้วเก็บไฟล์ไว้ในเครื่องคนทำก็พอ" — ความจริง คือประกาศกำหนดให้เก็บบันทึกไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปีเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและอ้างอิง · ผลเสีย คือพอคนลาออก แฟ้มหายไปพร้อมกัน
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า… ผังงานที่ดีคือผังที่ครอบคลุมทุกกรณี ยิ่งละเอียดยิ่งดี
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า… ผังงานที่ดีคือผังที่มีหลักฐานว่าถูกใช้จริง เพราะสิ่งที่ถูกตรวจไม่ใช่แผนภาพ แต่คือแฟ้มคำขอที่เกิดขึ้นจริงหนึ่งแฟ้ม และแฟ้มนั้นตอบได้หรือไม่ว่าใครทำอะไรเมื่อไร
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้… องค์กรจำนวนมากมีผังสวยงามในเอกสารนโยบาย แต่พอเปิดแฟ้มคำขอจริงกลับไม่มีวันที่ ไม่มีชื่อผู้ตัดสินใจ และไม่มีเหตุผลประกอบ ซึ่งทำให้ผังนั้นไม่มีค่าในชั้นชี้แจง
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ… ออกแบบผังให้สั้นที่สุดเท่าที่ครบ แล้วทุ่มแรงไปที่การทำให้แต่ละขั้นทิ้ง "ร่องรอยที่มีวันที่" ไว้เสมอ เพราะร่องรอยเหล่านั้นคือสิ่งที่ใช้ยันได้จริง
ปลายทางถ้าพลาด
ความผิดพลาดในผังงานปรากฏผลใน 3 ทาง คือ หนึ่ง ตอบเกินกรอบเวลาจนกลายเป็นประเด็นร้องเรียนเพิ่มอีกหนึ่งประเด็นนอกจากประเด็นเดิม สอง ส่งข้อมูลของบุคคลที่สามหลุดไปจนเกิดเหตุละเมิดข้อมูลใหม่ และสาม ปฏิเสธคำขอโดยไม่ได้บันทึกเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39 ซึ่งหน้าที่บันทึกอยู่ในมาตรา 30 วรรคสาม และเมื่อรายการตามมาตรา 39 ไม่ครบ การไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง มีโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาทตามมาตรา 82
ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอเป็นพนักงานหรืออดีตพนักงาน ยังมีทางที่เรื่องจะเดินต่อไปยังศาลแรงงานอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นสนามที่พิจารณาเนื้อหาของข้อพิพาท ไม่ใช่พิจารณาว่าองค์กรตอบคำขอทันหรือไม่
หลักฐานที่ต้องเก็บในแฟ้มคำขอหนึ่งแฟ้ม
- ตัวคำขอฉบับที่ได้รับ พร้อมวันเวลาและช่องทางที่ได้รับ
- เอกสารยืนยันตัวตน และหนังสือมอบอำนาจพร้อมอากรแสตมป์ถ้ามีการมอบอำนาจ
- บันทึกผลการตรวจในขั้นที่ 2 พร้อมวันที่
- บันทึกการตัดสินใจรับหรือปฏิเสธ พร้อมเหตุผลและผู้ตัดสินใจ
- บันทึกการค้นข้อมูล ระบุระบบ ผู้ค้น และวันที่
- ไฟล์ก่อนและหลังปกปิด พร้อมเหตุผลการปกปิด
- หนังสือแจ้งขยายเวลาพร้อมเหตุผล ถ้าใช้สิทธิขยาย
- หนังสือแจ้งผลหรือหนังสือปฏิเสธ พร้อมหลักฐานการส่งมอบ
- การลงบันทึกในรายการตามมาตรา 39 กรณีปฏิเสธ
ถ้าเป็นฝ่ายองค์กร ต้องเช็กอะไรบ้าง
- ใครคือจุดรับกลาง และคนหน้าเคาน์เตอร์รู้หรือไม่ว่าคำขอแบบนี้ต้องส่งต่อทันที
- ทะเบียนคำขอคำนวณวันครบกำหนดทั้งสองชั้นให้อัตโนมัติหรือยัง หรือยังต้องนับเอง
- ใครมีอำนาจตัดสินใจปฏิเสธ และมีการมอบอำนาจไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่
- บัญชีระบบที่ต้องค้นครบหรือยัง รวมถึงระบบเก่าที่ยังไม่ได้ปิด
- เกณฑ์การปกปิดเขียนไว้หรือยัง และมีตัวอย่างให้ทีมดูเป็นแนวหรือไม่
- ช่องทางส่งมอบที่ใช้อยู่ ปลอดภัยพอสำหรับข้อมูลชุดใหญ่หรือไม่
- แฟ้มคำขอเก็บที่ไหน ใครเข้าถึงได้ และค้นย้อนหลัง 2 ปีได้จริงหรือไม่
- เคยซ้อมกับเคสสมมติแล้วจับเวลาจริงหรือยัง
อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร
- "องค์กรได้รับคำขอก่อนวันที่อ้าง" — ยกอีเมลฉบับแรกที่ส่งถึงพนักงานคนใดคนหนึ่งขององค์กรมาชี้
- "ขอเอกสารเพิ่มเพื่อถ่วงเวลา" — ถ้าองค์กรทยอยขอทีละอย่างหลายรอบ จะอธิบายยาก
- "ค้นไม่ครบ" — เทียบสิ่งที่ได้รับกับ Privacy Notice ขององค์กรเองที่ระบุว่าเก็บอะไรบ้าง
- "ปกปิดเกินจำเป็น" — อ้างว่าส่วนที่ปิดทึบไม่ใช่ข้อมูลของบุคคลอื่น
- "ไม่มีบันทึกอะไรเลย" — เมื่อองค์กรตอบไม่ได้ว่าใครตัดสินใจอะไรเมื่อไร ผังงานที่ยกมาจะไม่มีน้ำหนัก
เริ่มต้นควรทำอะไรตามลำดับ
- เปิดสมุดหรือไฟล์ทะเบียนคำขอกลาง แล้วประกาศภายในว่าใครเจอคำขอต้องส่งมาที่ใดภายในวันเดียวกัน
- ตั้งเจ้าของกระบวนการหนึ่งคน และผู้มีอำนาจอนุมัติหนึ่งคน ระบุชื่อตำแหน่งให้ชัด
- ทำบัญชีระบบที่เก็บข้อมูลบุคคล พร้อมตัวระบุที่ใช้ค้นในแต่ละระบบ
- เขียนเกณฑ์การปกปิดข้อมูลบุคคลที่สาม พร้อมตัวอย่างจริง 2–3 ตัวอย่าง
- ทำแบบฟอร์มหนังสือ 4 ฉบับ คือแจ้งให้ส่งเอกสารเพิ่ม แจ้งขยายเวลา แจ้งผล และแจ้งปฏิเสธพร้อมเหตุผล
- ซ้อมหนึ่งรอบด้วยเคสสมมติ แล้วจับเวลาจริงว่าจบภายในกรอบหรือไม่
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนาย
- คำขอมาจากผู้ที่มีข้อพิพาทกับองค์กรอยู่ เช่นอดีตพนักงานที่ขอสำเนาแฟ้มประวัติ หรือมาพร้อมหนังสือจากทนายของอีกฝ่าย
- องค์กรกำลังจะปฏิเสธคำขอ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
- ข้อมูลที่ขอมีเอกสารการสอบสวนภายในหรือความเห็นของบุคคลอื่นปนอยู่มาก
- ไม่แน่ใจว่าเกณฑ์การปกปิดที่ใช้อยู่จะถูกโต้แย้งได้หรือไม่
- องค์กรอยู่ในธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดเรื่องการเปิดเผยข้อมูลไว้ต่างหาก
- ต้องการวางเกณฑ์การเรียกค่าธรรมเนียมสำหรับคำขอปริมาณมาก
- เคยตอบคำขอไปแล้วโดยไม่มีบันทึกใด ๆ และอยากประเมินความเสี่ยงย้อนหลัง
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ในงานที่ปรึกษากฎหมาย PDPA สำหรับองค์กร เราวางขั้นตอนตอบคำขอใช้สิทธิและระบบข้อมูลพนักงาน ให้ครบทั้งเจ็ดขั้น พร้อมแบบฟอร์มหนังสือที่เขียนแล้วใช้ยันได้ในชั้นชี้แจง ไม่ใช่แค่แผนภาพสวยงามในเอกสารนโยบาย · หากอยากตรวจของเดิมก่อนว่าขาดตรงไหน เริ่มจากการตรวจความพร้อม PDPA ได้
จุดที่เราเน้นเป็นพิเศษคือการจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพราะในเรื่องนี้ องค์กรที่เสียเปรียบมักไม่ใช่องค์กรที่ทำผิด แต่เป็นองค์กรที่ทำถูกแล้วพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำ
สรุป
ขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิที่ใช้ได้จริงไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องมีเจ็ดขั้นครบ มีชื่อผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้น และทิ้งร่องรอยที่มีวันที่ไว้ทุกขั้น โดยจำจุดตัดเวลาสองจุดให้แม่น คือ 15 วันสำหรับตรวจคำขอและยืนยันตัวตน และ 30 วันสำหรับดำเนินการทั้งหมด
สิ่งที่ควรเริ่มก่อนคือขั้นที่ 1 ซึ่งถูกที่สุดและได้ผลมากที่สุด เพราะถ้าองค์กรตอบไม่ได้ว่าได้รับคำขอวันไหน อีกหกขั้นที่ทำมาอย่างดีก็ไม่ช่วยอะไรในวันที่ถูกเรียกตรวจ
หากคุณกำลังเจอปัญหาลักษณะนี้ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประกาศ กคส. เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 ข้อ 5 — ช่องทางยื่นคำขอที่ต้องจัดให้มี คือยื่นโดยตรง ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ติดต่อที่แจ้งไว้ตามมาตรา 23 และยื่นทางไปรษณีย์ · ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มได้
- ประกาศฯ ข้อ 6 — รายการที่คำขอต้องมี วิธียืนยันตัวตน และการมอบอำนาจ
- ประกาศฯ ข้อ 7 — ตรวจคำขอและยืนยันตัวตนให้เสร็จโดยไม่ชักช้า แต่ไม่เกิน 15 วัน · กรณีเอกสารไม่ครบ ให้กำหนดเวลาแก้ไขไม่น้อยกว่า 10 วัน และให้ถือว่าได้รับคำขอในวันที่ได้เอกสารครบถ้วน
- ประกาศฯ ข้อ 8 — เหตุปฏิเสธ หน้าที่ปกปิดแทนการปฏิเสธ และหน้าที่แจ้งเหตุผลพร้อมบันทึกไว้ในรายการตามมาตรา 39
- ประกาศฯ ข้อ 9 และข้อ 10 — วิธีดำเนินการตามคำขอ และกรอบ 30 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันโดยต้องแจ้งเหตุผล
- ประกาศฯ ข้อ 12 — เก็บบันทึกคำขอ เอกสารหลักฐาน และการดำเนินการหรือปฏิเสธ ไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30 และมาตรา 39 — สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนา และรายการบันทึกกิจกรรมการประมวลผล
- มาตรา 82 — โทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 · มาตรา 30 วรรคสี่ (ดำเนินการตามคำขอภายใน 30 วัน) · มาตรา 39 วรรคหนึ่ง · มาตรา 41 วรรคหนึ่ง · มาตรา 42 วรรคสองหรือวรรคสาม
คำถามที่พบบ่อย
ต้องมีระบบซอฟต์แวร์สำหรับ DSAR หรือไม่
ไม่จำเป็น ประกาศไม่ได้กำหนดให้ต้องใช้เทคโนโลยีใดเป็นการเฉพาะ สิ่งที่กำหนดคือช่องทางรับคำขอ กรอบเวลา และการเก็บบันทึกไม่น้อยกว่า 2 ปี องค์กรขนาดเล็กจึงเริ่มจากทะเบียนคำขอในไฟล์ตารางและแฟ้มเอกสารได้ ส่วนองค์กรที่มีข้อมูลกระจายหลายระบบและมีคำขอเข้ามาสม่ำเสมอ อาจคุ้มค่าที่จะลงทุนกับระบบติดตามคำขอเพื่อไม่ให้เรื่องตกหล่น
ใครควรเป็นผู้อนุมัติการส่งข้อมูล
ควรเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจแทนองค์กรและไม่ใช่ผู้ที่มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น โดยระบุชื่อตำแหน่งไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ควรระบุเพียงว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อถูกถามในชั้นชี้แจงว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ องค์กรต้องตอบได้เป็นชื่อตำแหน่ง และในกรณีที่คำขอเกี่ยวพันกับข้อพิพาท ควรให้ทนายอ่านชุดเอกสารก่อนอนุมัติ
ถ้าค้นแล้วไม่พบข้อมูลของผู้ยื่นเลย ต้องทำอย่างไร
ต้องแจ้งผลให้ผู้ยื่นทราบพร้อมเหตุผล และบันทึกไว้ว่าค้นจากระบบใดบ้าง โดยใคร และเมื่อใด เพราะการตอบว่าไม่พบข้อมูลโดยไม่มีบันทึกการค้น มักถูกโต้แย้งได้ง่ายว่าองค์กรไม่ได้ค้นจริงหรือค้นไม่ครบ หากข้อมูลถูกทำลายไปแล้วตามตารางระยะเวลาเก็บที่กำหนดไว้ ก็ควรแจ้งข้อเท็จจริงนั้นพร้อมอ้างอิงตารางระยะเวลาเก็บขององค์กร
คำขอเข้ามาทางแชทของเพจบริษัท ถือว่าเป็นคำขอตามประกาศหรือไม่
ประกาศกำหนดให้คำขอต้องทำเป็นหนังสือหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และต้องระบุรายการที่กำหนดพร้อมลงลายมือชื่อหรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ข้อความในแชทที่ไม่ครบรายการจึงอาจยังไม่ใช่คำขอที่สมบูรณ์ แต่แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคืออย่าเพิกเฉย ให้บันทึกไว้และแจ้งผู้ติดต่อถึงช่องทางและวิธีการยื่นคำขอที่ถูกต้อง เพราะการเงียบเฉยมักถูกยกเป็นประเด็นในชั้นร้องเรียน
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ตรวจประวัติผู้สมัครงานได้ถึงระดับไหน — ประวัติอาชญากรรมคือข้อมูลอ่อนไหว ที่นายจ้างมักไม่รู้
ตรวจประวัติผู้สมัครงานทำได้ แต่ประวัติอาชญากรรมเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าที่นายจ้างส่วนใหญ่คิด
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ข้อมูลเงินเดือนพนักงาน ใครในบริษัทเข้าถึงได้บ้าง — 5 ระดับสิทธิที่ควรแยก ปี 2569
ข้อมูลเงินเดือนพนักงานควรแยกสิทธิเข้าถึง 5 ระดับ พร้อมจุดรั่วที่พบบ่อยที่สุดคือไฟล์ตารางที่ส่งต่อกันในองค์กร
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 7 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ทำอะไรได้บ้าง — 5 ขั้นตอนแรกและหลักฐานที่ต้องรีบเก็บ
พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท ต้องรีบเก็บหลักฐาน 5 อย่างก่อนหาย และองค์กรเองก็อาจมีหน้าที่แจ้งเหตุด้วย
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ