สัญญาจ้างผู้บริหารควรเขียนเรื่องโบนัส KPI ความลับ และการยุติสัญญาอย่างไร

สรุปประเด็นสำคัญ
สัญญาจ้างผู้บริหารต่างจากสัญญาพนักงานทั่วไปตรงที่มีเรื่องเฉพาะสี่กลุ่มเข้ามา คือโบนัสและเงินจูงใจ ตัวชี้วัดผลงาน การรักษาความลับและข้อมูลลูกค้า และเงื่อนไขยุติสัญญา ซึ่งทั้งสี่กลุ่มมักเขียนกว้างจนบังคับใช้ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้จริง
จุดที่ต้องระวังที่สุดคือข้อห้ามไปทำงานกับคู่แข่งหลังพ้นสภาพ เพราะมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 กำหนดว่า ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี โดยพิจารณาขอบเขตด้านพื้นที่ ระยะเวลา ความสามารถและโอกาสในการประกอบอาชีพ ประกอบกัน ข้อที่เขียนห้ามกว้างเกินจึงมักถูกลดทอนลง แทนที่จะคุ้มครองบริษัทได้เต็มที่
เอกสารที่บริษัทลงทุนน้อยที่สุดแต่มีมูลค่าความเสี่ยงสูงที่สุดคือสัญญาจ้างผู้บริหาร เพราะหลายบริษัทใช้แบบฟอร์มเดียวกับพนักงานทั่วไปแล้วเติมตัวเลขเงินเดือนเข้าไป ทั้งที่คนตำแหน่งนี้ถือข้อมูลลูกค้า รู้ต้นทุนจริง และมีทีมในมือ บทความนี้อธิบาย 8 เรื่องที่ต้องออกแบบตั้งแต่วันรับเข้า
ผู้บริหารยังเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน
เรื่องแรกที่ต้องเข้าใจก่อนออกแบบสัญญาคือ ผู้บริหารที่รับค่าจ้างและทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายจ้างยังเป็นลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แม้จะมีอำนาจสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาก็ตาม
ผลคือสิทธิพื้นฐานยังใช้ครบ ทั้งค่าชดเชยตามอายุงานตามมาตรา 118 การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคสอง และเงินแทนการบอกกล่าวตามมาตรา 17/1 สิ่งที่บริษัทออกแบบได้ในสัญญาคือรายละเอียดของงานและค่าตอบแทน ไม่ใช่การตัดสิทธิที่กฎหมายกำหนดเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
ผู้บริหารเป็นตัวแทนนายจ้าง จึงตกลงกันเองได้ทุกเรื่อง
ยังเป็นลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และข้อที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบเกินสมควรอยู่ในขอบเขตของมาตรา 14/1 บริษัทวางแผนบนข้อสัญญาที่ใช้จริงไม่ได้
เขียนห้ามไปทำงานกับคู่แข่ง 5 ปีทั่วประเทศ ไว้ก่อน
มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ให้ศาลลดทอนข้อที่ทำให้รับภาระมากกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติ ข้อที่เขียนกว้างเกินอาจถูกจำกัดจนเหลือน้อยกว่าที่ควรจะได้ถ้าเขียนพอดีตั้งแต่ต้น
โบนัสเป็นสวัสดิการ ยกเลิกได้ทุกเมื่อ
การพิจารณาว่าเงินก้อนใดเป็นค่าจ้างดูจากลักษณะการจ่ายจริง ไม่ใช่ชื่อที่บริษัทตั้ง เงินที่จ่ายประจำและผูกกับการทำงานปกติมีโอกาสถูกพิจารณาเป็นค่าจ้าง ประกาศยกเลิกแล้วเกิดข้อพิพาทพร้อมกันหลายคน
KPI คุยกันในที่ประชุมพอ ไม่ต้องเขียน
สิ่งที่ไม่มีบันทึกมักถูกโต้แย้งว่าไม่เคยตกลงกัน หรือตกลงกันคนละแบบ วันที่ต้องประเมินหรือจ่ายโบนัส ตอบไม่ได้ว่าเกณฑ์คืออะไร ดูเอกสารที่ต้องมีก่อนเลิกจ้างพนักงานระดับผู้จัดการ
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า สัญญาผู้บริหารควรเขียนให้บริษัทได้เปรียบไว้มากที่สุด เพราะเป็นตำแหน่งที่ทำความเสียหายได้มาก จึงต้องล็อกทุกทางไว้ก่อน
ในทางคดี ข้อที่เขียนเกินกว่าความจำเป็นตามสมควรไม่ได้ให้ความคุ้มครองเพิ่ม แต่กลับถูกลดทอนลง ทั้งตามมาตรา 14/1 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และตามมาตรา 5 ของกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งให้ดูขอบเขตด้านพื้นที่ ระยะเวลา และโอกาสในการประกอบอาชีพประกอบกัน
จุดที่ควรตรวจ บริษัทมักทุ่มเวลาไปกับข้อห้ามแข่งขัน ซึ่งเป็นข้อที่บังคับใช้ยากที่สุด แต่ละเลยข้อที่บังคับใช้ได้จริงและสร้างความเสียหายบ่อยกว่า คือข้อว่าด้วยการส่งมอบงาน การคืนข้อมูลและอุปกรณ์ และการห้ามชักชวนพนักงานหรือลูกค้าหลังพ้นสภาพ ซึ่งเขียนให้พอดีได้และพิสูจน์ได้ง่ายกว่ามาก
แนวทางดำเนินการ เปลี่ยนโจทย์จาก "ห้ามให้กว้างที่สุด" เป็น "ระบุให้เฉพาะเจาะจงที่สุด" คือกำหนดว่าข้อมูลใดคือความลับ ลูกค้ากลุ่มใดคือกลุ่มที่ต้องคุ้มครอง และช่วงเวลาเท่าใดที่สมเหตุสมผลกับตำแหน่งนั้นจริง เพราะข้อที่เฉพาะเจาะจงมีโอกาสบังคับใช้ได้มากกว่าข้อที่เขียนคลุมทุกอย่าง
8 เรื่องที่สัญญาจ้างผู้บริหารต้องออกแบบให้ชัด
| # | เรื่อง | สิ่งที่ต้องระบุ และจุดที่มักพลาด |
|---|---|---|
| 1 | ขอบเขตอำนาจและการรายงาน | ระบุว่าอนุมัติอะไรได้เอง อะไรต้องขอ และรายงานต่อใคร มักพลาดเพราะเขียนแค่ชื่อตำแหน่ง ทำให้ภายหลังเถียงกันว่าเรื่องนั้นอยู่ในอำนาจใคร |
| 2 | ตัวชี้วัดผลงานและรอบประเมิน | ระบุตัวชี้วัด เกณฑ์ผ่าน รอบวัด และผู้ประเมิน พร้อมกลไกทบทวนเมื่อสภาพธุรกิจเปลี่ยน มักพลาดเพราะคุยกันด้วยวาจาในที่ประชุม |
| 3 | โบนัสและเงินจูงใจ | ระบุสูตร เงื่อนไข รอบที่ผูก และกรณีที่พ้นสภาพระหว่างรอบ มักพลาดเพราะเขียนว่า "ตามดุลพินิจบริษัท" ซึ่งทำให้ตอบไม่ได้ว่าจ่ายเมื่อใด และไม่ตัดปัญหาว่าเงินนั้นเป็นค่าจ้างหรือไม่ |
| 4 | โครงสร้างค่าตอบแทนทั้งชุด | แยกค่าจ้างฐาน ค่าตำแหน่ง เงินประจำอื่น และสวัสดิการ พร้อมระบุว่าส่วนใดผูกกับตำแหน่ง มักพลาดเพราะรวมเป็นก้อนเดียว ทำให้แยกไม่ออกตอนต้องคำนวณค่าชดเชย |
| 5 | ความลับและข้อมูลลูกค้า | นิยามให้เฉพาะเจาะจง เช่น สูตรการผลิต ต้นทุน รายชื่อลูกค้า และเงื่อนไขราคา พร้อมข้อยกเว้นสำหรับการให้ข้อมูลต่อหน่วยงานรัฐตามกฎหมาย มักพลาดเพราะเขียนว่า "ข้อมูลทุกอย่างของบริษัท" ซึ่งกว้างจนพิสูจน์ยาก |
| 6 | ข้อจำกัดหลังพ้นสภาพ | แยกให้ชัดระหว่างการห้ามไปทำงานกับคู่แข่ง การห้ามชักชวนพนักงาน และการห้ามชักชวนลูกค้า ทั้งสามอย่างมีความยากง่ายในการบังคับใช้ต่างกัน และต้องกำหนดพื้นที่กับระยะเวลาให้พอดีตามมาตรา 5 |
| 7 | การส่งมอบงานและคืนทรัพย์สิน | ระบุรายการอุปกรณ์ บัญชีระบบ ไฟล์งาน และกำหนดวันส่งมอบ เป็นข้อที่บังคับใช้ได้จริงที่สุดแต่มักถูกเขียนสั้นที่สุด |
| 8 | เงื่อนไขยุติสัญญา | ระบุกระบวนการบอกกล่าว การส่งมอบ และการจ่ายเงินแต่ละก้อน โดยต้องไม่ขัดกับมาตรา 17 วรรคสอง มาตรา 17/1 และมาตรา 70 วรรคสอง มักพลาดเพราะเขียนว่าเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายอะไร |
ข้อ 6 เป็นข้อที่ต้องออกแบบด้วยความระมัดระวังที่สุด เพราะมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ให้พิจารณาขอบเขตด้านพื้นที่และระยะเวลาของการจำกัดสิทธิ รวมทั้งความสามารถและโอกาสในการประกอบอาชีพการงาน ประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของคู่สัญญา รายการพื้นฐานที่สัญญาทุกประเภทต้องมีดูเพิ่มได้ที่สิ่งที่สัญญาจ้างพนักงานโรงงานต้องเขียนให้ชัด
สามข้อจำกัดหลังพ้นสภาพ ต่างกันอย่างไร
- ห้ามไปทำงานกับคู่แข่ง : กระทบสิทธิในการประกอบอาชีพโดยตรง จึงถูกตรวจสอบเข้มที่สุด ควรจำกัดทั้งประเภทธุรกิจ พื้นที่ และระยะเวลาให้พอดีกับความจำเป็นจริง ไม่ใช่เขียนคลุมทั้งอุตสาหกรรมทั่วประเทศ
- ห้ามชักชวนพนักงานของบริษัท : กระทบสิทธิในการประกอบอาชีพของตัวผู้บริหารน้อยกว่า จึงมีโอกาสบังคับใช้ได้มากกว่า ควรระบุกลุ่มพนักงานและระยะเวลาให้ชัด
- ห้ามชักชวนลูกค้าที่เคยดูแล : ควรจำกัดเฉพาะลูกค้าที่ผู้บริหารคนนั้นดูแลจริงในช่วงเวลาที่กำหนด ไม่ใช่ลูกค้าทั้งหมดของบริษัท
- การรักษาความลับ : เป็นคนละเรื่องกับข้อห้ามแข่งขัน และมีน้ำหนักในตัวเองหากนิยามความลับไว้เฉพาะเจาะจง เรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลลูกค้าดูเพิ่มที่พนักงานนำข้อมูลลูกค้าออกจากบริษัท
- ค่าตอบแทนสำหรับช่วงที่ถูกจำกัดสิทธิ : การกำหนดค่าตอบแทนให้ในช่วงที่ห้ามประกอบอาชีพ เป็นปัจจัยที่ทำให้ข้อจำกัดนั้นดูสมเหตุสมผลขึ้น
ก่อนเสนอสัญญาให้ผู้บริหารคนใหม่ ควรทำอะไร
- กำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดก่อนร่างสัญญา เพราะข้อนี้เป็นฐานของทั้งการประเมินผลงานและการจัดสรรทรัพยากรในภายหลัง
- ออกแบบตัวชี้วัดและสูตรโบนัสพร้อมกัน ไม่แยกทำคนละรอบ เพื่อไม่ให้ตัวชี้วัดกับเงื่อนไขจ่ายเงินขัดกันเอง
- ระบุว่าเงินก้อนใดผูกกับตำแหน่งและก้อนใดเป็นค่าจ้างฐาน เพื่อให้คำนวณภาระในอนาคตได้ตั้งแต่วันแรก
- นิยามความลับจากของจริงของกิจการ ไม่ใช่คัดลอกถ้อยคำมาตรฐานมาใช้
- กำหนดข้อจำกัดหลังพ้นสภาพให้พอดี โดยดูขอบเขตพื้นที่ ระยะเวลา และผลกระทบต่อโอกาสในการประกอบอาชีพ ตามหลักในมาตรา 5
- ให้ฝ่ายกฎหมายตรวจก่อนเสนอ เพราะสัญญาผู้บริหารแก้ไขภายหลังได้ยากกว่าสัญญาพนักงานทั่วไปมาก
กรณีแบบไหนที่ควรให้ทนายร่างให้
- ตำแหน่งที่เข้าถึงต้นทุน สูตรการผลิต หรือรายชื่อลูกค้าหลัก
- มีโบนัสหรือเงินจูงใจผูกกับผลประกอบการ ซึ่งต้องเขียนสูตรและรอบให้ชัด
- ต้องการข้อจำกัดหลังพ้นสภาพ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามแข่งขัน ห้ามชักชวนพนักงาน หรือห้ามชักชวนลูกค้า
- ผู้บริหารมาจากคู่แข่งโดยตรง ซึ่งมีประเด็นข้อผูกพันเดิมของเขาติดมาด้วย
- เป็นผู้บริหารต่างชาติ ที่คุ้นกับเงื่อนไขตามกฎหมายประเทศอื่น
- บริษัทกำลังควบรวมหรือปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น ในระยะอันใกล้
สัญญาผู้บริหารต้องเริ่มจาก Authority Matrix
ชื่อตำแหน่งระดับสูงไม่ได้บอกขอบเขตอำนาจ ควรระบุว่าใครอนุมัติการจ้าง ปรับค่าจ้าง ลงโทษ เลิกจ้าง ทำสัญญากับลูกค้า ใช้งบประมาณ และเข้าถึงข้อมูลประเภทใด ตารางอำนาจต้องตรงกับมติบริษัท หนังสือมอบอำนาจ ระบบอนุมัติ และการปฏิบัติจริง มิฉะนั้นบริษัทอาจมีทั้งปัญหาสัญญาแรงงานและความผูกพันกับบุคคลภายนอก
| เรื่อง | อำนาจตัดสินใจ | วงเงินหรือเงื่อนไข | ผู้ตรวจทาน |
|---|---|---|---|
| บุคลากร | เสนอ อนุมัติ หรือร่วมอนุมัติ | ระดับตำแหน่งและหน่วยงาน | HR และผู้มีอำนาจบริษัท |
| สัญญาธุรกิจ | เจรจาหรือลงนาม | ประเภทและวงเงิน | กฎหมายและการเงิน |
| ข้อมูลสำคัญ | เข้าถึงหรือส่งต่อ | ตามหน้าที่และระยะเวลา | เจ้าของข้อมูลหรือระบบ |
แยกค่าตอบแทนผู้บริหารตามเงื่อนไขจริง
เงินเดือน โบนัสตามดุลพินิจ โบนัสตามสูตร ค่าคอมมิชชัน หุ้นหรือหน่วยลงทุน และเงินรั้งให้อยู่ต่อมีเงื่อนไขต่างกัน สัญญาควรบอกช่วงประเมิน ตัวชี้วัด ผู้อนุมัติ เหตุที่ปรับข้อมูลได้ สถานะเมื่อสิ้นสุดงาน และผลทางภาษีในระดับที่บริษัทรับผิดชอบ อย่าใช้คำว่า “ขึ้นกับบริษัทแต่เพียงผู้เดียว” เพื่อแทนระบบที่ยังไม่ได้ออกแบบ
คุ้มครองข้อมูลและความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างพอดี
บัญชีข้อมูลลับควรจำแนกตามประเภท เช่น แผนราคา รายชื่อลูกค้าที่มีรายละเอียดเฉพาะ สูตร กระบวนการ หรือข้อมูลพนักงาน พร้อมกำหนดผู้เข้าถึง วิธีส่งต่อ และขั้นตอนคืนหรือลบเมื่อออกจากงาน ข้อห้ามแข่งขันหรือห้ามติดต่อควรกำหนดเท่าที่จำเป็นต่อประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยพิจารณาตำแหน่ง ข้อมูลที่เข้าถึง พื้นที่ ระยะเวลา และผลต่อการประกอบอาชีพ ไม่ควรใช้ข้อความกว้างเหมือนกันทุกระดับ
Executive Exit Protocol
- ทบทวนอำนาจลงนามและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่เหมาะสม
- เปลี่ยนผู้ดูแลบัญชีธนาคาร ระบบสำคัญ รหัสผ่าน และอุปกรณ์ยืนยันตัวตน
- ทำรายการโครงการ การเจรจา คดี และกำหนดส่งที่ต้องส่งมอบ
- ยืนยันทรัพย์สิน ข้อมูลสำรอง อุปกรณ์ส่วนตัวที่เคยใช้ทำงาน และสำเนาที่ต้องลบโดยมีหลักฐาน
- กระทบยอดค่าตอบแทนผันแปรและเอกสารภาษีกับเงื่อนไขในสัญญา
Red-Team อำนาจและผลประโยชน์ของผู้บริหาร
ผู้ตรวจควรเทียบสัญญา มติ หนังสือมอบอำนาจ ระบบอนุมัติ และสิ่งที่บุคคลภายนอกได้รับแจ้ง หากเอกสารให้วงเงินหนึ่งแต่ระบบเปิดให้มากกว่า บริษัทต้องแก้ทั้งสองจุด การถอนอำนาจต้องไปถึงธนาคาร คู่ค้า และผู้ดูแลระบบ ไม่จบที่หนังสือภายใน
| ความเสี่ยง | คำถามตรวจ | หลักฐานปิดความเสี่ยง |
|---|---|---|
| ลงนามเกินอำนาจ | คู่ค้ารับรู้ขอบเขตใด | มติ หนังสือมอบอำนาจ และการแจ้ง |
| โบนัสขัดกัน | สูตรกับดุลพินิจถูกแยกหรือไม่ | แผนค่าตอบแทนและผลอนุมัติ |
| ข้อมูลยังเข้าถึงหลังออก | มีบัญชีและอุปกรณ์ใดบ้าง | Access Revocation Log |
| การส่งมอบไม่ครบ | โครงการและคำมั่นใดค้างอยู่ | Handover Register และผู้รับช่วง |
แฟ้มจำลอง: โบนัสมีทั้งสูตรและคำว่าเป็นดุลพินิจ
สัญญาระบุสูตรตามผลประกอบการและผลงานส่วนบุคคล อีกข้อเขียนว่าบริษัทอาจไม่จ่ายได้ทุกกรณี ผู้บริหารทำครบเป้าแต่บริษัทอ้างข้อความดุลพินิจ การตรวจต้องดูโครงสร้างแผน การสื่อสาร พฤติการณ์จ่าย และเงื่อนไขก่อนสิ้นสุดงาน ควรแก้เอกสารให้แยกส่วนที่เป็นสูตรออกจากส่วนที่บริษัทใช้ดุลพินิจ พร้อมระบุผู้อนุมัติและวันตัดข้อมูล
Executive Exit War Room
- Legal คุมเหตุ เอกสาร และข้อจำกัดหลังพ้นสภาพ
- Finance กระทบยอดโบนัส ค่าใช้จ่าย และอำนาจธนาคาร
- IT ปิดสิทธิเป็นลำดับตามความเสี่ยงและรักษาข้อมูลที่จำเป็น
- Business Owner รับโครงการ ลูกค้า และคำมั่นที่ยังเปิดอยู่
- HR คุมการสื่อสาร หนังสือรับรอง และแฟ้มส่วนบุคคล
ทุกฝ่ายใช้ Timeline เดียวกัน การเปลี่ยนเวลาต้องแจ้งเจ้าของงานทั้งหมด เพราะการปิดระบบก่อนประชุมหรือแจ้งคู่ค้าก่อนแจ้งผู้บริหารอาจสร้างข้อพิพาทที่หลีกเลี่ยงได้
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับร่างและตรวจสัญญาจ้างผู้บริหารให้บริษัทและโรงงาน โดยออกแบบสามส่วนที่ผูกกันคือขอบเขตอำนาจ ตัวชี้วัดกับโบนัส และข้อจำกัดหลังพ้นสภาพ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้น เพราะทั้งสามส่วนนี้จะถูกใช้พร้อมกันในวันที่ความสัมพันธ์สิ้นสุด
จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือเขียนให้เฉพาะเจาะจงพอที่จะบังคับใช้ได้จริง มากกว่าเขียนกว้างเพื่อความอุ่นใจ เพราะข้อที่กว้างเกินมักถูกลดทอนลง ส่วนงานที่เกี่ยวกับสัญญาทางธุรกิจอื่นต่อยอดไปที่ทีมงานด้านธุรกิจและสัญญาได้ในที่เดียว
สรุป
สัญญาจ้างผู้บริหารที่ดีไม่ได้วัดกันที่จำนวนข้อห้าม แต่วัดกันที่ข้อไหนบังคับใช้ได้จริงในวันที่ต้องใช้ ผู้บริหารยังเป็นลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน สิทธิพื้นฐานจึงยังใช้ครบ และข้อที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบเกินสมควรยังอยู่ในขอบเขตของมาตรา 14/1 ส่วนข้อจำกัดการประกอบอาชีพหลังพ้นสภาพต้องพอดีตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มิฉะนั้นจะถูกลดทอนจนเหลือน้อยกว่าที่ควรได้ ตัวบทล่าสุดตรวจได้ที่ฐานข้อมูลกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน และขั้นตอนคดีที่ศาลยุติธรรม โดยควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง
หากบริษัทกำลังจะรับผู้บริหารคนใหม่ ปรับโครงสร้างค่าตอบแทน หรือทบทวนสัญญาที่ใช้อยู่ ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5 : ข้อตกลงที่จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน ซึ่งทำให้ผู้ถูกจำกัดต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ในการวินิจฉัยให้พิจารณาขอบเขตด้านพื้นที่และระยะเวลาของการจำกัดสิทธิ ความสามารถและโอกาสในการประกอบอาชีพการงาน ประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของคู่สัญญา
- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 14/1 : สัญญาจ้าง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
- มาตรา 5 นิยามคำว่า "ค่าจ้าง" : การพิจารณาว่าเงินก้อนใดเป็นค่าจ้างดูจากลักษณะการจ่ายจริง ไม่ใช่ชื่อที่บริษัทตั้งไว้ มีผลโดยตรงต่อการคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ควรตรวจถ้อยคำในตัวบทและแนวคำพิพากษาที่ตรงกับลักษณะเงินก้อนนั้นก่อนสรุป)
- มาตรา 118 : ค่าชดเชยตามอายุงานคำนวณจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย ขั้นสูงสุด 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตามฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ในระดับผู้บริหารเป็นภาระก้อนใหญ่ที่สุด
- มาตรา 17 วรรคสอง และมาตรา 17/1 : การบอกเลิกสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาให้แจ้งในหรือก่อนวันจ่ายค่าจ้าง เพื่อให้มีผลในวันจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป หรือจ่ายเงินถึงวันที่การบอกเลิกจะมีผลแล้วให้ลูกจ้างออกทันที
- มาตรา 119 และวรรคท้าย : เหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด บริษัทกำหนดเพิ่มในสัญญาไม่ได้ หากนายจ้างจะอ้างมาตรานี้ ต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุในหนังสือหรือแจ้งแก่ลูกจ้างในขณะเลิกจ้าง มิฉะนั้นจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
ผู้บริหารเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานหรือไม่
โดยหลักถือเป็นลูกจ้าง หากรับค่าจ้างและทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายจ้าง แม้จะมีอำนาจสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาก็ตาม สิทธิพื้นฐานเรื่องค่าชดเชยตามมาตรา 118 การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคสอง และเงินแทนการบอกกล่าวตามมาตรา 17/1 จึงยังใช้ครบ การเขียนในสัญญาว่าไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงมีความเสี่ยงสูง
เขียนห้ามไปทำงานกับคู่แข่งได้กี่ปี
ไม่มีตัวเลขที่กฎหมายกำหนดตายตัว สิ่งที่ใช้พิจารณาตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 คือขอบเขตด้านพื้นที่และระยะเวลา ความสามารถและโอกาสในการประกอบอาชีพ และทางได้เสียของทั้งสองฝ่าย ข้อที่ห้ามกว้างทั้งอุตสาหกรรมทั่วประเทศเป็นเวลานาน มีโอกาสถูกลดทอนลงมากกว่าข้อที่จำกัดเฉพาะธุรกิจ พื้นที่ และช่วงเวลาที่จำเป็นจริง
โบนัสผู้บริหารถือเป็นค่าจ้างหรือไม่
ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่ายจริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อที่บริษัทตั้งไว้ เงินที่จ่ายเป็นประจำ จำนวนแน่นอน และผูกกับการทำงานตามปกติ มีโอกาสถูกพิจารณาว่าเป็นค่าจ้างมากกว่าเงินที่จ่ายเป็นครั้งคราวโดยมีเงื่อนไขชัดเจนและผูกกับผลประกอบการ ประเด็นนี้กระทบการคำนวณค่าชดเชยโดยตรง จึงควรออกแบบสูตรและเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่วันทำสัญญา
ผู้บริหารลาออกแล้วพาลูกน้องไปด้วย ทำอะไรได้บ้าง
ขึ้นอยู่กับว่าสัญญาเขียนข้อห้ามชักชวนพนักงานไว้หรือไม่ และเขียนได้เฉพาะเจาะจงแค่ไหน ข้อห้ามชักชวนพนักงานมีโอกาสบังคับใช้ได้มากกว่าข้อห้ามไปทำงานกับคู่แข่ง เพราะกระทบสิทธิในการประกอบอาชีพของตัวผู้บริหารน้อยกว่า แต่ต้องระบุกลุ่มพนักงานและระยะเวลาให้ชัด และควรมีหลักฐานว่าการชักชวนเกิดขึ้นจริง
ใช้สัญญาแบบเดียวกับพนักงานทั่วไปแล้วเติมเงินเดือนได้ไหม
ทำได้แต่ไม่คุ้มความเสี่ยง เพราะสัญญาพนักงานทั่วไปมักไม่มีข้อว่าด้วยขอบเขตอำนาจ สูตรโบนัส การส่งมอบงาน และข้อจำกัดหลังพ้นสภาพ ซึ่งเป็นสี่เรื่องที่จะถูกใช้พร้อมกันในวันที่ความสัมพันธ์สิ้นสุด การเพิ่มข้อเหล่านี้ภายหลังทำได้ยากกว่ามาก เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้อีกฝ่ายหลังจากตกลงกันไปแล้ว
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายแรงงาน
สัญญาประนีประนอมในศาลแรงงาน ต้องตรวจอะไรให้จบจริง
ตรวจขอบเขตเรื่องที่ยุติ อำนาจผู้ลงชื่อ ยอดและงวดชำระ พร้อมหน้าที่อื่นและผลผิดนัด แยกการถอนฟ้องจากคำพิพากษาตามยอมก่อนยืนยันฉบับสุดท้าย
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
กฎหมายแรงงาน
บันทึกส่งคืนทรัพย์สินบริษัท ต้องแยกจากเงินงวดสุดท้ายไหม
บันทึกรายการและสภาพของที่คืน พร้อมแยกงานรับอุปกรณ์จากการจ่ายเงินและความรับผิด ตรวจของขาด ผลตรวจช่างและหลักฐานก่อนสรุปว่าหักเงินได้
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
กฎหมายแรงงาน
หนังสือรับรองการทำงาน ต้องออกให้เมื่อไรและเขียนอะไร
แยกสิทธิเมื่อพ้นงานจากหนังสือรับรองสถานะปัจจุบัน ตรวจช่วงงาน หน้าที่และผู้ลงชื่อ พร้อมวิธีแก้ข้อมูลผิดโดยไม่ปนเงื่อนไขชำระหนี้หรือสละสิทธิ
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ