บริษัทมีพนักงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ — เมื่อไรควรให้ทนายตรวจระบบเอกสารแรงงานทั้งชุด ฉบับทนาย ปี 2569

สรุปประเด็นสำคัญ
จังหวะที่ควรตรวจระบบเอกสารแรงงานทั้งชุด ไม่ได้ผูกกับความรู้สึกว่าบริษัทโตขึ้น แต่ผูกกับเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ซึ่งทำให้เกิดหน้าที่พร้อมกันหลายอย่าง คือต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทยตามมาตรา 108 และประกาศใช้ภายใน 15 วัน · ต้องจัดทำทะเบียนลูกจ้างตามมาตรา 112 · และต้องยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน (คร.11) ตามมาตรา 115/1 ภายในเดือนมกราคมของทุกปี ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
สิ่งที่บริษัทมักตกหล่นไม่ใช่เอกสารหลักอย่างสัญญาจ้าง แต่คือเอกสารเชิงกระบวนการ เช่น หลักฐานการประกาศข้อบังคับ หลักฐานการรับทราบรายบุคคล และการยื่นแบบประจำปี · เพราะทั้งสามอย่างนี้ไม่มีใครทวงจนกว่าจะมีเรื่อง แล้วตอนนั้นก็ย้อนกลับไปทำไม่ได้
คำถามที่เจ้าของกิจการถามบ่อยคือควรตรวจระบบเอกสารแรงงานทั้งชุดเมื่อไร คำตอบที่ตรงที่สุดไม่ได้อยู่ที่จำนวนพนักงานที่รู้สึกว่าเยอะแล้ว แต่อยู่ที่จุดที่กฎหมายผูกหน้าที่ใหม่เข้ามา บทความนี้รวมจังหวะที่ควรตรวจ พร้อมรายการเอกสารที่กฎหมายบังคับให้มี ซึ่งหลายอย่างไม่ใช่สัญญาจ้างอย่างที่คิด
จุดที่กฎหมายผูกหน้าที่ไว้กับจำนวนพนักงาน
เกณฑ์ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อนายจ้างมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป เพราะจุดนี้ทำให้เกิดหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน
อย่างแรกคือต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทยตามมาตรา 108 ซึ่งต้องครอบคลุมอย่างน้อย 8 เรื่อง และต้องประกาศใช้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวน · อย่างที่สองคือต้องจัดทำทะเบียนลูกจ้างตามมาตรา 112 พร้อมเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างและเงินอื่นตามมาตราที่เกี่ยวข้อง · อย่างที่สามคือต้องยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน หรือแบบ คร.11 ตามมาตรา 115/1 ภายในเดือนมกราคมของทุกปี
บริษัทที่ค่อย ๆ โตจากไม่กี่คนจนถึงหลักสิบ มักข้ามจุดนี้ไปโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีใครแจ้งเตือนในวันที่รับพนักงานคนที่สิบ
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดตรงไหน
เข้าใจผิดข้อ 1 — มีสัญญาจ้างครบทุกคนแล้ว ถือว่าเรียบร้อย · ความจริงคือ สัญญาจ้างเป็นเพียงหนึ่งในหลายอย่างที่ต้องมี ยังมีข้อบังคับ ทะเบียนลูกจ้าง เอกสารการจ่ายค่าจ้าง และแบบยื่นประจำปี · ผลเสียคือ ตรวจเจอตอนพนักงานตรวจแรงงานเข้ามา ซึ่งเป็นจังหวะที่แก้ไม่ทันแล้ว
เข้าใจผิดข้อ 2 — ไม่เคยมีคดี แปลว่าเอกสารใช้ได้ · ความจริงคือ การไม่มีคดีอาจแปลว่ายังไม่มีใครใช้สิทธิ ไม่ได้แปลว่าเอกสารถูกต้อง · ผลเสียคือ เมื่อมีคนแรกที่ใช้สิทธิ ปัญหาเดียวกันจะกระทบทั้งองค์กรพร้อมกัน เพราะทุกคนใช้แบบฟอร์มชุดเดียวกัน
เข้าใจผิดข้อ 3 — ทำข้อบังคับไว้แล้วตั้งแต่ตั้งบริษัท ไม่ต้องแตะอีก · ความจริงคือ กฎหมายแรงงานแก้ไขเป็นระยะ ล่าสุดคือฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568 และเมื่อแก้ไขข้อบังคับแล้วยังต้องประกาศฉบับที่แก้ไขภายในเจ็ดวันตามมาตรา 110 · ผลเสียคือ อ้างข้อบังคับที่ล้าสมัยเป็นฐานลงโทษ ดูข้อบังคับที่เขียนไว้แต่ใช้ลงโทษไม่ได้
เข้าใจผิดข้อ 4 — ย้ายพนักงานไปบริษัทในเครือแล้วเริ่มระบบใหม่ได้ · ความจริงคือ มาตรา 13 กำหนดว่ากรณีเปลี่ยนตัวนายจ้างหรือมีการโอนหรือควบกิจการ นายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ · ผลเสียคือ เอกสารเก่าหายไปแต่ภาระยังอยู่
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การตรวจเอกสารแรงงานคืองานที่ทำเมื่อมีปัญหา หรือทำตอนที่บริษัทว่าง เพราะเป็นงานเอกสารที่ไม่เร่งด่วนเท่างานผลิต
แต่ในทางคดี กฎหมายและศาลมักมองว่า เอกสารแรงงานเป็นระบบที่ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เอกสารแยกชิ้น สัญญาจ้างอ้างข้อบังคับ ข้อบังคับเป็นฐานของใบเตือน ใบเตือนเป็นฐานของหนังสือเลิกจ้าง เมื่อชิ้นใดชิ้นหนึ่งผิด ชิ้นที่เหลือก็ล้มตามกันทั้งแถว
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ ความเสียหายจากเอกสารไม่ได้เกิดทีละคน แต่เกิดพร้อมกันทั้งกลุ่ม เพราะบริษัทใช้แบบฟอร์มชุดเดียวกันกับทุกคน เมื่อพนักงานคนแรกยื่นคำร้องแล้วชนะในประเด็นที่เกิดจากแบบฟอร์ม พนักงานคนอื่นที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็มีข้อเท็จจริงเหมือนกันทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่การตรวจครั้งเดียวทั้งระบบให้ผลตอบแทนสูงกว่าการแก้ทีละเคสมาก
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ มองการตรวจเอกสารเป็นงานเดียวกับการตรวจเครื่องจักร คือทำตามรอบและทำก่อนเสีย ไม่ใช่รอให้หยุดเดินก่อนแล้วค่อยเรียกช่าง เพราะต้นทุนของสองแบบนี้ต่างกันมาก และแบบหลังมักมาพร้อมกับเวลาที่ไม่พอให้แก้
จังหวะที่ควรตรวจระบบเอกสารแรงงานทั้งชุด

| จังหวะ | ทำไมต้องตรวจตอนนี้ |
|---|---|
| มีลูกจ้างครบ 10 คน | เกิดหน้าที่พร้อมกันหลายอย่าง ทั้งข้อบังคับตามมาตรา 108 ทะเบียนลูกจ้างตามมาตรา 112 และแบบ คร.11 ตามมาตรา 115/1 |
| กฎหมายแรงงานมีการแก้ไข | ล่าสุดคือฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 มีผล 7 ธ.ค. 2568 ซึ่งกระทบเรื่องสิทธิลาที่เขียนไว้ในสัญญาและข้อบังคับทุกฉบับ |
| ควบรวม เปลี่ยนชื่อ หรือย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในเครือ | มาตรา 13 ผูกให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ · อายุงานไม่ได้เริ่มนับใหม่ ดู8 จุดเสี่ยงในสัญญาจ้างฉบับเก่า |
| เปลี่ยนระบบกะ เวลาทำงาน หรือวันหยุด | กระทบเรื่องที่ต้องอยู่ในข้อบังคับตามมาตรา 108 และต้องประกาศฉบับแก้ไขภายในเจ็ดวันตามมาตรา 110 |
| เพิ่มพนักงานประเภทใหม่ เช่น รับเหมาค่าแรง หรือแรงงานข้ามชาติ | เอกสารชุดเดิมมักไม่รองรับ ทั้งเรื่องผู้เป็นนายจ้าง คำแปล และหลักฐานการรับทราบ |
| เริ่มใช้ระบบสแกนใบหน้า ลายนิ้วมือ หรือกล้องเพื่อบริหารงานบุคคล | มีข้อพิจารณาเพิ่มเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องมีเอกสารแยกต่างหากจากสัญญาจ้าง |
| เคยมีข้อพิพาทแม้จะจบไปแล้ว | ปัญหาที่ทำให้เกิดเคสแรกมักยังอยู่ในแบบฟอร์ม และจะเกิดซ้ำกับคนถัดไป |
| ปลายปีก่อนถึงเดือนมกราคม | เป็นจังหวะที่ต้องเตรียมยื่นแบบ คร.11 อยู่แล้ว จึงตรวจระบบไปพร้อมกันได้โดยไม่เพิ่มภาระ |
จังหวะสุดท้ายเป็นจังหวะที่คุ้มที่สุด เพราะการรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นแบบประจำปี ทำให้เห็นสภาพเอกสารทั้งองค์กรอยู่แล้ว · ตัวบทของมาตราที่อ้างถึงตรวจได้ที่ฐานข้อมูลกฎหมายแรงงาน กระทรวงแรงงาน
รายการเอกสารที่ควรอยู่ในขอบเขตการตรวจ
- ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พร้อมหลักฐานการประกาศใช้และหลักฐานการแจ้งฉบับแก้ไขทุกครั้ง
- สัญญาจ้างทุกเวอร์ชันที่ใช้อยู่ พร้อมรายชื่อพนักงานที่เซ็นแต่ละเวอร์ชัน เพราะบริษัทเดียวมักมีหลายฉบับปนกัน
- ทะเบียนลูกจ้างและเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้าง ตามที่มาตรา 112 ถึง 115 กำหนด รวมถึงระยะเวลาการเก็บรักษา
- หลักฐานการรับทราบของพนักงานแต่ละคน ที่ระบุเวอร์ชันและวันที่ ไม่ใช่เขียนลอย ๆ ว่ารับทราบข้อบังคับบริษัท
- แบบฟอร์มทางวินัยทั้งชุด ทั้งหนังสือสอบสวน ใบเตือน และคำสั่งพักงาน ดูสิ่งที่หนังสือสอบสวนพนักงานต้องมี
- เอกสารด้านผลงาน ทั้งใบกำหนดหน้าที่ ตัวชี้วัด และแบบประเมินตามรอบ
- เอกสารเวลาทำงาน ทั้งตารางกะ ระบบลงเวลา และวิธีขออนุมัติล่วงเวลา
- ประกาศความเป็นส่วนตัวและนโยบายการเฝ้าติดตาม ซึ่งต้องแยกจากสัญญาจ้าง
- หลักฐานการยื่นแบบ คร.11 ย้อนหลัง เพื่อดูว่ายื่นครบทุกปีหรือไม่
ลำดับการตรวจที่ให้ผลเร็วที่สุด
- เริ่มที่ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก่อน เพราะเป็นฐานของการลงโทษทุกกรณีและของแบบฟอร์มทางวินัยทั้งชุด
- ตรวจหลักฐานการรับทราบเป็นอันดับสอง เพราะข้อบังคับที่ดีแต่พิสูจน์การรับทราบไม่ได้ มีน้ำหนักน้อยกว่าที่คิดมาก
- ตรวจสัญญาจ้างโดยเทียบกับสลิปเงินเดือนและตารางกะจริง ไม่ใช่ตรวจแต่ตัวหนังสือ
- ตรวจแบบฟอร์มทางวินัยและเอกสารด้านผลงาน ซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้บ่อยที่สุดและผิดบ่อยที่สุด
- ตรวจหน้าที่เชิงกระบวนการ คือทะเบียนลูกจ้าง เอกสารการจ่ายค่าจ้าง และการยื่นแบบประจำปี
- ตั้งรอบทบทวนถัดไป พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบ เพื่อไม่ให้กลับไปเป็นแบบเดิมภายในสองปี
ตรวจทั้งระบบครั้งเดียว กับมีที่ปรึกษาประจำ ต่างกันอย่างไร
สองอย่างนี้ตอบคนละโจทย์ และหลายบริษัทควรเริ่มจากอย่างแรกก่อน
- ตรวจทั้งระบบครั้งเดียว เหมาะกับบริษัทที่เอกสารสะสมมานานโดยไม่เคยผ่านการตรวจ ผลลัพธ์คือชุดเอกสารที่ใช้ได้ทั้งองค์กร ทำจบแล้วอยู่ได้หลายปีถ้ากฎหมายไม่เปลี่ยน
- ที่ปรึกษาประจำ เหมาะกับบริษัทที่มีเรื่องต้องตัดสินใจบ่อย เช่น ออกใบเตือนหรือสอบสวนทางวินัยเป็นประจำ เพราะกรอบเวลาตามกฎหมายหลายเรื่องสั้นเพียง 3 ถึง 7 วัน ดูเมื่อไรควรมีทนายแรงงานรายเดือน
- ลำดับที่แนะนำ คือตรวจทั้งระบบให้จบก่อน แล้วค่อยประเมินว่าความถี่ของเรื่องที่เกิดจริงถึงจุดที่ต้องมีที่ปรึกษาประจำหรือยัง
กรณีแบบไหนที่ควรตรวจทันที ไม่ต้องรอรอบ
- เพิ่งมีลูกจ้างครบ 10 คน หรือกำลังจะครบภายในปีนี้
- ยังไม่เคยยื่นแบบ คร.11 หรือไม่แน่ใจว่าเคยยื่นหรือไม่
- ข้อบังคับลอกมาจากที่อื่น หรือไม่เคยแก้ไขเลยตั้งแต่ประกาศใช้
- ตอบไม่ได้ว่าพนักงานคนไหนใช้สัญญาฉบับใด
- เพิ่งควบรวมหรือย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในเครือ
- มีพนักงานยื่นคำร้องหรือสอบถามเรื่องสิทธิ แม้จะยังไม่เป็นข้อพิพาท
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ทีมทนายคดีแรงงานของเรารับตรวจระบบเอกสารแรงงานทั้งชุดให้โรงงานและบริษัทผู้ผลิต โดยส่งกลับเป็นรายการจุดที่ต้องแก้พร้อมจัดลำดับความเร่งด่วน แยกให้ชัดว่าข้อไหนต้องแก้ทันที ข้อไหนรอรอบถัดไปได้ และข้อไหนเป็นหน้าที่ตามกำหนดเวลาที่ห้ามพลาด
จุดที่สำนักงานเน้นเป็นพิเศษคือตรวจโดยเทียบกับสิ่งที่ทำจริง ทั้งสลิปเงินเดือน ตารางกะ และระบบลงเวลา ไม่ใช่ตรวจแต่ตัวหนังสือ เพราะเอกสารที่ถูกต้องแต่ไม่ตรงกับหน้างาน ยังเป็นความเสี่ยงอยู่ดี ทั้งนี้สำนักงานดูแลครบ 8 สายงานกฎหมายในที่เดียว งานที่แตะข้อมูลพนักงานจึงต่อยอดไปที่ทีมงานด้านคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ต้องหาที่ปรึกษาใหม่
สรุป
จังหวะที่ควรตรวจระบบเอกสารแรงงานผูกกับเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ความรู้สึกว่าบริษัทโตแล้ว โดยจุดสำคัญที่สุดคือเมื่อมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ซึ่งทำให้เกิดหน้าที่พร้อมกันทั้งข้อบังคับตามมาตรา 108 ทะเบียนลูกจ้างตามมาตรา 112 และแบบ คร.11 ตามมาตรา 115/1 ที่ต้องยื่นภายในเดือนมกราคมของทุกปี ส่วนสิ่งที่ตกหล่นบ่อยที่สุดไม่ใช่สัญญาจ้าง แต่เป็นเอกสารเชิงกระบวนการที่ไม่มีใครทวงจนกว่าจะมีเรื่อง ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง
หากบริษัทกำลังจะขยายกำลังคน ควบรวมกิจการ เปลี่ยนระบบกะ หรือทบทวนเอกสารแรงงาน ควรให้ฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารก่อนดำเนินการ เพราะความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เฉพาะวันที่เกิดข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 115/1 ⭐ — นายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน (แบบ คร.11) ต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในเดือนมกราคมของทุกปี · ยื่นได้ทั้งด้วยตนเองที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือทางออนไลน์ · ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท · มาตรานี้อยู่ในกลุ่มที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 จึงควรตรวจถ้อยคำฉบับล่าสุดก่อนอ้างอิง
- มาตรา 108 ⭐ — นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อย 8 เรื่อง ได้แก่ วันทำงาน เวลาทำงานปกติและเวลาพัก · วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด · หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุด · วันและสถานที่จ่ายค่าจ้างและเงินอื่น · วันลาและหลักเกณฑ์การลา · วินัยและโทษทางวินัย · การร้องทุกข์ · การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ · และต้องประกาศใช้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวน
- มาตรา 110 — เมื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกาศข้อบังคับที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นภายในเจ็ดวัน (ควรตรวจถ้อยคำในตัวบทล่าสุดก่อนอ้างอิง)
- มาตรา 112 · 113 · 114 · 115 ⭐ — นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดทำทะเบียนลูกจ้างเป็นภาษาไทย พร้อมรายละเอียดที่กฎหมายกำหนด และต้องจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างและเงินอื่น พร้อมเก็บรักษาไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด · หากแสดงเอกสารไม่ได้หรือไม่ครบถ้วนเมื่อมีข้อสงสัย จะเป็นผลเสียต่อฝ่ายนายจ้าง (ควรตรวจรายละเอียดและระยะเวลาเก็บรักษาในตัวบทล่าสุดก่อนอ้างอิง)
- มาตรา 13 — กรณีเปลี่ยนตัวนายจ้าง โอน หรือควบกิจการ ซึ่งมีผลให้ลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ
- มาตรา 14/1 — สัญญาจ้าง ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
- พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 — ราชกิจจานุเบกษา 7 พ.ย. 2568 · มีผล 7 ธ.ค. 2568 · แก้ไขเพิ่มเติม ม.4/1, 41, 41/1, 59, 59/1, 59/2, 115/1 · กระทบข้อความเรื่องสิทธิลาในสัญญาจ้างและข้อบังคับทุกฉบับ
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — เอกสารแรงงานทั้งชุดมีข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เต็ม จึงต้องพิจารณาเรื่องสิทธิเข้าถึงและระยะเวลาเก็บควบคู่ไปกับหน้าที่ตามกฎหมายแรงงาน
คำถามที่พบบ่อย
บริษัทขนาดเท่าไรถึงต้องมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
มาตรา 108 กำหนดไว้ที่นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป โดยต้องจัดทำเป็นภาษาไทย ครอบคลุมอย่างน้อย 8 เรื่อง และประกาศใช้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวน จุดนี้เป็นจุดที่บริษัทที่ค่อย ๆ โตมักข้ามไปโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีใครแจ้งเตือนในวันที่รับพนักงานคนที่สิบ
แบบ คร.11 คืออะไร ต้องยื่นเมื่อไร
เป็นแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานตามมาตรา 115/1 ซึ่งนายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปต้องยื่นภายในเดือนมกราคมของทุกปี ยื่นได้ทั้งด้วยตนเองที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท จึงควรตรวจย้อนหลังว่าบริษัทยื่นครบทุกปีหรือไม่
มีสัญญาจ้างครบทุกคนแล้ว ยังต้องตรวจอะไรอีก
ยังมีอีกหลายอย่าง ทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานพร้อมหลักฐานการประกาศ ทะเบียนลูกจ้างและเอกสารการจ่ายค่าจ้าง แบบฟอร์มทางวินัย เอกสารด้านผลงาน เอกสารเวลาทำงาน ประกาศความเป็นส่วนตัว และหลักฐานการยื่นแบบประจำปี สิ่งที่ตกหล่นบ่อยที่สุดคือหลักฐานเชิงกระบวนการ เช่น หลักฐานว่าพนักงานรายนั้นรับทราบข้อบังคับฉบับที่ใช้อยู่ ซึ่งย้อนกลับไปทำทีหลังไม่ได้
ควรตรวจทั้งระบบ หรือจ้างที่ปรึกษาประจำดีกว่า
ตอบคนละโจทย์ การตรวจทั้งระบบเหมาะกับบริษัทที่เอกสารสะสมมานานโดยไม่เคยผ่านการตรวจ ทำจบครั้งเดียวแล้วได้ชุดเอกสารที่ใช้ได้ทั้งองค์กร ส่วนที่ปรึกษาประจำเหมาะกับบริษัทที่มีเรื่องต้องตัดสินใจบ่อย เพราะกรอบเวลาตามกฎหมายหลายเรื่องสั้นเพียงสามถึงเจ็ดวัน ลำดับที่แนะนำคือตรวจทั้งระบบให้จบก่อน แล้วค่อยประเมินความถี่ของเรื่องที่เกิดจริง
ตรวจครั้งหนึ่งแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงสองด้าน คือด้านกฎหมายและด้านบริษัท หากกฎหมายไม่แก้ไขและบริษัทไม่เปลี่ยนโครงสร้างหรือระบบกะ ชุดเอกสารที่ตรวจแล้วมักใช้ได้ต่อเนื่องหลายปี แต่เมื่อกฎหมายแก้ไข เช่น ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568 ก็ต้องทบทวนใหม่ทันที จึงควรตั้งรอบทบทวนไว้อย่างน้อยปีละครั้งพร้อมกับการเตรียมยื่นแบบประจำปี
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายแรงงาน
สัญญาจ้างหัวหน้างานกับพนักงานทั่วไป ต่างกันตรงไหน 8 ข้อที่ต้องแยก ฉบับทนาย ปี 2569
สัญญาจ้างหัวหน้างานต่างจากพนักงานทั่วไปที่อำนาจและความรับผิดชอบ ไม่ใช่เงินเดือน รวม 8 ข้อที่ต้องแยก
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
กฎหมายแรงงาน
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ใช้ผิดอาจกลายเป็นต้องจ่ายค่าชดเชย — งานแบบไหนถึงใช้ได้ ฉบับทนาย ปี 2569
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นค่าชดเชยมีเงื่อนไขแคบมาก ใช้ผิดประเภทอาจต้องจ่ายเต็มตามอายุงาน
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
กฎหมายแรงงาน
สัญญาจ้างผู้บริหารควรเขียนเรื่องโบนัส KPI ความลับ และการยุติสัญญาอย่างไร ฉบับทนาย ปี 2569
สัญญาจ้างผู้บริหารที่เขียนกว้างเกินไป มักบังคับใช้ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้จริง รวม 8 เรื่องที่ต้องออกแบบตั้งแต่วันรับเข้า
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 9 นาที
ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ