081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

สัญญาจ้างหัวหน้างานกับพนักงานทั่วไป ต่างกันตรงไหน 8 ข้อที่ต้องแยก

นายเอกราช ทิพย์แมม นายเอกราช ทิพย์แมมคดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน
เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด อ่าน 11 นาที กฎหมายแรงงาน
หัวหน้างานโรงงานเซ็นอนุมัติเอกสารให้พนักงาน สะท้อนอำนาจที่ต้องระบุในสัญญาจ้างหัวหน้างาน

สรุปประเด็นสำคัญ

ความต่างที่แท้จริงระหว่างสัญญาจ้างหัวหน้างานกับสัญญาของพนักงานทั่วไปอยู่ที่อำนาจและความรับผิดชอบ มาตรา 65 (1) กำหนดว่าลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่าย ส่วนมาตรา 5 ให้นิยาม "นายจ้าง" รวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างด้วย

ผลคือถ้อยคำในสัญญาและใบกำหนดหน้าที่ของหัวหน้างานมีผลไปถึงเรื่องค่าล่วงเวลา ความรับผิดในการกำกับดูแล และภาระการพิสูจน์เมื่อเกิดข้อพิพาท จุดพลาดที่พบบ่อยคือใช้สัญญาแบบเดียวกันทั้งบริษัทแล้วเปลี่ยนแค่ชื่อตำแหน่งกับตัวเลข ซึ่งทำให้บริษัทไม่มีเอกสารรองรับว่าหัวหน้างานคนนั้นมีอำนาจอะไรอยู่จริง

ในโรงงานส่วนใหญ่ สัญญาจ้างหัวหน้างานใช้แบบฟอร์มชุดเดียวกับพนักงานทั่วไป แล้วเปลี่ยนเฉพาะชื่อตำแหน่งกับตัวเลขเงินเดือน ทั้งที่เอกสารสองฉบับนี้ควรต่างกันในระดับโครงสร้าง เพราะหัวหน้างานถืออำนาจอนุมัติและมีหน้าที่กำกับดูแลคนอื่น บทความนี้อธิบายว่าต่างกันตรงไหนบ้างและควรเขียนอย่างไร

กฎหมายมองหัวหน้างานต่างจากพนักงานทั่วไปอย่างไร

จุดตั้งต้นอยู่ที่มาตรา 5 ซึ่งให้นิยามคำว่า "นายจ้าง" ครอบคลุมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างด้วย แปลว่าหัวหน้างานที่ได้รับมอบอำนาจในบางเรื่อง อาจถูกมองว่าทำการแทนบริษัทในเรื่องนั้น ซึ่งกระทบทั้งความรับผิดของบริษัทต่อการกระทำของหัวหน้างาน และการนับว่าบริษัทรู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อใด

อีกจุดที่กระทบเงินโดยตรงคือมาตรา 65 (1) ซึ่งกำหนดว่าลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่าย ประเด็นสำคัญคือข้อยกเว้นนี้ผูกกับอำนาจที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ชื่อตำแหน่ง การตั้งชื่อว่าหัวหน้าโดยไม่ให้อำนาจดังกล่าวจึงไม่ทำให้เข้าข้อยกเว้น

8 ข้อที่สัญญาจ้างหัวหน้างานควรเขียนต่างออกไป

#หัวข้อพนักงานทั่วไปหัวหน้างานขึ้นไป
1ขอบเขตอำนาจระบุหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติระบุอำนาจอนุมัติแต่ละเรื่องพร้อมวงเงินหรือขอบเขต และแยกให้ชัดว่าใครมีอำนาจทำการแทนนายจ้างในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้างตามมาตรา 65 (1)
2ค่าล่วงเวลาได้รับตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องเขียนให้สอดคล้องกับมาตรา 65 และระบุว่าค่าตอบแทนที่จ่ายครอบคลุมอะไร ห้ามเขียนตัดสิทธิเกินกว่าที่กฎหมายเปิดช่อง
3หน้าที่กำกับดูแลไม่มีระบุหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติตามข้อบังคับและความปลอดภัยของทีม และหน้าที่รายงานเหตุผิดปกติ
4หน้าที่รายงานความขัดแย้งทางผลประโยชน์เขียนกว้าง ๆ ได้ระบุเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะการเกี่ยวข้องกับผู้ขาย ผู้รับเหมา และการรับของกำนัล
5ความลับและข้อมูลที่เข้าถึงได้กำหนดขอบเขตตามหน้าที่ระบุประเภทข้อมูลที่เข้าถึงได้จริง เช่น ข้อมูลค่าจ้างของทีม ต้นทุนการผลิต และข้อมูลลูกค้า
6การส่งมอบงานเมื่อพ้นหน้าที่คืนทรัพย์สินเพิ่มการส่งมอบงานที่ค้าง เอกสารอนุมัติ และสิทธิเข้าถึงระบบ พร้อมกำหนดเวลา
7เงื่อนไขการโยกย้ายและปรับหน้าที่ระบุตามความจำเป็นของงานควรระบุให้ชัดขึ้น เพราะการปรับตำแหน่งหัวหน้างานกระทบทั้งอำนาจและค่าตอบแทน การเปลี่ยนที่ไม่เป็นคุณมีข้อจำกัด
8เอกสารแนบใบกำหนดหน้าที่ใบกำหนดหน้าที่ บวกตารางอำนาจอนุมัติ ซึ่งแก้ไขได้แยกจากตัวสัญญาเมื่อโครงสร้างเปลี่ยน

ข้อ 8 เป็นข้อที่ประหยัดงานที่สุดในระยะยาว เพราะเมื่ออำนาจอนุมัติอยู่ในเอกสารแนบ บริษัทปรับโครงสร้างได้โดยไม่ต้องทำสัญญาใหม่ทั้งฉบับ โครงสร้างพื้นฐานของสัญญาดูเพิ่มที่สิ่งที่สัญญาจ้างพนักงานโรงงานต้องเขียนให้ชัด

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

ตั้งชื่อตำแหน่งว่าหัวหน้า แล้วไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา

ข้อยกเว้นตามมาตรา 65 (1) ผูกกับอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่จริงในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ไม่ได้ผูกกับชื่อตำแหน่ง หากบริษัทตัดสิทธิจากชื่อหัวหน้าเพียงอย่างเดียว อาจถูกเรียกค่าล่วงเวลาย้อนหลังพร้อมกันทั้งกลุ่มได้

หัวหน้างานเป็นฝ่ายบริหาร จึงเลิกจ้างได้ง่ายกว่า

หัวหน้างานยังเป็นลูกจ้างและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกัน การเลิกจ้างต้องมีเหตุและเอกสารเช่นเดียวกัน บริษัทมักเก็บหลักฐานเรื่องหัวหน้างานน้อยกว่าเพราะเข้าใจว่าไม่ต้อง ดูหลักฐานที่ต้องมีเมื่อเลิกจ้างผู้จัดการ

เขียนในสัญญาว่าหัวหน้าต้องรับผิดชอบความเสียหายที่ลูกน้องทำ

ข้อความที่ผลักภาระเกินสมควรอาจถูกปรับตามมาตรา 14/1 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ข้อที่บริษัทหวังพึ่งมากที่สุดกลับเป็นข้อที่บังคับใช้ไม่ได้

ให้อำนาจอนุมัติแบบไม่เป็นทางการก็พอ

เมื่อเกิดข้อพิพาท คำถามแรกคือใครมีอำนาจอนุมัติเรื่องนั้น ถ้าไม่มีเอกสารก็ตอบไม่ได้ การอนุมัติล่วงเวลาโดยหัวหน้าที่ไม่มีอำนาจ กลายเป็นข้อโต้แย้งเรื่องเงินภายหลัง

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ตำแหน่งหัวหน้างานเป็นเรื่องของโครงสร้างองค์กร ใครทำงานดีก็เลื่อนขึ้นมา เปลี่ยนชื่อตำแหน่งในระบบเงินเดือน แล้วเพิ่มค่าตำแหน่งให้ตามระเบียบ

ในทางคดี การเลื่อนคนขึ้นเป็นหัวหน้างานคือการเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของคนคนนั้น เพราะเมื่อได้รับมอบอำนาจแทนบริษัทในเรื่องใด การกระทำในเรื่องนั้นย่อมผูกพันบริษัทตามไปด้วย และสิ่งที่หัวหน้างานรู้ ก็มีโอกาสถูกถือว่าบริษัทรู้แล้ว

จุดที่ควรตรวจ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในโรงงานคือบริษัทให้อำนาจโดยพฤตินัยแต่ไม่ให้เป็นเอกสาร หัวหน้าไลน์อนุมัติล่วงเวลาทุกวัน อนุมัติการลา และตัดสินใจเรื่องคนได้จริง แต่ในเอกสารไม่มีการมอบอำนาจใด ๆ เมื่อเกิดข้อพิพาท บริษัทจะอยู่ในฐานะที่ลำบากทั้งสองทาง คือจะอ้างว่าหัวหน้าคนนั้นเป็นผู้มีอำนาจตามมาตรา 65 ก็ไม่มีเอกสาร แต่จะปฏิเสธการอนุมัติที่หัวหน้าคนนั้นทำไปแล้วก็ยาก เพราะทำมาโดยตลอด

แนวทางดำเนินการ ทำตารางอำนาจอนุมัติของทั้งองค์กรเพียงหน้าเดียว ระบุว่าเรื่องใดใครอนุมัติได้ในวงเงินหรือขอบเขตเท่าใด แล้วแนบเป็นเอกสารประกอบสัญญาของทุกคนที่มีอำนาจ เพราะเอกสารหน้าเดียวนี้ตอบคำถามได้ทั้งเรื่องค่าล่วงเวลา ความรับผิด และความสมบูรณ์ของการอนุมัติ

ตัวอย่างการแบ่งระดับสัญญาในโรงงาน (กรณีสมมติ)

กรณีสมมติ โรงงานผลิตชิ้นส่วนแห่งหนึ่งมีพนักงาน 300 คน ใช้สัญญาแบบเดียวทั้งหมด เมื่อทบทวนใหม่จึงแบ่งเป็นสามระดับ คือ ระดับปฏิบัติการ ใช้สัญญามาตรฐานพร้อมใบกำหนดหน้าที่ ระดับหัวหน้างานและหัวหน้าแผนก ใช้สัญญามาตรฐานบวกภาคผนวกเรื่องอำนาจอนุมัติ หน้าที่กำกับดูแล และความลับ ระดับผู้จัดการขึ้นไป ใช้สัญญาเฉพาะที่ร่างแยก

ผลที่ได้คือบริษัทตอบได้ทันทีว่าใครมีอำนาจอนุมัติเรื่องใด และเมื่อปรับโครงสร้างก็แก้เฉพาะภาคผนวก ไม่ต้องทำสัญญาใหม่ทั้งโรงงาน

ระดับที่สามมีรายละเอียดต่างออกไปมาก ดูสัญญาจ้างผู้บริหารต้องมีอะไรบ้าง

เช็กลิสต์สำหรับฝ่ายบุคคลก่อนปรับสัญญา

  • ทำรายชื่อทุกคนที่มีอำนาจอนุมัติจริง โดยดูจากเอกสารที่มีลายเซ็นในหกเดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่ดูจากผังองค์กร
  • เทียบรายชื่อนั้นกับผังองค์กร เพื่อหาคนที่มีอำนาจจริงแต่ไม่มีเอกสารรองรับ
  • ตรวจว่าใครเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 65 (1) โดยดูอำนาจทำการแทนนายจ้างในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง
  • ตรวจการจ่ายค่าล่วงเวลาย้อนหลังของกลุ่มหัวหน้างาน ว่าสอดคล้องกับสถานะที่แท้จริงหรือไม่
  • ตรวจว่าข้อบังคับกำหนดวินัยของผู้บังคับบัญชาไว้หรือไม่ เพราะเรื่องวินัยต้องอยู่ในข้อบังคับตามมาตรา 108
  • ตรวจข้อที่ผลักภาระความเสียหายให้หัวหน้างาน ว่าเกินสมควรจนเสี่ยงถูกปรับตามมาตรา 14/1 หรือไม่
  • ทำตารางอำนาจอนุมัติหน้าเดียว แล้วให้ผู้มีอำนาจลงนามรับทราบ พร้อมกำหนดรอบทบทวน

กรณีแบบไหนที่ควรให้ทนายตรวจ

  • บริษัทใช้สัญญาแบบเดียวกันทุกระดับและไม่เคยแยกภาคผนวก
  • มีการไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้กลุ่มหัวหน้างานโดยอ้างตำแหน่ง
  • กำลังจะเลื่อนพนักงานขึ้นเป็นหัวหน้างานหลายคนพร้อมกัน
  • มีข้อพิพาทเรื่องอำนาจอนุมัติ เช่น การอนุมัติล่วงเวลาโดยผู้ที่อาจไม่มีอำนาจ
  • สัญญามีข้อห้ามแข่งขันหรือข้อผูกพันหลังพ้นสภาพสำหรับหัวหน้างาน
  • บริษัทกำลังปรับโครงสร้างสายบังคับบัญชาทั้งองค์กร

สัญญาหัวหน้างานต้องตรงกับอำนาจที่ใช้จริง

คำว่า Supervisor หรือ Manager ในชื่อตำแหน่งยังไม่บอกว่าบุคคลนั้นมีอำนาจแทนนายจ้างเพียงใด ต้องตรวจว่าเขาเพียงจัดตารางและรายงานปัญหา หรือมีอำนาจทำการแทนนายจ้างในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้างตามมาตรา 65 (1) การกำหนดสิทธิค่าล่วงเวลาและวันหยุดต้องพิจารณาหน้าที่กับอำนาจจริง ไม่ควรตัดสิทธิเพราะชื่อตำแหน่งภาษาอังกฤษ

กระบวนการหัวหน้างานทำได้ต้องส่งต่อ
จัดกำลังคนจัดงานและเสนอเปลี่ยนกะในกรอบอนุมัติการเปลี่ยนเงื่อนไขที่กระทบสิทธิ
ประเมินผลงานบันทึกตัวอย่างงานและให้ข้อเสนอแนะการเปลี่ยนคะแนนหลังปิดรอบหรือข้อพิพาท
วินัยรายงานเหตุ รักษาหลักฐาน และรับคำชี้แจงตามที่มอบหมายการกำหนดโทษที่เกินอำนาจ
ข้อมูลพนักงานเข้าถึงเท่าที่จำเป็นต่อทีมข้อมูลสุขภาพ ข้อร้องเรียน หรือแฟ้มสอบสวนที่จำกัดสิทธิ

หัวหน้างานคือจุดกำเนิดพยานของบริษัท

บันทึกของหัวหน้างานมักเป็นหลักฐานชิ้นแรก จึงต้องสอนให้แยกสิ่งที่เห็น ข้อมูลที่ได้รับ และความเห็น ไม่ใช้คำกว้าง เช่น “นิสัยไม่ดี” หรือ “ไม่ให้ความร่วมมือ” โดยไม่มีเหตุการณ์ วันเวลา และผลกระทบ แบบรายงานควรบังคับให้แนบเอกสารต้นทางและบันทึกคำชี้แจงที่ขัดกับข้อกล่าวหาด้วย

ตั้ง Escalation Map สำหรับเหตุที่หัวหน้างานไม่ควรจัดการเอง

  • ข้อร้องเรียนคุกคาม เลือกปฏิบัติ ทุจริต หรือเกี่ยวกับผู้บังคับบัญชาของผู้รายงาน
  • เหตุที่อาจต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว กล้องวงจรปิด อีเมล หรืออุปกรณ์ของพนักงาน
  • เหตุร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การพักงานหรือเลิกจ้าง
  • ข้อขัดแย้งเรื่องค่าจ้าง เวลาทำงาน วันลา หรือความปลอดภัย
  • กรณีที่หัวหน้างานเป็นพยาน ผู้ร้องเรียน หรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคู่กรณี

การประเมินหัวหน้างานควรรวมคุณภาพเอกสาร การส่งต่อเหตุทันเวลา และการปฏิบัติต่อทีมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรวัดเฉพาะผลผลิต เพราะหัวหน้างานที่ทำยอดได้แต่สร้างเอกสารเสี่ยงหรือกดดันให้พนักงานลงชื่อย้อนหลัง อาจสร้างต้นทุนทางคดีสูงกว่าผลงานที่เห็น

ทำ Authority Evidence Pack รายตำแหน่ง

Pack ควรมีสัญญา JD ตารางอำนาจ มติหรือหนังสือมอบอำนาจ ตัวอย่างการอนุมัติ และสิทธิในระบบ เอกสารต้องตอบว่าหัวหน้างานเสนอเรื่องใด อนุมัติเรื่องใด และเรื่องใดต้องส่งต่อ อำนาจที่มีเฉพาะบนกระดาษแต่ไม่เคยใช้จริงต้องถูกตรวจต่างจากอำนาจที่ใช้เป็นปกติ

Red-Team สิทธิค่าล่วงเวลาของหัวหน้างาน

คำถามหลักฐานคำตอบที่ยังไม่พอ
มีอำนาจตามมาตรา 65 (1) หรือไม่อำนาจทำการแทนนายจ้างในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้างชื่อตำแหน่งเป็น Manager
ทำงานเกินเวลาจริงหรือไม่ตารางงาน ระบบเข้าออก และคำสั่งเงินเดือนรวมทุกอย่างแล้ว
บริษัทตกลงจ่ายไว้หรือไม่สัญญา นโยบาย และพฤติการณ์จ่ายฝ่ายบริหารเข้าใจว่าไม่ต้องจ่าย

แฟ้มจำลอง: หัวหน้าไลน์อนุมัติ OT แต่ไม่มีอำนาจเรื่องบุคลากร

การจัดงานและอนุมัติ OT ของทีมยังไม่ตอบว่าบุคคลนั้นมีอำนาจทำการแทนนายจ้างในเรื่องที่มาตรา 65 (1) ระบุ หากไม่มีอำนาจจ้าง ให้บำเหน็จ หรือเลิกจ้าง บริษัทไม่ควรตัดสิทธิจากคำว่า “หัวหน้า” ต้องตรวจเวลาทำงานและข้อตกลงจ่ายตามข้อเท็จจริง

Supervisor Case-Handling Playbook

  1. รักษาหลักฐานและรายงานข้อเท็จจริงโดยไม่วินิจฉัยความผิด
  2. ส่งเรื่องตาม Escalation Map เมื่อเกี่ยวกับข้อมูล ร้องเรียน หรือมาตรการร้ายแรง
  3. หลีกเลี่ยงคำมั่นเรื่องโทษ เงิน หรือผลการจ้าง
  4. เก็บคำชี้แจงตามถ้อยคำของพนักงาน
  5. ติดตามคำสั่งจาก HR หรือผู้มีอำนาจในแฟ้มเดียวกัน

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับออกแบบชุดสัญญาแบบแบ่งระดับ ตั้งแต่สัญญาจ้างหัวหน้างานไปจนถึงระดับผู้บริหาร พร้อมจัดทำตารางอำนาจอนุมัติและใบกำหนดหน้าที่ให้สอดคล้องกัน เพื่อให้บริษัทตอบได้ชัดว่าใครมีอำนาจเรื่องใด และสถานะเรื่องค่าล่วงเวลาของแต่ละระดับเป็นอย่างไร

จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือตรวจจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหน้างาน โดยดูเอกสารที่มีลายเซ็นจริงย้อนหลัง ไม่ใช่ดูเฉพาะผังองค์กร เพราะช่องว่างระหว่างอำนาจตามเอกสารกับอำนาจที่ใช้จริงคือจุดที่เกิดข้อพิพาทมากที่สุด

สรุป

สัญญาจ้างหัวหน้างานต่างจากสัญญาของพนักงานทั่วไปที่อำนาจและความรับผิดชอบ ไม่ใช่ที่ตัวเลขเงินเดือน มาตรา 5 ให้นิยามนายจ้างครอบคลุมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานแทน และมาตรา 65 (1) ผูกข้อยกเว้นเรื่องค่าล่วงเวลาไว้กับอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่จริงในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง บริษัทจึงควรทำตารางอำนาจอนุมัติและแนบเป็นเอกสารประกอบสัญญาของผู้ที่มีอำนาจ ตัวบทตรวจได้ที่ฐานข้อมูลกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน และแนวปฏิบัติที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง

หากบริษัทกำลังจะเลื่อนตำแหน่ง ปรับโครงสร้างสายบังคับบัญชา หรือทบทวนสถานะค่าล่วงเวลาของกลุ่มหัวหน้างาน ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 : นิยาม "นายจ้าง" รวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง หัวหน้างานที่ได้รับมอบอำนาจในเรื่องใด อาจถือว่าทำการแทนบริษัทในเรื่องนั้น
  • มาตรา 65 (1) : ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่าย ข้อยกเว้นผูกกับอำนาจที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ชื่อตำแหน่ง
  • มาตรา 66 : ลูกจ้างตามมาตรา 65 (1) ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่าย
  • มาตรา 14/1 : สัญญาจ้าง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ใช้กับข้อที่ผลักภาระความเสียหายของทีมให้หัวหน้างาน
  • มาตรา 108 : วินัยและโทษทางวินัยเป็นหนึ่งในแปดเรื่องที่ต้องอยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน วินัยของผู้บังคับบัญชาก็ต้องมีฐานอยู่ในข้อบังคับเช่นกัน
  • มาตรา 119 : เหตุที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ใช้กับหัวหน้างานเช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป การเป็นหัวหน้างานไม่ทำให้เลิกจ้างได้ง่ายขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ตั้งชื่อตำแหน่งว่าหัวหน้า แล้วไม่จ่ายค่าล่วงเวลาได้ไหม

ไม่ได้โดยอัตโนมัติ เพราะข้อยกเว้นตามมาตรา 65 (1) ผูกกับอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่จริงในการทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ไม่ได้ผูกกับชื่อตำแหน่ง หากหัวหน้าไลน์ควบคุมงานแต่ไม่มีอำนาจดังกล่าว การไม่จ่ายค่าล่วงเวลามีความเสี่ยงถูกเรียกย้อนหลัง และอาจเกิดพร้อมกันทั้งกลุ่มเมื่อบริษัทใช้แบบสัญญาเดียวกัน

ต้องทำสัญญาใหม่ทั้งฉบับเมื่อเลื่อนตำแหน่งไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป วิธีที่บริหารง่ายกว่าคือคงสัญญาเดิมไว้แล้วทำภาคผนวกเพิ่ม ระบุอำนาจอนุมัติ หน้าที่กำกับดูแล ข้อผูกพันเรื่องความลับ และค่าตอบแทนใหม่ พร้อมแนบใบกำหนดหน้าที่ฉบับปรับปรุง ข้อดีคือเมื่อโครงสร้างเปลี่ยนอีกในอนาคต บริษัทแก้เฉพาะภาคผนวกได้โดยไม่ต้องรื้อสัญญาทั้งฉบับ

เขียนให้หัวหน้ารับผิดชอบความเสียหายที่ลูกน้องทำ ใช้ได้ไหม

เขียนได้แต่มีขอบเขต หากข้อความผลักภาระเกินสมควร เช่น ให้รับผิดชอบทุกความเสียหายโดยไม่คำนึงว่าหัวหน้าได้ใช้ความระมัดระวังแล้วหรือไม่ ข้อนั้นเสี่ยงถูกปรับตามมาตรา 14/1 ซึ่งให้ศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรม แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือเขียนเป็นหน้าที่กำกับดูแลและหน้าที่รายงาน แล้วใช้ระบบวินัยตามข้อบังคับเมื่อละเลยหน้าที่นั้น

หัวหน้างานอนุมัติล่วงเวลาโดยไม่มีอำนาจ บริษัทต้องจ่ายไหม

เป็นจุดที่บริษัทเสียเปรียบได้ง่าย เพราะมาตรา 5 ให้นิยามนายจ้างรวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานแทน หากหัวหน้าคนนั้นอนุมัติมาโดยตลอดและบริษัทไม่เคยทักท้วง การปฏิเสธในภายหลังจะทำได้ยาก ทางแก้ที่ตรงจุดคือทำตารางอำนาจอนุมัติให้ชัด แจ้งให้ทุกฝ่ายทราบ และตั้งค่าระบบให้ผู้ไม่มีอำนาจอนุมัติไม่ได้ตั้งแต่ต้น

หัวหน้างานต้องมีข้อห้ามแข่งขันไหม

ขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งนั้นเข้าถึงข้อมูลสำคัญเพียงใด หากเข้าถึงต้นทุนการผลิต สูตร หรือข้อมูลลูกค้า การมีข้อผูกพันเรื่องความลับเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนข้อห้ามแข่งขันควรใช้เท่าที่จำเป็นและเขียนให้จำกัดขอบเขต ระยะเวลา และพื้นที่ เพราะมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกำหนดว่าข้อตกลงจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่ไม่เกินสมควร

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฝ่ายบุคคลตรวจปฏิทินและใบรับรองแพทย์ของพนักงานที่ลาป่วยบ่อยก่อนพิจารณามาตรการ กฎหมายแรงงาน

ลาป่วยบ่อยแต่มีใบรับรองแพทย์ HR ตรวจอะไรได้ก่อนลงโทษหรือเลิกจ้าง

ลาป่วยบ่อยแต่มีใบรับรองแพทย์ HR ควรแยกสิทธิลาป่วย ขั้นตอนการลา และหลักฐานให้ชัดก่อนลงโทษหรือเลิกจ้าง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 14 นาที
หัวหน้าแผนกและฝ่ายบุคคลบันทึกความเสียหายของเครื่องจักรก่อนพิจารณาหักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหาย กฎหมายแรงงาน

หักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหายได้ไหม เมื่อพนักงานทำทรัพย์สินบริษัทเสียหาย

หักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหายต้องแยกจากสิทธิเรียกร้อง ตรวจความจงใจหรือประมาทร้ายแรง หนังสือยินยอม และเพดานการหักก่อนดำเนินการ

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 12 นาที
ผู้บริหารและฝ่ายบุคคลวางแผนกำหนดวันปิดประกาศก่อนย้ายสถานประกอบกิจการ กฎหมายแรงงาน

ย้ายสถานประกอบกิจการ ต้องแจ้งพนักงานเมื่อไรและเตรียมเอกสารอะไร

ย้ายสถานประกอบกิจการต้องปิดประกาศล่วงหน้าอย่างไร ตรวจเส้นตาย 30 วัน สิทธิพนักงาน และเอกสารที่ต้องเสร็จก่อนวันย้าย

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 6 นาที

ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE