081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกับ Employee Handbook ควรเป็นฉบับเดียวกันหรือแยกกัน

นายเอกราช ทิพย์แมม นายเอกราช ทิพย์แมมคดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน
เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด อ่าน 11 นาที กฎหมายแรงงาน
ฝ่ายบุคคลเปิดเทียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกับ Employee Handbook ของบริษัท

สรุปประเด็นสำคัญ

Employee Handbook หรือคู่มือพนักงาน ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายแรงงานไทยกำหนดให้ต้องมี จึงใช้แทนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามมาตรา 108 ไม่ได้ ซึ่งกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไปจัดทำเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อย 8 เรื่อง และประกาศใช้ภายใน 15 วัน

คำตอบที่ใช้ได้จริงคือแยกสองเล่ม แต่ให้เล่มหนึ่งอ้างอิงอีกเล่มอย่างชัดเจน โดยให้ข้อบังคับเป็นเอกสารที่มีผลผูกพัน และให้คู่มือพนักงานเป็นเอกสารอธิบายและแนะนำการปฏิบัติ จุดที่อันตรายที่สุดคือการเขียนเรื่องเดียวกันไว้ทั้งสองเล่มด้วยถ้อยคำต่างกัน เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาท ความไม่ตรงกันนี้จะถูกใช้โต้แย้งบริษัทเอง

คำถามที่ฝ่ายบุคคลถามบ่อยเมื่อบริษัทเริ่มโตคือควรทำEmployee Handbook เพิ่มจากข้อบังคับหรือไม่ หรือรวมสองอย่างไว้เล่มเดียวจะง่ายกว่า คำตอบที่ตรงที่สุดคือแยกกัน แต่ต้องออกแบบให้ไม่ขัดกัน บทความนี้อธิบายว่าสองเล่มนี้ต่างกันอย่างไรและควรเขียนอะไรไว้ที่ไหน

Employee Handbook ต่างจากข้อบังคับตรงไหนในทางกฎหมาย

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้มี โดยมาตรา 108 กำหนดว่านายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปต้องจัดให้มีข้อบังคับเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อยแปดเรื่อง คือวันทำงาน เวลาทำงานปกติและเวลาพัก วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด วันและสถานที่จ่ายค่าจ้างและเงินอื่น วันลาและหลักเกณฑ์การลา วินัยและโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และการเลิกจ้างพร้อมค่าชดเชย

ส่วนคู่มือพนักงานเป็นเอกสารที่บริษัทจัดทำขึ้นเอง ไม่มีกฎหมายกำหนดรูปแบบหรือเนื้อหา จึงมีอิสระในการเขียนมากกว่า แต่ในทางกลับกันก็ไม่ได้รับสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับข้อบังคับ ความต่างนี้สำคัญมากในวันที่ต้องใช้ เพราะมาตรา 116 กำหนดว่าการพักงานเพื่อสอบสวนต้องมีข้อบังคับหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจไว้ และมาตรา 119 (4) พูดถึงการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน

ทำคู่มือพนักงานเล่มสวย ๆ เล่มเดียวก็พอ

คู่มือไม่ใช่เอกสารตามกฎหมาย จึงไม่ทำให้บริษัทพ้นหน้าที่จัดทำข้อบังคับตามมาตรา 108 ถูกตรวจพบว่าไม่มีข้อบังคับ ทั้งที่ลงทุนทำเอกสารไปแล้ว

รวมสองอย่างไว้เล่มเดียวจะง่ายกว่า

รวมได้แต่มีผลข้างเคียง คือทุกครั้งที่แก้เรื่องเล็ก ๆ ในคู่มือ ก็เท่ากับแก้ข้อบังคับ ซึ่งต้องประกาศฉบับที่แก้ไขภายในเจ็ดวันตามมาตรา 110 และต้องเก็บหลักฐานการรับทราบใหม่ ภาระบริหารเพิ่มขึ้นมาก จนสุดท้ายบริษัทเลี่ยงไม่แก้เอกสารเลย

คู่มือเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ เพราะเป็นเอกสารภายใน

คู่มือเขียนภาษาใดก็ได้ แต่ข้อบังคับต้องเป็นภาษาไทยตามมาตรา 108 บริษัทที่มีผู้บริหารต่างชาติมักทำแต่ฉบับภาษาอังกฤษ แล้วไม่มีฉบับภาษาไทยที่ใช้ได้จริง

เขียนเรื่องวินัยไว้ในคู่มือด้วย จะได้อ่านง่าย

เมื่อเขียนไว้สองที่ด้วยถ้อยคำต่างกัน ความไม่ตรงกันจะถูกหยิบมาโต้แย้ง เสียข้อต่อสู้ในเรื่องที่บริษัทมีสิทธิอยู่แล้ว ดูข้อบังคับที่เขียนไว้แต่ใช้ลงโทษไม่ได้

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า เอกสารยิ่งมีมากยิ่งดี เพราะแสดงว่าบริษัทจัดระบบเรียบร้อย มีทั้งข้อบังคับและคู่มือ พนักงานจึงไม่มีทางอ้างว่าไม่รู้

ในทางคดี สิ่งที่สำคัญไม่ใช่จำนวนเล่ม แต่คือเอกสารทุกฉบับพูดตรงกันหรือไม่ และบริษัทตอบได้ไหมว่าฉบับใดคือฉบับที่มีผลผูกพัน เพราะเมื่อเอกสารสองฉบับพูดคนละอย่างในเรื่องเดียวกัน ฝ่ายที่เสียเปรียบคือฝ่ายที่เขียนเอกสารนั้นขึ้นมา

จุดที่ควรตรวจ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่การไม่มีคู่มือ แต่คือคู่มือเขียนไว้ผ่อนปรนกว่าข้อบังคับ เช่น ข้อบังคับเขียนว่ามาสายสามครั้งถือเป็นความผิด แต่คู่มือเขียนว่ามาสายไม่เกินสิบห้านาทีถือว่าไม่ผิด เมื่อบริษัทจะลงโทษตามข้อบังคับ พนักงานก็หยิบคู่มือขึ้นมาแสดงว่าบริษัทเองบอกไว้ว่าไม่ผิด

แนวทางดำเนินการ กำหนดกติกาให้ชัดว่า "เรื่องที่มีผลผูกพันอยู่ในข้อบังคับเท่านั้น คู่มือมีหน้าที่อธิบายและยกตัวอย่าง ไม่กำหนดสิทธิหรือหน้าที่ใหม่" แล้วเขียนข้อความนี้ไว้ในหน้าแรกของคู่มือเลย เพราะประโยคเดียวนี้ตัดปัญหาการตีความขัดกันได้เกือบทั้งหมด

เรื่องไหนควรอยู่เล่มไหน

เรื่องควรอยู่ที่เหตุผล
วันและเวลาทำงานปกติ เวลาพักข้อบังคับเป็นหนึ่งใน 8 เรื่องบังคับตามมาตรา 108 คู่มืออธิบายเพิ่มได้แต่ห้ามกำหนดต่างออกไป
วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุดข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108 และผูกกับสิทธิที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ
หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108 คู่มือใช้อธิบายขั้นตอนขออนุมัติได้
วันและสถานที่จ่ายค่าจ้างข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108
วันลาและหลักเกณฑ์การลาข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108 ต้องอัปเดตตามกฎหมายที่แก้ไขล่าสุด
วินัยและโทษทางวินัยข้อบังคับเท่านั้นเป็นฐานของการลงโทษทุกกรณี และมาตรา 119 (4) พูดถึงการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง
การร้องทุกข์ข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108 และเป็นสาระสำคัญของความเป็นธรรมของกระบวนการ
การเลิกจ้าง ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษข้อบังคับเป็นเรื่องบังคับตามมาตรา 108
อำนาจพักงานเพื่อสอบสวนข้อบังคับเท่านั้นมาตรา 116 กำหนดว่าต้องมีข้อบังคับหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจไว้ เขียนไว้ในคู่มืออย่างเดียวไม่พอ
วิธีใช้ระบบลงเวลา ขั้นตอนยื่นเอกสาร ผังติดต่อคู่มือเป็นรายละเอียดปฏิบัติที่เปลี่ยนบ่อย ไม่ควรผูกไว้กับข้อบังคับที่แก้ยาก
วัฒนธรรมองค์กร แนวปฏิบัติที่คาดหวัง คำแนะนำพนักงานใหม่คู่มือไม่ใช่สิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย เขียนให้อ่านง่ายและอธิบายเชิงตัวอย่างได้
สวัสดิการที่บริษัทให้เกินกฎหมายต้องออกแบบร่วมกันระวังเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่จ่ายต่อเนื่องอาจกลายเป็นสภาพการจ้าง จึงควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่ต้น
การใช้กล้อง ระบบสแกน และการเฝ้าติดตามเอกสารแยกต่างหากควรอยู่ในประกาศความเป็นส่วนตัว ไม่ควรฝังรวมไว้ในคู่มือหรือข้อบังคับ

แถวที่ต้องระวังที่สุดคืออำนาจพักงานเพื่อสอบสวน เพราะบริษัทจำนวนมากเขียนไว้ในคู่มือพนักงานแล้วเข้าใจว่ามีอำนาจแล้ว ทั้งที่มาตรา 116 กำหนดให้ต้องมีฐานอยู่ในข้อบังคับหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง รายละเอียดการสอบสวนดูเพิ่มที่สิ่งที่หนังสือสอบสวนพนักงานต้องมี

ถ้าจะทำสองเล่ม ควรออกแบบอย่างไร

  • เขียนลำดับศักดิ์ไว้ในหน้าแรกของคู่มือ ว่าหากคู่มือขัดกับข้อบังคับ ให้ถือตามข้อบังคับ และคู่มือไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใหม่
  • ให้คู่มืออ้างข้อของข้อบังคับ ในทุกเรื่องที่มาจากข้อบังคับ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้และบังคับให้ต้องอัปเดตพร้อมกัน
  • เก็บหลักฐานการรับทราบแยกกัน โดยใบรับทราบข้อบังคับต้องระบุเวอร์ชันและวันที่ ส่วนคู่มือจะเก็บด้วยก็ได้แต่ไม่ทดแทนกัน
  • กำหนดผู้รับผิดชอบและรอบทบทวนของแต่ละเล่ม เพราะคู่มือควรแก้ได้เร็ว ส่วนข้อบังคับต้องผ่านขั้นตอนประกาศตามมาตรา 110
  • จัดทำคำแปลของข้อบังคับ สำหรับแรงงานข้ามชาติ โดยยังคงฉบับภาษาไทยเป็นฉบับที่มีผลตามมาตรา 108
  • ตรวจทั้งสองเล่มพร้อมกันทุกครั้งที่กฎหมายเปลี่ยน เพื่อไม่ให้เล่มหนึ่งอัปเดตแล้วอีกเล่มค้างอยู่ ดูเมื่อไรควรตรวจระบบเอกสารแรงงานทั้งชุด

ลำดับที่ควรทำ ถ้าเริ่มจากศูนย์

  1. ทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ครบตามมาตรา 108 ก่อน เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นฐานของทุกอย่าง
  2. ประกาศใช้ให้ถูกกระบวนการ พร้อมเก็บหลักฐานการปิดประกาศและหลักฐานการรับทราบรายบุคคล
  3. ค่อยทำคู่มือพนักงานทีหลัง โดยดึงเนื้อหาจากข้อบังคับมาเรียบเรียงให้อ่านง่าย ไม่ใช่เขียนขึ้นใหม่
  4. ตรวจว่าทุกข้อในคู่มือมีที่มา จากข้อบังคับหรือจากแนวปฏิบัติที่ไม่กระทบสิทธิ
  5. ทดสอบด้วยสามสถานการณ์จริง เช่น พนักงานมาสาย ทำล่วงเวลาโดยไม่มีใบอนุมัติ และขาดงาน แล้วดูว่าทั้งสองเล่มให้คำตอบตรงกันหรือไม่
  6. ตั้งรอบทบทวนของทั้งสองเล่ม พร้อมผู้รับผิดชอบ เพื่อไม่ให้กลับไปขัดกันภายในสองปี

กรณีแบบไหนที่ควรให้ทนายตรวจ

  • บริษัทมีคู่มือพนักงานแต่ไม่มีข้อบังคับ หรือไม่แน่ใจว่าเอกสารที่มีอยู่นับเป็นข้อบังคับหรือไม่
  • มีทั้งสองเล่มแต่ไม่เคยตรวจว่าขัดกันหรือเปล่า
  • ข้อบังคับเป็นภาษาอังกฤษ หรือมีแต่ฉบับแปล
  • เขียนอำนาจพักงานหรือบทลงโทษไว้ในคู่มือแทนที่จะอยู่ในข้อบังคับ
  • กำลังจะรวมสองเล่มเป็นเล่มเดียว หรือแยกเล่มที่รวมกันอยู่
  • มีแรงงานข้ามชาติและต้องจัดทำคำแปล

ทำ Document Hierarchy ให้ทุกคนรู้ว่าเอกสารใดมีอำนาจเรื่องอะไร

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คู่มือพนักงาน นโยบาย ขั้นตอนปฏิบัติงาน และประกาศรายครั้งมีหน้าที่ต่างกัน ควรมีตารางอ้างอิงที่บอกเจ้าของเอกสาร ผู้อนุมัติ ขอบเขตผู้ใช้ และเอกสารที่มีลำดับเหนือกว่า อย่าเขียนประโยคกว้างว่าบริษัทแก้ไขเอกสารใดก็ได้โดยถือว่าพนักงานยินยอมล่วงหน้าทุกกรณี

เอกสารเหมาะกับเรื่องไม่ควรใช้แทน
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหัวข้อที่กฎหมายกำหนดและกฎวินัยหลักคู่มือวิธีทำงานละเอียดที่เปลี่ยนบ่อย
คู่มือพนักงานอธิบายสิทธิ ช่องทาง และประสบการณ์ทำงานตัวบทที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนเฉพาะ
นโยบายหลักการเฉพาะเรื่อง เช่น ข้อมูล ค่าใช้จ่าย หรือความปลอดภัยการแก้เงื่อนไขรายบุคคลโดยพลการ
ขั้นตอนปฏิบัติงานลำดับงาน ผู้อนุมัติ และแบบฟอร์มฐานลงโทษที่ไม่เคยประกาศชัด

ใช้ Conflict Clause พร้อมทะเบียนข้อขัดแย้ง

ข้อความลำดับเอกสารช่วยได้เพียงส่วนหนึ่ง เมื่อพบเนื้อหาขัดกันต้องมีผู้รับผิดชอบตัดสินและแก้ต้นฉบับทุกจุด ทะเบียนควรบันทึกข้อความที่ขัด เอกสารที่มีผล วิธีแก้ วันที่เริ่มใช้ และกลุ่มที่ต้องรับทราบ มิฉะนั้นพนักงานใหม่อาจได้รับคู่มือฉบับหนึ่ง ขณะที่หัวหน้างานใช้ไฟล์อีกฉบับ

ทดสอบความเข้าใจ ไม่วัดเพียงการกดรับทราบ

ประเด็นสำคัญ เช่น การลา ความปลอดภัย การร้องเรียน และวินัย ควรมีตัวอย่างสถานการณ์หรือคำถามสั้นที่สะท้อนว่าพนักงานรู้วิธีปฏิบัติจริง การอบรมควรรองรับคนต่างกะ ต่างภาษา และผู้พิการตามความเหมาะสม หากคำแปลมีหลายภาษา ต้องกำหนดฉบับอ้างอิงและกระบวนการแก้ทุกภาษาในเวลาเดียวกัน

  • สุ่มถามหัวหน้างานว่าเมื่อเกิดเหตุจะเปิดเอกสารใดและส่งต่อใคร
  • ตรวจลิงก์ QR และโฟลเดอร์ว่าพาไปยังฉบับปัจจุบัน
  • ตรวจพนักงานที่ลาหรือเริ่มงานหลังวันประกาศว่าได้รับข้อมูลครบหรือไม่
  • เก็บฉบับเก่าไว้เพื่อพิสูจน์ประวัติ แต่ป้องกันไม่ให้ถูกหยิบไปใช้โดยไม่ตั้งใจ

สร้าง Policy Architecture Map

แผนที่ควรแสดงว่าเรื่องหนึ่งถูกกำหนดไว้ที่เอกสารใด ใครอนุมัติ และเอกสารใดอธิบายวิธีปฏิบัติ ตัวอย่างเรื่องวันลาอาจมีหลักในข้อบังคับ ขั้นตอนในคู่มือ และแบบคำขอในระบบ หากข้อความหลักเปลี่ยน ต้องมีรายการเอกสารปลายทางที่ต้องแก้ตาม

Red-Team ความขัดกันระหว่างเอกสาร

สถานการณ์สิ่งที่ต้องตรวจการแก้ที่ต้นเหตุ
ข้อบังคับกับคู่มือให้จำนวนวันต่างกันกฎหมาย ข้อตกลง และวันที่มีผลกำหนดฉบับอ้างอิงและแก้ทุกช่องทาง
คู่มืออนุญาตแต่ระบบไม่เปิดสิทธิConfig และกลุ่มผู้ใช้แก้ระบบพร้อมทดสอบรายกลุ่ม
หัวหน้างานใช้แบบฟอร์มเก่าแหล่งที่ดาวน์โหลดและสำเนาส่วนตัวปิดลิงก์เก่าและใช้จุดเก็บกลาง
คำแปลให้ความหมายต่างกันฉบับอ้างอิงและผู้ตรวจภาษาแก้ทุกภาษาในรอบเดียวกัน

แฟ้มจำลอง: คู่มือเขียนว่าต้องสอบสวนสามคน

ข้อบังคับไม่ได้กำหนดจำนวน แต่คู่มือเก่าเขียนให้ตั้งคณะกรรมการสามคน หน้างานใช้ผู้สอบสวนคนเดียวมาหลายปี เมื่อเกิดข้อพิพาท บริษัทต้องอธิบายสถานะของคู่มือและการไม่ทำตามกระบวนการของตน แผนแก้ควรตรวจแฟ้มเดิม กำหนดกระบวนการที่ทำได้จริง และสื่อสารฉบับใหม่ก่อนใช้กับเหตุถัดไป

Document Conflict Drill

  • เลือกเรื่องที่ปรากฏในเอกสารอย่างน้อยสองชนิด
  • ให้ HR หัวหน้างาน และพนักงานค้นคำตอบแยกกัน
  • บันทึกเอกสารที่แต่ละคนเปิดและคำตอบที่ได้
  • แก้ความขัดกันที่ต้นฉบับ ลิงก์ และระบบ
  • ทดสอบซ้ำกับคนที่ไม่ได้ร่วมแก้

สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง

ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับตรวจและร่างทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและEmployee Handbook ให้เป็นชุดเดียวกันที่อ้างอิงกันได้ พร้อมวางลำดับศักดิ์ของเอกสารให้ชัด เพื่อให้ฝ่ายบุคคลตอบได้ทันทีว่าเรื่องใดยึดเล่มไหน และแก้เล่มใดได้เร็วโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนประกาศ

จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือออกแบบเอกสารให้ตรงกับสิ่งที่บริษัททำได้จริง เพราะคู่มือที่เขียนไว้สวยแต่ขัดกับข้อบังคับ จะกลายเป็นหลักฐานที่ฝ่ายตรงข้ามใช้แทนที่จะเป็นเครื่องมือของบริษัท

สรุป

Employee Handbook กับข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ข้อบังคับเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้มีตามมาตรา 108 ต้องเป็นภาษาไทย ครอบคลุมแปดเรื่อง และประกาศใช้ภายใน 15 วัน ส่วนคู่มือเป็นเอกสารที่บริษัททำขึ้นเองและไม่มีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกัน คำตอบที่ใช้ได้จริงจึงเป็นการแยกสองเล่มโดยให้ข้อบังคับมีผลผูกพันและคู่มือทำหน้าที่อธิบาย พร้อมเขียนลำดับศักดิ์ไว้ในหน้าแรกของคู่มือ ตัวบทล่าสุดตรวจได้ที่ฐานข้อมูลกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน และแนวปฏิบัติที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง

หากบริษัทกำลังจะทำคู่มือพนักงาน ปรับข้อบังคับ หรือรวมสองเล่มเข้าด้วยกัน ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108 : นายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อย 8 เรื่อง ได้แก่ วันทำงาน เวลาทำงานปกติและเวลาพัก วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด วันและสถานที่จ่ายค่าจ้างและเงินอื่น วันลาและหลักเกณฑ์การลา วินัยและโทษทางวินัย การร้องทุกข์ การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ และต้องประกาศใช้ภายใน 15 วัน
  • Employee Handbook หรือคู่มือพนักงาน : ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายแรงงานไทยกำหนดให้ต้องมี จึงไม่มีสถานะเช่นเดียวกับข้อบังคับ และใช้แทนข้อบังคับตามมาตรา 108 ไม่ได้
  • มาตรา 110 : เมื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกาศข้อบังคับที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นภายในเจ็ดวัน นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรรวมรายละเอียดปฏิบัติที่เปลี่ยนบ่อยไว้ในข้อบังคับ (ควรตรวจถ้อยคำในตัวบทล่าสุดก่อนอ้างอิง)
  • มาตรา 116 : การพักงานเพื่อสอบสวนทำได้เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจไว้ เขียนไว้ในคู่มือพนักงานอย่างเดียวไม่เพียงพอ
  • มาตรา 119 (4) : การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง ต้องเป็นข้อบังคับหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว โดยหนังสือเตือนมีผลหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด
  • มาตรา 14/1 : สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ใช้กับข้อความในคู่มือที่กำหนดหน้าที่เพิ่มด้วย

คำถามที่พบบ่อย

มีคู่มือพนักงานแล้ว ยังต้องทำข้อบังคับอีกไหม

ยังต้องทำ เพราะคู่มือพนักงานไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายกำหนดให้มี จึงไม่ทำให้บริษัทพ้นหน้าที่ตามมาตรา 108 ซึ่งบังคับใช้กับนายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และกำหนดให้ข้อบังคับต้องเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อยแปดเรื่อง พร้อมประกาศใช้ภายใน 15 วัน ทางที่ประหยัดที่สุดคือทำข้อบังคับก่อน แล้วดึงเนื้อหามาเรียบเรียงเป็นคู่มือทีหลัง

รวมสองอย่างไว้เล่มเดียวได้ไหม

ทำได้ แต่มีผลข้างเคียงที่ควรรู้ก่อน คือเมื่อรวมกันแล้ว ทุกครั้งที่แก้รายละเอียดเล็ก ๆ ก็เท่ากับแก้ข้อบังคับ ซึ่งต้องประกาศฉบับที่แก้ไขภายในเจ็ดวันตามมาตรา 110 และควรเก็บหลักฐานการรับทราบใหม่ ในทางปฏิบัติภาระนี้ทำให้หลายบริษัทเลี่ยงไม่แก้เอกสารเลย จนสุดท้ายเอกสารล้าสมัยทั้งเล่ม

เขียนอำนาจพักงานไว้ในคู่มือพนักงานพอไหม

ไม่พอ เพราะมาตรา 116 กำหนดว่าการพักงานเพื่อสอบสวนทำได้เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจไว้ การเขียนไว้ในคู่มือซึ่งไม่ใช่เอกสารตามกฎหมายจึงไม่สร้างฐานอำนาจให้บริษัท เรื่องวินัย โทษทางวินัย และอำนาจพักงาน จึงควรอยู่ในข้อบังคับเท่านั้น ส่วนคู่มือใช้อธิบายขั้นตอนได้

คู่มือกับข้อบังคับเขียนไม่ตรงกัน ยึดฉบับไหน

ข้อบังคับเป็นเอกสารที่มีสถานะตามกฎหมาย จึงมีน้ำหนักมากกว่า แต่ปัญหาคือเมื่อบริษัทเขียนไว้สองที่ด้วยถ้อยคำต่างกัน ความไม่ตรงกันนั้นจะถูกฝ่ายตรงข้ามหยิบมาใช้ โดยเฉพาะเมื่อคู่มือเขียนผ่อนปรนกว่า วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือเขียนไว้ในหน้าแรกของคู่มือว่า หากขัดกับข้อบังคับให้ถือตามข้อบังคับ และคู่มือไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใหม่

ข้อบังคับทำเป็นภาษาอังกฤษได้ไหม

มาตรา 108 กำหนดให้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานต้องจัดทำเป็นภาษาไทย บริษัทที่มีผู้บริหารต่างชาติจึงควรมีฉบับภาษาไทยเป็นฉบับหลักที่มีผล แล้วจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นเป็นเอกสารประกอบ ส่วนคู่มือพนักงานเขียนภาษาใดก็ได้เพราะไม่ใช่เอกสารตามกฎหมาย กรณีมีแรงงานข้ามชาติควรมีคำแปลในภาษาที่พนักงานเข้าใจด้วย

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฝ่ายบุคคลตรวจปฏิทินและใบรับรองแพทย์ของพนักงานที่ลาป่วยบ่อยก่อนพิจารณามาตรการ กฎหมายแรงงาน

ลาป่วยบ่อยแต่มีใบรับรองแพทย์ HR ตรวจอะไรได้ก่อนลงโทษหรือเลิกจ้าง

ลาป่วยบ่อยแต่มีใบรับรองแพทย์ HR ควรแยกสิทธิลาป่วย ขั้นตอนการลา และหลักฐานให้ชัดก่อนลงโทษหรือเลิกจ้าง

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 14 นาที
หัวหน้าแผนกและฝ่ายบุคคลบันทึกความเสียหายของเครื่องจักรก่อนพิจารณาหักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหาย กฎหมายแรงงาน

หักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหายได้ไหม เมื่อพนักงานทำทรัพย์สินบริษัทเสียหาย

หักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหายต้องแยกจากสิทธิเรียกร้อง ตรวจความจงใจหรือประมาทร้ายแรง หนังสือยินยอม และเพดานการหักก่อนดำเนินการ

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 12 นาที
ผู้บริหารและฝ่ายบุคคลวางแผนกำหนดวันปิดประกาศก่อนย้ายสถานประกอบกิจการ กฎหมายแรงงาน

ย้ายสถานประกอบกิจการ ต้องแจ้งพนักงานเมื่อไรและเตรียมเอกสารอะไร

ย้ายสถานประกอบกิจการต้องปิดประกาศล่วงหน้าอย่างไร ตรวจเส้นตาย 30 วัน สิทธิพนักงาน และเอกสารที่ต้องเสร็จก่อนวันย้าย

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 6 นาที

ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE