081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ก่อนเซ็นหนังสือเลิกจ้าง ต้องตรวจอะไรบ้าง — 10 จุดที่ผิดแล้วแก้ทีหลังยาก ฉบับทนาย ปี 2569

ฝ่ายบุคคลและทนายความตรวจเอกสารร่วมกันก่อนลงนามในหนังสือเลิกจ้างพนักงานของโรงงาน

สรุปประเด็นสำคัญ

ก่อนเซ็นหนังสือเลิกจ้าง สิ่งที่ต้องตรวจไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าชดเชย แต่คือเหตุที่ระบุไว้ในหนังสือ เพราะพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคท้าย กำหนดว่า ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือไม่ได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ เอกสารเพียงไม่กี่บรรทัดจึงตัดสินว่าบริษัทจะยังมีข้อต่อสู้เหลืออยู่หรือไม่

จุดที่หลายบริษัทเสียเปรียบมากที่สุดคือการเขียนหนังสือให้ "สั้นที่สุดเพราะกลัวเขียนผิด" ซึ่งกลายเป็นการปิดประตูตัวเอง และการเข้าใจว่าจ่ายค่าชดเชยครบแล้วจบ ทั้งที่ค่าชดเชยตามมาตรา 118 กับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 เป็นคนละประเด็นกัน บริษัทอาจจ่ายครบแต่ยังถูกฟ้องได้

เอกสารที่บริษัทเซ็นยากที่สุดฉบับหนึ่งคือหนังสือเลิกจ้าง เพราะแก้ทีหลังแทบไม่ได้ ฝ่ายบุคคลของโรงงานหลายแห่งใช้แบบฟอร์มเดิมที่ส่งต่อกันมาหลายปี เติมชื่อ เติมวันที่ แล้วส่งให้ผู้บริหารลงนาม ทั้งที่เนื้อความไม่กี่บรรทัดนั้นคือสิ่งแรกที่จะถูกอ่านหากมีข้อพิพาท บทความนี้รวม 10 จุดที่ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจก่อนลงนาม

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนในโรงงาน

โรงงานที่มีพนักงานหลักร้อยขึ้นไปมักมีฝ่ายบุคคลที่แข็งแรงในงานประจำ ทั้งการรับสมัคร ค่าจ้าง กะการทำงาน และสวัสดิการ แต่เมื่อถึงจังหวะที่ต้องยุติการจ้าง งานเปลี่ยนจาก "งานบริหารบุคคล" เป็น "งานเตรียมพยานหลักฐาน" ซึ่งเป็นคนละทักษะกัน

สถานการณ์ที่พบซ้ำมีไม่กี่แบบ คือพนักงานที่ผลงานไม่ถึงเป้าต่อเนื่องแต่ไม่เคยมีเอกสารประเมินชัดเจน พนักงานที่มีปัญหาวินัยแต่หัวหน้างานเลือกตักเตือนด้วยวาจามาตลอด และการปรับสายการผลิตที่ทำให้ต้องลดคนบางแผนก ทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกันคือ ตัดสินใจก่อน แล้วค่อยหาเอกสาร ซึ่งกลับด้านกับสิ่งที่กฎหมายต้องการ

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดข้อ 1 — เขียนหนังสือให้สั้นที่สุดปลอดภัยที่สุด หลายบริษัทเขียนเพียงว่าขอยุติการจ้างตั้งแต่วันที่ระบุ เพราะกลัวเขียนมากแล้วผิด · ความจริงคือ มาตรา 119 วรรคท้ายกำหนดว่าถ้าไม่ระบุเหตุไว้ในหนังสือหรือไม่แจ้งในขณะเลิกจ้าง จะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ · ผลเสียคือ ต่อให้มีเหตุตามมาตรา 119 อยู่จริง ก็ใช้ต่อสู้เรื่องค่าชดเชยไม่ได้

เข้าใจผิดข้อ 2 — จ่ายค่าชดเชยครบแล้วจบ · ความจริงคือ ค่าชดเชยตามมาตรา 118 กับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นคนละประเด็นที่พิจารณาต่างหากกัน · ผลเสียคือ จ่ายเงินไปแล้วแต่ยังถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มได้ ดูบทความเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

เข้าใจผิดข้อ 3 — มีใบเตือนแล้วเลิกจ้างได้เลยโดยไม่ต้องจ่าย · ความจริงคือ มาตรา 119 (4) มีเงื่อนไขหลายชั้น ทั้งต้องเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ต้องเคยตักเตือนเป็นหนังสือ และหนังสือเตือนมีผลเพียงหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด · ผลเสียคือ ใบเตือนที่พ้นกรอบเวลาหรือคนละเรื่องกับความผิดครั้งนี้ ใช้ไม่ได้ในทางคดี

เข้าใจผิดข้อ 4 — ให้พนักงานเขียนใบลาออกเองจะเรียบร้อยกว่า · ความจริงคือ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเขียนเพราะถูกกดดัน ผลทางกฎหมายอาจถูกมองว่าเป็นการเลิกจ้าง · ผลเสียคือ เสียทั้งเงินและเสียความน่าเชื่อถือของพยานเอกสารทั้งชุด อธิบายไว้ที่ลาออกเองกับถูกบีบให้ลาออกต่างกันอย่างไร

เข้าใจผิดข้อ 5 — ปรับโครงสร้างเป็นเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม · ความจริงคือ ถ้าลดคนเพราะนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนเทคโนโลยี มาตรา 121 กำหนดให้แจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน · ผลเสียคือ ถ้าไม่แจ้ง ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวเท่ากับค่าจ้าง 60 วัน

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การเลิกจ้างเป็นเรื่องของการคำนวณเงินให้ครบ ถ้าจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานถูกต้องแล้ว เรื่องก็ควรจบ

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า คำถามแรกไม่ใช่จ่ายเท่าไร แต่คือ บริษัทบอกเหตุอะไรไว้ในวันนั้น และเหตุนั้นมีเอกสารรองรับหรือไม่ สิ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาดูคือหนังสือเลิกจ้าง ข้อบังคับ หลักฐานการรับทราบ ใบเตือน และบันทึกการสอบสวน ไม่ใช่ความรู้สึกของหัวหน้างานว่าพนักงานคนนี้ทำงานไม่ได้

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ คดีจำนวนมากไม่ได้แพ้เพราะบริษัทไม่มีเหตุ แต่แพ้เพราะเหตุที่มีจริงไม่ถูกเขียนลงในเอกสารตั้งแต่วันแรก หรือเขียนกว้างจนพิสูจน์ไม่ได้ เช่น ระบุเพียงว่า "ไม่ผ่านการประเมิน" โดยไม่มีเอกสารประเมินรองรับ พอถึงชั้นชี้แจงจึงเพิ่มเหตุใหม่เข้ามา ซึ่งเป็นจังหวะที่มาตรา 119 วรรคท้ายปิดประตูไว้แล้ว

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ เปลี่ยนลำดับจาก "ตัดสินใจแล้วค่อยหาเอกสาร" เป็น "ตรวจเอกสารที่มีอยู่จริงก่อน แล้วจึงกำหนดวันและวิธีเลิกจ้างให้สอดคล้องกับเอกสารชุดนั้น" การเลื่อนวันออกไปหนึ่งถึงสองสัปดาห์มีต้นทุนต่ำกว่าคดีที่ยืดเยื้อหลายเท่า

10 จุดที่ควรให้ทนายตรวจก่อนเซ็นหนังสือเลิกจ้าง

ฝ่ายบุคคลรวบรวมใบเตือนและเอกสารประเมินผลจากแฟ้มประวัติพนักงานก่อนออกหนังสือเลิกจ้าง

ลำดับด้านล่างเรียงจากจุดที่ แก้ทีหลังไม่ได้ ไปหาจุดที่ยังพอแก้ได้

#จุดที่ต้องตรวจถ้าพลาดจะเกิดอะไร
1หนังสือระบุ ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุ ที่เลิกจ้างไว้หรือยังยกเหตุขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ตามมาตรา 119 วรรคท้าย
2เหตุที่ระบุ ตรงกับเอกสารที่มีอยู่จริง หรือไม่ถูกโต้แย้งว่าเป็นข้ออ้างที่สร้างขึ้นภายหลัง
3ถ้าอ้างฝ่าฝืนข้อบังคับ — มีข้อนั้นจริง และพนักงาน รับทราบเป็นหลักฐาน แล้วหรือยังข้อบังคับที่พิสูจน์การรับทราบไม่ได้ น้ำหนักลดลงมาก
4ใบเตือนยังอยู่ใน กรอบหนึ่งปี และเป็นเรื่องเดียวกับความผิดครั้งนี้หรือไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 119 (4) ไม่ครบ ต้องจ่ายค่าชดเชย
5บอกกล่าวล่วงหน้า ครบตามมาตรา 17 วรรคสองหรือไม่ถูกเรียกเงินแทนการบอกกล่าวตามมาตรา 17/1
6ค่าชดเชยตามอายุงาน คำนวณถูกขั้นตามมาตรา 118 หรือไม่จ่ายขาด ถูกเรียกส่วนต่างพร้อมดอกเบี้ยตามมาตรา 9
7เงินก้อนอื่นครบไหม — ค่าจ้างค้างจ่าย วันหยุดพักผ่อนที่ยังไม่ได้ใช้ เงินตามระเบียบตกหล่นรายการเดียวก็เป็นเหตุให้ยื่นคำร้องได้
8ลดคนจาก เครื่องจักรหรือเทคโนโลยี แจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน 60 วันหรือยังต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าว 60 วัน
9พนักงานมี สถานะพิเศษ หรือไม่ เช่น กรรมการลูกจ้าง หรือเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องบางกรณีต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน
10ผู้ลงนามมี อำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ และสั่งห้ามทำลายเอกสารแล้วหรือยังเอกสารหายระหว่างทาง ทำให้เสียข้อต่อสู้ที่มีอยู่

จุดที่ 6 เป็นขั้นบันไดตามอายุงาน โดยขั้นสูงสุดสำหรับผู้ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไปเพิ่มเข้ามาโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ตารางอัตราเต็มอยู่ในบทความเรื่องค่าชดเชยตามอายุงาน ประเมินเบื้องต้นได้ที่เครื่องมือประเมินความเสี่ยงเลิกจ้าง ส่วนตัวบทล่าสุดตรวจได้ที่ฐานข้อมูลกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน

ถ้าเป็นฝ่าย HR ต้องเตรียมแฟ้มอะไรบ้าง

ก่อนนัดคุยกับฝ่ายกฎหมาย ควรรวบรวมเอกสารชุดนี้ให้ครบ เพราะเป็นชุดเดียวกับที่จะถูกขอดูในชั้นพิจารณา

  • สัญญาจ้างฉบับที่ใช้จริง พร้อมเอกสารแนบและฉบับแก้ไขทุกครั้งที่ปรับตำแหน่งหรือค่าจ้าง
  • ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฉบับที่บังคับใช้อยู่ พร้อมหลักฐานการรับทราบของพนักงานรายนี้
  • ใบเตือนและบันทึกการสอบสวน ทุกฉบับ พร้อมวันที่กระทำผิด ไม่ใช่เฉพาะวันที่ออกเอกสาร
  • เอกสารประเมินผลงาน ย้อนหลังอย่างน้อยสองรอบ พร้อมเป้าหมายที่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร
  • บันทึกการพูดคุย ของหัวหน้างาน อีเมล หรือข้อความที่เกี่ยวข้อง พร้อมวันเวลา
  • เอกสารค่าจ้างและวันหยุดพักผ่อนคงเหลือ ณ วันที่คาดว่าจะเลิกจ้าง
  • เอกสารเหตุผลทางธุรกิจ หากเป็นการปรับโครงสร้าง เช่น มติที่ประชุมหรือแผนการผลิต
  • ทะเบียนผู้มีอำนาจลงนาม และหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่หมดอายุ

เอกสารกลุ่มนี้มีข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เต็ม จึงต้องระวังสิทธิเข้าถึงและระยะเวลาเก็บควบคู่กัน โดยเฉพาะเรื่องการหยุดทำลายข้อมูลเมื่อมีข้อพิพาท และสิทธิขอสำเนาแฟ้มประวัติหลังพ้นสภาพ

อีกฝ่ายอาจโต้แย้งอย่างไร

  • เหตุในหนังสือไม่ตรงกับที่บริษัทชี้แจงภายหลัง เป็นข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักที่สุด เชื่อมตรงกับมาตรา 119 วรรคท้าย
  • ไม่มีหลักฐานว่าเคยรับทราบข้อบังคับ ทำให้การอ้างว่าฝ่าฝืนระเบียบอ่อนลง
  • เลือกปฏิบัติ โดยยกพนักงานคนอื่นที่ทำคล้ายกันแต่ไม่ถูกลงโทษเท่ากัน
  • ใบเตือนพ้นกรอบเวลาหรือคนละเรื่อง กับความผิดที่ใช้เป็นเหตุครั้งนี้
  • เหตุผลทางธุรกิจไม่จริง โดยชี้ว่ารับพนักงานใหม่ตำแหน่งเดิมหลังเลิกจ้างไม่นาน

ก่อนตัดสินใจ ควรทำอะไรตามลำดับ

  1. ยังไม่กำหนดวันเลิกจ้าง จนกว่าจะตรวจเอกสารเสร็จ เพราะวันที่ในเอกสารย้อนแก้ไม่ได้
  2. รวบรวมแฟ้มเอกสารทั้ง 8 รายการ ข้างต้น แล้วประเมินว่าเหตุที่ตั้งใจจะใช้พิสูจน์ได้จริงกี่ข้อ
  3. เลือกเส้นทางให้ชัด ว่าจะจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย หรือเข้าเหตุตามมาตรา 119 ซึ่งต้องมีหลักฐานหนักแน่นกว่ามาก
  4. คำนวณเงินทุกก้อนพร้อมกัน ทั้งค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าว ค่าชดเชย และวันหยุดพักผ่อนคงเหลือ แล้ววางกำหนดจ่ายให้ทันมาตรา 70 วรรคสอง
  5. ร่างหนังสือเลิกจ้างจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่จากแบบฟอร์มเดิม และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจถ้อยคำก่อนลงนาม
  6. สั่งห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้อง และกำหนดผู้พูดคุยกับพนักงานเพียงจุดเดียว เพื่อไม่ให้คำพูดของแต่ละคนขัดกันเอง

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายก่อนดำเนินการ

  • พนักงานมีอายุงานยาว หรืออยู่ระดับหัวหน้างานขึ้นไป ซึ่งมูลค่าความเสี่ยงสูงกว่าปกติ
  • เหตุที่จะใช้คือ ผลงานไม่ถึงเป้า แต่ไม่มีเอกสารประเมินที่ต่อเนื่อง
  • เป็นการลดคนหลายอัตราพร้อมกัน หรือปิดบางแผนกของโรงงาน
  • พนักงานเป็นกรรมการลูกจ้าง หรือเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องด้านแรงงาน
  • มีเรื่องทุจริตหรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน ซึ่งอาจมีประเด็นทางอาญาซ้อนอยู่
  • พนักงานอยู่ระหว่างลาป่วยหรือมีปัญหาสุขภาพ ในช่วงที่จะตัดสินใจ
  • บริษัทเคยยื่นข้อเสนอให้ลาออก แล้วแต่พนักงานปฏิเสธ

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมทนายคดีแรงงานของเราทำงานกับฝ่ายบุคคลตั้งแต่ก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่เฉพาะตอนที่เรื่องไปถึงศาล งานที่ทำบ่อยที่สุดสำหรับโรงงานคือตรวจแฟ้มเอกสารทั้งชุดของพนักงานรายนั้น ประเมินว่าเหตุใดใช้ได้จริงและเหตุใดยังอ่อน แล้วร่างหนังสือเลิกจ้างให้สอดคล้องกับเอกสารที่มีอยู่

แนวทางของสำนักงานคือประเมินความคุ้มค่าให้ก่อนเริ่มดำเนินการ และบอกตรงไปตรงมาเมื่อเห็นว่าเอกสารยังไม่พร้อม พร้อมเน้นการจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพื่อลดความเสี่ยงที่บริษัทจะเสียเปรียบเพียงเพราะเริ่มผิดทาง

สรุป

สิ่งที่ตัดสินความเสี่ยงไม่ใช่ตัวเลขค่าชดเชย แต่คือหนังสือเลิกจ้างและแฟ้มเอกสารที่อยู่เบื้องหลัง เพราะมาตรา 119 วรรคท้ายทำให้เหตุที่ไม่ได้ระบุไว้ในวันนั้นถูกปิดประตูไปเลย และเพราะค่าชดเชยกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต้องเตรียมคนละชุดกัน หากเอกสารยังไม่ครบ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือชะลอวันเลิกจ้างเพื่อจัดเอกสารให้เรียบร้อยก่อน ข้อมูลเพิ่มเติมตรวจได้ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และขั้นตอนคดีที่ศาลยุติธรรม โดยควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง

หากบริษัทกำลังจะออกใบเตือน ทำแผนปรับปรุงผลงาน ปรับโครงสร้าง หรือเลิกจ้างพนักงาน ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคท้าย ⭐ — ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือไม่ได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง จะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้
  • มาตรา 119 (1)–(6) — เหตุที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เช่น ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมโดยนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ซึ่งหนังสือเตือนมีผลหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร และได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด
  • มาตรา 118 ⭐ — อัตราค่าชดเชยตามอายุงานเป็นขั้นบันได โดยขั้นสูงสุดสำหรับลูกจ้างที่ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็น 400 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562
  • มาตรา 17 วรรคสอง และ มาตรา 17/1 — การบอกเลิกสัญญาจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบการจ่ายค่าจ้าง ถ้านายจ้างไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามที่กำหนด ต้องจ่ายเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
  • มาตรา 121 และ มาตรา 122 — กรณีเลิกจ้างเพราะนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีจนต้องลดจำนวนลูกจ้าง ต้องแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน มิฉะนั้นต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 60 วัน · และลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษเพิ่มไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปี รวมแล้วไม่เกิน 360 วัน
  • มาตรา 70 วรรคสอง — กรณีเลิกจ้าง ให้จ่ายค่าจ้างและเงินที่กำหนดภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง · มาตรา 9 — ผิดนัดไม่จ่ายเงินตามที่กฎหมายกำหนด ต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี
  • มาตรา 67 — กรณีนายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิดตามมาตรา 119 ให้จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (ควรตรวจสอบถ้อยคำในตัวบทฉบับล่าสุดก่อนอ้างอิง)
  • มาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ⭐ — การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานอาจสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือกำหนดค่าเสียหายให้แทน · เป็นคนละประเด็นกับค่าชดเชยตามมาตรา 118
  • มาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 — ห้ามนายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง หรือลงโทษกรรมการลูกจ้าง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 — กรณีลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่ง ละทิ้งการงาน หรือกระทำความผิดอย่างร้ายแรง นายจ้างอาจไล่ออกโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
  • มาตรา 123 — ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งเป็นช่องทางที่ใช้บ่อยกว่าการฟ้องศาลโดยตรง
  • ⚠️ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา 7 พฤศจิกายน 2568) แก้ไขเพิ่มเติมหลายมาตรา โดยไม่กระทบมาตราเรื่องการเลิกจ้างที่อ้างไว้ข้างต้น — แต่ควรตรวจสอบตัวบทรวมฉบับล่าสุดก่อนอ้างอิงทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

หนังสือเลิกจ้างต้องเขียนเหตุผลลงไปด้วยเสมอหรือไม่

ถ้าบริษัทตั้งใจจะไม่จ่ายค่าชดเชยโดยอ้างเหตุตามมาตรา 119 การระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุไว้ในหนังสือ หรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้าง เป็นเรื่องที่ข้ามไม่ได้ เพราะมาตรา 119 วรรคท้ายกำหนดว่าเหตุที่ไม่ได้ระบุไว้จะยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ ส่วนกรณีที่บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้อยคำที่ใช้ก็ยังสำคัญ เพราะอาจถูกหยิบไปใช้ในประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจก่อนทุกกรณี

มีใบเตือนแล้ว เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเลยใช่ไหม

ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ มาตรา 119 (4) มีเงื่อนไขหลายชั้น ทั้งต้องเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ต้องเคยตักเตือนเป็นหนังสือมาแล้ว และหนังสือเตือนมีผลเพียงหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด นอกจากนี้เรื่องที่เตือนควรเป็นเรื่องเดียวกับความผิดครั้งนี้ ใบเตือนคนละเรื่องหรือพ้นกรอบเวลาจึงมักใช้ไม่ได้ในทางคดี

จ่ายค่าชดเชยครบตามอายุงานแล้ว พนักงานยังฟ้องได้อีกหรือไม่

ได้ เพราะค่าชดเชยตามมาตรา 118 กับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นคนละประเด็นกัน บริษัทอาจจ่ายเงินครบทุกบาทแต่ยังถูกโต้แย้งได้ว่าเหตุผลในการเลิกจ้างไม่เพียงพอ สิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงส่วนนี้คือเอกสารที่แสดงว่ามีเหตุผลรองรับและมีขั้นตอนที่เป็นธรรมมาก่อน

ปรับโครงสร้างลดคน ต้องแจ้งราชการล่วงหน้าไหม

ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการลดคน ถ้าเป็นเพราะการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีจนต้องลดจำนวนลูกจ้าง มาตรา 121 กำหนดให้ต้องแจ้งทั้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน หากไม่แจ้งต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 60 วัน และลูกจ้างที่ทำงานครบ 6 ปีขึ้นไปยังมีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษเพิ่มตามมาตรา 122 อีกด้วย

ให้พนักงานเซ็นใบลาออกแทน จะง่ายกว่าไหม

เป็นทางที่ดูง่ายแต่มีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าพนักงานพิสูจน์ได้ว่าเขียนใบลาออกเพราะถูกกดดัน ผลทางกฎหมายอาจถูกมองว่าเป็นการเลิกจ้าง และความน่าเชื่อถือของเอกสารชุดอื่นของบริษัทก็ลดลงตามไปด้วย ถ้าต้องการยุติความสัมพันธ์โดยตกลงกัน ควรใช้ข้อตกลงยุติสัญญาจ้างที่ร่างไว้อย่างถูกต้องแทน และควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจก่อนยื่นข้อเสนอ

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

หัวหน้างานโรงงานเซ็นอนุมัติเอกสารให้พนักงาน สะท้อนอำนาจที่ต้องระบุในสัญญาจ้างหัวหน้างาน กฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างหัวหน้างานกับพนักงานทั่วไป ต่างกันตรงไหน 8 ข้อที่ต้องแยก ฉบับทนาย ปี 2569

สัญญาจ้างหัวหน้างานต่างจากพนักงานทั่วไปที่อำนาจและความรับผิดชอบ ไม่ใช่เงินเดือน รวม 8 ข้อที่ต้องแยก

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
ฝ่ายบุคคลเรียงสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาหลายฉบับของพนักงานคนเดียวกันเพื่อตรวจวันเริ่มและวันสิ้นสุด กฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ใช้ผิดอาจกลายเป็นต้องจ่ายค่าชดเชย — งานแบบไหนถึงใช้ได้ ฉบับทนาย ปี 2569

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นค่าชดเชยมีเงื่อนไขแคบมาก ใช้ผิดประเภทอาจต้องจ่ายเต็มตามอายุงาน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
เจ้าของกิจการและทนายความตรวจร่างสัญญาจ้างผู้บริหารทีละข้อก่อนลงนาม กฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างผู้บริหารควรเขียนเรื่องโบนัส KPI ความลับ และการยุติสัญญาอย่างไร ฉบับทนาย ปี 2569

สัญญาจ้างผู้บริหารที่เขียนกว้างเกินไป มักบังคับใช้ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้จริง รวม 8 เรื่องที่ต้องออกแบบตั้งแต่วันรับเข้า

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที

ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE