081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

เขียนหนังสือเลิกจ้างอย่างไรให้รัดกุม 7 องค์ประกอบที่ต้องมี

นายเอกราช ทิพย์แมม นายเอกราช ทิพย์แมมคดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน
เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด อ่าน 12 นาที กฎหมายแรงงาน
ที่ปรึกษากฎหมายชี้จุดที่ต้องแก้ในร่างหนังสือเลิกจ้างร่วมกับฝ่ายบุคคลก่อนออกเอกสาร

สรุปประเด็นสำคัญ

หากนายจ้างจะอ้างมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย มาตรา 119 วรรคท้ายกำหนดให้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุไว้ในหนังสือ หรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้าง เหตุที่ไม่ได้ระบุหรือแจ้งไว้จะยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้

จุดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเขียนเหตุกว้างเกินไป เช่น เขียนว่า "ไม่ผ่านการประเมิน" หรือ "ปรับโครงสร้างองค์กร" โดยไม่ระบุพฤติการณ์ วันที่ และเอกสารอ้างอิง หนังสือที่รัดกุมต้องมีครบ 7 องค์ประกอบ และต้องสอดคล้องกับเอกสารทุกฉบับที่บริษัทเคยออกมาก่อนหน้า เพราะความไม่ตรงกันเพียงจุดเดียวมักถูกใช้โต้แย้งทั้งฉบับ

เมื่อบริษัทตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกจ้าง สิ่งที่เหลือคือเอกสารฉบับเดียว และการเขียนหนังสือเลิกจ้างฉบับนี้เป็นจุดที่บริษัทเสียเปรียบบ่อยที่สุด ไม่ใช่เพราะไม่มีเหตุ แต่เพราะเขียนเหตุไว้ไม่ครบหรือเขียนกว้างจนใช้อ้างในชั้นศาลไม่ได้ บทความนี้อธิบายว่าเอกสารฉบับนี้ต้องมีอะไรบ้างและถ้อยคำแบบไหนที่ควรเลี่ยง

ทำไมถ้อยคำในหนังสือฉบับนี้จึงล็อกข้อต่อสู้ของบริษัท

มาตรา 119 วรรคท้ายใช้กับการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรานี้ หากหนังสือเขียนเพียงว่า "บริษัทขอเลิกจ้าง" และไม่มีการแจ้งเหตุในขณะเลิกจ้าง นายจ้างจะเพิ่มเหตุเพื่ออ้างมาตรา 119 ภายหลังไม่ได้

ในทางกลับกัน การเขียนเหตุไว้ไม่ได้แปลว่าบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะเหตุยกเว้นค่าชดเชยตามมาตรา 119 มีเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมโดยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว หรือละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผลงานไม่ดีหรือปรับโครงสร้างจึงไม่ใช่เหตุยกเว้นค่าชดเชย

เขียนหนังสือเลิกจ้างต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง 7 ข้อ

#องค์ประกอบเขียนอย่างไรจึงรัดกุม
1ผู้รับและตำแหน่งที่ถูกต้องระบุชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง สังกัด และรหัสพนักงานให้ตรงกับทะเบียนลูกจ้าง ชื่อผิดหรือตำแหน่งไม่ตรงเปิดช่องให้โต้แย้งความสมบูรณ์ของเอกสาร
2วันที่ออกหนังสือและวันที่มีผลแยกสองวันให้ชัด และตรวจว่าวันมีผลสอดคล้องกับการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 หากจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้ระบุไว้ในเอกสารด้วย
3เหตุผลการเลิกจ้างที่ระบุเฉพาะเจาะจง หากจะใช้มาตรา 119 ให้เขียนพฤติการณ์ วันที่ และผลกระทบตามหลักฐาน ไม่ควรเขียนเพียงชื่อประเภทความผิด
4เอกสารอ้างอิงที่รองรับเหตุนั้นอ้างเลขที่และวันที่ของใบเตือน บันทึกการสอบสวน หรือรายงานประเมิน การอ้างเอกสารทำให้เหตุผลมีน้ำหนักและตรวจสอบย้อนกลับได้
5สถานะการจ่ายเงินแต่ละรายการแยกให้ชัดว่ารายการใดจ่ายและรายการใดไม่จ่าย ทั้งค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้
6การส่งคืนทรัพย์สินและการส่งมอบงานระบุรายการ วิธีส่งคืน และกำหนดเวลา หากมีข้อผูกพันเรื่องความลับตามสัญญาจ้าง ให้อ้างข้อสัญญานั้นไว้ด้วย
7ช่องลงชื่อรับเอกสารและวิธีส่งสำรองมีช่องลงชื่อรับพร้อมวันที่ หากพนักงานไม่รับ ให้บันทึกเหตุการณ์พร้อมพยานและส่งซ้ำทางไปรษณีย์ตอบรับตามที่อยู่ในทะเบียนลูกจ้าง

ข้อ 3 เป็นข้อที่กำหนดผลของเอกสารทั้งฉบับ และเป็นข้อที่มักถูกเขียนสั้นที่สุดเพราะฝ่ายบุคคลเกรงว่าเขียนมากแล้วจะเสียเปรียบ ทั้งที่ความเสี่ยงจริงอยู่ตรงข้าม ก่อนเขียนควรตรวจแฟ้มหลักฐานให้ครบก่อน ดูสิ่งที่ต้องตรวจก่อนเซ็นหนังสือเลิกจ้าง

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เขียนสั้น ๆ ปลอดภัยกว่า จะได้ไม่มีอะไรให้จับผิด

มาตรา 119 วรรคท้ายทำให้เหตุที่ไม่ได้ระบุหรือแจ้งไว้ในขณะเลิกจ้าง ไม่อาจยกขึ้นอ้างภายหลังเพื่อใช้มาตรานี้ได้

เขียนว่าไม่ผ่านการประเมินก็พอแล้ว

ถ้อยคำนี้ไม่ได้บอกว่าพฤติการณ์ใดเกิดขึ้นเมื่อไร และไม่ได้อ้างเอกสารใด เมื่อถูกถามในชั้นศาล บริษัทต้องอธิบายเพิ่มทั้งหมด ซึ่งอาจถูกโต้แย้งว่าเป็นเหตุที่คิดขึ้นภายหลัง ดูเอกสารที่ต้องมีเมื่อเลิกจ้างเพราะผลงาน

ใส่เหตุให้เยอะไว้ก่อน เผื่อใช้ได้สักข้อ

เหตุที่ใส่มาโดยไม่มีหลักฐานรองรับจะกลายเป็นภาระให้บริษัทต้องพิสูจน์ เหตุที่อ่อนดึงความน่าเชื่อถือของเหตุที่แข็งลงไปด้วย หลักคือใส่เฉพาะเหตุที่มีเอกสารรองรับ แต่ใส่ให้ครบทุกข้อที่มี

เขียนว่าให้ลาออกโดยสมัครใจจะจบง่ายกว่า

หากข้อเท็จจริงคือบริษัทเป็นฝ่ายให้ออก การใช้ถ้อยคำว่าลาออกไม่เปลี่ยนสาระของเรื่อง และอาจถูกมองว่าบริษัทพยายามเลี่ยงหน้าที่ เสียความน่าเชื่อถือของเอกสารทั้งชุด หากต้องการยุติกันด้วยดี ควรใช้ข้อตกลงที่ออกแบบไว้เฉพาะ ดูสิ่งที่ข้อตกลงยุติสัญญาจ้างต้องมี

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า หนังสือเลิกจ้างเป็นเพียงเอกสารแจ้งผลการตัดสินใจ เมื่อฝ่ายบริหารตัดสินใจแล้ว หน้าที่ของฝ่ายบุคคลคือพิมพ์ให้สุภาพ เรียบร้อย และไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่

ในทางคดี หนังสือฉบับนี้คือคำให้การฉบับแรกของบริษัท เพราะเป็นเอกสารที่ออกในเวลาที่ยังไม่มีข้อพิพาท จึงมีน้ำหนักมากกว่าคำอธิบายที่ให้ภายหลัง และเมื่อคำอธิบายในชั้นศาลต่างไปจากที่เขียนไว้ในหนังสือ ความต่างนั้นเองที่กลายเป็นประเด็น

จุดที่ควรตรวจ ปัญหาที่พบบ่อยไม่ใช่การเขียนเหตุผิด แต่คือเหตุในหนังสือไม่ตรงกับเอกสารที่เคยออกไปก่อนหน้า เช่น ใบเตือนเขียนเรื่องมาสาย แต่หนังสือเลิกจ้างเขียนเรื่องผลงาน หรือรายงานประเมินระบุว่าผลงานอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แต่หนังสือเลิกจ้างระบุว่าผลงานต่ำกว่ามาตรฐานมาตลอด ความไม่ตรงกันนี้มักไม่ได้เกิดจากเจตนา แต่เกิดจากไม่มีใครเปิดแฟ้มเก่าก่อนพิมพ์

แนวทางดำเนินการ ก่อนออกหนังสือ ให้วางเอกสารทุกฉบับที่เคยออกให้พนักงานคนนี้เรียงตามวันที่ แล้วอ่านไล่จากฉบับแรกถึงร่างหนังสือเลิกจ้าง ถ้าเรื่องราวอ่านแล้วต่อเนื่องเป็นเส้นเดียวกัน เอกสารฉบับนี้ก็พร้อม ถ้าอ่านแล้วสะดุด แปลว่ายังไม่ควรออก

ถ้อยคำที่ควรเลี่ยงในหนังสือเลิกจ้าง

  • คำที่ประเมินตัวบุคคลแทนพฤติการณ์ เช่น ทัศนคติไม่ดี ไม่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร ไม่มีความรับผิดชอบ ใช้การบรรยายเหตุการณ์พร้อมวันที่แทน
  • ถ้อยคำที่อาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เช่น อ้างอายุ เพศ การตั้งครรภ์ สถานะสมรส ศาสนา หรือความเจ็บป่วย การเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์ต้องห้ามตามมาตรา 43
  • การอ้างเหตุที่ยังไม่ได้สอบสวน เพราะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่บริษัทยังพิสูจน์ไม่ได้ในวันที่ออกเอกสาร
  • ถ้อยคำที่บอกให้พนักงานสละสิทธิทั้งหมด ในหนังสือเลิกจ้างเอง เพราะเป็นการรวมเอกสารสองประเภทเข้าด้วยกัน ควรแยกเป็นข้อตกลงต่างหาก
  • การอ้างว่ายังไม่พ้นทดลองงานจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะการจ่ายค่าชดเชยขึ้นกับระยะเวลาทำงานตามมาตรา 118 ไม่ใช่ชื่อสถานะทดลองงาน
  • การเขียนคำขู่หรือถ้อยคำเชิงลบต่อตัวบุคคล เพราะอาจกระทบทั้งรูปคดีและชื่อเสียงของบริษัทหากเอกสารถูกเผยแพร่
  • การอ้างมาตราโดยไม่ตรวจตัวบท เช่น อ้างมาตราผิดข้อในมาตรา 119 ตัวบทตรวจได้ที่ฐานข้อมูลกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน

ลำดับการทำงานก่อนออกหนังสือ

  1. รวบรวมเอกสารทั้งหมดของพนักงานคนนั้นเรียงตามวันที่ ทั้งสัญญาจ้าง ใบเตือน บันทึกสอบสวน และรายงานประเมิน
  2. เลือกเหตุที่มีเอกสารรองรับจริง แล้วเขียนพฤติการณ์ วันที่ และผลกระทบของแต่ละเหตุ
  3. ตรวจว่าเหตุนั้นเข้ามาตรา 119 หรือไม่ เพื่อกำหนดสถานะการจ่ายค่าชดเชยให้ถูกตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ตัดสินตอนคำนวณเงิน
  4. คำนวณเงินทุกรายการและระบุในเอกสาร ทั้งค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้
  5. ให้ผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองบริษัทเป็นผู้ลงนาม และตรวจว่าตำแหน่งผู้ลงนามสอดคล้องกับอำนาจที่มีอยู่จริง
  6. วางแผนวิธีส่งและวิธีบันทึกหลักฐาน ทั้งกรณีรับเอกสารและกรณีปฏิเสธไม่รับ

กรณีแบบไหนที่ควรให้ทนายตรวจก่อนออกเอกสาร

  • จะเลิกจ้างโดยอ้างเหตุตามมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย
  • พนักงานเป็นกรรมการลูกจ้าง ซึ่งมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์กำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน
  • พนักงานอยู่ระหว่างตั้งครรภ์ ลาคลอด ลาป่วย หรือเพิ่งยื่นเรื่องร้องเรียน
  • เหตุที่จะเขียนไม่ตรงกับใบเตือนหรือรายงานประเมินที่เคยออกไป
  • เป็นการเลิกจ้างผู้บริหารหรือพนักงานที่มีสัญญาเฉพาะ
  • เลิกจ้างหลายคนพร้อมกัน ซึ่งอาจเข้ามาตรา 121
  • บริษัทเคยมีข้อพิพาทแรงงานหรือมีสหภาพแรงงานในสถานประกอบกิจการ

แยกเส้นทางการเลิกจ้างก่อนเริ่มร่างหนังสือ

หนังสือเลิกจ้างจะชัดได้เมื่อบริษัทตอบก่อนว่าเลิกจ้างด้วยเหตุใด เช่น ปรับโครงสร้าง ผลงานไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ความผิดทางวินัย เหตุร้ายแรง หรือยุติโดยไม่มีเหตุที่ต้องพิสูจน์เพื่อปฏิเสธค่าชดเชย แต่ละเส้นทางมีเงื่อนไข วันแจ้ง ยอดเงิน และพยานต่างกัน ไม่ควรเขียนเหตุหลายแบบเผื่อเลือก เพราะอาจทำให้คำอธิบายขัดกัน

เส้นทางคำถามก่อนร่างเอกสารสำคัญ
เหตุทางธุรกิจงานหายไปหรือโครงสร้างเปลี่ยนจริงอย่างไร และคัดเลือกบุคคลด้วยเกณฑ์ใดมติ ข้อมูลธุรกิจ ผังองค์กร และตารางคัดเลือก
ผลงานมีมาตรฐาน ข้อมูล และโอกาสปรับปรุงที่เป็นธรรมหรือไม่JD, KPI, บันทึกติดตาม และคำชี้แจง
วินัยทั่วไปมีกฎที่รับทราบ การฝ่าฝืน และหนังสือเตือนที่เกี่ยวข้องหรือไม่ข้อบังคับ หลักฐานรับทราบ ใบเตือน และเหตุซ้ำ
เหตุที่อ้างไม่จ่ายค่าชดเชยข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขมาตรา 119 จริงหรือไม่พยานต้นทาง รายงานสอบสวน และเหตุผลที่แจ้งในวันเลิกจ้าง

ใช้ 5W1H กับทุกข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุ

ข้อความว่า “กระทำผิดร้ายแรง” หรือ “ผลงานไม่ผ่าน” เป็นข้อสรุป ไม่ใช่ข้อเท็จจริง หนังสือควรระบุว่าใครทำอะไร เมื่อใด ที่ใด ด้วยวิธีใด และกระทบหน้าที่หรือกฎข้อใดเท่าที่จำเป็น หากอ้างเหตุหลายครั้ง ให้เรียงเป็นเหตุการณ์ ไม่รวมเป็นย่อหน้ายาวจนลูกจ้างไม่รู้ว่าต้องโต้แย้งจุดไหน

ตรวจเหตุผลแบบ Reverse Trace

  1. ขีดเส้นใต้ทุกข้อความที่กล่าวถึงการกระทำ วัน จำนวนเงิน หรือความเสียหาย
  2. ใส่เลขอ้างอิงพยานต้นทางให้แต่ละข้อความในฉบับทำงาน
  3. ตัดข้อความที่เป็นความเห็นดูหมิ่นหรือไม่มีผลต่อฐานการตัดสินใจ
  4. ตรวจว่าลูกจ้างเคยมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงที่มีสาระแล้ว
  5. ให้ผู้ที่ไม่ได้ทำคดีลองอ่านและบอกว่าเข้าใจเหตุ วันสิ้นสุด และยอดสิทธิอย่างไร

ทำ Termination Calculation Sheet แยกจากหนังสือ

ตารางคำนวณควรแยกค่าจ้างถึงวันสุดท้าย ค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินวันลาพักผ่อน และเงินตามสัญญาหรือนโยบาย ระบุฐานค่าจ้าง วันเริ่มงาน วันสิ้นสุด และผู้ตรวจทาน ไม่ควรนำยอดรวมที่ยังไม่กระทบกับ Payroll มาใส่หนังสือทันที

สำหรับการเลิกจ้างทั่วไปที่สัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลา ต้องวางวันแจ้งตามรอบจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 17 หรือประเมินการจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงวันที่การเลิกสัญญามีผลตามมาตรา 17/1 ส่วนเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้างต้องตรวจกรอบเวลาตามมาตรา 70 ด้วย

ส่งมอบอย่างไรให้พยานไม่เสีย

ผู้เข้าประชุมควรมีเท่าที่จำเป็น กำหนดผู้พูดคนเดียว และเตรียมบันทึกคำถามที่ยังตอบไม่ได้ อย่าโต้เถียงหรือเพิ่มเหตุปากเปล่าที่ไม่มีในเอกสาร หากลูกจ้างไม่ลงชื่อ ให้บันทึกการส่งมอบโดยพยานและส่งซ้ำด้วยช่องทางที่พิสูจน์ได้ ลายมือชื่อรับเอกสารไม่ควรถูกบังคับให้หมายถึงการยอมรับความผิด

เมื่ออาศัยเหตุในมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ระบุในหนังสือเลิกจ้างหรือไม่ได้แจ้งแก่ลูกจ้างในขณะเลิกจ้างจะยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ จึงต้องตรวจความครบก่อนวันส่งมอบ ไม่ใช่เติมเหตุเมื่อมีคำฟ้อง

สร้าง Termination Litigation Pack ก่อนออกหนังสือ

Pack ควรทำให้ผู้ตรวจที่ไม่เคยรู้เรื่องเข้าใจเหตุและหยิบพยานได้จากดัชนีเดียว แยกเอกสารที่มีอยู่ก่อนตัดสินใจออกจากเอกสารที่สร้างเพื่อดำเนินการเลิกจ้าง การแยกนี้ช่วยตอบว่าบริษัทตัดสินใจจากข้อมูลใดและข้อมูลเกิดเมื่อใด

ส่วนของ Packเนื้อหาคำถามตรวจ
Chronologyเหตุ การแจ้ง การชี้แจง และการอนุมัติวันที่ตรงกับข้อมูลต้นทางหรือไม่
Reason Fileฐานเหตุและพยานที่สนับสนุนกับหักล้างมีข้อเท็จจริงใดที่ยังเป็นข้อสันนิษฐาน
Decision Fileทางเลือก กรณีเทียบเคียง และผู้อนุมัติเหตุใดเลือกเลิกจ้างแทนมาตรการอื่น
Payment Fileฐานค่าจ้าง อายุงาน สูตร และวันจ่ายผู้จัดทำกับผู้ตรวจใช้ข้อมูลชุดเดียวกันหรือไม่
Delivery Fileหนังสือฉบับสุดท้าย พยาน และหลักฐานส่งลูกจ้างได้รับฉบับใดเมื่อใด

Red-Team หนังสือเลิกจ้างทีละประโยค

  • ประโยคนี้เป็นข้อเท็จจริงหรือความเห็น
  • พยานชิ้นใดรองรับและเกิดก่อนตัดสินใจหรือไม่
  • ลูกจ้างเคยได้รับโอกาสตอบข้อเท็จจริงนี้หรือไม่
  • ข้อความตรงกับใบเตือน รายงานประเมิน และผลสอบสวนหรือไม่
  • มีคำที่ขยายเจตนาหรือความเสียหายเกินหลักฐานหรือไม่
  • หากตัดประโยคนี้ออก ฐานกฎหมายหรือยอดเงินเปลี่ยนหรือไม่

แฟ้มจำลอง: หนังสือเขียนเหตุผลงาน แต่ผู้บริหารตัดสินใจเพราะปรับโครงสร้าง

เอกสารภายในแสดงว่าบริษัทต้องลดตำแหน่ง แต่หนังสือระบุว่าพนักงานทำงานไม่มีประสิทธิภาพเพราะผู้บริหารไม่ต้องการให้ทีมกังวล เหตุสองแบบใช้พยานและคำอธิบายต่างกัน ความไม่ตรงกันทำลายความน่าเชื่อถือ บริษัทควรใช้เหตุจริง วางเกณฑ์คัดเลือกและเงินตามเส้นทางนั้น แล้วสื่อสารอย่างระมัดระวังโดยไม่สร้างเหตุใหม่

Termination Day Simulation

  1. จำลองลำดับเข้าห้อง ผู้พูด และเอกสารที่วางบนโต๊ะ
  2. เตรียมคำตอบเรื่องเหตุ วันสุดท้าย เงิน และทรัพย์สิน
  3. กำหนดคำถามที่ต้องนำกลับไปตรวจแทนการตอบทันที
  4. ทดสอบกรณีลูกจ้างไม่ลงชื่อ ไม่รับสำเนา หรือขอคำชี้แจง
  5. กระทบเวลาแจ้งกับการปิดระบบและการจ่าย
  6. บันทึกผลจำลองและแก้เอกสารก่อนวันจริง

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับตรวจและร่างหนังสือเลิกจ้างโดยเริ่มจากการอ่านแฟ้มเอกสารทั้งชุดก่อน ไม่ใช่แก้เฉพาะถ้อยคำในร่าง เพราะการเขียนหนังสือเลิกจ้างที่รัดกุมต้องตั้งอยู่บนเอกสารที่บริษัทมีอยู่จริง พร้อมประเมินให้ล่วงหน้าว่าเหตุแต่ละข้อมีน้ำหนักแค่ไหน และรายการเงินใดควรจ่ายเพื่อลดความเสี่ยง

จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือประเมินความคุ้มค่าให้ก่อนตัดสินใจ เพราะบางกรณีการปรับวิธียุติสัญญาให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น มีต้นทุนต่ำกว่าการยืนยันเหตุที่หลักฐานยังไม่พร้อม

สรุป

ก่อนเขียนหนังสือเลิกจ้าง ให้กำหนดฐานกฎหมาย ตรวจเหตุจากหลักฐาน และคำนวณเงินแยกแต่ละรายการ หากจะใช้มาตรา 119 ต้องระบุข้อเท็จจริงให้ครบตามวรรคท้าย ตรวจตัวบทได้จากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับรวมการแก้ไขเพิ่มเติมของกระทรวงแรงงาน

หากบริษัทกำลังจะออกหนังสือเลิกจ้าง ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 และมาตรา 17/1: กำหนดการบอกเลิกตามงวดจ่ายค่าจ้างและเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
  • มาตรา 118 และมาตรา 119: กำหนดค่าชดเชย เหตุไม่ต้องจ่าย และข้อจำกัดการยกเหตุที่ไม่ได้ระบุหรือแจ้งในขณะเลิกจ้างขึ้นอ้างภายหลัง
  • มาตรา 67 และมาตรา 70: ใช้ตรวจค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนและกำหนดจ่ายค่าจ้างภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้าง
  • มาตรา 120: กำหนดสิทธิและขั้นตอนเมื่อย้ายสถานประกอบกิจการ
  • มาตรา 121 และมาตรา 122: กำหนดการแจ้งและค่าชดเชยพิเศษเมื่อเลิกจ้างเพราะนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้จนต้องลดจำนวนลูกจ้าง
  • พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 52: ใช้ตรวจความเป็นธรรมของการเลิกจ้างและข้อจำกัดกรณีกรรมการลูกจ้าง

คำถามที่พบบ่อย

หนังสือเลิกจ้างจำเป็นต้องเขียนเหตุผลไหม

หากนายจ้างจะอ้างมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุไว้ในหนังสือหรือแจ้งในขณะเลิกจ้างตามวรรคท้าย เหตุที่เขียนต้องตรงกับหลักฐาน ส่วนการเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยยังควรระบุข้อความให้ชัดตามข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์ของหนังสือ

เขียนว่าไม่ผ่านการประเมิน เพียงพอไหม

โดยทั่วไปยังไม่เพียงพอ เพราะถ้อยคำลักษณะนี้ไม่ได้ระบุว่าพฤติการณ์ใดเกิดขึ้นเมื่อไร ผลกระทบเป็นอย่างไร และอ้างอิงเอกสารฉบับใด สิ่งที่ควรเขียนคือบรรยายเหตุการณ์พร้อมวันที่ ระบุเป้าหมายที่ตกลงกันไว้กับผลที่เกิดขึ้นจริง และอ้างเลขที่กับวันที่ของรายงานประเมินหรือบันทึกที่เกี่ยวข้อง

พนักงานไม่ยอมเซ็นรับหนังสือ ทำอย่างไร

การไม่เซ็นรับไม่ได้ทำให้การบอกเลิกสัญญาเสียไปโดยอัตโนมัติ แต่บริษัทควรมีหลักฐานว่าได้ส่งแล้ว วิธีที่ใช้กันคือบันทึกเหตุการณ์ในวันนั้นพร้อมชื่อพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ แล้วส่งซ้ำทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในทะเบียนลูกจ้าง พร้อมเก็บใบตอบรับไว้ในแฟ้ม เพื่อให้พิสูจน์วันที่ส่งได้ในภายหลัง

เขียนเหตุไว้แล้ว แปลว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใช่ไหม

ไม่ใช่ การเขียนเหตุกับการได้รับยกเว้นค่าชดเชยเป็นคนละเรื่องกัน เหตุที่ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมีเฉพาะที่กำหนดไว้ในมาตรา 119 เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย หรือละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ส่วนเหตุอย่างผลงานไม่ดีหรือการปรับโครงสร้างองค์กร ยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118

ใส่เหตุหลายข้อในหนังสือเดียวได้ไหม

ระบุได้เฉพาะเหตุที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานรองรับ หากจะอ้างมาตรา 119 ควรระบุข้อเท็จจริงของทุกเหตุที่บริษัทจะใช้ตามวรรคท้าย ไม่ควรใส่เหตุที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเพื่อเผื่อไว้

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฝ่ายบุคคลตรวจปฏิทินและใบรับรองแพทย์ของพนักงานที่ลาป่วยบ่อยก่อนพิจารณามาตรการ กฎหมายแรงงาน

ลาป่วยบ่อยแต่มีใบรับรองแพทย์ HR ตรวจอะไรได้ก่อนลงโทษหรือเลิกจ้าง

ลาป่วยบ่อยแต่มีใบรับรองแพทย์ HR ควรแยกสิทธิลาป่วย ขั้นตอนการลา และหลักฐานให้ชัดก่อนลงโทษหรือเลิกจ้าง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 14 นาที
หัวหน้าแผนกและฝ่ายบุคคลบันทึกความเสียหายของเครื่องจักรก่อนพิจารณาหักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหาย กฎหมายแรงงาน

หักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหายได้ไหม เมื่อพนักงานทำทรัพย์สินบริษัทเสียหาย

หักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหายต้องแยกจากสิทธิเรียกร้อง ตรวจความจงใจหรือประมาทร้ายแรง หนังสือยินยอม และเพดานการหักก่อนดำเนินการ

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 12 นาที
ผู้บริหารและฝ่ายบุคคลวางแผนกำหนดวันปิดประกาศก่อนย้ายสถานประกอบกิจการ กฎหมายแรงงาน

ย้ายสถานประกอบกิจการ ต้องแจ้งพนักงานเมื่อไรและเตรียมเอกสารอะไร

ย้ายสถานประกอบกิจการต้องปิดประกาศล่วงหน้าอย่างไร ตรวจเส้นตาย 30 วัน สิทธิพนักงาน และเอกสารที่ต้องเสร็จก่อนวันย้าย

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 6 นาที

ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE