สัญญาจ้างงานใช้มาหลายปี ถึงเวลาตรวจใหม่หรือยัง: 8 จุดเสี่ยงที่ HR ควรเช็ก

สรุปประเด็นสำคัญ
บริษัทควรตรวจสัญญาจ้างใหม่เมื่อใช้ฉบับเดิมมานาน เพราะสองเหตุผลหลัก หนึ่งคือกฎหมายเปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568 สองคือมาตรา 14/1 กำหนดว่า สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
จุดที่ทำให้บริษัทเสียเปรียบบ่อยที่สุดไม่ใช่ข้อที่สัญญาไม่ได้เขียน แต่คือข้อที่เขียนไว้แล้วขัดกับสิ่งที่ทำจริง เช่น สัญญากำหนดให้ขออนุมัติล่วงเวลาทุกครั้ง แต่หน้างานให้ทำต่อโดยไม่มีใบอนุมัติมาตลอด หรือจ่ายเงินก้อนหนึ่งต่อเนื่องจนกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้ว แต่สัญญายังเขียนว่ายกเลิกได้ทุกเมื่อ
คำถามที่ฝ่ายบุคคลมักถามคือควรตรวจสัญญาจ้างใหม่เมื่อไร คำตอบสั้นที่สุดคือเมื่อเกิดสามอย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง คือกฎหมายเปลี่ยน โครงสร้างบริษัทเปลี่ยน หรือวิธีทำงานจริงเปลี่ยนไปจากที่เขียนไว้ ปัญหาคือหลายบริษัทไม่เคยตรวจเลยตั้งแต่วันที่ทำแบบฟอร์มขึ้นมา บทความนี้รวม 8 จุดที่ควรเช็กก่อน พร้อมชี้ว่าจุดไหนแก้ทีหลังไม่ทัน
ทำไมสัญญาเก่าถึงกลายเป็นความเสี่ยง
สัญญาจ้างไม่ใช่เอกสารที่เขียนครั้งเดียวแล้วจบ เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำไว้ และมาตรฐานนั้นขยับขึ้นเป็นระยะ ข้อสัญญาที่เคยถูกต้องเมื่อห้าปีก่อนจึงอาจต่ำกว่ามาตรฐานปัจจุบันโดยที่ไม่มีใครสังเกต
อีกด้านหนึ่งที่อันตรายกว่าคือ มาตรา 14/1 ซึ่งให้อำนาจศาลสั่งให้ข้อสัญญาที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรม แปลว่าข้อที่บริษัทตั้งใจเขียนไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง อาจถูกลดทอนลงในชั้นพิจารณา และยังทำให้เอกสารทั้งฉบับดูน่าเชื่อถือน้อยลงไปด้วย
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
พนักงานเซ็นแล้ว ถือว่าตกลงกันแล้ว
ลายเซ็นไม่ทำให้ข้อที่ต่ำกว่ามาตรฐานกฎหมายใช้บังคับได้ และมาตรา 14/1 เปิดช่องให้ศาลปรับข้อที่ได้เปรียบเกินสมควร บริษัทวางแผนโดยเชื่อข้อสัญญาที่ใช้จริงไม่ได้
เปลี่ยนบริษัทในเครือแล้วอายุงานเริ่มนับใหม่
มาตรา 13 กำหนดว่ากรณีเปลี่ยนตัวนายจ้าง โอน หรือควบกิจการ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ลูกจ้างมีอยู่เดิมทุกประการ คำนวณภาระค่าชดเชยต่ำกว่าความจริงทั้งองค์กร
สวัสดิการที่จ่ายมานาน ยกเลิกได้เพราะสัญญาเขียนไว้
เงินที่จ่ายประจำ จำนวนแน่นอน และผูกกับการทำงานปกติ มีโอกาสถูกพิจารณาว่าเป็นค่าจ้างหรือกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้ว ประกาศยกเลิกฝ่ายเดียวแล้วเกิดข้อพิพาททั้งแผนก
แก้สัญญาใหม่แล้วให้เซ็นย้อนหลังก็จบ
การแก้ที่ลดสิทธิเดิมของลูกจ้างไม่ใช่เรื่องที่ทำฝ่ายเดียวได้ และวันที่ในเอกสารที่ไม่ตรงกับความจริงจะกลายเป็นจุดอ่อนเสียเอง เสียความน่าเชื่อถือของพยานเอกสารทั้งชุด
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า สัญญาจ้างเป็นเอกสารตั้งต้นที่ทำครั้งเดียวตอนรับเข้าทำงาน ถ้าไม่มีใครร้องเรียนก็แปลว่ายังใช้ได้อยู่
ในทางคดี สิ่งที่ผูกพันคู่สัญญาไม่ได้มีแค่ตัวหนังสือ แต่รวมถึงสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติต่อกันมาจริง ด้วย เมื่อวิธีปฏิบัติเดินไปคนละทางกับเอกสารเป็นเวลานาน สิ่งที่ทำจริงมักมีน้ำหนักมากกว่าที่หลายบริษัทคาดไว้
จุดที่ควรตรวจ ความเสียหายไม่ได้เกิดตอนเซ็นสัญญา แต่เกิดตอนที่บริษัทต้องใช้ข้อสัญญานั้นจริง เช่น วันที่จะเลิกจ้างแล้วพบว่าข้อที่เตรียมไว้ใช้ไม่ได้ หรือวันที่จะปรับสวัสดิการแล้วพบว่ามันกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้ว ซึ่งเป็นวันที่แก้เอกสารไม่ทันแล้ว
แนวทางดำเนินการ ตั้งรอบทบทวนเอกสารแรงงานให้เป็นงานประจำเหมือนการตรวจเครื่องจักร ไม่ใช่รอให้มีเรื่องก่อนแล้วค่อยเปิดแฟ้ม และเวลาตรวจต้องเทียบสัญญากับสลิปเงินเดือน ตารางกะ และระบบลงเวลาจริง ไม่ใช่ตรวจแต่ตัวหนังสือ
ตรวจสัญญาจ้างฉบับเก่า 8 จุดเสี่ยงที่ต้องเช็ก
| # | จุดที่ต้องเช็ก | ทำไมถึงเสี่ยง |
|---|---|---|
| 1 | สิทธิลาที่อ้างในสัญญา ยังตรงกับกฎหมายปัจจุบันหรือไม่ | ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 มีผล 7 ธ.ค. 2568 เปลี่ยนสิทธิลาคลอดและเพิ่มสิทธิลาของคู่สมรส |
| 2 | ข้อที่ให้อำนาจบริษัทกว้างมาก เช่น ยกเลิกสวัสดิการได้ทุกเมื่อ ย้ายไปที่ใดก็ได้ | เข้าข่ายมาตรา 14/1 ศาลอาจสั่งให้ใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรม |
| 3 | ชื่อนิติบุคคลที่เป็นนายจ้าง ยังตรงกับปัจจุบันไหม หลังควบรวมหรือย้ายบริษัทในเครือ | มาตรา 13 ผูกให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ อายุงานไม่ได้เริ่มนับใหม่ |
| 4 | ข้อล่วงเวลา ตรงกับวิธีขออนุมัติที่ใช้จริงในไลน์ผลิตหรือไม่ | ถ้าหน้างานให้ทำโดยไม่มีใบอนุมัติมาตลอด ข้อในสัญญาจะอ่อนลงทันที |
| 5 | เงินที่จ่ายประจำ เช่น เบี้ยขยัน ค่ากะ ค่าตำแหน่ง ถูกจัดประเภทถูกต้องไหม | ชื่อที่บริษัทตั้งไม่ได้ชี้ขาด ดูจากลักษณะการจ่ายจริง และอาจกลายเป็นสภาพการจ้าง |
| 6 | ข้อวินัยและการลงโทษ อ้างอิงข้อบังคับฉบับที่ยังใช้อยู่จริงหรือเปล่า | ถ้าอ้างข้อบังคับฉบับที่ถูกแก้ไปแล้ว จะใช้เป็นฐานลงโทษไม่ได้ |
| 7 | ข้อหักเงินและหลักประกัน เขียนกว้างเกินที่กฎหมายอนุญาตหรือไม่ | มาตรา 76 ห้ามหักค่าจ้างเว้นแต่เข้าข้อยกเว้น และหลักประกันเรียกได้เฉพาะบางลักษณะงาน |
| 8 | ข้อความยินยอมเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ยังฝังรวมอยู่ในสัญญาหรือเปล่า | การเซ็นยินยอมรวมทุกเรื่องครั้งเดียวไม่ใช่แนวปฏิบัติที่รัดกุมตามหลักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล |
จุดที่ 1 ต้องทบทวนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568 กฎหมายเพิ่มสิทธิลาคลอดเป็นไม่เกิน 120 วัน โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน เพิ่มสิทธิลาต่อเนื่องกรณีบุตรมีภาวะตามที่กฎหมายกำหนดอีกไม่เกิน 15 วันโดยได้รับค่าจ้างร้อยละ 50 และให้ลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วันภายในกรอบ 90 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 15 วัน อ่านสาระฉบับแก้ไขได้จากกรมประชาสัมพันธ์
อะไรแก้ได้ อะไรแก้ไม่ได้
สิ่งที่ HR ต้องแยกให้ออกก่อนลงมือ คือการแก้สัญญาไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากันทุกข้อ
- แก้ได้ค่อนข้างอิสระ : ข้อที่เป็นรายละเอียดปฏิบัติและไม่ลดสิทธิ เช่น ช่องทางยื่นเอกสาร ผู้อนุมัติ รูปแบบแบบฟอร์ม
- แก้ได้แต่ต้องออกแบบให้ดี : ข้อที่เพิ่มสิทธิให้ลูกจ้าง หรือปรับถ้อยคำให้ชัดขึ้นโดยไม่เปลี่ยนสาระ
- ต้องระวังมาก : ข้อที่ลดสิทธิหรือลดประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับอยู่เดิม เพราะไม่ใช่เรื่องที่ทำฝ่ายเดียวได้ และถ้าสิ่งนั้นกลายเป็นสภาพการจ้างแล้วจะยิ่งมีข้อจำกัด
- แก้ทีหลังไม่ทัน : ข้อที่ต้องใช้ ณ วันเกิดเหตุ เช่น ฐานอำนาจพักงานเพื่อสอบสวน หรือฐานอ้างเหตุเลิกจ้าง ถ้าวันนั้นเอกสารไม่มี ก็ใช้ไม่ได้ ดูจุดที่ต้องตรวจก่อนเซ็นหนังสือเลิกจ้าง
ทบทวนเอกสารอย่างไรให้เป็นระบบ
- รวบรวมฉบับที่ใช้จริง ทุกเวอร์ชัน พร้อมวันที่และรายชื่อพนักงานที่เซ็นแต่ละเวอร์ชัน เพราะบริษัทเดียวมักมีหลายฉบับปนกัน
- เทียบกับเอกสารการจ่ายจริง คือสลิปเงินเดือนย้อนหลัง ตารางกะ และระบบลงเวลา ดูว่าตรงกันไหม
- ทำรายการจุดที่ไม่ตรงกัน แล้วตัดสินทีละข้อว่าจะแก้ที่เอกสารหรือแก้ที่วิธีปฏิบัติ
- แยกเรื่องที่ต้องอยู่ในข้อบังคับ ตามมาตรา 108 ออกจากสัญญารายบุคคล ไม่ยัดรวมไว้ฉบับเดียว
- วางแผนสื่อสารและเก็บหลักฐานการรับทราบ ก่อนประกาศใช้ฉบับใหม่ เพราะหลักฐานการรับทราบมีผลตอนเกิดข้อพิพาทมากกว่าตัวเอกสาร
- ตั้งรอบทบทวนถัดไป ไว้เลย เช่น ทุกปีหรือทุกครั้งที่กฎหมายแรงงานมีการแก้ไข
กรณีแบบไหนที่ควรให้ทนายตรวจ
- ใช้แบบฟอร์มเดิมตั้งแต่ก่อนปี 2562 ซึ่งมีการแก้กฎหมายสำคัญไปแล้วหลายรอบ
- บริษัทควบรวม เปลี่ยนชื่อ หรือย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในเครือ
- มีสัญญาหลายเวอร์ชันปนกัน จนตอบไม่ได้ว่าพนักงานคนไหนใช้ฉบับใด
- กำลังจะปรับหรือยกเลิกสวัสดิการที่จ่ายต่อเนื่องมานาน
- เคยมีข้อพิพาทเรื่องค่าล่วงเวลาหรือเบี้ยขยัน แม้จะจบไปแล้ว
- สัญญายังฝังข้อความยินยอมเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลไว้รวมกับข้ออื่น
ตรวจสัญญาเก่าด้วย Contract Gap Matrix
การตรวจควรเทียบสามชั้นพร้อมกัน คือ ข้อความในสัญญา กฎหมายและข้อบังคับที่ใช้ในช่วงเวลานั้น และพฤติการณ์ที่บริษัททำจริง หากอ่านเฉพาะกระดาษ อาจไม่พบว่าบริษัทจ่ายเงินบางรายการประจำ อนุมัติทำงานทางไกลมานาน หรือเปลี่ยนหน้าที่ไปแล้วจนเอกสารไม่ตรงกับชีวิตการทำงาน
| หัวข้อตรวจ | สัญญาเขียน | บริษัททำจริง | วิธีจัดการช่องว่าง |
|---|---|---|---|
| ตำแหน่งและหน้าที่ | ขอบเขตกว้างหรือเก่า | งานย้ายไปอีกหน่วย | ทำ JD ปัจจุบันและประเมินว่าต้องตกลงแก้ไขหรือไม่ |
| ค่าตอบแทน | ระบุเฉพาะเงินเดือน | มีรายการประจำหลายประเภท | จำแนกฐานและทำตารางอ้างอิง |
| เวลาทำงาน | เวลาคงที่ | หมุนกะหรือทำงานนอกสถานที่ | ตรวจสิทธิและจัดกระบวนการเปลี่ยนให้ชัด |
| ข้อมูลและทรัพย์สิน | ข้อกำหนดทั่วไป | ใช้ระบบคลาวด์และอุปกรณ์ส่วนตัว | กำหนดสิทธิ การคืนข้อมูล และผู้เข้าถึงตามจริง |
จัดลำดับแก้ตามความเสียหาย ไม่ใช่ตามความง่าย
แบ่งข้อค้นพบเป็นสี่ระดับ ได้แก่ ข้อความที่ขัดกฎหมายหรือใช้บังคับไม่ได้ ความเสี่ยงด้านเงินที่สะสมทุกงวด เงื่อนไขที่ไม่ตรงการปฏิบัติ และข้อปรับปรุงด้านภาษา เริ่มจากสองกลุ่มแรกก่อน เพราะการเปลี่ยนถ้อยคำสวยงามไม่ได้หยุดความเสี่ยงที่เพิ่มทุกเดือน
แผนแก้ไขควรตอบ 5 เรื่อง
- พนักงานกลุ่มใดได้รับผลและเอกสารฉบับใดเกี่ยวข้อง
- การแก้เป็นการยืนยันสิทธิเดิมหรือเปลี่ยนสภาพการจ้าง
- ต้องใช้ความยินยอม การสื่อสาร หรือขั้นตอนตามกฎหมายใด
- ระบบเงินเดือน เวลา และสิทธิการเข้าถึงต้องแก้วันไหน
- จะตรวจอย่างไรว่าหลังเริ่มใช้ เอกสารกับการปฏิบัติตรงกันจริง
ห้ามใช้สัญญาใหม่กลบประวัติเดิม
การให้พนักงานเก่าลงนามแบบใหม่ไม่ควรทำให้วันเริ่มงาน อายุงาน หรือสิทธิที่สะสมหายไป เอกสารควรระบุความสัมพันธ์กับสัญญาเดิมว่าข้อใดแทนที่ ข้อใดยังคงอยู่ และมีผลเมื่อใด หากมีข้อพิพาทเดิม ต้องจัดการแยก ไม่ใช้ข้อความรับรองกว้างว่าพนักงานไม่มีสิทธิใดเหลืออยู่โดยไม่แจกแจงและอธิบาย
หลังปรับเอกสารให้สุ่มตรวจแฟ้มจริงหลายกลุ่ม เช่น พนักงานอายุงานมาก ผู้ย้ายบริษัทในเครือ พนักงานที่มีภาคผนวกพิเศษ และพนักงานต่างชาติ การสุ่มจากพนักงานใหม่อย่างเดียวมักไม่พบเงื่อนไขเก่าที่ซับซ้อนที่สุด
ทำ Contract Population Map ก่อนแก้สัญญาเก่า
แบ่งพนักงานตามปีที่เริ่มงาน บริษัทผู้ว่าจ้าง ตำแหน่ง สถานที่ และภาคผนวกที่เคยลงนาม กลุ่มที่ชื่อเหมือนกันอาจมีเงื่อนไขต่างกันเพราะใช้แม่แบบคนละรุ่น การสุ่มจากแฟ้มล่าสุดจึงไม่พอ ต้องหาแบบที่เก่าสุดและแบบที่มีการใช้มากที่สุดด้วย
| กลุ่ม | ตัวอย่างความต่าง | แนวทางตรวจ |
|---|---|---|
| พนักงานก่อนควบรวมหรือโอนกิจการ | ชื่อผู้ว่าจ้างและสิทธิเดิม | ไล่เอกสารต่อเนื่องและวันเริ่มงาน |
| พนักงานที่มีภาคผนวกหลายฉบับ | เงินเพิ่ม หน้าที่ หรือสถานที่ | ทำ Timeline ข้อที่ถูกแทนที่ |
| ผู้บริหารและตำแหน่งเฉพาะ | โบนัส อำนาจ และข้อจำกัดหลังออก | ตรวจมติและการปฏิบัติจริง |
| พนักงานที่ใช้แบบมาตรฐาน | ข้อความเหมือนกันแต่ Payroll ต่างกัน | สุ่มข้ามหน่วยงานและรอบเงินเดือน |
Red-Team แผนให้พนักงานลงนามฉบับใหม่
- เอกสารใหม่ทำให้วันเริ่มงานหรืออายุงานคลุมเครือหรือไม่
- ข้อความแทนที่สัญญาเดิมกว้างจนลบภาคผนวกที่ยังต้องใช้หรือไม่
- มีสิทธิหรือการจ่ายที่ทำต่อเนื่องแต่ไม่อยู่ในฉบับใหม่หรือไม่
- พนักงานได้รับคำอธิบายว่าข้อใดเปลี่ยนและมีผลเมื่อใดหรือไม่
- ระบบเงินเดือนกับระบบเวลาเปลี่ยนพร้อมเอกสารหรือไม่
แฟ้มจำลอง: สัญญาหลายรุ่นหลังซื้อกิจการ
บริษัทรับโอนพนักงานและออกสัญญาใหม่โดยระบุวันเริ่มงานเป็นวันที่โอน ฝ่าย Payroll ยังใช้อายุงานเดิมในการคำนวณสิทธิ เอกสารสองชุดจึงตอบไม่ตรงกัน แผนแก้ควรยืนยันความต่อเนื่องของอายุงานตามข้อเท็จจริง ระบุความสัมพันธ์ของสัญญาเดิมกับฉบับใหม่ และกระทบทะเบียนลูกจ้างให้เป็นข้อมูลเดียวกัน
Remediation Playbook
- หยุดใช้แม่แบบที่พบความเสี่ยงและกำหนดฉบับควบคุม
- ระบุกลุ่มพนักงานกับผลกระทบรายข้อ
- แยกการแก้เพื่อให้ถูกกฎหมายออกจากการเปลี่ยนเงื่อนไข
- วางวิธีสื่อสารและการขอความยินยอมเมื่อจำเป็น
- แก้ระบบปลายทางและสุ่มตรวจงวดแรก
- เก็บฉบับเดิมไว้ใน Archive พร้อมวันที่สิ้นผล
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับตรวจสัญญาจ้างและเอกสารแรงงานทั้งระบบให้โรงงานและบริษัทผู้ผลิต โดยตรวจเทียบกับสลิปเงินเดือน ตารางกะ และระบบลงเวลาจริง แล้วส่งกลับเป็นรายการจุดที่ต้องแก้ พร้อมจัดลำดับว่าข้อไหนเร่งด่วนและข้อไหนรอรอบถัดไปได้
จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือการจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพื่อลดความเสี่ยงที่บริษัทจะเสียเปรียบเพียงเพราะเริ่มผิดทาง ส่วนข้อที่แตะข้อมูลพนักงานต่อยอดไปที่ทีมงานด้านคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ในที่เดียว
สรุป
การตรวจสัญญาจ้างไม่ใช่งานเอกสารประจำปีที่ทำไปตามระเบียบ แต่เป็นการเช็กว่าเครื่องมือที่บริษัทจะหยิบมาใช้ในวันเกิดเรื่องยังใช้ได้อยู่จริงหรือไม่ สองจุดที่ต้องดูก่อนคือสิทธิที่กฎหมายเปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 และข้อที่ให้อำนาจบริษัทกว้างเกินไปซึ่งเข้าข่ายมาตรา 14/1 เพราะทั้งสองอย่างนี้ทำให้เอกสารที่ดูครบถ้วนกลับใช้ไม่ได้จริงในวันที่ต้องใช้ ข้อมูลด้านสิทธิและหน้าที่ดูเพิ่มได้ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง
หากบริษัทกำลังจะปรับสัญญาจ้าง แก้ข้อบังคับ เปลี่ยนระบบกะ หรือทบทวนสวัสดิการ ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 14/1 : สัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นมีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (เพิ่มโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551)
- มาตรา 13 : กรณีเปลี่ยนตัวนายจ้าง หรือนายจ้างเป็นนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด ซึ่งมีผลให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ
- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 : มีผล 7 ธันวาคม 2568 เพิ่มสิทธิลาคลอดไม่เกิน 120 วัน นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน ลาต่อเนื่องกรณีบุตรมีภาวะตามกฎหมายไม่เกิน 15 วันโดยได้รับค่าจ้างร้อยละ 50 และลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตรไม่เกิน 15 วันภายในกรอบ 90 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 15 วัน
- มาตรา 108 : นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อย 8 เรื่อง และต้องประกาศใช้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวน มาตรา 110 : เมื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกาศฉบับที่แก้ไขภายในเจ็ดวัน (ควรตรวจถ้อยคำในตัวบทล่าสุดก่อนอ้างอิง)
- มาตรา 17 วรรคสอง และมาตรา 17/1 : การบอกเลิกสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาให้แจ้งในหรือก่อนวันจ่ายค่าจ้าง เพื่อให้มีผลในวันจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป หรือจ่ายเงินถึงวันที่การบอกเลิกจะมีผลแล้วให้ลูกจ้างออกทันที
- มาตรา 118 : อัตราค่าชดเชยตามอายุงานเป็นขั้นบันได ขั้นสูงสุด 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตามฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 มาตรา 119 : เหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด บริษัทกำหนดเพิ่มเองไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
ควรตรวจสัญญาจ้างใหม่ทุกกี่ปี
ไม่มีกำหนดตายตัวในกฎหมาย แต่แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง และทบทวนทันทีเมื่อเกิดสามเหตุการณ์ คือกฎหมายแรงงานมีการแก้ไข โครงสร้างบริษัทเปลี่ยน เช่น ควบรวมหรือย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในเครือ และวิธีทำงานจริงเปลี่ยนไปจากที่เขียนไว้ เช่น เปลี่ยนระบบกะหรือเปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน
แก้สัญญาแล้วให้พนักงานเซ็นใหม่ทั้งบริษัทได้ไหม
ทำได้ในหลายกรณี แต่ต้องแยกให้ชัดว่าข้อที่แก้นั้นเพิ่มสิทธิ คงสิทธิ หรือลดสิทธิที่ลูกจ้างได้รับอยู่เดิม ข้อที่ลดสิทธิไม่ใช่เรื่องที่ทำฝ่ายเดียวได้ และถ้าเรื่องนั้นกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้วจะยิ่งมีข้อจำกัดเพิ่ม จึงควรให้ฝ่ายกฎหมายจัดกลุ่มข้อที่จะแก้ก่อนออกประกาศ
ย้ายพนักงานไปบริษัทในเครือ อายุงานเริ่มนับใหม่หรือไม่
โดยหลักไม่ได้เริ่มนับใหม่โดยอัตโนมัติ มาตรา 13 กำหนดว่ากรณีเปลี่ยนตัวนายจ้างหรือมีการโอนหรือควบกิจการซึ่งทำให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ การวางแผนภาระค่าชดเชยจึงต้องคิดจากอายุงานต่อเนื่อง
เขียนในสัญญาว่าบริษัทยกเลิกสวัสดิการได้ทุกเมื่อ ใช้ได้ไหม
เป็นข้อความที่มีความเสี่ยง เพราะถ้าเงินก้อนนั้นเข้าลักษณะเป็นค่าจ้างหรือกลายเป็นสภาพการจ้างไปแล้ว การยกเลิกฝ่ายเดียวจะมีข้อจำกัด และข้อสัญญาที่ให้บริษัทได้เปรียบเกินสมควรยังอยู่ในขอบเขตของมาตรา 14/1 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรม จึงควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจก่อนปรับเปลี่ยน
ตรวจสัญญาอย่างเดียวพอไหม หรือต้องตรวจข้อบังคับด้วย
ต้องตรวจคู่กัน เพราะเรื่องหลายอย่างที่บริษัทจะใช้จริง เช่น วินัยและโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และฐานอำนาจพักงานเพื่อสอบสวน อยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามมาตรา 108 ไม่ได้อยู่ในสัญญารายบุคคล ถ้าตรวจแต่สัญญาแล้วข้อบังคับยังเป็นฉบับเก่า เอกสารสองชุดจะขัดกันเองในวันที่ต้องใช้
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายแรงงาน
สัญญาประนีประนอมในศาลแรงงาน ต้องตรวจอะไรให้จบจริง
ตรวจขอบเขตเรื่องที่ยุติ อำนาจผู้ลงชื่อ ยอดและงวดชำระ พร้อมหน้าที่อื่นและผลผิดนัด แยกการถอนฟ้องจากคำพิพากษาตามยอมก่อนยืนยันฉบับสุดท้าย
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
กฎหมายแรงงาน
บันทึกส่งคืนทรัพย์สินบริษัท ต้องแยกจากเงินงวดสุดท้ายไหม
บันทึกรายการและสภาพของที่คืน พร้อมแยกงานรับอุปกรณ์จากการจ่ายเงินและความรับผิด ตรวจของขาด ผลตรวจช่างและหลักฐานก่อนสรุปว่าหักเงินได้
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
กฎหมายแรงงาน
หนังสือรับรองการทำงาน ต้องออกให้เมื่อไรและเขียนอะไร
แยกสิทธิเมื่อพ้นงานจากหนังสือรับรองสถานะปัจจุบัน ตรวจช่วงงาน หน้าที่และผู้ลงชื่อ พร้อมวิธีแก้ข้อมูลผิดโดยไม่ปนเงื่อนไขชำระหนี้หรือสละสิทธิ
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ