081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกับ Employee Handbook ควรเป็นฉบับเดียวกันหรือแยกกัน ฉบับทนาย ปี 2569

ฝ่ายบุคคลเปิดเทียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกับ Employee Handbook ของบริษัท

สรุปประเด็นสำคัญ

Employee Handbook หรือคู่มือพนักงาน ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายแรงงานไทยกำหนดให้ต้องมี จึงใช้แทนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามมาตรา 108 ไม่ได้ ซึ่งกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไปจัดทำเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อย 8 เรื่อง และประกาศใช้ภายใน 15 วัน

คำตอบที่ใช้ได้จริงคือแยกสองเล่ม แต่ให้เล่มหนึ่งอ้างอิงอีกเล่มอย่างชัดเจน โดยให้ข้อบังคับเป็นเอกสารที่มีผลผูกพัน และให้คู่มือพนักงานเป็นเอกสารอธิบายและแนะนำการปฏิบัติ · จุดที่อันตรายที่สุดคือการเขียนเรื่องเดียวกันไว้ทั้งสองเล่มด้วยถ้อยคำต่างกัน เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาท ความไม่ตรงกันนี้จะถูกใช้โต้แย้งบริษัทเอง

คำถามที่ฝ่ายบุคคลถามบ่อยเมื่อบริษัทเริ่มโตคือควรทำEmployee Handbook เพิ่มจากข้อบังคับหรือไม่ หรือรวมสองอย่างไว้เล่มเดียวจะง่ายกว่า คำตอบที่ตรงที่สุดคือแยกกัน แต่ต้องออกแบบให้ไม่ขัดกัน บทความนี้อธิบายว่าสองเล่มนี้ต่างกันอย่างไรและควรเขียนอะไรไว้ที่ไหน

Employee Handbook ต่างจากข้อบังคับตรงไหนในทางกฎหมาย

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้มี โดยมาตรา 108 กำหนดว่านายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปต้องจัดให้มีข้อบังคับเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อยแปดเรื่อง คือวันทำงาน เวลาทำงานปกติและเวลาพัก วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด วันและสถานที่จ่ายค่าจ้างและเงินอื่น วันลาและหลักเกณฑ์การลา วินัยและโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และการเลิกจ้างพร้อมค่าชดเชย

ส่วนคู่มือพนักงานเป็นเอกสารที่บริษัทจัดทำขึ้นเอง ไม่มีกฎหมายกำหนดรูปแบบหรือเนื้อหา จึงมีอิสระในการเขียนมากกว่า แต่ในทางกลับกันก็ไม่ได้รับสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับข้อบังคับ · ความต่างนี้สำคัญมากในวันที่ต้องใช้ เพราะมาตรา 116 กำหนดว่าการพักงานเพื่อสอบสวนต้องมีข้อบังคับหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจไว้ และมาตรา 119 (4) พูดถึงการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

เข้าใจผิดข้อ 1 — ทำคู่มือพนักงานเล่มสวย ๆ เล่มเดียวก็พอ · ความจริงคือ คู่มือไม่ใช่เอกสารตามกฎหมาย จึงไม่ทำให้บริษัทพ้นหน้าที่จัดทำข้อบังคับตามมาตรา 108 · ผลเสียคือ ถูกตรวจพบว่าไม่มีข้อบังคับ ทั้งที่ลงทุนทำเอกสารไปแล้ว

เข้าใจผิดข้อ 2 — รวมสองอย่างไว้เล่มเดียวจะง่ายกว่า · ความจริงคือ รวมได้แต่มีผลข้างเคียง คือทุกครั้งที่แก้เรื่องเล็ก ๆ ในคู่มือ ก็เท่ากับแก้ข้อบังคับ ซึ่งต้องประกาศฉบับที่แก้ไขภายในเจ็ดวันตามมาตรา 110 และต้องเก็บหลักฐานการรับทราบใหม่ · ผลเสียคือ ภาระบริหารเพิ่มขึ้นมาก จนสุดท้ายบริษัทเลี่ยงไม่แก้เอกสารเลย

เข้าใจผิดข้อ 3 — คู่มือเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ เพราะเป็นเอกสารภายใน · ความจริงคือ คู่มือเขียนภาษาใดก็ได้ แต่ข้อบังคับต้องเป็นภาษาไทยตามมาตรา 108 · ผลเสียคือ บริษัทที่มีผู้บริหารต่างชาติมักทำแต่ฉบับภาษาอังกฤษ แล้วไม่มีฉบับภาษาไทยที่ใช้ได้จริง

เข้าใจผิดข้อ 4 — เขียนเรื่องวินัยไว้ในคู่มือด้วย จะได้อ่านง่าย · ความจริงคือ เมื่อเขียนไว้สองที่ด้วยถ้อยคำต่างกัน ความไม่ตรงกันจะถูกหยิบมาโต้แย้ง · ผลเสียคือ เสียข้อต่อสู้ในเรื่องที่บริษัทมีสิทธิอยู่แล้ว ดูข้อบังคับที่เขียนไว้แต่ใช้ลงโทษไม่ได้

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า เอกสารยิ่งมีมากยิ่งดี เพราะแสดงว่าบริษัทจัดระบบเรียบร้อย มีทั้งข้อบังคับและคู่มือ พนักงานจึงไม่มีทางอ้างว่าไม่รู้

แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า สิ่งที่สำคัญไม่ใช่จำนวนเล่ม แต่คือเอกสารทุกฉบับพูดตรงกันหรือไม่ และบริษัทตอบได้ไหมว่าฉบับใดคือฉบับที่มีผลผูกพัน เพราะเมื่อเอกสารสองฉบับพูดคนละอย่างในเรื่องเดียวกัน ฝ่ายที่เสียเปรียบคือฝ่ายที่เขียนเอกสารนั้นขึ้นมา

จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่การไม่มีคู่มือ แต่คือคู่มือเขียนไว้ผ่อนปรนกว่าข้อบังคับ เช่น ข้อบังคับเขียนว่ามาสายสามครั้งถือเป็นความผิด แต่คู่มือเขียนว่ามาสายไม่เกินสิบห้านาทีถือว่าไม่ผิด เมื่อบริษัทจะลงโทษตามข้อบังคับ พนักงานก็หยิบคู่มือขึ้นมาแสดงว่าบริษัทเองบอกไว้ว่าไม่ผิด

ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ กำหนดกติกาให้ชัดว่า "เรื่องที่มีผลผูกพันอยู่ในข้อบังคับเท่านั้น คู่มือมีหน้าที่อธิบายและยกตัวอย่าง ไม่กำหนดสิทธิหรือหน้าที่ใหม่" แล้วเขียนข้อความนี้ไว้ในหน้าแรกของคู่มือเลย เพราะประโยคเดียวนี้ตัดปัญหาการตีความขัดกันได้เกือบทั้งหมด

เรื่องไหนควรอยู่เล่มไหน

พนักงานใหม่อ่าน Employee Handbook ระหว่างปฐมนิเทศพร้อมใบรับทราบข้อบังคับ
เรื่องควรอยู่ที่เหตุผล
วันและเวลาทำงานปกติ เวลาพักข้อบังคับเป็นหนึ่งใน 8 เรื่องบังคับตามมาตรา 108 · คู่มืออธิบายเพิ่มได้แต่ห้ามกำหนดต่างออกไป
วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุดข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108 และผูกกับสิทธิที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ
หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108 · คู่มือใช้อธิบายขั้นตอนขออนุมัติได้
วันและสถานที่จ่ายค่าจ้างข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108
วันลาและหลักเกณฑ์การลาข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108 · ต้องอัปเดตตามกฎหมายที่แก้ไขล่าสุด
วินัยและโทษทางวินัยข้อบังคับเท่านั้นเป็นฐานของการลงโทษทุกกรณี และมาตรา 119 (4) พูดถึงการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง
การร้องทุกข์ข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108 และเป็นสาระสำคัญของความเป็นธรรมของกระบวนการ
การเลิกจ้าง ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108
อำนาจพักงานเพื่อสอบสวนข้อบังคับเท่านั้นมาตรา 116 กำหนดว่าต้องมีข้อบังคับหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจไว้ · เขียนไว้ในคู่มืออย่างเดียวไม่พอ
วิธีใช้ระบบลงเวลา ขั้นตอนยื่นเอกสาร ผังติดต่อคู่มือเป็นรายละเอียดปฏิบัติที่เปลี่ยนบ่อย ไม่ควรผูกไว้กับข้อบังคับที่แก้ยาก
วัฒนธรรมองค์กร แนวปฏิบัติที่คาดหวัง คำแนะนำพนักงานใหม่คู่มือไม่ใช่สิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย เขียนให้อ่านง่ายและอธิบายเชิงตัวอย่างได้
สวัสดิการที่บริษัทให้เกินกฎหมายต้องออกแบบร่วมกันระวังเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่จ่ายต่อเนื่องอาจกลายเป็นสภาพการจ้าง จึงควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่ต้น
การใช้กล้อง ระบบสแกน และการเฝ้าติดตามเอกสารแยกต่างหากควรอยู่ในประกาศความเป็นส่วนตัว ไม่ควรฝังรวมไว้ในคู่มือหรือข้อบังคับ

แถวที่ต้องระวังที่สุดคืออำนาจพักงานเพื่อสอบสวน เพราะบริษัทจำนวนมากเขียนไว้ในคู่มือพนักงานแล้วเข้าใจว่ามีอำนาจแล้ว ทั้งที่มาตรา 116 กำหนดให้ต้องมีฐานอยู่ในข้อบังคับหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง · รายละเอียดการสอบสวนดูเพิ่มที่สิ่งที่หนังสือสอบสวนพนักงานต้องมี

ถ้าจะทำสองเล่ม ควรออกแบบอย่างไร

  • เขียนลำดับศักดิ์ไว้ในหน้าแรกของคู่มือ ว่าหากคู่มือขัดกับข้อบังคับ ให้ถือตามข้อบังคับ และคู่มือไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใหม่
  • ให้คู่มืออ้างข้อของข้อบังคับ ในทุกเรื่องที่มาจากข้อบังคับ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้และบังคับให้ต้องอัปเดตพร้อมกัน
  • เก็บหลักฐานการรับทราบแยกกัน โดยใบรับทราบข้อบังคับต้องระบุเวอร์ชันและวันที่ ส่วนคู่มือจะเก็บด้วยก็ได้แต่ไม่ทดแทนกัน
  • กำหนดผู้รับผิดชอบและรอบทบทวนของแต่ละเล่ม เพราะคู่มือควรแก้ได้เร็ว ส่วนข้อบังคับต้องผ่านขั้นตอนประกาศตามมาตรา 110
  • จัดทำคำแปลของข้อบังคับ สำหรับแรงงานข้ามชาติ โดยยังคงฉบับภาษาไทยเป็นฉบับที่มีผลตามมาตรา 108
  • ตรวจทั้งสองเล่มพร้อมกันทุกครั้งที่กฎหมายเปลี่ยน เพื่อไม่ให้เล่มหนึ่งอัปเดตแล้วอีกเล่มค้างอยู่ ดูเมื่อไรควรตรวจระบบเอกสารแรงงานทั้งชุด

ลำดับที่ควรทำ ถ้าเริ่มจากศูนย์

  1. ทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ครบตามมาตรา 108 ก่อน เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นฐานของทุกอย่าง
  2. ประกาศใช้ให้ถูกกระบวนการ พร้อมเก็บหลักฐานการปิดประกาศและหลักฐานการรับทราบรายบุคคล
  3. ค่อยทำคู่มือพนักงานทีหลัง โดยดึงเนื้อหาจากข้อบังคับมาเรียบเรียงให้อ่านง่าย ไม่ใช่เขียนขึ้นใหม่
  4. ตรวจว่าทุกข้อในคู่มือมีที่มา จากข้อบังคับหรือจากแนวปฏิบัติที่ไม่กระทบสิทธิ
  5. ทดสอบด้วยสามสถานการณ์จริง เช่น พนักงานมาสาย ทำล่วงเวลาโดยไม่มีใบอนุมัติ และขาดงาน แล้วดูว่าทั้งสองเล่มให้คำตอบตรงกันหรือไม่
  6. ตั้งรอบทบทวนของทั้งสองเล่ม พร้อมผู้รับผิดชอบ เพื่อไม่ให้กลับไปขัดกันภายในสองปี

กรณีแบบไหนที่ควรให้ทนายตรวจ

  • บริษัทมีคู่มือพนักงานแต่ไม่มีข้อบังคับ หรือไม่แน่ใจว่าเอกสารที่มีอยู่นับเป็นข้อบังคับหรือไม่
  • มีทั้งสองเล่มแต่ไม่เคยตรวจว่าขัดกันหรือเปล่า
  • ข้อบังคับเป็นภาษาอังกฤษ หรือมีแต่ฉบับแปล
  • เขียนอำนาจพักงานหรือบทลงโทษไว้ในคู่มือแทนที่จะอยู่ในข้อบังคับ
  • กำลังจะรวมสองเล่มเป็นเล่มเดียว หรือแยกเล่มที่รวมกันอยู่
  • มีแรงงานข้ามชาติและต้องจัดทำคำแปล

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับตรวจและร่างทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและEmployee Handbook ให้เป็นชุดเดียวกันที่อ้างอิงกันได้ พร้อมวางลำดับศักดิ์ของเอกสารให้ชัด เพื่อให้ฝ่ายบุคคลตอบได้ทันทีว่าเรื่องใดยึดเล่มไหน และแก้เล่มใดได้เร็วโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนประกาศ

จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือออกแบบเอกสารให้ตรงกับสิ่งที่บริษัททำได้จริง เพราะคู่มือที่เขียนไว้สวยแต่ขัดกับข้อบังคับ จะกลายเป็นหลักฐานที่ฝ่ายตรงข้ามใช้แทนที่จะเป็นเครื่องมือของบริษัท

สรุป

Employee Handbook กับข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ข้อบังคับเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้มีตามมาตรา 108 ต้องเป็นภาษาไทย ครอบคลุมแปดเรื่อง และประกาศใช้ภายใน 15 วัน ส่วนคู่มือเป็นเอกสารที่บริษัททำขึ้นเองและไม่มีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกัน คำตอบที่ใช้ได้จริงจึงเป็นการแยกสองเล่มโดยให้ข้อบังคับมีผลผูกพันและคู่มือทำหน้าที่อธิบาย พร้อมเขียนลำดับศักดิ์ไว้ในหน้าแรกของคู่มือ ตัวบทล่าสุดตรวจได้ที่ฐานข้อมูลกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน และแนวปฏิบัติที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง

หากบริษัทกำลังจะทำคู่มือพนักงาน ปรับข้อบังคับ หรือรวมสองเล่มเข้าด้วยกัน ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108 ⭐ — นายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อย 8 เรื่อง ได้แก่ วันทำงาน เวลาทำงานปกติและเวลาพัก · วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด · หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด · วันและสถานที่จ่ายค่าจ้างและเงินอื่น · วันลาและหลักเกณฑ์การลา · วินัยและโทษทางวินัย · การร้องทุกข์ · การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ · และต้องประกาศใช้ภายใน 15 วัน
  • ⚠️ Employee Handbook หรือคู่มือพนักงาน ⭐ — ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายแรงงานไทยกำหนดให้ต้องมี จึงไม่มีสถานะเช่นเดียวกับข้อบังคับ และใช้แทนข้อบังคับตามมาตรา 108 ไม่ได้
  • มาตรา 110 — เมื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกาศข้อบังคับที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นภายในเจ็ดวัน · นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรรวมรายละเอียดปฏิบัติที่เปลี่ยนบ่อยไว้ในข้อบังคับ (ควรตรวจถ้อยคำในตัวบทล่าสุดก่อนอ้างอิง)
  • มาตรา 116 ⭐ — การพักงานเพื่อสอบสวนทำได้เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจไว้ · เขียนไว้ในคู่มือพนักงานอย่างเดียวไม่เพียงพอ
  • มาตรา 119 (4) — การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง ต้องเป็นข้อบังคับหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว โดยหนังสือเตือนมีผลหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด
  • มาตรา 14/1 — สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี · ใช้กับข้อความในคู่มือที่กำหนดหน้าที่เพิ่มด้วย
  • มาตรา 112 ถึง 115 — หน้าที่จัดทำทะเบียนลูกจ้างและเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้าง เป็นคนละหน้าที่กับข้อบังคับและคู่มือ · บริษัทที่มีลูกจ้างสิบคนขึ้นไปต้องมีครบทั้งสามอย่าง
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — เรื่องการใช้กล้อง ระบบสแกน และการเฝ้าติดตาม ควรอยู่ในประกาศความเป็นส่วนตัวแยกต่างหาก ไม่ควรฝังรวมไว้ในคู่มือหรือข้อบังคับ

คำถามที่พบบ่อย

มีคู่มือพนักงานแล้ว ยังต้องทำข้อบังคับอีกไหม

ยังต้องทำ เพราะคู่มือพนักงานไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายกำหนดให้มี จึงไม่ทำให้บริษัทพ้นหน้าที่ตามมาตรา 108 ซึ่งบังคับใช้กับนายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และกำหนดให้ข้อบังคับต้องเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อยแปดเรื่อง พร้อมประกาศใช้ภายใน 15 วัน ทางที่ประหยัดที่สุดคือทำข้อบังคับก่อน แล้วดึงเนื้อหามาเรียบเรียงเป็นคู่มือทีหลัง

รวมสองอย่างไว้เล่มเดียวได้ไหม

ทำได้ แต่มีผลข้างเคียงที่ควรรู้ก่อน คือเมื่อรวมกันแล้ว ทุกครั้งที่แก้รายละเอียดเล็ก ๆ ก็เท่ากับแก้ข้อบังคับ ซึ่งต้องประกาศฉบับที่แก้ไขภายในเจ็ดวันตามมาตรา 110 และควรเก็บหลักฐานการรับทราบใหม่ ในทางปฏิบัติภาระนี้ทำให้หลายบริษัทเลี่ยงไม่แก้เอกสารเลย จนสุดท้ายเอกสารล้าสมัยทั้งเล่ม

เขียนอำนาจพักงานไว้ในคู่มือพนักงานพอไหม

ไม่พอ เพราะมาตรา 116 กำหนดว่าการพักงานเพื่อสอบสวนทำได้เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจไว้ การเขียนไว้ในคู่มือซึ่งไม่ใช่เอกสารตามกฎหมายจึงไม่สร้างฐานอำนาจให้บริษัท เรื่องวินัย โทษทางวินัย และอำนาจพักงาน จึงควรอยู่ในข้อบังคับเท่านั้น ส่วนคู่มือใช้อธิบายขั้นตอนได้

คู่มือกับข้อบังคับเขียนไม่ตรงกัน ยึดฉบับไหน

ข้อบังคับเป็นเอกสารที่มีสถานะตามกฎหมาย จึงมีน้ำหนักมากกว่า แต่ปัญหาคือเมื่อบริษัทเขียนไว้สองที่ด้วยถ้อยคำต่างกัน ความไม่ตรงกันนั้นจะถูกฝ่ายตรงข้ามหยิบมาใช้ โดยเฉพาะเมื่อคู่มือเขียนผ่อนปรนกว่า วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือเขียนไว้ในหน้าแรกของคู่มือว่า หากขัดกับข้อบังคับให้ถือตามข้อบังคับ และคู่มือไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใหม่

ข้อบังคับทำเป็นภาษาอังกฤษได้ไหม

มาตรา 108 กำหนดให้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต้องจัดทำเป็นภาษาไทย บริษัทที่มีผู้บริหารต่างชาติจึงควรมีฉบับภาษาไทยเป็นฉบับหลักที่มีผล แล้วจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นเป็นเอกสารประกอบ ส่วนคู่มือพนักงานเขียนภาษาใดก็ได้เพราะไม่ใช่เอกสารตามกฎหมาย กรณีมีแรงงานข้ามชาติควรมีคำแปลในภาษาที่พนักงานเข้าใจด้วย

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

หัวหน้างานโรงงานเซ็นอนุมัติเอกสารให้พนักงาน สะท้อนอำนาจที่ต้องระบุในสัญญาจ้างหัวหน้างาน กฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างหัวหน้างานกับพนักงานทั่วไป ต่างกันตรงไหน 8 ข้อที่ต้องแยก ฉบับทนาย ปี 2569

สัญญาจ้างหัวหน้างานต่างจากพนักงานทั่วไปที่อำนาจและความรับผิดชอบ ไม่ใช่เงินเดือน รวม 8 ข้อที่ต้องแยก

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
ฝ่ายบุคคลเรียงสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาหลายฉบับของพนักงานคนเดียวกันเพื่อตรวจวันเริ่มและวันสิ้นสุด กฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ใช้ผิดอาจกลายเป็นต้องจ่ายค่าชดเชย — งานแบบไหนถึงใช้ได้ ฉบับทนาย ปี 2569

สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นค่าชดเชยมีเงื่อนไขแคบมาก ใช้ผิดประเภทอาจต้องจ่ายเต็มตามอายุงาน

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 8 นาที
เจ้าของกิจการและทนายความตรวจร่างสัญญาจ้างผู้บริหารทีละข้อก่อนลงนาม กฎหมายแรงงาน

สัญญาจ้างผู้บริหารควรเขียนเรื่องโบนัส KPI ความลับ และการยุติสัญญาอย่างไร ฉบับทนาย ปี 2569

สัญญาจ้างผู้บริหารที่เขียนกว้างเกินไป มักบังคับใช้ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้จริง รวม 8 เรื่องที่ต้องออกแบบตั้งแต่วันรับเข้า

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 9 นาที

ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE