081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

หยุดทำลายข้อมูลเมื่อมีข้อพิพาท — สั่งการอย่างไร เก็บอะไร และเริ่มนับเมื่อไหร่

ทีมกฎหมายและไอทีสั่งหยุดทำลายข้อมูลในระบบเมื่อเกิดข้อพิพาท ตามแนวปฏิบัติ PDPA

สรุปประเด็นสำคัญ

หน้าที่หยุดทำลายข้อมูลไม่ได้เริ่มเมื่อถูกฟ้อง แต่เริ่มตั้งแต่วันที่องค์กรคาดหมายได้อย่างมีเหตุผลว่าจะมีข้อพิพาท เช่น วันที่ได้รับหนังสือร้องเรียน วันที่ทนายอีกฝ่ายติดต่อมา หรือวันที่ตัดสินใจเลิกจ้างในกรณีที่มีแนวโน้มจะฟ้องกัน

สิ่งที่ทำลายหลักฐานมากที่สุดไม่ใช่คนที่ตั้งใจทำลาย แต่คือระบบลบอัตโนมัติที่เดินตามกำหนดของมันเอง เช่น นโยบายล้างกล่องอีเมลตามรอบ หรือกล้องวงจรปิดที่บันทึกทับตัวเอง ไม่มีใครสั่งให้ลบ แต่ผลลัพธ์เหมือนกัน และอธิบายยากพอกัน

คดีแรงงานจำนวนไม่น้อยแพ้ไปเพราะภาพจากกล้องวงจรปิดถูกบันทึกทับไปแล้ว ทั้งที่ในวันเกิดเหตุทุกคนเห็นภาพนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครจงใจลบ แต่อยู่ที่ไม่มีใครสั่งหยุดทำลายข้อมูลทันเวลา ระบบจึงเดินตามกำหนดของมันเองต่อไป บทความนี้อธิบายว่าหน้าที่นี้เริ่มเมื่อใด ต้องสั่งการอย่างไรให้ครอบคลุม และอะไรคือสิ่งที่ต้องระงับก่อนเป็นอันดับแรก

หน้าที่นี้เริ่มเมื่อไหร่กันแน่

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าต้องเก็บหลักฐานเมื่อถูกฟ้องแล้ว ซึ่งช้าเกินไปมาก เพราะเมื่อหมายศาลมาถึง ข้อมูลชุดที่สำคัญที่สุดมักหายไปแล้วตามรอบปกติของระบบ

จุดเริ่มที่ปลอดภัยกว่าในทางปฏิบัติคือ วันที่องค์กรคาดหมายได้อย่างมีเหตุผลว่าจะมีข้อพิพาท ซึ่งมักเกิดก่อนวันฟ้องหลายเดือน

สัญญาณที่ควรถือเป็นจุดเริ่มสิ่งที่มักถูกลบทิ้งก่อนใครจะทันคิด
ได้รับหนังสือร้องเรียนจากพนักงานหรือลูกค้าอีเมลโต้ตอบภายในเรื่องนั้น · ข้อความในกลุ่มแชททีม
ทนายของอีกฝ่ายติดต่อมา หรือได้รับหนังสือทวงถามไฟล์ร่างที่ยังไม่ได้ส่ง · บันทึกการประชุมที่ยังไม่ได้จัดเก็บ
ตัดสินใจเลิกจ้างในกรณีที่มีแนวโน้มโต้แย้งภาพกล้องวงจรปิด · บันทึกการเข้าออก · ประวัติการใช้ระบบ
เกิดเหตุข้อมูลรั่วที่มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากบันทึกระบบ · ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่มีรอบเก็บของตัวเอง
ได้รับคำขอใช้สิทธิที่ส่อว่าจะนำไปใช้ในคดีแฟ้มประวัติฉบับก่อนแก้ไข · เอกสารประเมินผลรอบเก่า

ข้อสังเกตในเชิงคดีคือ เมื่อองค์กรได้รับสัญญาณเหล่านี้แล้วยังปล่อยให้ระบบลบต่อไปตามปกติ คำอธิบายว่า "เป็นรอบปกติของระบบ" จะฟังขึ้นน้อยลงเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไปหลังได้รับสัญญาณ ขั้นตอนหลังได้รับหนังสือร้องเรียนอธิบายไว้ที่7 วันแรกหลังได้รับหนังสือร้องเรียน

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การลบข้อมูลตามนโยบายที่ตั้งไว้ล่วงหน้าย่อมปลอดภัย เพราะเป็นระบบอัตโนมัติ ไม่มีใครเจตนา

แต่ในทางคดี กฎหมายและผู้พิจารณามักมองว่า สิ่งที่ต้องพิสูจน์ไม่ใช่ว่าใครกดลบ แต่คือองค์กรรู้หรือควรรู้แล้วหรือยังว่าจะมีข้อพิพาท เมื่อรู้แล้วยังไม่ระงับการลบ ความอัตโนมัติของระบบไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบหายไป

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ ฝ่ายกฎหมายมักรู้เรื่องข้อพิพาทก่อน แต่คนที่ควบคุมรอบการลบคือฝ่ายไอที และสองฝ่ายนี้มักไม่ได้คุยกันในสัปดาห์แรก ช่องว่างไม่กี่วันนี้เองที่ทำให้หลักฐานหายไปมากที่สุด

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ กำหนดให้การออกหนังสือสั่งหยุดทำลายเป็นงานชิ้นแรกในเช็กลิสต์รับเรื่องร้องเรียนและเรื่องเลิกจ้าง ไม่ใช่งานที่ทำเมื่อคดีเริ่มเดินแล้ว เพราะเป็นงานที่ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่ทำช้าไปหนึ่งสัปดาห์อาจแก้ไม่ได้เลย

หกขั้นตอนสั่งหยุดทำลายให้ครอบคลุมจริง

  1. ระบุขอบเขตให้แคบพอจะทำได้จริง คือระบุเรื่อง ช่วงเวลา บุคคลที่เกี่ยวข้อง และประเภทข้อมูล ไม่ใช่สั่งว่าห้ามลบอะไรเลยทั้งบริษัท ซึ่งไม่มีใครทำตามได้
  2. ออกหนังสือสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ลงวันที่ ระบุผู้สั่ง และระบุว่าจะยกเลิกเมื่อใดหรือเมื่อมีคำสั่งยกเลิกเท่านั้น
  3. ระงับการลบอัตโนมัติเป็นอันดับแรก ทั้งรอบล้างกล่องอีเมล การบันทึกทับของกล้องวงจรปิด รอบเก็บบันทึกระบบ และการล้างข้อมูลเมื่อพนักงานพ้นสภาพ
  4. ส่งให้ครบทุกคนที่ถือข้อมูล ไม่ใช่เฉพาะหัวหน้าฝ่าย เพราะข้อมูลที่สำคัญมักอยู่ในเครื่องของคนทำงานหน้างาน
  5. เก็บหลักฐานว่าแจ้งแล้ว คือรายชื่อผู้รับ วันที่ส่ง และคำยืนยันรับทราบ เพราะข้อนี้คือสิ่งที่จะถูกถามหาในภายหลัง
  6. ทบทวนเป็นระยะและยกเลิกอย่างเป็นทางการ เมื่อเรื่องยุติแล้ว โดยบันทึกวันที่ยกเลิกไว้ด้วย มิฉะนั้นองค์กรจะเก็บข้อมูลไว้เกินความจำเป็นโดยไม่มีที่สิ้นสุด

ข้อ 6 สำคัญกว่าที่คิด เพราะการสั่งหยุดทำลายแล้วลืมยกเลิก ทำให้องค์กรขัดกับหลักการเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น ซึ่งเป็นปัญหาคนละเรื่องที่เกิดจากการแก้ปัญหาแรก วิธีคิดเรื่องระยะเวลาเก็บตามปกติอยู่ที่ตารางระยะเวลาเก็บเอกสาร HR และเมื่อคำสั่งหยุดทำลายชนกับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล ให้ดูกรอบที่กฎใหม่ปี 2569 เรื่องขอเข้าถึงและขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลวางไว้ประกอบด้วย

สิ่งที่ต้องระงับก่อน เรียงตามความเร่งด่วน

  • กล้องวงจรปิด — เร่งด่วนที่สุดเพราะบันทึกทับตัวเองตามรอบที่สั้นที่สุด ต้องคัดลอกไฟล์ช่วงที่ต้องการออกมาเก็บแยกทันที ไม่ใช่แค่สั่งห้ามลบ
  • กล่องอีเมลของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่มีนโยบายล้างอัตโนมัติ หรือกรณีพนักงานคนนั้นกำลังจะพ้นสภาพและบัญชีจะถูกปิด
  • ข้อความในกลุ่มแชทของทีม ซึ่งมักมีการตั้งลบอัตโนมัติและมักมีเนื้อหาที่ตรงประเด็นที่สุด
  • บันทึกการเข้าใช้ระบบและข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่มีรอบเก็บของตัวเองแยกจากระบบงาน
  • เอกสารฉบับร่างและฉบับก่อนแก้ไข ซึ่งมักถูกลบทิ้งเพราะคิดว่าไม่ใช่ฉบับจริง
  • ข้อมูลที่อยู่กับคู่ค้า เช่น ระบบเงินเดือนหรือระบบรับสมัครงานภายนอก ซึ่งมีรอบทำลายตามสัญญาของตัวเอง

รายการสุดท้ายมักถูกลืมมากที่สุด เพราะองค์กรคิดว่าสั่งภายในก็พอ ทั้งที่ข้อมูลชุดสำคัญอยู่ในระบบของคู่ค้า และเมื่อคู่ค้าทำลายไปตามสัญญา จะเรียกคืนไม่ได้ กรณีที่ข้อมูลอยู่ในมือคู่ค้าอธิบายไว้ที่ข้อมูลรั่วจากคู่ค้า ใครมีหน้าที่แจ้ง

ปลายทางถ้าไม่สั่งหยุดทัน

ผลที่ตามมามีสองชั้น ชั้นแรกคือชั้นพยานหลักฐาน เมื่อองค์กรอ้างข้อเท็จจริงบางอย่างแต่พิสูจน์ไม่ได้เพราะเอกสารหายไป ภาระในการทำให้ผู้พิจารณาเชื่อจะหนักขึ้นมาก และคำอธิบายว่าระบบลบไปเองมักไม่ช่วยให้ข้อเท็จจริงนั้นได้รับการรับฟัง

ชั้นที่สองคือชั้นพฤติการณ์ เมื่อการทำลายเกิดขึ้นหลังจากองค์กรรู้เรื่องข้อพิพาทแล้ว จังหวะเวลาเองกลายเป็นข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหยิบไปใช้ และในกรณีที่เรื่องเดินสองสนามพร้อมกันทั้งที่หน่วยงานกำกับและที่ศาลแรงงาน พฤติการณ์นี้จะปรากฏในทั้งสองสนาม รายละเอียดของการวางแผนสองสนามอยู่ที่ถูกร้องเรียนที่ สคส. พร้อมกับถูกฟ้องที่ศาลแรงงาน และในมุมกฎหมายแรงงานโดยตรง ดูขอบเขตงานได้ที่งานคดีแรงงานของสำนักงาน

ในทางกลับกัน องค์กรที่มีหนังสือสั่งหยุดทำลายลงวันที่ไว้ชัดเจน จะอยู่ในสถานะที่ต่างออกไปมาก เพราะแสดงให้เห็นว่ารู้แล้วลงมือทันที ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยมาตรฐานองค์กรในขณะกระทำผิดและการเยียวยาเมื่อทราบเหตุที่ประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง พ.ศ. 2565 ระบุไว้เป็นปัจจัยกำหนดโทษ

กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายทันที

  • ได้รับหนังสือร้องเรียนหรือหนังสือจากทนายอีกฝ่าย แต่ยังไม่ได้สั่งระงับการลบใด ๆ
  • กำลังจะเลิกจ้างในกรณีที่มีแนวโน้มโต้แย้ง และยังไม่ได้เก็บหลักฐานประกอบเหตุผลไว้
  • พบว่าข้อมูลบางส่วนถูกลบไปแล้วหลังจากรู้เรื่องข้อพิพาท
  • ไม่แน่ใจว่าขอบเขตของคำสั่งหยุดทำลายควรกว้างแค่ไหนจึงจะพอดี
  • ข้อมูลสำคัญอยู่ในระบบของคู่ค้าและสัญญาไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้
  • คำสั่งหยุดทำลายค้างอยู่นานจนเริ่มขัดกับหลักการเก็บเท่าที่จำเป็น

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมที่ปรึกษากฎหมาย PDPA ของเราช่วยองค์กรร่างหนังสือสั่งหยุดทำลายให้มีขอบเขตที่ทำตามได้จริง ประเมินว่าข้อมูลชุดใดต้องรีบคัดลอกออกมาเก็บก่อน และเชื่อมงานฝ่ายกฎหมายกับฝ่ายไอทีให้เดินพร้อมกันตั้งแต่วันแรก สำหรับองค์กรที่ต้องการตรวจความพร้อมทั้งระบบ ดูขอบเขตงานที่ตรวจสุขภาพ PDPA และหากเรื่องผูกกับพนักงานโดยตรง ดูที่งานคุ้มครองข้อมูลพนักงานสำหรับ HR

เราเน้นจัดระบบเอกสารและพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น เพราะจากงานจริง สิ่งที่ทำให้เสียเปรียบมักไม่ใช่เพราะไม่มีสิทธิ แต่เพราะเริ่มเก็บหลักฐานผิดทางหรือเริ่มช้าไปไม่กี่วัน

สรุป

หน้าที่หยุดทำลายข้อมูลเริ่มตั้งแต่วันที่คาดหมายได้ว่าจะมีข้อพิพาท ไม่ใช่วันที่ถูกฟ้อง และสิ่งที่ทำลายหลักฐานมากที่สุดคือระบบลบอัตโนมัติที่ไม่มีใครสั่ง ทางป้องกันไม่ใช่เทคโนโลยีราคาแพง แต่คือหนังสือสั่งหนึ่งฉบับที่ออกได้ภายในชั่วโมงแรก พร้อมการระงับรอบลบอัตโนมัติทันที โดยเฉพาะกล้องวงจรปิดซึ่งบันทึกทับตัวเองเร็วที่สุด และอย่าลืมยกเลิกคำสั่งเมื่อเรื่องยุติ เงื่อนไขและตัวเลขทั้งหมดควรตรวจกับแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และตัวบทจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนนำไปใช้

หากองค์กรของคุณเพิ่งได้รับหนังสือร้องเรียนและยังไม่ได้สั่งระงับการลบ ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประกาศ กคส. เรื่องหลักเกณฑ์การเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 ข้อ 12 — เก็บบันทึกคำขอไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ ไม่ใช่คำสั่งให้ทำลายเมื่อครบกำหนด
  • ประกาศ กคส. เรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง พ.ศ. 2565 ข้อ 8 — ปัจจัยกำหนดโทษ 13 ข้อ รวมถึงมาตรฐานองค์กรในขณะกระทำผิด และการเยียวยาเมื่อทราบเหตุ
  • ประกาศ กคส. เรื่องการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — เมื่อทราบว่ามีหรือน่าจะมีเหตุ ต้องตรวจข้อเท็จจริงและตรวจมาตรการ ซึ่งทำไม่ได้ถ้าหลักฐานถูกลบไปแล้ว
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 — หน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งครอบคลุมการควบคุมการลบและการเข้าถึง (ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนอ้างอิง)

คำถามที่พบบ่อย

ต้องสั่งหยุดทำลายตั้งแต่เมื่อไหร่

แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือเริ่มตั้งแต่วันที่องค์กรคาดหมายได้อย่างมีเหตุผลว่าจะมีข้อพิพาท ซึ่งมักเร็วกว่าวันถูกฟ้องมาก เช่น วันที่ได้รับหนังสือร้องเรียน วันที่ทนายอีกฝ่ายติดต่อมา หรือวันที่ตัดสินใจเลิกจ้างในกรณีที่มีแนวโน้มโต้แย้ง เพราะข้อมูลชุดที่สำคัญที่สุดมักมีรอบลบสั้นกว่าระยะเวลาที่คดีจะเริ่ม

กล้องวงจรปิดบันทึกทับไปแล้ว ทำอย่างไรได้บ้าง

สิ่งที่ทำได้คือบันทึกไว้ให้ชัดว่าระบบมีรอบบันทึกทับกี่วัน เหตุเกิดวันใด และองค์กรทราบเรื่องวันใด เพื่อแสดงลำดับเวลาตามความจริง จากนั้นรวบรวมหลักฐานทดแทนที่ยังเหลืออยู่ เช่น บันทึกการเข้าออก คำให้การของผู้เห็นเหตุการณ์ หรือบันทึกระบบอื่น และควรปรับรอบบันทึกทับสำหรับอนาคตทันที

สั่งห้ามลบทั้งบริษัทเลยได้ไหม เผื่อไว้ก่อน

ไม่แนะนำ เพราะคำสั่งที่กว้างเกินไปมักไม่มีใครทำตามได้จริง และเมื่อภายหลังพบว่ามีการลบเกิดขึ้นอยู่ดี องค์กรจะอยู่ในสถานะที่แย่กว่าเดิม คือมีคำสั่งแต่ไม่บังคับใช้ แนวทางที่ใช้ได้จริงคือระบุขอบเขตให้ชัดว่าเรื่องใด ช่วงเวลาใด บุคคลใด และข้อมูลประเภทใด แล้วบังคับใช้ให้ได้จริงในขอบเขตนั้น

ต้องแจ้งใครบ้างเมื่อออกคำสั่งหยุดทำลาย

อย่างน้อยควรครอบคลุมผู้ดูแลระบบที่ควบคุมรอบการลบ หัวหน้าฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และพนักงานที่ถือข้อมูลอยู่ในเครื่องของตัวเอง โดยควรเก็บหลักฐานว่าแจ้งใครเมื่อใดและใครรับทราบแล้ว เพราะหากภายหลังมีการลบเกิดขึ้น คำถามแรกคือคนนั้นได้รับแจ้งหรือไม่

เก็บข้อมูลไว้เพราะมีข้อพิพาท ขัดกับ PDPA หรือไม่

การเก็บไว้เพื่อใช้ในการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องหรือการต่อสู้คดีเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ แต่ต้องเก็บเท่าที่จำเป็นและมีขอบเขตเวลา ไม่ใช่เก็บไว้ตลอดไป จุดที่มักพลาดคือเมื่อเรื่องยุติแล้วไม่มีใครยกเลิกคำสั่ง ทำให้ข้อมูลค้างอยู่โดยไม่มีเหตุ ควรกำหนดรอบทบทวนไว้ตั้งแต่วันที่ออกคำสั่ง

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทีม HR ไล่เช็กลิสต์ PDPA สำหรับ HR ตามวงจรชีวิตพนักงานร่วมกันในสำนักงาน PDPA คุ้มครองข้อมูล

เช็กลิสต์ PDPA สำหรับ HR ครบทั้งวงจรพนักงาน ปี 2569 — ตั้งแต่รับสมัครจนพ้นสภาพ

เช็กลิสต์ PDPA สำหรับ HR แบ่งตาม 5 ช่วงของวงจรพนักงาน พร้อมระบุว่าแต่ละช่วงต้องมีเอกสารอะไรไว้ยันเมื่อถูกเรียกตรวจ

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
ผู้จัดการฝ่ายบุคคลชั่งใจว่าจะดำเนินการตามคำขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ ตาม PDPA PDPA คุ้มครองข้อมูล

ได้รับคำขอให้ลบข้อมูล ต้องลบทันทีไหม — 4 คำถามที่ตัดสินคำตอบ ฉบับทนาย

คำขอให้ลบข้อมูลไม่ใช่สวิตช์ที่กดแล้วจบ มี 4 คำถามที่ต้องตอบก่อน และการลบผิดจังหวะระหว่างมีข้อพิพาทเสียหายกว่าการไม่ลบมาก

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที
เจ้าหน้าที่ไอทีไล่ตรวจทุกระบบเพื่อยืนยันว่าลบข้อมูลส่วนบุคคลครบตามคำขอแล้ว PDPA คุ้มครองข้อมูล

ลบข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไรให้ลบจริง — 6 ที่ที่ข้อมูลรอดจากการกดลบ และหลักฐานที่ต้องเก็บ

ลบข้อมูลส่วนบุคคลแล้วยังอยู่ได้ใน 6 ที่ที่คนมักลืม พร้อมความต่างระหว่างลบจริงกับกดลบ และหลักฐานที่ต้องเก็บไว้ยัน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 7 นาที

ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE