081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

สัญญาจ้างงานใช้มาหลายปี ถึงเวลาตรวจใหม่หรือยัง — 8 จุดเสี่ยงที่ HR ควรเช็ก ฉบับทนาย ปี 2569

นายเอกราช ทิพย์แมม นายเอกราช ทิพย์แมมคดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน
เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด อ่าน 8 นาที กฎหมายแรงงาน
ฝ่ายบุคคลเปิดแฟ้มสัญญาจ้างฉบับเก่ามาวางเทียบกับฉบับใหม่เพื่อตรวจสัญญาจ้างของบริษัท

สรุปประเด็นสำคัญ

บริษัทควรตรวจสัญญาจ้างใหม่เมื่อใช้ฉบับเดิมมานาน เพราะสองเหตุผลหลัก หนึ่งคือกฎหมายเปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568 สองคือมาตรา 14/1 กำหนดว่า สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

จุดที่ทำให้บริษัทเสียเปรียบบ่อยที่สุดไม่ใช่ข้อที่สัญญาไม่ได้เขียน แต่คือข้อที่เขียนไว้แล้วขัดกับสิ่งที่ทำจริง เช่น สัญญากำหนดให้ขออนุมัติล่วงเวลาทุกครั้ง แต่หน้างานให้ทำต่อโดยไม่มีใบอนุมัติมาตลอด หรือจ่ายเงินก้อนหนึ่งต่อเนื่องจนกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้ว แต่สัญญายังเขียนว่ายกเลิกได้ทุกเมื่อ

คำถามที่ฝ่ายบุคคลมักถามคือควรตรวจสัญญาจ้างใหม่เมื่อไร คำตอบสั้นที่สุดคือเมื่อเกิดสามอย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง คือกฎหมายเปลี่ยน โครงสร้างบริษัทเปลี่ยน หรือวิธีทำงานจริงเปลี่ยนไปจากที่เขียนไว้ ปัญหาคือหลายบริษัทไม่เคยตรวจเลยตั้งแต่วันที่ทำแบบฟอร์มขึ้นมา บทความนี้รวม 8 จุดที่ควรเช็กก่อน พร้อมชี้ว่าจุดไหนแก้ทีหลังไม่ทัน

ทำไมสัญญาเก่าถึงกลายเป็นความเสี่ยง

สัญญาจ้างไม่ใช่เอกสารที่เขียนครั้งเดียวแล้วจบ เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำไว้ และมาตรฐานนั้นขยับขึ้นเป็นระยะ ข้อสัญญาที่เคยถูกต้องเมื่อห้าปีก่อนจึงอาจต่ำกว่ามาตรฐานปัจจุบันโดยที่ไม่มีใครสังเกต

อีกด้านหนึ่งที่อันตรายกว่าคือ มาตรา 14/1 ซึ่งให้อำนาจศาลสั่งให้ข้อสัญญาที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรม แปลว่าข้อที่บริษัทตั้งใจเขียนไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง อาจถูกลดทอนลงในชั้นพิจารณา และยังทำให้เอกสารทั้งฉบับดูน่าเชื่อถือน้อยลงไปด้วย

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดข้อ 1 — พนักงานเซ็นแล้ว ถือว่าตกลงกันแล้ว · ความจริงคือ ลายเซ็นไม่ทำให้ข้อที่ต่ำกว่ามาตรฐานกฎหมายใช้บังคับได้ และมาตรา 14/1 เปิดช่องให้ศาลปรับข้อที่ได้เปรียบเกินสมควร · ผลเสียคือ บริษัทวางแผนโดยเชื่อข้อสัญญาที่ใช้จริงไม่ได้

เข้าใจผิดข้อ 2 — เปลี่ยนบริษัทในเครือแล้วอายุงานเริ่มนับใหม่ · ความจริงคือ มาตรา 13 กำหนดว่ากรณีเปลี่ยนตัวนายจ้าง โอน หรือควบกิจการ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ลูกจ้างมีอยู่เดิมทุกประการ · ผลเสียคือ คำนวณภาระค่าชดเชยต่ำกว่าความจริงทั้งองค์กร

เข้าใจผิดข้อ 3 — สวัสดิการที่จ่ายมานาน ยกเลิกได้เพราะสัญญาเขียนไว้ · ความจริงคือ เงินที่จ่ายประจำ จำนวนแน่นอน และผูกกับการทำงานปกติ มีโอกาสถูกพิจารณาว่าเป็นค่าจ้างหรือกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้ว · ผลเสียคือ ประกาศยกเลิกฝ่ายเดียวแล้วเกิดข้อพิพาททั้งแผนก

เข้าใจผิดข้อ 4 — แก้สัญญาใหม่แล้วให้เซ็นย้อนหลังก็จบ · ความจริงคือ การแก้ที่ลดสิทธิเดิมของลูกจ้างไม่ใช่เรื่องที่ทำฝ่ายเดียวได้ และวันที่ในเอกสารที่ไม่ตรงกับความจริงจะกลายเป็นจุดอ่อนเสียเอง · ผลเสียคือ เสียความน่าเชื่อถือของพยานเอกสารทั้งชุด

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า สัญญาจ้างเป็นเอกสารตั้งต้นที่ทำครั้งเดียวตอนรับเข้าทำงาน ถ้าไม่มีใครร้องเรียนก็แปลว่ายังใช้ได้อยู่

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า สิ่งที่ผูกพันคู่สัญญาไม่ได้มีแค่ตัวหนังสือ แต่รวมถึงสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติต่อกันมาจริง ด้วย เมื่อวิธีปฏิบัติเดินไปคนละทางกับเอกสารเป็นเวลานาน สิ่งที่ทำจริงมักมีน้ำหนักมากกว่าที่หลายบริษัทคาดไว้

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ ความเสียหายไม่ได้เกิดตอนเซ็นสัญญา แต่เกิดตอนที่บริษัทต้องใช้ข้อสัญญานั้นจริง เช่น วันที่จะเลิกจ้างแล้วพบว่าข้อที่เตรียมไว้ใช้ไม่ได้ หรือวันที่จะปรับสวัสดิการแล้วพบว่ามันกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้ว ซึ่งเป็นวันที่แก้เอกสารไม่ทันแล้ว

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ ตั้งรอบทบทวนเอกสารแรงงานให้เป็นงานประจำเหมือนการตรวจเครื่องจักร ไม่ใช่รอให้มีเรื่องก่อนแล้วค่อยเปิดแฟ้ม และเวลาตรวจต้องเทียบสัญญากับสลิปเงินเดือน ตารางกะ และระบบลงเวลาจริง ไม่ใช่ตรวจแต่ตัวหนังสือ

ตรวจสัญญาจ้างฉบับเก่า 8 จุดเสี่ยงที่ต้องเช็ก

ฝ่ายบุคคลและทนายไฮไลต์ข้อที่ต้องแก้ระหว่างตรวจสัญญาจ้างฉบับเก่าของบริษัท
#จุดที่ต้องเช็กทำไมถึงเสี่ยง
1สิทธิลาที่อ้างในสัญญา ยังตรงกับกฎหมายปัจจุบันหรือไม่ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 มีผล 7 ธ.ค. 2568 เปลี่ยนสิทธิลาคลอดและเพิ่มสิทธิลาของคู่สมรส
2ข้อที่ให้อำนาจบริษัทกว้างมาก เช่น ยกเลิกสวัสดิการได้ทุกเมื่อ ย้ายไปที่ใดก็ได้เข้าข่ายมาตรา 14/1 ศาลอาจสั่งให้ใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรม
3ชื่อนิติบุคคลที่เป็นนายจ้าง ยังตรงกับปัจจุบันไหม หลังควบรวมหรือย้ายบริษัทในเครือมาตรา 13 ผูกให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ อายุงานไม่ได้เริ่มนับใหม่
4ข้อล่วงเวลา ตรงกับวิธีขออนุมัติที่ใช้จริงในไลน์ผลิตหรือไม่ถ้าหน้างานให้ทำโดยไม่มีใบอนุมัติมาตลอด ข้อในสัญญาจะอ่อนลงทันที
5เงินที่จ่ายประจำ เช่น เบี้ยขยัน ค่ากะ ค่าตำแหน่ง ถูกจัดประเภทถูกต้องไหมชื่อที่บริษัทตั้งไม่ได้ชี้ขาด ดูจากลักษณะการจ่ายจริง และอาจกลายเป็นสภาพการจ้าง
6ข้อวินัยและการลงโทษ อ้างอิงข้อบังคับฉบับที่ยังใช้อยู่จริงหรือเปล่าถ้าอ้างข้อบังคับฉบับที่ถูกแก้ไปแล้ว จะใช้เป็นฐานลงโทษไม่ได้
7ข้อหักเงินและหลักประกัน เขียนกว้างเกินที่กฎหมายอนุญาตหรือไม่มาตรา 76 ห้ามหักค่าจ้างเว้นแต่เข้าข้อยกเว้น และหลักประกันเรียกได้เฉพาะบางลักษณะงาน
8ข้อความยินยอมเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ยังฝังรวมอยู่ในสัญญาหรือเปล่าการเซ็นยินยอมรวมทุกเรื่องครั้งเดียวไม่ใช่แนวปฏิบัติที่รัดกุมตามหลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

จุดที่ 1 เป็นจุดที่ต้องรีบที่สุด เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568 เพิ่มสิทธิลาคลอดเป็นไม่เกิน 120 วัน โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน เพิ่มสิทธิลาต่อเนื่องกรณีบุตรมีภาวะตามที่กฎหมายกำหนดอีกไม่เกิน 15 วันโดยได้รับค่าจ้างร้อยละ 50 และเพิ่มสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร 15 วัน ตัวบทล่าสุดตรวจได้ที่ฐานข้อมูลกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน ส่วนรายการที่ควรมีในสัญญาตั้งแต่ต้นดูได้ที่สิ่งที่สัญญาจ้างพนักงานโรงงานต้องเขียนให้ชัด

อะไรแก้ได้ อะไรแก้ไม่ได้

สิ่งที่ HR ต้องแยกให้ออกก่อนลงมือ คือการแก้สัญญาไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากันทุกข้อ

  • แก้ได้ค่อนข้างอิสระ — ข้อที่เป็นรายละเอียดปฏิบัติและไม่ลดสิทธิ เช่น ช่องทางยื่นเอกสาร ผู้อนุมัติ รูปแบบแบบฟอร์ม
  • แก้ได้แต่ต้องออกแบบให้ดี — ข้อที่เพิ่มสิทธิให้ลูกจ้าง หรือปรับถ้อยคำให้ชัดขึ้นโดยไม่เปลี่ยนสาระ
  • ต้องระวังมาก — ข้อที่ลดสิทธิหรือลดประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับอยู่เดิม เพราะไม่ใช่เรื่องที่ทำฝ่ายเดียวได้ และถ้าสิ่งนั้นกลายเป็นสภาพการจ้างแล้วจะยิ่งมีข้อจำกัด
  • แก้ทีหลังไม่ทัน — ข้อที่ต้องใช้ ณ วันเกิดเหตุ เช่น ฐานอำนาจพักงานเพื่อสอบสวน หรือฐานอ้างเหตุเลิกจ้าง ถ้าวันนั้นเอกสารไม่มี ก็ใช้ไม่ได้ ดูจุดที่ต้องตรวจก่อนเซ็นหนังสือเลิกจ้าง

ทบทวนเอกสารอย่างไรให้เป็นระบบ

  1. รวบรวมฉบับที่ใช้จริง ทุกเวอร์ชัน พร้อมวันที่และรายชื่อพนักงานที่เซ็นแต่ละเวอร์ชัน เพราะบริษัทเดียวมักมีหลายฉบับปนกัน
  2. เทียบกับเอกสารการจ่ายจริง คือสลิปเงินเดือนย้อนหลัง ตารางกะ และระบบลงเวลา ดูว่าตรงกันไหม
  3. ทำรายการจุดที่ไม่ตรงกัน แล้วตัดสินทีละข้อว่าจะแก้ที่เอกสารหรือแก้ที่วิธีปฏิบัติ
  4. แยกเรื่องที่ต้องอยู่ในข้อบังคับ ตามมาตรา 108 ออกจากสัญญารายบุคคล ไม่ยัดรวมไว้ฉบับเดียว
  5. วางแผนสื่อสารและเก็บหลักฐานการรับทราบ ก่อนประกาศใช้ฉบับใหม่ เพราะหลักฐานการรับทราบมีผลตอนเกิดข้อพิพาทมากกว่าตัวเอกสาร
  6. ตั้งรอบทบทวนถัดไป ไว้เลย เช่น ทุกปีหรือทุกครั้งที่กฎหมายแรงงานมีการแก้ไข

กรณีแบบไหนที่ควรให้ทนายตรวจ

  • ใช้แบบฟอร์มเดิมตั้งแต่ก่อนปี 2562 ซึ่งมีการแก้กฎหมายสำคัญไปแล้วหลายรอบ
  • บริษัทควบรวม เปลี่ยนชื่อ หรือย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในเครือ
  • มีสัญญาหลายเวอร์ชันปนกัน จนตอบไม่ได้ว่าพนักงานคนไหนใช้ฉบับใด
  • กำลังจะปรับหรือยกเลิกสวัสดิการที่จ่ายต่อเนื่องมานาน
  • เคยมีข้อพิพาทเรื่องค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยขยัน แม้จะจบไปแล้ว
  • สัญญายังฝังข้อความยินยอมเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลไว้รวมกับข้ออื่น

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับตรวจสัญญาจ้างและเอกสารแรงงานทั้งระบบให้โรงงานและบริษัทผู้ผลิต โดยตรวจเทียบกับสลิปเงินเดือน ตารางกะ และระบบลงเวลาจริง แล้วส่งกลับเป็นรายการจุดที่ต้องแก้ พร้อมจัดลำดับว่าข้อไหนเร่งด่วนและข้อไหนรอรอบถัดไปได้

จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือการจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพื่อลดความเสี่ยงที่บริษัทจะเสียเปรียบเพียงเพราะเริ่มผิดทาง ส่วนข้อที่แตะข้อมูลพนักงานต่อยอดไปที่ทีมงานด้านคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ในที่เดียว

สรุป

การตรวจสัญญาจ้างไม่ใช่งานเอกสารประจำปีที่ทำไปตามระเบียบ แต่เป็นการเช็กว่าเครื่องมือที่บริษัทจะหยิบมาใช้ในวันเกิดเรื่องยังใช้ได้อยู่จริงหรือไม่ สองจุดที่ต้องดูก่อนคือสิทธิที่กฎหมายเปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 และข้อที่ให้อำนาจบริษัทกว้างเกินไปซึ่งเข้าข่ายมาตรา 14/1 เพราะทั้งสองอย่างนี้ทำให้เอกสารที่ดูครบถ้วนกลับใช้ไม่ได้จริงในวันที่ต้องใช้ ข้อมูลด้านสิทธิและหน้าที่ดูเพิ่มได้ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง

หากบริษัทกำลังจะปรับสัญญาจ้าง แก้ข้อบังคับ เปลี่ยนระบบกะ หรือทบทวนสวัสดิการ ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 14/1 ⭐ — สัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นมีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (เพิ่มโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551)
  • มาตรา 13 ⭐ — กรณีเปลี่ยนตัวนายจ้าง หรือนายจ้างเป็นนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด ซึ่งมีผลให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ
  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ⭐ — ราชกิจจานุเบกษา 7 พ.ย. 2568 · มีผล 7 ธ.ค. 2568 · เพิ่ม ม.4/1, 41, 41/1, 59, 59/1, 59/2, 115/1 · ลาคลอดไม่เกิน 120 วัน นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน · ลาต่อเนื่องกรณีบุตรมีภาวะตามที่กฎหมายกำหนดอีกไม่เกิน 15 วัน ได้รับค่าจ้างร้อยละ 50 · ลาช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร 15 วัน
  • มาตรา 108 — นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อย 8 เรื่อง และต้องประกาศใช้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวน · มาตรา 110 — เมื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกาศฉบับที่แก้ไขภายในเจ็ดวัน (ควรตรวจถ้อยคำในตัวบทล่าสุดก่อนอ้างอิง)
  • มาตรา 17 วรรคสอง และ มาตรา 17/1 — การบอกเลิกสัญญาจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบการจ่ายค่าจ้าง มิฉะนั้นต้องจ่ายเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
  • มาตรา 118 — อัตราค่าชดเชยตามอายุงานเป็นขั้นบันได ขั้นสูงสุด 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตามฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 · มาตรา 119 — เหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด บริษัทกำหนดเพิ่มเองไม่ได้
  • มาตรา 76 — ห้ามหักค่าจ้างและเงินอื่น เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามตัวบท เช่น ภาษี เงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและได้รับความยินยอม · มีเพดานการหักตามที่ตัวบทกำหนด (ควรตรวจเพดานในตัวบทล่าสุดก่อนอ้างอิง)
  • พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 — เรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีผลจำกัดการแก้ไขเงื่อนไขที่เป็นสภาพการจ้างอยู่แล้ว (ควรตรวจมาตราที่ใช้กับกรณีของตนก่อนอ้างอิง)
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — การขอความยินยอมต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน การฝังข้อความยินยอมรวมไว้ในสัญญาจ้างไม่ใช่แนวปฏิบัติที่รัดกุม

คำถามที่พบบ่อย

ควรตรวจสัญญาจ้างใหม่ทุกกี่ปี

ไม่มีกำหนดตายตัวในกฎหมาย แต่แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง และทบทวนทันทีเมื่อเกิดสามเหตุการณ์ คือกฎหมายแรงงานมีการแก้ไข โครงสร้างบริษัทเปลี่ยน เช่น ควบรวมหรือย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในเครือ และวิธีทำงานจริงเปลี่ยนไปจากที่เขียนไว้ เช่น เปลี่ยนระบบกะหรือเปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน

แก้สัญญาแล้วให้พนักงานเซ็นใหม่ทั้งบริษัทได้ไหม

ทำได้ในหลายกรณี แต่ต้องแยกให้ชัดว่าข้อที่แก้นั้นเพิ่มสิทธิ คงสิทธิ หรือลดสิทธิที่ลูกจ้างได้รับอยู่เดิม ข้อที่ลดสิทธิไม่ใช่เรื่องที่ทำฝ่ายเดียวได้ และถ้าเรื่องนั้นกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้วจะยิ่งมีข้อจำกัดเพิ่ม จึงควรให้ฝ่ายกฎหมายจัดกลุ่มข้อที่จะแก้ก่อนออกประกาศ

ย้ายพนักงานไปบริษัทในเครือ อายุงานเริ่มนับใหม่หรือไม่

โดยหลักไม่ได้เริ่มนับใหม่โดยอัตโนมัติ มาตรา 13 กำหนดว่ากรณีเปลี่ยนตัวนายจ้างหรือมีการโอนหรือควบกิจการซึ่งทำให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ การวางแผนภาระค่าชดเชยจึงต้องคิดจากอายุงานต่อเนื่อง

เขียนในสัญญาว่าบริษัทยกเลิกสวัสดิการได้ทุกเมื่อ ใช้ได้ไหม

เป็นข้อความที่มีความเสี่ยง เพราะถ้าเงินก้อนนั้นเข้าลักษณะเป็นค่าจ้างหรือกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้ว การยกเลิกฝ่ายเดียวจะมีข้อจำกัด และข้อสัญญาที่ให้บริษัทได้เปรียบเกินสมควรยังอยู่ในขอบเขตของมาตรา 14/1 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรม จึงควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจก่อนปรับเปลี่ยน

ตรวจสัญญาอย่างเดียวพอไหม หรือต้องตรวจข้อบังคับด้วย

ต้องตรวจคู่กัน เพราะเรื่องหลายอย่างที่บริษัทจะใช้จริง เช่น วินัยและโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และฐานอำนาจพักงานเพื่อสอบสวน อยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามมาตรา 108 ไม่ได้อยู่ในสัญญารายบุคคล ถ้าตรวจแต่สัญญาแล้วข้อบังคับยังเป็นฉบับเก่า เอกสารสองชุดจะขัดกันเองในวันที่ต้องใช้

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

หัวหน้างานโรงงานเซ็นอนุมัติเอกสารให้พนักงาน สะท้อนอำนาจที่ต้องระบุในสัญญาจ้างหัวหน้างาน กฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างหัวหน้างานกับพนักงานทั่วไป ต่างกันตรงไหน 8 ข้อที่ต้องแยก ฉบับทนาย ปี 2569

สัญญาจ้างหัวหน้างานต่างจากพนักงานทั่วไปที่อำนาจและความรับผิดชอบ ไม่ใช่เงินเดือน รวม 8 ข้อที่ต้องแยก

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
ฝ่ายบุคคลเรียงสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาหลายฉบับของพนักงานคนเดียวกันเพื่อตรวจวันเริ่มและวันสิ้นสุด กฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ใช้ผิดอาจกลายเป็นต้องจ่ายค่าชดเชย — งานแบบไหนถึงใช้ได้ ฉบับทนาย ปี 2569

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นค่าชดเชยมีเงื่อนไขแคบมาก ใช้ผิดประเภทอาจต้องจ่ายเต็มตามอายุงาน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
เจ้าของกิจการและทนายความตรวจร่างสัญญาจ้างผู้บริหารทีละข้อก่อนลงนาม กฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างผู้บริหารควรเขียนเรื่องโบนัส KPI ความลับ และการยุติสัญญาอย่างไร ฉบับทนาย ปี 2569

สัญญาจ้างผู้บริหารที่เขียนกว้างเกินไป มักบังคับใช้ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้จริง รวม 8 เรื่องที่ต้องออกแบบตั้งแต่วันรับเข้า

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที

ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE