เขียนหนังสือเลิกจ้างอย่างไรให้รัดกุม 7 องค์ประกอบที่ต้องมี

สรุปประเด็นสำคัญ
หากนายจ้างจะอ้างมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย มาตรา 119 วรรคท้ายกำหนดให้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุไว้ในหนังสือ หรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้าง เหตุที่ไม่ได้ระบุหรือแจ้งไว้จะยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้
จุดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเขียนเหตุกว้างเกินไป เช่น เขียนว่า "ไม่ผ่านการประเมิน" หรือ "ปรับโครงสร้างองค์กร" โดยไม่ระบุพฤติการณ์ วันที่ และเอกสารอ้างอิง หนังสือที่รัดกุมต้องมีครบ 7 องค์ประกอบ และต้องสอดคล้องกับเอกสารทุกฉบับที่บริษัทเคยออกมาก่อนหน้า เพราะความไม่ตรงกันเพียงจุดเดียวมักถูกใช้โต้แย้งทั้งฉบับ
เมื่อบริษัทตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกจ้าง สิ่งที่เหลือคือเอกสารฉบับเดียว และการเขียนหนังสือเลิกจ้างฉบับนี้เป็นจุดที่บริษัทเสียเปรียบบ่อยที่สุด ไม่ใช่เพราะไม่มีเหตุ แต่เพราะเขียนเหตุไว้ไม่ครบหรือเขียนกว้างจนใช้อ้างในชั้นศาลไม่ได้ บทความนี้อธิบายว่าเอกสารฉบับนี้ต้องมีอะไรบ้างและถ้อยคำแบบไหนที่ควรเลี่ยง
ทำไมถ้อยคำในหนังสือฉบับนี้จึงล็อกข้อต่อสู้ของบริษัท
มาตรา 119 วรรคท้ายใช้กับการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรานี้ หากหนังสือเขียนเพียงว่า "บริษัทขอเลิกจ้าง" และไม่มีการแจ้งเหตุในขณะเลิกจ้าง นายจ้างจะเพิ่มเหตุเพื่ออ้างมาตรา 119 ภายหลังไม่ได้
ในทางกลับกัน การเขียนเหตุไว้ไม่ได้แปลว่าบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะเหตุยกเว้นค่าชดเชยตามมาตรา 119 มีเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมโดยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว หรือละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผลงานไม่ดีหรือปรับโครงสร้างจึงไม่ใช่เหตุยกเว้นค่าชดเชย
เขียนหนังสือเลิกจ้างต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง 7 ข้อ
| # | องค์ประกอบ | เขียนอย่างไรจึงรัดกุม |
|---|---|---|
| 1 | ผู้รับและตำแหน่งที่ถูกต้อง | ระบุชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง สังกัด และรหัสพนักงานให้ตรงกับทะเบียนลูกจ้าง ชื่อผิดหรือตำแหน่งไม่ตรงเปิดช่องให้โต้แย้งความสมบูรณ์ของเอกสาร |
| 2 | วันที่ออกหนังสือและวันที่มีผล | แยกสองวันให้ชัด และตรวจว่าวันมีผลสอดคล้องกับการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 หากจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้ระบุไว้ในเอกสารด้วย |
| 3 | เหตุผลการเลิกจ้างที่ระบุเฉพาะเจาะจง | หากจะใช้มาตรา 119 ให้เขียนพฤติการณ์ วันที่ และผลกระทบตามหลักฐาน ไม่ควรเขียนเพียงชื่อประเภทความผิด |
| 4 | เอกสารอ้างอิงที่รองรับเหตุนั้น | อ้างเลขที่และวันที่ของใบเตือน บันทึกการสอบสวน หรือรายงานประเมิน การอ้างเอกสารทำให้เหตุผลมีน้ำหนักและตรวจสอบย้อนกลับได้ |
| 5 | สถานะการจ่ายเงินแต่ละรายการ | แยกให้ชัดว่ารายการใดจ่ายและรายการใดไม่จ่าย ทั้งค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ |
| 6 | การส่งคืนทรัพย์สินและการส่งมอบงาน | ระบุรายการ วิธีส่งคืน และกำหนดเวลา หากมีข้อผูกพันเรื่องความลับตามสัญญาจ้าง ให้อ้างข้อสัญญานั้นไว้ด้วย |
| 7 | ช่องลงชื่อรับเอกสารและวิธีส่งสำรอง | มีช่องลงชื่อรับพร้อมวันที่ หากพนักงานไม่รับ ให้บันทึกเหตุการณ์พร้อมพยานและส่งซ้ำทางไปรษณีย์ตอบรับตามที่อยู่ในทะเบียนลูกจ้าง |
ข้อ 3 เป็นข้อที่กำหนดผลของเอกสารทั้งฉบับ และเป็นข้อที่มักถูกเขียนสั้นที่สุดเพราะฝ่ายบุคคลเกรงว่าเขียนมากแล้วจะเสียเปรียบ ทั้งที่ความเสี่ยงจริงอยู่ตรงข้าม ก่อนเขียนควรตรวจแฟ้มหลักฐานให้ครบก่อน ดูสิ่งที่ต้องตรวจก่อนเซ็นหนังสือเลิกจ้าง
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
เขียนสั้น ๆ ปลอดภัยกว่า จะได้ไม่มีอะไรให้จับผิด
มาตรา 119 วรรคท้ายทำให้เหตุที่ไม่ได้ระบุหรือแจ้งไว้ในขณะเลิกจ้าง ไม่อาจยกขึ้นอ้างภายหลังเพื่อใช้มาตรานี้ได้
เขียนว่าไม่ผ่านการประเมินก็พอแล้ว
ถ้อยคำนี้ไม่ได้บอกว่าพฤติการณ์ใดเกิดขึ้นเมื่อไร และไม่ได้อ้างเอกสารใด เมื่อถูกถามในชั้นศาล บริษัทต้องอธิบายเพิ่มทั้งหมด ซึ่งอาจถูกโต้แย้งว่าเป็นเหตุที่คิดขึ้นภายหลัง ดูเอกสารที่ต้องมีเมื่อเลิกจ้างเพราะผลงาน
ใส่เหตุให้เยอะไว้ก่อน เผื่อใช้ได้สักข้อ
เหตุที่ใส่มาโดยไม่มีหลักฐานรองรับจะกลายเป็นภาระให้บริษัทต้องพิสูจน์ เหตุที่อ่อนดึงความน่าเชื่อถือของเหตุที่แข็งลงไปด้วย หลักคือใส่เฉพาะเหตุที่มีเอกสารรองรับ แต่ใส่ให้ครบทุกข้อที่มี
เขียนว่าให้ลาออกโดยสมัครใจจะจบง่ายกว่า
หากข้อเท็จจริงคือบริษัทเป็นฝ่ายให้ออก การใช้ถ้อยคำว่าลาออกไม่เปลี่ยนสาระของเรื่อง และอาจถูกมองว่าบริษัทพยายามเลี่ยงหน้าที่ เสียความน่าเชื่อถือของเอกสารทั้งชุด หากต้องการยุติกันด้วยดี ควรใช้ข้อตกลงที่ออกแบบไว้เฉพาะ ดูสิ่งที่ข้อตกลงยุติสัญญาจ้างต้องมี
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า หนังสือเลิกจ้างเป็นเพียงเอกสารแจ้งผลการตัดสินใจ เมื่อฝ่ายบริหารตัดสินใจแล้ว หน้าที่ของฝ่ายบุคคลคือพิมพ์ให้สุภาพ เรียบร้อย และไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่
ในทางคดี หนังสือฉบับนี้คือคำให้การฉบับแรกของบริษัท เพราะเป็นเอกสารที่ออกในเวลาที่ยังไม่มีข้อพิพาท จึงมีน้ำหนักมากกว่าคำอธิบายที่ให้ภายหลัง และเมื่อคำอธิบายในชั้นศาลต่างไปจากที่เขียนไว้ในหนังสือ ความต่างนั้นเองที่กลายเป็นประเด็น
จุดที่ควรตรวจ ปัญหาที่พบบ่อยไม่ใช่การเขียนเหตุผิด แต่คือเหตุในหนังสือไม่ตรงกับเอกสารที่เคยออกไปก่อนหน้า เช่น ใบเตือนเขียนเรื่องมาสาย แต่หนังสือเลิกจ้างเขียนเรื่องผลงาน หรือรายงานประเมินระบุว่าผลงานอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แต่หนังสือเลิกจ้างระบุว่าผลงานต่ำกว่ามาตรฐานมาตลอด ความไม่ตรงกันนี้มักไม่ได้เกิดจากเจตนา แต่เกิดจากไม่มีใครเปิดแฟ้มเก่าก่อนพิมพ์
แนวทางดำเนินการ ก่อนออกหนังสือ ให้วางเอกสารทุกฉบับที่เคยออกให้พนักงานคนนี้เรียงตามวันที่ แล้วอ่านไล่จากฉบับแรกถึงร่างหนังสือเลิกจ้าง ถ้าเรื่องราวอ่านแล้วต่อเนื่องเป็นเส้นเดียวกัน เอกสารฉบับนี้ก็พร้อม ถ้าอ่านแล้วสะดุด แปลว่ายังไม่ควรออก
ถ้อยคำที่ควรเลี่ยงในหนังสือเลิกจ้าง
- คำที่ประเมินตัวบุคคลแทนพฤติการณ์ เช่น ทัศนคติไม่ดี ไม่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร ไม่มีความรับผิดชอบ ใช้การบรรยายเหตุการณ์พร้อมวันที่แทน
- ถ้อยคำที่อาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เช่น อ้างอายุ เพศ การตั้งครรภ์ สถานะสมรส ศาสนา หรือความเจ็บป่วย การเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์ต้องห้ามตามมาตรา 43
- การอ้างเหตุที่ยังไม่ได้สอบสวน เพราะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่บริษัทยังพิสูจน์ไม่ได้ในวันที่ออกเอกสาร
- ถ้อยคำที่บอกให้พนักงานสละสิทธิทั้งหมด ในหนังสือเลิกจ้างเอง เพราะเป็นการรวมเอกสารสองประเภทเข้าด้วยกัน ควรแยกเป็นข้อตกลงต่างหาก
- การอ้างว่ายังไม่พ้นทดลองงานจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะการจ่ายค่าชดเชยขึ้นกับระยะเวลาทำงานตามมาตรา 118 ไม่ใช่ชื่อสถานะทดลองงาน
- การเขียนคำขู่หรือถ้อยคำเชิงลบต่อตัวบุคคล เพราะอาจกระทบทั้งรูปคดีและชื่อเสียงของบริษัทหากเอกสารถูกเผยแพร่
- การอ้างมาตราโดยไม่ตรวจตัวบท เช่น อ้างมาตราผิดข้อในมาตรา 119 ตัวบทตรวจได้ที่ฐานข้อมูลกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน
ลำดับการทำงานก่อนออกหนังสือ
- รวบรวมเอกสารทั้งหมดของพนักงานคนนั้นเรียงตามวันที่ ทั้งสัญญาจ้าง ใบเตือน บันทึกสอบสวน และรายงานประเมิน
- เลือกเหตุที่มีเอกสารรองรับจริง แล้วเขียนพฤติการณ์ วันที่ และผลกระทบของแต่ละเหตุ
- ตรวจว่าเหตุนั้นเข้ามาตรา 119 หรือไม่ เพื่อกำหนดสถานะการจ่ายค่าชดเชยให้ถูกตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ตัดสินตอนคำนวณเงิน
- คำนวณเงินทุกรายการและระบุในเอกสาร ทั้งค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้
- ให้ผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองบริษัทเป็นผู้ลงนาม และตรวจว่าตำแหน่งผู้ลงนามสอดคล้องกับอำนาจที่มีอยู่จริง
- วางแผนวิธีส่งและวิธีบันทึกหลักฐาน ทั้งกรณีรับเอกสารและกรณีปฏิเสธไม่รับ
กรณีแบบไหนที่ควรให้ทนายตรวจก่อนออกเอกสาร
- จะเลิกจ้างโดยอ้างเหตุตามมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย
- พนักงานเป็นกรรมการลูกจ้าง ซึ่งมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์กำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน
- พนักงานอยู่ระหว่างตั้งครรภ์ ลาคลอด ลาป่วย หรือเพิ่งยื่นเรื่องร้องเรียน
- เหตุที่จะเขียนไม่ตรงกับใบเตือนหรือรายงานประเมินที่เคยออกไป
- เป็นการเลิกจ้างผู้บริหารหรือพนักงานที่มีสัญญาเฉพาะ
- เลิกจ้างหลายคนพร้อมกัน ซึ่งอาจเข้ามาตรา 121
- บริษัทเคยมีข้อพิพาทแรงงานหรือมีสหภาพแรงงานในสถานประกอบกิจการ
แยกเส้นทางการเลิกจ้างก่อนเริ่มร่างหนังสือ
หนังสือเลิกจ้างจะชัดได้เมื่อบริษัทตอบก่อนว่าเลิกจ้างด้วยเหตุใด เช่น ปรับโครงสร้าง ผลงานไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ความผิดทางวินัย เหตุร้ายแรง หรือยุติโดยไม่มีเหตุที่ต้องพิสูจน์เพื่อปฏิเสธค่าชดเชย แต่ละเส้นทางมีเงื่อนไข วันแจ้ง ยอดเงิน และพยานต่างกัน ไม่ควรเขียนเหตุหลายแบบเผื่อเลือก เพราะอาจทำให้คำอธิบายขัดกัน
| เส้นทาง | คำถามก่อนร่าง | เอกสารสำคัญ |
|---|---|---|
| เหตุทางธุรกิจ | งานหายไปหรือโครงสร้างเปลี่ยนจริงอย่างไร และคัดเลือกบุคคลด้วยเกณฑ์ใด | มติ ข้อมูลธุรกิจ ผังองค์กร และตารางคัดเลือก |
| ผลงาน | มีมาตรฐาน ข้อมูล และโอกาสปรับปรุงที่เป็นธรรมหรือไม่ | JD, KPI, บันทึกติดตาม และคำชี้แจง |
| วินัยทั่วไป | มีกฎที่รับทราบ การฝ่าฝืน และหนังสือเตือนที่เกี่ยวข้องหรือไม่ | ข้อบังคับ หลักฐานรับทราบ ใบเตือน และเหตุซ้ำ |
| เหตุที่อ้างไม่จ่ายค่าชดเชย | ข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขมาตรา 119 จริงหรือไม่ | พยานต้นทาง รายงานสอบสวน และเหตุผลที่แจ้งในวันเลิกจ้าง |
ใช้ 5W1H กับทุกข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุ
ข้อความว่า “กระทำผิดร้ายแรง” หรือ “ผลงานไม่ผ่าน” เป็นข้อสรุป ไม่ใช่ข้อเท็จจริง หนังสือควรระบุว่าใครทำอะไร เมื่อใด ที่ใด ด้วยวิธีใด และกระทบหน้าที่หรือกฎข้อใดเท่าที่จำเป็น หากอ้างเหตุหลายครั้ง ให้เรียงเป็นเหตุการณ์ ไม่รวมเป็นย่อหน้ายาวจนลูกจ้างไม่รู้ว่าต้องโต้แย้งจุดไหน
ตรวจเหตุผลแบบ Reverse Trace
- ขีดเส้นใต้ทุกข้อความที่กล่าวถึงการกระทำ วัน จำนวนเงิน หรือความเสียหาย
- ใส่เลขอ้างอิงพยานต้นทางให้แต่ละข้อความในฉบับทำงาน
- ตัดข้อความที่เป็นความเห็นดูหมิ่นหรือไม่มีผลต่อฐานการตัดสินใจ
- ตรวจว่าลูกจ้างเคยมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงที่มีสาระแล้ว
- ให้ผู้ที่ไม่ได้ทำคดีลองอ่านและบอกว่าเข้าใจเหตุ วันสิ้นสุด และยอดสิทธิอย่างไร
ทำ Termination Calculation Sheet แยกจากหนังสือ
ตารางคำนวณควรแยกค่าจ้างถึงวันสุดท้าย ค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินวันลาพักผ่อน และเงินตามสัญญาหรือนโยบาย ระบุฐานค่าจ้าง วันเริ่มงาน วันสิ้นสุด และผู้ตรวจทาน ไม่ควรนำยอดรวมที่ยังไม่กระทบกับ Payroll มาใส่หนังสือทันที
สำหรับการเลิกจ้างทั่วไปที่สัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลา ต้องวางวันแจ้งตามรอบจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 17 หรือประเมินการจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงวันที่การเลิกสัญญามีผลตามมาตรา 17/1 ส่วนเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้างต้องตรวจกรอบเวลาตามมาตรา 70 ด้วย
ส่งมอบอย่างไรให้พยานไม่เสีย
ผู้เข้าประชุมควรมีเท่าที่จำเป็น กำหนดผู้พูดคนเดียว และเตรียมบันทึกคำถามที่ยังตอบไม่ได้ อย่าโต้เถียงหรือเพิ่มเหตุปากเปล่าที่ไม่มีในเอกสาร หากลูกจ้างไม่ลงชื่อ ให้บันทึกการส่งมอบโดยพยานและส่งซ้ำด้วยช่องทางที่พิสูจน์ได้ ลายมือชื่อรับเอกสารไม่ควรถูกบังคับให้หมายถึงการยอมรับความผิด
เมื่ออาศัยเหตุในมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ระบุในหนังสือเลิกจ้างหรือไม่ได้แจ้งแก่ลูกจ้างในขณะเลิกจ้างจะยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ จึงต้องตรวจความครบก่อนวันส่งมอบ ไม่ใช่เติมเหตุเมื่อมีคำฟ้อง
สร้าง Termination Litigation Pack ก่อนออกหนังสือ
Pack ควรทำให้ผู้ตรวจที่ไม่เคยรู้เรื่องเข้าใจเหตุและหยิบพยานได้จากดัชนีเดียว แยกเอกสารที่มีอยู่ก่อนตัดสินใจออกจากเอกสารที่สร้างเพื่อดำเนินการเลิกจ้าง การแยกนี้ช่วยตอบว่าบริษัทตัดสินใจจากข้อมูลใดและข้อมูลเกิดเมื่อใด
| ส่วนของ Pack | เนื้อหา | คำถามตรวจ |
|---|---|---|
| Chronology | เหตุ การแจ้ง การชี้แจง และการอนุมัติ | วันที่ตรงกับข้อมูลต้นทางหรือไม่ |
| Reason File | ฐานเหตุและพยานที่สนับสนุนกับหักล้าง | มีข้อเท็จจริงใดที่ยังเป็นข้อสันนิษฐาน |
| Decision File | ทางเลือก กรณีเทียบเคียง และผู้อนุมัติ | เหตุใดเลือกเลิกจ้างแทนมาตรการอื่น |
| Payment File | ฐานค่าจ้าง อายุงาน สูตร และวันจ่าย | ผู้จัดทำกับผู้ตรวจใช้ข้อมูลชุดเดียวกันหรือไม่ |
| Delivery File | หนังสือฉบับสุดท้าย พยาน และหลักฐานส่ง | ลูกจ้างได้รับฉบับใดเมื่อใด |
Red-Team หนังสือเลิกจ้างทีละประโยค
- ประโยคนี้เป็นข้อเท็จจริงหรือความเห็น
- พยานชิ้นใดรองรับและเกิดก่อนตัดสินใจหรือไม่
- ลูกจ้างเคยได้รับโอกาสตอบข้อเท็จจริงนี้หรือไม่
- ข้อความตรงกับใบเตือน รายงานประเมิน และผลสอบสวนหรือไม่
- มีคำที่ขยายเจตนาหรือความเสียหายเกินหลักฐานหรือไม่
- หากตัดประโยคนี้ออก ฐานกฎหมายหรือยอดเงินเปลี่ยนหรือไม่
แฟ้มจำลอง: หนังสือเขียนเหตุผลงาน แต่ผู้บริหารตัดสินใจเพราะปรับโครงสร้าง
เอกสารภายในแสดงว่าบริษัทต้องลดตำแหน่ง แต่หนังสือระบุว่าพนักงานทำงานไม่มีประสิทธิภาพเพราะผู้บริหารไม่ต้องการให้ทีมกังวล เหตุสองแบบใช้พยานและคำอธิบายต่างกัน ความไม่ตรงกันทำลายความน่าเชื่อถือ บริษัทควรใช้เหตุจริง วางเกณฑ์คัดเลือกและเงินตามเส้นทางนั้น แล้วสื่อสารอย่างระมัดระวังโดยไม่สร้างเหตุใหม่
Termination Day Simulation
- จำลองลำดับเข้าห้อง ผู้พูด และเอกสารที่วางบนโต๊ะ
- เตรียมคำตอบเรื่องเหตุ วันสุดท้าย เงิน และทรัพย์สิน
- กำหนดคำถามที่ต้องนำกลับไปตรวจแทนการตอบทันที
- ทดสอบกรณีลูกจ้างไม่ลงชื่อ ไม่รับสำเนา หรือขอคำชี้แจง
- กระทบเวลาแจ้งกับการปิดระบบและการจ่าย
- บันทึกผลจำลองและแก้เอกสารก่อนวันจริง
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับตรวจและร่างหนังสือเลิกจ้างโดยเริ่มจากการอ่านแฟ้มเอกสารทั้งชุดก่อน ไม่ใช่แก้เฉพาะถ้อยคำในร่าง เพราะการเขียนหนังสือเลิกจ้างที่รัดกุมต้องตั้งอยู่บนเอกสารที่บริษัทมีอยู่จริง พร้อมประเมินให้ล่วงหน้าว่าเหตุแต่ละข้อมีน้ำหนักแค่ไหน และรายการเงินใดควรจ่ายเพื่อลดความเสี่ยง
จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือประเมินความคุ้มค่าให้ก่อนตัดสินใจ เพราะบางกรณีการปรับวิธียุติสัญญาให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น มีต้นทุนต่ำกว่าการยืนยันเหตุที่หลักฐานยังไม่พร้อม
สรุป
ก่อนเขียนหนังสือเลิกจ้าง ให้กำหนดฐานกฎหมาย ตรวจเหตุจากหลักฐาน และคำนวณเงินแยกแต่ละรายการ หากจะใช้มาตรา 119 ต้องระบุข้อเท็จจริงให้ครบตามวรรคท้าย ตรวจตัวบทได้จากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับรวมการแก้ไขเพิ่มเติมของกระทรวงแรงงาน
หากบริษัทกำลังจะออกหนังสือเลิกจ้าง ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 และมาตรา 17/1: กำหนดการบอกเลิกตามงวดจ่ายค่าจ้างและเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
- มาตรา 118 และมาตรา 119: กำหนดค่าชดเชย เหตุไม่ต้องจ่าย และข้อจำกัดการยกเหตุที่ไม่ได้ระบุหรือแจ้งในขณะเลิกจ้างขึ้นอ้างภายหลัง
- มาตรา 67 และมาตรา 70: ใช้ตรวจค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนและกำหนดจ่ายค่าจ้างภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้าง
- มาตรา 120: กำหนดสิทธิและขั้นตอนเมื่อย้ายสถานประกอบกิจการ
- มาตรา 121 และมาตรา 122: กำหนดการแจ้งและค่าชดเชยพิเศษเมื่อเลิกจ้างเพราะนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้จนต้องลดจำนวนลูกจ้าง
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 52: ใช้ตรวจความเป็นธรรมของการเลิกจ้างและข้อจำกัดกรณีกรรมการลูกจ้าง
คำถามที่พบบ่อย
หนังสือเลิกจ้างจำเป็นต้องเขียนเหตุผลไหม
หากนายจ้างจะอ้างมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุไว้ในหนังสือหรือแจ้งในขณะเลิกจ้างตามวรรคท้าย เหตุที่เขียนต้องตรงกับหลักฐาน ส่วนการเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยยังควรระบุข้อความให้ชัดตามข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์ของหนังสือ
เขียนว่าไม่ผ่านการประเมิน เพียงพอไหม
โดยทั่วไปยังไม่เพียงพอ เพราะถ้อยคำลักษณะนี้ไม่ได้ระบุว่าพฤติการณ์ใดเกิดขึ้นเมื่อไร ผลกระทบเป็นอย่างไร และอ้างอิงเอกสารฉบับใด สิ่งที่ควรเขียนคือบรรยายเหตุการณ์พร้อมวันที่ ระบุเป้าหมายที่ตกลงกันไว้กับผลที่เกิดขึ้นจริง และอ้างเลขที่กับวันที่ของรายงานประเมินหรือบันทึกที่เกี่ยวข้อง
พนักงานไม่ยอมเซ็นรับหนังสือ ทำอย่างไร
การไม่เซ็นรับไม่ได้ทำให้การบอกเลิกสัญญาเสียไปโดยอัตโนมัติ แต่บริษัทควรมีหลักฐานว่าได้ส่งแล้ว วิธีที่ใช้กันคือบันทึกเหตุการณ์ในวันนั้นพร้อมชื่อพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ แล้วส่งซ้ำทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในทะเบียนลูกจ้าง พร้อมเก็บใบตอบรับไว้ในแฟ้ม เพื่อให้พิสูจน์วันที่ส่งได้ในภายหลัง
เขียนเหตุไว้แล้ว แปลว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใช่ไหม
ไม่ใช่ การเขียนเหตุกับการได้รับยกเว้นค่าชดเชยเป็นคนละเรื่องกัน เหตุที่ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมีเฉพาะที่กำหนดไว้ในมาตรา 119 เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย หรือละทิ้งหน้าที่สามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ส่วนเหตุอย่างผลงานไม่ดีหรือการปรับโครงสร้างองค์กร ยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118
ใส่เหตุหลายข้อในหนังสือเดียวได้ไหม
ระบุได้เฉพาะเหตุที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานรองรับ หากจะอ้างมาตรา 119 ควรระบุข้อเท็จจริงของทุกเหตุที่บริษัทจะใช้ตามวรรคท้าย ไม่ควรใส่เหตุที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเพื่อเผื่อไว้
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายแรงงาน
สัญญาประนีประนอมในศาลแรงงาน ต้องตรวจอะไรให้จบจริง
ตรวจขอบเขตเรื่องที่ยุติ อำนาจผู้ลงชื่อ ยอดและงวดชำระ พร้อมหน้าที่อื่นและผลผิดนัด แยกการถอนฟ้องจากคำพิพากษาตามยอมก่อนยืนยันฉบับสุดท้าย
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
กฎหมายแรงงาน
บันทึกส่งคืนทรัพย์สินบริษัท ต้องแยกจากเงินงวดสุดท้ายไหม
บันทึกรายการและสภาพของที่คืน พร้อมแยกงานรับอุปกรณ์จากการจ่ายเงินและความรับผิด ตรวจของขาด ผลตรวจช่างและหลักฐานก่อนสรุปว่าหักเงินได้
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
กฎหมายแรงงาน
หนังสือรับรองการทำงาน ต้องออกให้เมื่อไรและเขียนอะไร
แยกสิทธิเมื่อพ้นงานจากหนังสือรับรองสถานะปัจจุบัน ตรวจช่วงงาน หน้าที่และผู้ลงชื่อ พร้อมวิธีแก้ข้อมูลผิดโดยไม่ปนเงื่อนไขชำระหนี้หรือสละสิทธิ
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
·อ่าน 7 นาที
ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ