ความผิดแบบไหนต้องเตือนก่อน และกรณีใดพิจารณาเลิกจ้างได้

สรุปประเด็นสำคัญ
การเลือกว่าตักเตือนหรือเลิกจ้างต้องเริ่มจากข้อเท็จจริง ข้อบังคับ และหลักฐาน มาตรา 119 กำหนดเหตุที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้เฉพาะ เช่น ทุจริต จงใจทำให้เสียหาย ประมาทจนเกิดความเสียหายร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
กรณีฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งตามมาตรา 119 (4) โดยหลักต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อน เว้นแต่กรณีร้ายแรง หนังสือเตือนมีผลไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด การสอบสวนและให้โอกาสชี้แจงช่วยให้เลือกมาตรการจากข้อเท็จจริงแทนความรู้สึก
เมื่อพนักงานทำผิด คำถามแรกของฝ่ายบุคคลคือจะตักเตือนหรือเลิกจ้าง และคำตอบที่ผิดพลาดบ่อยที่สุดคือการเลือกจากความรู้สึกว่าเรื่องนี้ร้ายแรงแค่ไหน ทั้งที่กฎหมายกำหนดกรอบไว้ค่อนข้างชัด บทความนี้เสนอวิธีจัดระดับความผิดที่ใช้ตัดสินใจได้จริงในโรงงาน
กรอบตามกฎหมายที่ใช้ตัดสินว่าจะตักเตือนหรือเลิกจ้าง
มาตรา 119 กำหนดเหตุที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้เป็นการเฉพาะ ได้แก่ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
ข้อที่ต้องอ่านให้ละเอียดที่สุดคือข้อฝ่าฝืนข้อบังคับ เพราะกฎหมายวางเงื่อนไขว่าโดยหลักต้องตักเตือนเป็นหนังสือก่อน เว้นแต่เป็นกรณีร้ายแรงซึ่งไม่ต้องตักเตือน และกำหนดว่าหนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด แปลว่าใบเตือนไม่ได้อยู่ในแฟ้มตลอดไป และการนับหนึ่งปีนับจากวันกระทำผิด ไม่ใช่วันที่ออกใบเตือน
ตารางจัดระดับความผิดสำหรับใช้ในโรงงาน
ตารางนี้ใช้คัดกรองเบื้องต้น การตัดสินใจจริงต้องตรวจข้อบังคับ ความเสียหาย เจตนา ประวัติ และคำชี้แจงของพนักงานเป็นรายกรณี
| ระดับ | ลักษณะความผิด | มาตรการที่มักเหมาะสม | เอกสารที่ต้องมี |
|---|---|---|---|
| 1 เบา | ผิดระเบียบที่ไม่กระทบงานหรือความปลอดภัย เช่น มาสายครั้งแรก แต่งกายไม่ถูกระเบียบ | ตักเตือนด้วยวาจาและบันทึกไว้ | บันทึกการตักเตือนพร้อมวันที่และผู้บันทึก |
| 2 ปานกลาง | ผิดซ้ำในเรื่องเดิม หรือผิดระเบียบที่กระทบงานของผู้อื่น เช่น ขาดงานโดยไม่แจ้ง ไม่ทำตามขั้นตอนการผลิต | ใบเตือนเป็นหนังสือ | ใบเตือนที่ระบุพฤติการณ์ วันที่ ข้อบังคับที่ฝ่าฝืน และผลหากทำซ้ำ |
| 3 หนัก | ผิดระเบียบด้านความปลอดภัยที่อาจก่ออันตราย หรือทำให้เกิดความเสียหายที่ประเมินค่าได้ | ใบเตือนพร้อมสอบสวน และพิจารณาโทษตามข้อบังคับ | บันทึกการสอบสวน ภาพหรือรายงานความเสียหาย และคำชี้แจงของพนักงาน |
| 4 ร้ายแรง | เข้าลักษณะตามมาตรา 119 เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้เสียหาย ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร | สอบสวนให้เสร็จก่อน แล้วจึงพิจารณาเลิกจ้าง | สำนวนสอบสวน คำชี้แจง พยานหลักฐาน และหนังสือเลิกจ้างที่ระบุข้อเท็จจริงตามมาตรา 119 วรรคท้าย |
ต้องเทียบตารางกับข้อบังคับของบริษัท เพราะมาตรา 108 กำหนดให้ข้อบังคับมีเรื่องวินัยและโทษทางวินัย หากข้อบังคับเขียนขั้นตอนหรือระดับโทษไว้ บริษัทควรปฏิบัติให้สอดคล้องและอธิบายเหตุเมื่อใช้มาตรการต่างจากแนวเดิม ดูข้อบังคับที่เขียนไว้แต่ใช้ลงโทษไม่ได้
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
ออกใบเตือนครบสามใบแล้วเลิกจ้างได้เลย
กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนใบเตือน สิ่งที่กำหนดคือเงื่อนไขตามมาตรา 119 (4) และผลของหนังสือเตือนหนึ่งปีนับแต่วันกระทำผิด บริษัทนับใบเตือนที่หมดผลไปแล้วมารวมด้วย
ความผิดร้ายแรงไม่ต้องสอบสวนก็ได้ เพราะเห็นชัดอยู่แล้ว
ยิ่งเป็นเหตุร้ายแรงยิ่งต้องมีสำนวน เพราะภาระการพิสูจน์อยู่ที่บริษัท มีเหตุจริงแต่พิสูจน์ไม่ได้ในชั้นศาล ดูสิ่งที่หนังสือสอบสวนพนักงานต้องมี
ขาดงานสามวันแล้วใช้มาตรา 119 ได้เสมอ
มาตรา 119 พูดถึงการละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทั้งสองเงื่อนไขต้องครบ ถ้าพนักงานป่วยหรือมีเหตุจำเป็นและแจ้งไว้ การเลิกจ้างโดยอ้างเหตุนี้จะมีความเสี่ยง
พักงานไว้ก่อนระหว่างสอบสวนได้เลย
มาตรา 116 ให้พักงานระหว่างสอบสวนได้เมื่อข้อบังคับหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจ ต้องออกคำสั่งเป็นหนังสือ ระบุความผิดและระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน พร้อมจ่ายเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ได้รับก่อนพักงาน
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การเลือกโทษเป็นเรื่องของความเหมาะสม ถ้าความผิดร้ายแรงก็เลิกจ้าง ถ้าไม่ร้ายแรงก็ตักเตือน และผู้บริหารที่มีประสบการณ์ย่อมตัดสินได้จากสามัญสำนึก
ในทางคดี คำถามไม่ใช่ว่าบริษัทรู้สึกว่าร้ายแรงแค่ไหน แต่คือบริษัทพิสูจน์ได้แค่ไหนว่าพฤติการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงและเข้าเหตุตามที่กฎหมายกำหนด และคำตอบขึ้นอยู่กับเอกสารที่ทำไว้ในวันเกิดเหตุ ไม่ใช่คำอธิบายที่ให้ในภายหลัง
จุดที่ควรตรวจ คือโทษต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักฐาน หากบริษัทเลิกจ้างโดยอ้างเหตุร้ายแรงแล้วพิสูจน์ไม่ได้ อาจเกิดทั้งหน้าที่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 และข้อโต้แย้งเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
แนวทางดำเนินการ ก่อนตัดสินใจ ให้ตอบคำถามเดียวว่า "ถ้าต้องอธิบายเรื่องนี้ด้วยเอกสารเท่านั้น โดยไม่มีใครมาเล่าปากเปล่า บริษัทอธิบายได้ครบไหม" ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่ายังไม่ถึงเวลาเลือกโทษหนัก แต่ถึงเวลาต้องเก็บหลักฐานให้ครบก่อน
ขั้นตอนตัดสินใจที่ใช้ได้จริง
- บันทึกเหตุการณ์ทันทีในวันที่เกิด ระบุวันเวลา สถานที่ พฤติการณ์ ผู้เห็นเหตุการณ์ และความเสียหายที่ประเมินได้
- เปิดข้อบังคับดูว่าพฤติการณ์นั้นตรงกับข้อใด และข้อนั้นกำหนดโทษไว้ระดับใด
- ตรวจแฟ้มว่ามีใบเตือนเรื่องเดียวกันที่ยังมีผลอยู่หรือไม่ โดยนับหนึ่งปีจากวันที่กระทำผิด
- ประเมินว่าเข้าเหตุตามมาตรา 119 หรือไม่ หากเข้าข่าย ให้ตั้งกระบวนการสอบสวนก่อนตัดสินใจ
- ให้พนักงานได้ชี้แจงและบันทึกคำชี้แจงไว้ แม้ในกรณีที่บริษัทมั่นใจในหลักฐาน
- เลือกมาตรการที่หลักฐานรองรับได้ หากจะอ้างมาตรา 119 ให้ออกเอกสารที่ระบุข้อเท็จจริงตามวรรคท้าย ดูวิธีเขียนหนังสือเลิกจ้างให้รัดกุม
กรณีแบบไหนที่ควรปรึกษาทนายก่อนตัดสินใจ
- จะเลิกจ้างโดยอ้างเหตุร้ายแรงเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย
- ความผิดเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหรืออาจเป็นความผิดอาญา ซึ่งกระทบทั้งคดีแรงงานและคดีอาญา
- ต้องการพักงานระหว่างสอบสวนแต่ไม่แน่ใจว่าข้อบังคับให้อำนาจไว้หรือไม่
- พนักงานเป็นกรรมการลูกจ้างหรือกรรมการสหภาพแรงงาน
- ความผิดเกิดขึ้นหลังจากพนักงานร้องเรียนหรือยื่นเรื่องกับหน่วยงานรัฐ
- มีพนักงานหลายคนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์เดียวกันแต่บริษัทจะลงโทษไม่เท่ากัน
- เหตุการณ์เกิดขึ้นนานแล้วและเพิ่งทราบ ซึ่งกระทบทั้งการนับระยะเวลาและความน่าเชื่อถือของเหตุ
จำแนกเหตุด้วย Conduct, Capability และ System
ก่อนเลือกระหว่างตักเตือนกับเลิกจ้าง ให้ตอบว่าเหตุเกิดจากการจงใจหรือฝ่าฝืน การขาดความสามารถ หรือระบบงาน หากเครื่องจักรเสีย คำสั่งขัดกัน หรือคนไม่พอ การลงโทษบุคคลอาจไม่แก้สาเหตุ หากพนักงานมีทักษะไม่พอแต่ยังไม่เคยได้รับการสอน งานนั้นควรเริ่มจากการพัฒนา ไม่ใช่ตีความเป็นการไม่เชื่อฟังทันที
| ประเภท | พยานหลัก | แนวทางเริ่มต้น |
|---|---|---|
| Conduct | กฎ คำสั่ง การรับทราบ เหตุการณ์ และคำชี้แจง | สอบข้อเท็จจริงและประเมินวินัย |
| Capability | JD มาตรฐาน การสอนงาน ทรัพยากร และชิ้นงาน | กำหนดแผนพัฒนาและช่วงทบทวน |
| System | ข้อมูลระบบ กำลังคน ขั้นตอน และเหตุซ้ำในทีม | แก้กระบวนการก่อนระบุความรับผิดรายบุคคล |
เหตุซ้ำต้องเป็นการทำผิดข้อเดียวกันตามสาระ
หากจะอาศัยหนังสือเตือนเดิมตามมาตรา 119 (4) ต้องตรวจว่าใบเตือนยังมีผลและเหตุใหม่เป็นการทำผิดซ้ำคำเตือนในสาระเดียวกัน ไม่ควรรวมเพียงเพราะทั้งสองเรื่องอยู่ใต้คำกว้างว่า “ไม่ปฏิบัติตามนโยบาย” ตัวอย่างเช่น มาสายกับทำรายงานผิดอาจเป็นคนละหน้าที่ แม้อยู่ในหมวดวินัยเดียวกัน
Repeat-Offense Matching Sheet
- ข้อกำหนดหรือคำสั่งในเหตุเดิมและเหตุใหม่
- พฤติกรรมที่ต้องแก้ตามใบเตือนเดิม
- วันออกและวันรับทราบใบเตือน
- ข้อเท็จจริงของเหตุใหม่และคำชี้แจง
- เหตุผลที่ถือว่าเหมือนหรือต่างกันในสาระ
ประเมินความได้สัดส่วนด้วยปัจจัยที่บันทึกได้
ความเสียหายสูงไม่ได้แปลว่าพนักงานมีเจตนาร้ายเสมอ และความเสียหายต่ำก็ไม่ได้ทำให้การปกปิดหรือฝ่าฝืนซ้ำหมดความสำคัญ ควรพิจารณาหน้าที่ เจตนา ความเสียหาย ความเสี่ยงที่เกือบเกิด การปกปิด ประวัติ คำชี้แจง การแก้ไข และกรณีเทียบเคียง แล้วบันทึกเหตุผลของผลตัดสิน
ตัวอย่าง พนักงานสองคนทำชิ้นงานเสียเท่ากัน คนแรกข้ามขั้นตอนทั้งที่ได้รับคำเตือนและปิดบังข้อมูล ส่วนอีกคนใช้คู่มือฉบับเก่าที่หัวหน้างานยังวางไว้หน้าเครื่อง เหตุภายนอกดูคล้ายกัน แต่ความรับผิดและการแก้ระบบต่างกัน การใช้โทษเดียวกันโดยไม่ตรวจบริบทอาจไม่เป็นธรรมทั้งต่อคนและต่อการควบคุมคุณภาพ
Decision Gate ก่อนเลือกเลิกจ้าง
- ข้อเท็จจริงสำคัญมีพยานต้นทางและผ่านการชี้แจงหรือยัง
- กฎหรือคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย ชัด และรับทราบหรือไม่
- ฐานมาตรา 119 ที่จะอ้างตรงกับข้อเท็จจริงครบหรือไม่
- มาตรการสอดคล้องกับกรณีคล้ายกัน หรืออธิบายความต่างได้หรือไม่
- เหตุที่จะใส่ในหนังสือเลิกจ้างตรงกับเหตุที่ผู้อนุมัติใช้ตัดสินใจหรือไม่
ใช้ Misconduct Decision Record แทนการตัดสินจากระดับความรู้สึก
Record ควรบอกประเภทเหตุ กฎ พยาน คำชี้แจง ความเสียหาย เจตนา เหตุบรรเทา ประวัติ และกรณีเทียบเคียง ผู้อนุมัติเลือกมาตรการจากข้อมูลเหล่านี้และเขียนเหตุผลสั้น ๆ การให้คะแนนรวมโดยไม่มีคำอธิบายอาจทำให้ความต่างของเหตุถูกกลบ
Red-Team ก่อนจัดเหตุเป็นกรณีร้ายแรง
| คำถาม | พยานที่ต้องตรวจ | เหตุให้หยุด |
|---|---|---|
| เกิดการกระทำตามที่กล่าวหาหรือไม่ | ข้อมูลต้นทางและพยานโดยตรง | มีเพียงคำบอกเล่าต่อกัน |
| ผู้กระทำมีเจตนาหรือความรู้เพียงใด | คำสั่ง การอบรม ข้อความ และพฤติการณ์ | สรุปเจตนาจากผลเสียอย่างเดียว |
| ความเสียหายร้ายแรงเกิดจากเหตุใด | รายงานเทคนิค การเงิน หรือความปลอดภัย | ไม่แยกผลจากระบบกับผลจากบุคคล |
| มีเหตุบรรเทาหรือไม่ | คำชี้แจง ทรัพยากร และคำสั่งที่ขัดกัน | ไม่ตรวจพยานที่ลูกจ้างเสนอ |
| บริษัทใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่ | Case Comparison Register | ผลต่างเพราะผู้อนุมัติคนละคน |
แฟ้มจำลอง: ปิดวาล์วผิดทำให้สายการผลิตหยุด
ผลเสียสูงทำให้ฝ่ายบริหารต้องการเลิกจ้างทันที การสอบพบว่าป้ายวาล์วหลุด คู่มือเป็นฉบับเก่า และพนักงานเพิ่งย้ายจุดโดยยังไม่ได้สอนงานครบ เหตุนี้ต้องแยกความผิดของบุคคลออกจากการควบคุมระบบ หากพนักงานแจ้งความไม่ชัดมาก่อนแต่บริษัทไม่แก้ ยิ่งต้องนำข้อมูลนั้นมาพิจารณา
อีกกรณีหนึ่ง ป้ายชัด พนักงานผ่านการอบรมและข้ามขั้นตอนล็อกโดยตั้งใจเพื่อทำงานเร็วขึ้น ทั้งยังปิดบัง Log เหตุชุดนี้มีน้ำหนักต่างกัน แม้ผลปลายทางเหมือนกัน การตัดสินควรอธิบายความต่างจากพยาน ไม่ใช้มูลค่าความเสียหายเป็นคำตอบเพียงข้อเดียว
Disciplinary Calibration Meeting
- นำเสนอข้อเท็จจริงโดยปิดชื่อเมื่อทำได้
- เทียบเหตุคล้ายกันในช่วงเวลาเดียวกัน
- บันทึกปัจจัยที่ทำให้มาตรการต่างกัน
- ตรวจความสัมพันธ์กับใบเตือนเดิมและกรอบหนึ่งปีตามกฎหมาย
- ให้ผู้มีส่วนได้เสียออกจากการอนุมัติ
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับวางตารางจัดระดับโทษให้สอดคล้องกับข้อบังคับของบริษัท และให้ความเห็นเป็นรายกรณีว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นควรตักเตือนหรือเลิกจ้าง โดยประเมินจากหลักฐานที่มีอยู่จริง พร้อมร่างเอกสารที่ต้องใช้ในแต่ละมาตรการให้ครบชุด
จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือสื่อสารตรงไปตรงมาเรื่องความเสี่ยง หากหลักฐานยังไม่พอสำหรับเหตุร้ายแรง เราจะบอกตรง ๆ พร้อมเสนอทางที่ต้นทุนต่ำกว่า แทนที่จะปล่อยให้บริษัทเดินหน้าด้วยเหตุที่พิสูจน์ไม่ได้
สรุป
ก่อนเลือกว่าตักเตือนหรือเลิกจ้าง ให้เทียบข้อเท็จจริงกับมาตรา 119 ตรวจข้อบังคับ และให้พนักงานชี้แจง เหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมีเฉพาะที่กฎหมายกำหนด ส่วนหนังสือเตือนตามมาตรา 119 (4) มีผลไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ตรวจตัวบทได้จากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับรวมการแก้ไขเพิ่มเติมของกระทรวงแรงงาน
หากบริษัทกำลังพิจารณาลงโทษพนักงานและยังไม่แน่ใจว่าควรใช้มาตรการใด ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108: ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต้องมีเรื่องวินัยและโทษทางวินัยตามเกณฑ์ของกฎหมาย
- มาตรา 118 และมาตรา 119: กำหนดค่าชดเชย เหตุไม่ต้องจ่าย และเงื่อนไขของหนังสือเตือนตามมาตรา 119 (4)
- มาตรา 119 วรรคท้าย : หากนายจ้างจะอ้างเหตุแห่งการไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุไว้ในหนังสือหรือแจ้งลูกจ้างในขณะเลิกจ้าง มิฉะนั้นจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้
- มาตรา 17 และมาตรา 17/1: กำหนดจังหวะบอกเลิกตามงวดจ่ายค่าจ้างและเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
- มาตรา 116: การพักงานระหว่างสอบสวนต้องมีฐานในข้อบังคับหรือข้อตกลง ออกคำสั่งเป็นหนังสือ ไม่เกิน 7 วัน และจ่ายเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงาน
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49: ศาลแรงงานอาจสั่งรับกลับเข้าทำงานหรือกำหนดค่าเสียหายเมื่อเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
คำถามที่พบบ่อย
ต้องออกใบเตือนกี่ใบถึงจะเลิกจ้างได้
กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนใบเตือนไว้ สิ่งที่มาตรา 119 กำหนดคือเงื่อนไขว่าการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยหลักต้องได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรงซึ่งไม่ต้องตักเตือน ตัวเลขสามใบเป็นแนวปฏิบัติที่หลายบริษัทกำหนดไว้ในข้อบังคับของตนเอง ไม่ใช่เกณฑ์ตามกฎหมาย และต้องระวังว่าหนังสือเตือนมีผลหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด
ใบเตือนเก่ายังใช้ได้อยู่ไหม
ต้องดูวันที่กระทำผิด เพราะกฎหมายกำหนดว่าหนังสือเตือนมีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด ไม่ใช่นับจากวันที่ออกใบเตือน หากบริษัทนำใบเตือนที่พ้นกำหนดแล้วมานับรวมเพื่อเลิกจ้าง จะเป็นจุดที่ถูกโต้แย้งได้ วิธีป้องกันคือบันทึกทั้งวันที่กระทำผิดและวันที่ออกใบเตือนไว้ในระบบ แล้วตั้งเตือนวันหมดผลไว้ล่วงหน้า
ขาดงานสามวันเลิกจ้างได้ทันทีไหม
ต้องครบสองเงื่อนไขพร้อมกัน คือเป็นการละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกัน และไม่มีเหตุอันสมควร หากพนักงานเจ็บป่วย ประสบเหตุจำเป็น หรือได้แจ้งเหตุไว้แล้ว การอ้างเหตุนี้จะมีความเสี่ยง สิ่งที่ควรทำก่อนคือติดต่อพนักงานตามช่องทางที่มีและบันทึกความพยายามติดต่อไว้ พร้อมออกหนังสือให้มาชี้แจง แล้วจึงพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ได้รับ
ความผิดร้ายแรงยังต้องสอบสวนไหม
ควรสอบสวนยิ่งกว่ากรณีทั่วไป เพราะเมื่อบริษัทเลิกจ้างโดยอ้างเหตุตามมาตรา 119 ภาระการพิสูจน์ว่าเหตุนั้นเกิดขึ้นจริงอยู่ที่บริษัท สำนวนสอบสวนที่มีคำชี้แจงของพนักงาน พยานหลักฐาน และบันทึกความเสียหาย จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เหตุนั้นใช้ได้จริง หากข้อบังคับให้อำนาจพักงานระหว่างสอบสวนไว้ ก็สามารถใช้ได้ตามเงื่อนไขในมาตรา 116
เลือกโทษหนักเกินไป มีผลอย่างไร
มีผลสองชั้น ชั้นแรกคือหากพิสูจน์เหตุตามมาตรา 119 ไม่ได้ บริษัทยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 ชั้นที่สองคืออาจเปิดประเด็นเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ซึ่งศาลอาจสั่งให้รับกลับเข้าทำงานหรือกำหนดค่าเสียหายให้แทน การเลือกมาตรการที่หลักฐานรองรับได้จึงมีต้นทุนต่ำกว่าการเลือกมาตรการที่รู้สึกว่าสาสม
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายแรงงาน
สัญญาประนีประนอมในศาลแรงงาน ต้องตรวจอะไรให้จบจริง
ตรวจขอบเขตเรื่องที่ยุติ อำนาจผู้ลงชื่อ ยอดและงวดชำระ พร้อมหน้าที่อื่นและผลผิดนัด แยกการถอนฟ้องจากคำพิพากษาตามยอมก่อนยืนยันฉบับสุดท้าย
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
กฎหมายแรงงาน
บันทึกส่งคืนทรัพย์สินบริษัท ต้องแยกจากเงินงวดสุดท้ายไหม
บันทึกรายการและสภาพของที่คืน พร้อมแยกงานรับอุปกรณ์จากการจ่ายเงินและความรับผิด ตรวจของขาด ผลตรวจช่างและหลักฐานก่อนสรุปว่าหักเงินได้
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
กฎหมายแรงงาน
หนังสือรับรองการทำงาน ต้องออกให้เมื่อไรและเขียนอะไร
แยกสิทธิเมื่อพ้นงานจากหนังสือรับรองสถานะปัจจุบัน ตรวจช่วงงาน หน้าที่และผู้ลงชื่อ พร้อมวิธีแก้ข้อมูลผิดโดยไม่ปนเงื่อนไขชำระหนี้หรือสละสิทธิ
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ