081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

หักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหายได้ไหม เมื่อพนักงานทำทรัพย์สินบริษัทเสียหาย

หัวหน้าแผนกและฝ่ายบุคคลบันทึกความเสียหายของเครื่องจักรก่อนพิจารณาหักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหาย

สรุปประเด็นสำคัญ

หักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหายทำได้เมื่อความเสียหายเกิดจากลูกจ้างจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และลูกจ้างยินยอมให้หัก มาตรา 77 กำหนดให้ความยินยอมทำเป็นหนังสือ มีลายมือชื่อ และระบุข้อตกลงให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ หากไม่ครบเงื่อนไข นายจ้างอาจยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหาย แต่หักจากค่าจ้างเองไม่ได้

มาตรา 76 ยังจำกัดจำนวนหักตาม (2) ถึง (5) ไว้กรณีละไม่เกินร้อยละ 10 และรวมกันไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ถึงกำหนดจ่าย เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม การยินยอมให้หักเกินเพดานควรระบุจำนวนหรืออัตราและจำนวนงวดไว้โดยเฉพาะ ไม่ควรใช้หนังสือยินยอมทั่วไปที่เซ็นไว้ตั้งแต่เริ่มงาน

เมื่อพนักงานทำเครื่องจักรหรือทรัพย์สินบริษัทเสียหาย ฝ่ายบุคคลต้องแยกสิทธิเรียกค่าเสียหายออกจากการหักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหาย บริษัทอาจมีสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ให้นำยอดนั้นไปหักจากสลิปเงินเดือนทันที

เรียกค่าเสียหายกับหักค่าจ้างต่างกันอย่างไร

สิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นคำถามว่าลูกจ้างต้องรับผิดหรือไม่และเท่าใด นายจ้างต้องพิสูจน์การกระทำ หน้าที่ที่ฝ่าฝืน ความเสียหายจริง และความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับความเสียหาย หากตกลงกันไม่ได้ นายจ้างต้องใช้กระบวนการเรียกร้องหรือฟ้องคดีตามฐานสิทธิที่เกี่ยวข้อง

การหักค่าจ้างเป็นวิธีนำเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างมาชำระหนี้ มาตรา 76 วางหลักห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เข้าเหตุที่กฎหมายระบุไว้ การมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจึงไม่ได้แปลว่ามีสิทธิหักเงินโดยอัตโนมัติ

หักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหายต้องมีอะไรบ้าง

เงื่อนไขสิ่งที่ต้องพิสูจน์เอกสารที่ควรมี
ลูกจ้างจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงพฤติการณ์ต้องมากกว่าความผิดพลาดธรรมดาในการทำงาน ต้องดูว่าลูกจ้างรู้ขั้นตอนหรือความเสี่ยงแล้วเพิกเฉยอย่างไรบันทึกเหตุการณ์ ภาพหรือวิดีโอ รายงานสาเหตุ คู่มือปฏิบัติงาน และหลักฐานการอบรม
มีความเสียหายจริงและคำนวณได้ยอดเรียกต้องสัมพันธ์กับเหตุ ไม่ใช่ใช้ราคาซื้อเครื่องใหม่แทนทุกกรณีใบเสนอราคาซ่อม ใบเสร็จ รายงานประเมินมูลค่า ข้อมูลอายุและสภาพทรัพย์สิน รวมถึงข้อมูลประกันภัย
ลูกจ้างยินยอมให้หักต้องรู้เหตุ ยอดเงิน วิธีหัก และจำนวนงวดอย่างเพียงพอก่อนตัดสินใจหนังสือยินยอมที่ทำเป็นการเฉพาะและมีลายมือชื่อลูกจ้างตามมาตรา 77
จำนวนที่หักอยู่ในกรอบโดยหลัก การหักแต่ละกรณีตามมาตรา 76 (2) ถึง (5) ไม่เกินร้อยละ 10 และรวมไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ถึงกำหนดจ่าย เว้นแต่ลูกจ้างยินยอมตารางหักรายงวดและหนังสือยินยอมที่ระบุชัด หากตกลงให้หักเกินเพดานปกติ

มาตรา 76 ใช้คำว่า “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” สำหรับการหักค่าจ้าง ส่วนมาตรา 119 (3) ใช้ถ้อยคำว่า “ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง” สำหรับการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันแต่ถ้อยคำและผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน จึงต้องวิเคราะห์แยก หากบริษัทจะใช้เหตุเดียวกันพิจารณามาตรการทางวินัย ควรตรวจเกณฑ์ความผิดแบบไหนต้องเตือนก่อนและกรณีใดพิจารณาเลิกจ้างได้จากพยานของเหตุนั้นอีกชั้นหนึ่ง

ความประมาทธรรมดาเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่

ความประมาทที่ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงไม่เข้าเหตุหักค่าจ้างตามมาตรา 76 (4) แต่ไม่ได้ทำให้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ นายจ้างยังต้องพิสูจน์ว่าลูกจ้างมีหน้าที่อย่างไร ฝ่าฝืนหน้าที่หรือทำละเมิดอย่างไร และความเสียหายส่วนใดเกิดจากการกระทำนั้น

ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ยอดเรียกจึงไม่จำเป็นต้องเท่าราคาซื้อทรัพย์สินใหม่ ต้องตรวจค่าซ่อม มูลค่าคงเหลือ ค่าเสื่อม สาเหตุจากสภาพเครื่องจักร การควบคุมงานของนายจ้าง และเงินที่ได้รับจากประกันภัยด้วย

หนังสือยินยอมควรทำเมื่อใด

มาตรา 77 กำหนดรูปแบบไว้ว่า ความยินยอมหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการหักเงินต้องทำเป็นหนังสือ มีลายมือชื่อลูกจ้าง และชัดเจนเป็นการเฉพาะ ตัวบทไม่ได้กำหนดตรง ๆ ว่าต้องลงชื่อหลังเกิดเหตุ หนังสือที่เซ็นล่วงหน้าแบบครอบคลุมความเสียหายทุกกรณียังมีปัญหาเรื่องขอบเขตและความสมัครใจ เพราะขณะลงชื่อยังไม่ทราบเหตุหรือยอดเงิน

วิธีที่ลดข้อโต้แย้งคือเตรียมแบบฟอร์มไว้ แต่ลงรายละเอียดและลงลายมือชื่อหลังสอบข้อเท็จจริงและประเมินยอดแล้ว หนังสือควรระบุเหตุ ทรัพย์สิน ยอดที่ยอมรับ อัตราหักต่องวด วันเริ่มหัก จำนวนงวด และข้อความว่าลูกจ้างได้รับสำเนา

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

ข้อบังคับเขียนว่าหักได้จึงหักได้เลย ข้อบังคับสร้างข้อยกเว้นเพิ่มจากมาตรา 76 ไม่ได้ บริษัทต้องตรวจเงื่อนไขของเหตุแต่ละครั้งและขอความยินยอมตามมาตรา 77

ลูกจ้างยอมรับว่าทำเสียจึงไม่ต้องพิสูจน์ยอด การยอมรับเหตุไม่เท่ากับยอมรับจำนวนเงิน นายจ้างยังต้องแสดงที่มาของยอดและแยกความเสียหายที่เกี่ยวข้องโดยตรง

ความเสียหายร้ายแรงแปลว่าลูกจ้างประมาทร้ายแรง มูลค่าความเสียหายสูงไม่ชี้ระดับความประมาทเพียงลำพัง ต้องดูพฤติการณ์ ความรู้ของลูกจ้าง ระบบควบคุม และสภาพเครื่องจักรด้วย

หักไปก่อนแล้วค่อยให้เซ็นย้อนหลัง การหักเกิดขึ้นโดยยังไม่มีความยินยอมเป็นหนังสือ การลงชื่อภายหลังไม่ทำให้ขั้นตอนเดิมถูกต้องโดยอัตโนมัติ ควรหยุดหักและให้ฝ่ายกฎหมายประเมินวิธีแก้

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ผู้ทำทรัพย์สินเสียหายต้องชดใช้เต็มราคา และการหักเงินเดือนเป็นเพียงวิธีรับชำระหนี้

ในทางคดีต้องพิสูจน์สองชั้น ชั้นแรกคือความรับผิดและจำนวนความเสียหาย ชั้นที่สองคือสิทธิหักจากค่าตอบแทนที่กฎหมายคุ้มครอง หากข้ามชั้นใดชั้นหนึ่ง บริษัทอาจเป็นฝ่ายฝ่าฝืนกฎหมายแม้มีความเสียหายเกิดขึ้นจริง

จุดเสี่ยงจริงมักเกิดเมื่อฝ่ายบัญชีได้รับตัวเลขค่าซ่อมแล้วหักในรอบเงินเดือนถัดไป ทั้งที่การสอบสวนยังไม่เสร็จและลูกจ้างยังไม่ได้ลงชื่อยินยอม

ทางเลือกที่ควรทำคือกำหนดจุดหยุดในระบบเงินเดือน ห้ามบันทึกรายการหักจนกว่าแฟ้มจะมีรายงานสาเหตุ เอกสารคำนวณยอด และหนังสือยินยอมที่ลงชื่อแล้ว หากลูกจ้างไม่ยินยอม ให้แยกไปใช้กระบวนการเจรจาหรือเรียกร้องแทน

ลำดับที่ควรทำเมื่อเกิดความเสียหาย

  1. เก็บสภาพเหตุและหลักฐานทันที บันทึกวันเวลา ผู้เกี่ยวข้อง ภาพความเสียหาย และสถานะเครื่องจักร
  2. ให้ผู้มีความรู้ประเมินสาเหตุ แยกความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงานออกจากความชำรุด การบำรุงรักษา และคำสั่งของหัวหน้างาน
  3. เปิดโอกาสให้ลูกจ้างชี้แจง และเก็บคำชี้แจงไว้ในแฟ้มก่อนสรุประดับความประมาท หากต้องออกหนังสือเรียกชี้แจง ให้ตรวจแนวทางทำหนังสือสอบสวนพนักงานก่อนออกใบเตือนหรือหนังสือลงโทษเพื่อให้ข้อกล่าวหาและเอกสารที่ขอตรงกับเหตุ
  4. คำนวณความเสียหายที่พิสูจน์ได้ ใช้เอกสารค่าใช้จ่ายจริงและหักรายการที่บริษัทได้รับชดเชยแล้ว เพื่อไม่ให้เรียกซ้ำ
  5. แยกผลทางวินัยออกจากการเรียกเงิน การเตือน การเลิกจ้าง และการหักค่าจ้างมีเงื่อนไขต่างกัน
  6. จัดทำข้อตกลงเมื่อสมัครใจ ระบุยอด วิธีชำระ และเพดานการหักให้ชัด หากไม่ตกลง ห้ามหักเอง

แฟ้มเรียกค่าเสียหายต้องเชื่อมข้อกล่าวหากับพยานอย่างไร

แฟ้มที่มีเพียงภาพทรัพย์สินเสียหายกับใบเสนอราคาซ่อมยังไม่ตอบว่าใครต้องรับผิด เหตุเกิดจากอะไร และยอดใดเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของลูกจ้าง ผู้ตรวจแฟ้มควรตั้งข้อกล่าวหาเป็นประโยคที่พิสูจน์ได้ แล้วจับคู่กับพยานของประเด็นนั้น

ประเด็นที่บริษัทต้องตอบพยานที่มีน้ำหนักกับประเด็นช่องโหว่ที่ต้องปิด
ลูกจ้างมีหน้าที่ควบคุมหรือใช้ทรัพย์สินชิ้นนั้นอย่างไรคำบรรยายลักษณะงาน ใบมอบหมายงาน บันทึกส่งเวร สิทธิการเข้าใช้เครื่อง และพยานผู้ควบคุมงานมีหลายคนใช้ทรัพย์สินร่วมกัน แต่ไม่มีบันทึกว่าใครใช้ในช่วงเกิดเหตุ
ลูกจ้างรู้วิธีที่ถูกต้องและความเสี่ยงหรือไม่คู่มือฉบับที่ใช้ในวันเกิดเหตุ บันทึกอบรม แบบทดสอบหลังอบรม ป้ายเตือน และคำสั่งที่สื่อสารจริงมีคู่มืออยู่ในระบบ แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าลูกจ้างเคยได้รับหรือได้รับฉบับใด
การกระทำใดทำให้เกิดความเสียหายบันทึกเครื่องจักร ภาพจากกล้อง รายงานช่าง ร่องรอยทางกายภาพ ลำดับเหตุการณ์ และคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องรายงานใช้คำว่า “คาดว่า” โดยไม่ตัดสาเหตุจากความชำรุด การบำรุงรักษา หรือคำสั่งหัวหน้างาน
เหตุใดพฤติการณ์จึงถึงขั้นจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงข้อห้ามที่ชัด การเตือนก่อนหน้า ความเสี่ยงที่เห็นได้ การจงใจข้ามระบบป้องกัน และโอกาสหลีกเลี่ยงเหตุสรุประดับความผิดจากมูลค่าความเสียหาย โดยไม่ได้อธิบายพฤติการณ์ของลูกจ้าง
ความเสียหายสุทธิที่พิสูจน์ได้เป็นเท่าใดใบแจ้งหนี้ที่ชำระจริง รายการอะไหล่ สภาพเดิมของทรัพย์สิน เงินประกัน มูลค่าซาก และหลักฐานความเสียหายจากการหยุดงานนำราคาของใหม่ ค่าอัปเกรด หรือยอดที่ประกันจ่ายแล้วมารวมเป็นยอดเรียก
บริษัทมีอำนาจหักเงินงวดนี้หรือไม่หนังสือยินยอมรายเหตุ ตารางหัก วันที่ลงชื่อ หลักฐานส่งสำเนา และรายการหักอื่นในงวดเดียวกันมีคำรับสารภาพหรือข้อบังคับ แต่ไม่มีความยินยอมเรื่องยอดและวิธีหักตามมาตรา 77

หลักฐานชิ้นเดียวอาจตอบได้เพียงบางคำถาม ตัวอย่างเช่น ใบแจ้งหนี้ซ่อมช่วยยืนยันค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้พิสูจน์ระดับความประมาท ส่วนหนังสือยอมรับผิดอาจยืนยันเหตุการณ์ แต่ยังไม่ยืนยันว่าบริษัทคำนวณยอดถูกต้องหรือมีอำนาจหักค่าจ้าง

Red Team: หากลูกจ้างโต้แย้ง บริษัทจะตอบจากเอกสารใด

ก่อนแจ้งยอดเรียก ให้คนที่ไม่ได้เป็นผู้สอบสวนลองอ่านแฟ้มจากมุมของลูกจ้าง การทดสอบนี้ช่วยแยกข้อเท็จจริงที่มีพยานออกจากข้อสรุปของฝ่ายบริหาร

ข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นสิ่งที่บริษัทต้องย้อนตรวจผลต่อการตัดสินใจ
เครื่องจักรชำรุดอยู่ก่อนหรือขาดการบำรุงรักษาประวัติแจ้งซ่อม รอบบำรุงรักษา อาการผิดปกติก่อนเกิดเหตุ และความเห็นของช่างที่ตรวจสาเหตุอาจลดหรือเปลี่ยนข้อสรุปเรื่องสาเหตุและส่วนรับผิด
หัวหน้างานสั่งให้เร่งผลิตหรือข้ามขั้นตอนคำสั่งในแชต บันทึกการผลิต พยานร่วมกะ และการตั้งค่าระบบในเวลานั้นต้องตรวจการควบคุมงานและส่วนที่บริษัทมีส่วนก่อเหตุ
ไม่เคยได้รับการอบรมหรือคู่มือที่บริษัทอ้างรายชื่อเข้าอบรม เนื้อหาที่สอน วันที่ใช้คู่มือฉบับนั้น และความเข้าใจของลูกจ้างการอ้างว่าฝ่าฝืนขั้นตอนจะอ่อนลงหากพิสูจน์การสื่อสารไม่ได้
มีบุคคลอื่นใช้เครื่องต่อก่อนพบความเสียหายบันทึกส่งเวร ประวัติล็อกอิน กล้องวงจรปิด และเวลาที่พบอาการครั้งแรกห้ามผูกความเสียหายทั้งหมดกับคนสุดท้ายที่มีชื่อในตารางงานโดยไม่มีพยานเพิ่ม
ยอดเรียกสูงกว่าความเสียหายสุทธิส่วนลด อะไหล่ที่อัปเกรด มูลค่าซาก เงินจากประกัน และรายได้ที่ยังได้รับแม้เครื่องหยุดต้องตัดยอดซ้ำหรือยอดที่ไม่สัมพันธ์กับเหตุออกก่อนเจรจา
ลงชื่อเพราะถูกกดดันว่าจะไม่จ่ายเงินเดือนหรือไม่ให้ออกจากงานสถานที่และเวลาลงชื่อ ผู้ร่วมประชุม ระยะเวลาให้ตรวจเอกสาร การส่งสำเนา และถ้อยคำที่ใช้เจรจาความสมัครใจและความชัดเจนของหนังสือยินยอมอาจถูกโต้แย้ง

กรณีจำลอง: ค่าซ่อมในใบแจ้งหนี้ไม่ใช่ยอดที่หักได้ทันที

สมมติว่าเครื่องจักรเสียหายและบริษัทชำระใบแจ้งหนี้ 186,420 บาท รายการนั้นมีค่าอัปเกรดระบบควบคุม 34,500 บาทซึ่งไม่จำเป็นต่อการคืนสภาพเดิม และบริษัทได้รับเงินประกันสำหรับเหตุเดียวกัน 100,000 บาท ยอดค่าใช้จ่ายตรงที่เหลือหลังตัดสองรายการคือ 51,920 บาท การคำนวณนี้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะต้องตรวจสาเหตุ ส่วนผิด มูลค่าซาก และเงื่อนไขกรมธรรม์ต่อไป

รายการในตัวอย่างจำนวนวิธีพิจารณา
ใบแจ้งหนี้ที่ชำระแล้ว186,420 บาทใช้เป็นจุดเริ่ม แต่ตรวจรายละเอียดงานและอะไหล่ทุกบรรทัด
ค่าอัปเกรดเกินการคืนสภาพ34,500 บาทแยกออกจากค่าซ่อมความเสียหายเดิม เว้นแต่มีฐานพิสูจน์ว่าเกิดจากเหตุโดยตรง
เงินประกันสำหรับเหตุเดียวกัน100,000 บาทตรวจผู้มีสิทธิรับช่วงและตัดการเรียกซ้ำจากลูกจ้าง
ยอดคงเหลือเพื่อสอบต่อ51,920 บาทยังต้องตรวจส่วนผิด มูลค่าซาก และความเสียหายรายการอื่นจากหลักฐานจริง

หากบริษัทจะเรียกความเสียหายจากการหยุดผลิต ต้องมีหลักฐานแยก เช่น แผนผลิต คำสั่งซื้อ การใช้เครื่องสำรอง ค่าแรงเพิ่ม และรายได้ที่สูญเสียจริง การนำอัตรารายได้ต่อชั่วโมงคูณจำนวนชั่วโมงหยุดโดยไม่ตรวจว่าผลิตชดเชยภายหลังได้หรือไม่ ทำให้ยอดถูกโต้แย้งได้ง่าย

Playbook ตั้งแต่เกิดเหตุถึงรอบเงินเดือนถัดไป

  1. ช่วงเกิดเหตุ รักษาสภาพ จุดควบคุม และข้อมูลจากระบบก่อนรีสตาร์ตหรือซ่อม ถ่ายภาพโดยมีวันเวลาและผู้บันทึก
  2. ภายในวันเดียวกัน แจ้งฝ่ายเงินเดือนให้ระงับรายการหักอัตโนมัติ เปิดแฟ้มเหตุ และกำหนดผู้เก็บหลักฐานที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้ถูกตรวจ
  3. ระหว่างสอบข้อเท็จจริง สอบคำชี้แจงแยกคน ตรวจคู่มือกับสภาพการทำงานจริง และบันทึกสมมติฐานอื่นที่ยังตัดออกไม่ได้
  4. เมื่อได้รายงานสาเหตุ แยกยอดซ่อม ยอดปรับปรุงทรัพย์สิน เงินประกัน มูลค่าซาก และความเสียหายต่อเนื่องไว้คนละบรรทัด
  5. ก่อนเสนอข้อตกลง ให้ผู้ตรวจอีกคนทำ Red Team กับแฟ้ม ตรวจฐานเรียกร้อง ระดับความประมาท และยอดสุทธิ
  6. ก่อนปิดรอบเงินเดือน ตรวจหนังสือยินยอมตามมาตรา 77 อัตราหักรายกรณี รายการหักอื่น และยอดที่ลูกจ้างจะได้รับจริง หากเอกสารยังไม่ครบ ต้องไม่ส่งรายการหัก

จุดที่ต้องหยุดและส่งให้ฝ่ายกฎหมาย

  • รายงานสาเหตุยังใช้คำว่า “น่าจะ” หรือมีสาเหตุจากระบบที่ยังไม่ได้ตรวจ
  • ยอดเรียกรวมค่าเสียหายจากการหยุดผลิต แต่ไม่มีเอกสารคำนวณและข้อมูลว่าผลิตชดเชยได้หรือไม่
  • ลูกจ้างยอมรับเหตุ แต่ปฏิเสธระดับความประมาทหรือยอดเงิน
  • หนังสือยินยอมถูกลงชื่อพร้อมสัญญาจ้างหรือก่อนแจ้งยอดรายเหตุ
  • บริษัทหักเงินไปแล้ว หรือจะใช้เหตุเดียวกันเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย

กรณีแบบไหนที่ควรให้ทนายตรวจก่อน

  • ความเสียหายมีมูลค่าสูงหรือมีค่าเสียหายจากการหยุดผลิต
  • บริษัทกำลังจะหักเกินร้อยละ 10 ของเงินงวดนั้น
  • ลูกจ้างปฏิเสธว่าไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
  • บริษัทหักเงินไปแล้วโดยไม่มีหนังสือยินยอม
  • เหตุเดียวกันถูกใช้เป็นทั้งฐานเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและฐานเรียกค่าเสียหาย
  • มีบริษัทประกัน บุคคลภายนอก หรือผู้รับเหมาร่วมรับผิดในเหตุเดียวกัน

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรมช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมทนายคดีแรงงานของเราช่วยตรวจพยานหลักฐาน แยกมาตรการทางวินัยจากสิทธิเรียกเงิน ประเมินยอดที่พิสูจน์ได้ และร่างหนังสือยินยอมให้ตรงกับมาตรา 77

สรุป

ก่อนหักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหาย บริษัทต้องตรวจพฤติการณ์ของลูกจ้าง ความเสียหายที่พิสูจน์ได้ และความยินยอมเป็นหนังสือ ไม่ควรตั้งต้นจากยอดค่าซ่อมเพียงรายการเดียว การหักยังต้องตรวจเพดานตามมาตรา 76 เว้นแต่มีความยินยอมเฉพาะสำหรับจำนวนที่สูงกว่า อ่านตัวบทมาตรา 76 และ 77 ได้จากฉบับรวมการแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 7 ของกระทรวงแรงงาน

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรมช่วยตรวจเหตุ ประเมินยอด ร่างข้อตกลง และวางขั้นตอนก่อนส่งรายการหักให้ฝ่ายเงินเดือน โทร 081-327-8551 LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษา

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 (4) · อนุญาตให้หักเพื่อชดใช้ค่าเสียหายได้เมื่อความเสียหายเกิดจากลูกจ้างจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
  • มาตรา 76 วรรคท้ายและมาตรา 77 · กำหนดเพดานการหักกรณีละร้อยละ 10 รวมไม่เกินหนึ่งในห้า เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม และกำหนดให้ความยินยอมทำเป็นหนังสือ มีลายมือชื่อ และชัดเจนเป็นการเฉพาะ
  • มาตรา 119 (3) · ใช้ตรวจกรณีประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงสำหรับการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เป็นคนละประเด็นกับสิทธิหักค่าจ้างตามมาตรา 76
  • มาตรา 144 · การฝ่าฝืนมาตรา 76 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 438 · ใช้ตรวจฐานละเมิดและอำนาจศาลในการกำหนดวิธีและขอบเขตค่าสินไหมตามพฤติการณ์กับความร้ายแรงแห่งละเมิด
  • มาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ · กำหนดกรอบการเรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง จึงต้องตรวจประเภทงานและกฎหมายลำดับรองก่อนนำเงินประกันมาชำระความเสียหาย

คำถามที่พบบ่อย

พนักงานทำเครื่องจักรเสียหาย หักเงินเดือนได้เลยหรือไม่

หักไม่ได้ทันที นายจ้างต้องพิสูจน์ว่าลูกจ้างจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นหนังสือที่มีลายมือชื่อตามมาตรา 77 หากลูกจ้างไม่ยินยอม นายจ้างอาจใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายทางอื่น แต่ห้ามหักค่าจ้างเอง

หักได้สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน

มาตรา 76 กำหนดให้การหักแต่ละกรณีตาม (2) ถึง (5) ไม่เกินร้อยละ 10 และหักรวมกันไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ถึงกำหนดจ่าย เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม หากจะหักเกินเพดานปกติ ควรให้หนังสือยินยอมระบุอัตรา จำนวนเงิน และจำนวนงวดสำหรับเหตุครั้งนั้นโดยเฉพาะ

ความประมาทธรรมดาเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่

ความประมาทธรรมดาไม่พอสำหรับการหักค่าจ้างตามมาตรา 76 (4) แต่สิทธิเรียกร้องทางแพ่งต้องพิจารณาอีกชั้นจากหน้าที่ การกระทำ และความเสียหายที่พิสูจน์ได้ นายจ้างจึงไม่ควรใช้เกณฑ์การหักค่าจ้างไปสรุปว่าสิทธิเรียกร้องทั้งหมดมีหรือไม่มี

ให้ลูกจ้างเซ็นยินยอมล่วงหน้าตั้งแต่วันเริ่มงานได้หรือไม่

มาตรา 77 ต้องการความยินยอมหรือข้อตกลงที่ชัดเจนเป็นการเฉพาะ หนังสือครอบคลุมความเสียหายทุกกรณีที่เซ็นก่อนรู้เหตุและยอดเงินจึงมีความเสี่ยงถูกโต้แย้ง ควรใช้แบบฟอร์มรายเหตุหลังสอบข้อเท็จจริงและประเมินยอดแล้ว

บริษัทหักเงินไปแล้วโดยไม่มีหนังสือยินยอม ควรทำอย่างไร

ควรหยุดรายการหักรอบถัดไป เก็บเอกสารการหักทั้งหมด และให้ฝ่ายกฎหมายประเมินการคืนเงินกับวิธีเรียกร้องที่ถูกต้อง การให้ลูกจ้างเซ็นย้อนหลังไม่ทำให้การหักครั้งเดิมชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฝ่ายบุคคลตรวจปฏิทินและใบรับรองแพทย์ของพนักงานที่ลาป่วยบ่อยก่อนพิจารณามาตรการ กฎหมายแรงงาน

ลาป่วยบ่อยแต่มีใบรับรองแพทย์ HR ตรวจอะไรได้ก่อนลงโทษหรือเลิกจ้าง

ลาป่วยบ่อยแต่มีใบรับรองแพทย์ HR ควรแยกสิทธิลาป่วย ขั้นตอนการลา และหลักฐานให้ชัดก่อนลงโทษหรือเลิกจ้าง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 14 นาที
ผู้บริหารและฝ่ายบุคคลวางแผนกำหนดวันปิดประกาศก่อนย้ายสถานประกอบกิจการ กฎหมายแรงงาน

ย้ายสถานประกอบกิจการ ต้องแจ้งพนักงานเมื่อไรและเตรียมเอกสารอะไร

ย้ายสถานประกอบกิจการต้องปิดประกาศล่วงหน้าอย่างไร ตรวจเส้นตาย 30 วัน สิทธิพนักงาน และเอกสารที่ต้องเสร็จก่อนวันย้าย

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 6 นาที
หัวหน้าคลังสินค้าสั่งงานพนักงานบริษัทและลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในพื้นที่เดียวกัน กฎหมายแรงงาน

ใช้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงในคลังสินค้า เสี่ยงอะไรตามมาตรา 11/1

ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงอาจทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนายจ้างตามมาตรา 11/1 ตรวจเงื่อนไข 6 จุด เอกสาร และสิทธิที่ต้องเทียบก่อนเกิดข้อพิพาท

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที

ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE