081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

สัญญากู้ยืมเงินและรับสภาพหนี้ คู่มือร่างและตรวจทีละข้อ

ผู้ให้กู้และผู้กู้ตรวจเอกสารเงินกู้ พร้อมข้อความ ให้ยืมเงิน ต้องเขียนอะไรให้ครบ

สรุปประเด็นสำคัญ

สัญญากู้ยืมเงินที่ใช้ได้จริงต้องผูกผู้กู้กับเงินที่ได้รับ ระบุยอดเงินต้น วันคืนเงิน และดอกเบี้ยที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ต้องอ้างหนี้เดิมและยอดคงเหลือ ไม่เขียนเสมือนจ่ายเงินกู้ใหม่ทั้งที่ไม่ได้จ่าย การกู้เกิน 2,000 บาทต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเพื่อฟ้องร้องบังคับคดี และต้องตรวจอายุความแยกจากความครบถ้วนของเอกสาร

โอนเงินให้เพื่อนแล้วหนึ่งแสนบาท อีกหกเดือนจึงอยากทำสัญญา ควรใช้สัญญากู้ยืมเงินหรือหนังสือรับสภาพหนี้ และถ้าเพื่อนคืนมาแล้วสองหมื่นบาท จะเขียนยอดหนึ่งแสนตามสลิปเดิมได้หรือไม่ คำตอบเริ่มจากข้อเท็จจริงของเงิน ไม่ได้เริ่มจากการเลือกแบบฟอร์มที่ถ้อยคำดูเข้มที่สุด

คู่มือนี้พาอ่านสัญญาตามลำดับการร่าง ตั้งแต่ชื่อเอกสารถึงข้อเบ็ดเตล็ด โดยเน้นการให้กู้ระหว่างบุคคลทั่วไป เช่น เพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก ไม่ใช่หลักเกณฑ์สินเชื่อของธนาคารหรือผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ ตัวอย่างทุกกรณีเป็นกรณีสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด และตัวอย่างถ้อยคำเป็นรายข้อซึ่งต้องปรับให้สัมพันธ์กับสัญญาทั้งฉบับ

หากต้องการเตรียมข้อมูลก่อนเริ่มร่าง อ่านภาพรวมเรื่อง ร่างสัญญากู้ยืมเงินระหว่างบุคคล ควบคู่กัน ส่วนบทความนี้ใช้ตรวจว่าแต่ละข้อควรเขียนอะไร มีผลอย่างไร และจุดใดควรให้ ทนายร่างและตรวจสัญญา จัดการก่อนลงนาม

ชื่อสัญญา: เลือกให้ตรงว่าให้กู้ใหม่ รับสภาพหนี้ หรือยุติข้อพิพาท

ชื่อเอกสารบอกประเภทงาน แต่เนื้อหาเป็นตัวกำหนดผล

สัญญากู้ยืมเงินเหมาะกับการกำหนดเงื่อนไขให้ยืมและคืนเงิน ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ใช้ยืนยันหนี้ที่มีอยู่แล้ว ทั้งสองอย่างอาจอยู่ในแฟ้มเดียวกันได้ แต่ไม่ควรทำให้คนอ่านเข้าใจว่ามีการให้เงินซ้ำอีกครั้ง การเขียนว่า “ได้รับเงินกู้ครบถ้วนในวันนี้” ทั้งที่โอนเมื่อปีก่อน ทำให้วันส่งมอบและบัญชีเงินขัดกันโดยไม่จำเป็น

การกู้ยืมเงินเป็นการยืมใช้สิ้นเปลือง ตามหลักมาตรา 650 สัญญาบริบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์ที่ยืม ข้อความในกระดาษจึงไม่ควรใช้แทนการตรวจว่ามีการจ่ายเงินจริงหรือไม่ หากลงนามก่อนโอน ให้ระบุเงื่อนไขการโอนและทำหลักฐานรับเงินเมื่อเงินเข้าจริง แยกวันที่ลงนามออกจากวันที่ส่งมอบได้

แยกเอกสารสี่ลักษณะก่อนเลือกชื่อ

สถานการณ์เอกสารที่ควรพิจารณาจุดที่ต้องระวัง
กำลังจะให้เงินกู้สัญญากู้ยืมเงินและหลักฐานการส่งมอบไม่รับรองว่าได้เงินแล้วก่อนเงินเข้าจริง
ให้เงินไปแล้ว ยอดตรงกันหนังสือรับสภาพหนี้และข้อตกลงชำระอ้างวันที่และหลักฐานหนี้เดิม
ยอดหนี้มีข้อโต้แย้ง ต่างฝ่ายยอมลดข้อเรียกร้องสัญญาประนีประนอมยอมความระบุสิทธิที่ยุติและหน้าที่ที่เกิดใหม่
เปลี่ยนผู้เป็นลูกหนี้หรือเปลี่ยนสาระหนี้อย่างสำคัญข้อตกลงเฉพาะเรื่องตามข้อเท็จจริงตรวจผลแปลงหนี้และผลต่อหลักประกัน

การผ่อนผันเวลาไม่ทำให้ทุกเอกสารกลายเป็นประนีประนอม และการเขียนคำว่า “รับสภาพหนี้” ไม่ทำให้หนี้ที่ไม่มีอยู่จริงเกิดขึ้นโดยชอบ เอกสารหนึ่งหน้าที่ระบุหนี้ตรงอาจมีประโยชน์กว่าเอกสารสิบหน้าที่ไม่รู้ว่าเงินก้อนใด

ตัวอย่างชื่อและข้อความเปิด

“หนังสือรับสภาพหนี้และข้อตกลงชำระหนี้ตามรายการโอนเงินเดิม” ลูกหนี้รับรองยอดเงินต้นคงเหลือตามบัญชีแนบท้าย ซึ่งเกิดจากการรับเงินในวันที่ระบุในบัญชีนั้น การลงนามครั้งนี้มิใช่หลักฐานว่ามีการส่งมอบเงินกู้ก้อนใหม่ในวันลงนาม

ถ้อยคำนี้ช่วยแยกหนี้เดิมกับเงินใหม่ แต่ยังไม่ตอบว่าตั้งใจเปลี่ยนสิทธิเดิมมากเพียงใด ต้องอ่านร่วมกับข้อชำระหนี้ การปลดหนี้ และหลักประกัน หากมีการลดหนี้แลกกับการชำระตามกำหนด ให้กำหนดเงื่อนไขส่วนลดให้ชัด ไม่ใช้ข้อความ “ยกเลิกสัญญาเดิมทั้งหมด” โดยไม่ตรวจผลต่อสิทธิที่ต้องการเก็บไว้

การระบุตัวคู่สัญญา: ใครให้กู้ ใครรับเงิน และใครต้องคืน

ชื่อจริงต้องเชื่อมกับคน บัญชี และลายมือชื่อ

ระบุชื่อและนามสกุลตามหลักฐานราชการ ที่อยู่สำหรับติดต่อ และข้อมูลระบุตัวเท่าที่จำเป็น ตรวจต้นฉบับก่อนจัดทำสำเนา บัตรหมดอายุหรือชื่อเดิมไม่ได้ทำให้หนี้หายไปเอง แต่ควรมีหลักฐานเชื่อมชื่อเดิมกับชื่อปัจจุบัน การใช้ชื่อเล่นอย่างเดียวทำให้ขั้นพิสูจน์ตัวบุคคลยุ่งยากขึ้น

บัญชีรับเงินควรเป็นของผู้กู้ หากขอให้โอนไปยังญาติหรือคู่ค้า ต้องมีคำสั่งของผู้กู้ที่ตรวจสอบได้ ระบุว่าการโอนนั้นเป็นการส่งมอบเงินให้ผู้กู้ตามสัญญา ไม่ควรอนุมานจากการที่ผู้รับเงินเป็นคู่สมรสหรืออยู่บ้านเดียวกัน ผู้รับโอนกับผู้มีหน้าที่คืนอาจเป็นคนละคน

“ผู้กู้ขอให้ส่งมอบเงินจำนวน [ยอดจริง] โดยโอนเข้าบัญชี [ชื่อผู้รับและข้อมูลบัญชี] ตามคำสั่งของผู้กู้ในเอกสารแนบ [เลขที่] เมื่อเงินเข้าบัญชีดังกล่าวแล้ว ผู้กู้จะลงนามยืนยันรายการรับเงินที่เกิดขึ้นจริง”

กรณีโอนให้บุคคลที่สามควรเก็บหลักฐานเหตุผลและความยินยอมด้วย ถ้ารายชื่อบัญชีเปลี่ยนกะทันหัน ให้ยืนยันผ่านช่องทางเดิมที่รู้ว่าเป็นคู่สัญญาจริงก่อนโอน ไม่ใช้เพียงข้อความจากบัญชีแชทใหม่เป็นหลักฐานว่าปลอดภัยแล้ว

ผู้กู้หลายคน คู่สมรส และผู้ค้ำประกัน ต้องแยกฐานะ

ถ้าผู้กู้สองคนต้องรับผิดร่วมกัน ให้ระบุว่ากู้ร่วมในยอดใดและรับเงินอย่างไร อย่าเขียนเพียงชื่อทั้งคู่แล้วหวังว่าจะต้องรับผิดเต็มจำนวนเสมอ คู่สมรสไม่ได้กลายเป็นผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันเพราะลงชื่อ “รับทราบ” ต้องแยกการยินยอมเกี่ยวกับทรัพย์สินกับการเข้ารับผิดเป็นหนี้

พยานทำหน้าที่รับรองเหตุการณ์ที่ตนเห็น ไม่ได้มีหน้าที่คืนเงินแทนผู้กู้โดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการค้ำประกัน ต้องจัดทำข้อค้ำประกันตามกฎหมาย ระบุหนี้และขอบเขตความรับผิด ไม่เปลี่ยนหัวช่องพยานเป็นผู้ค้ำภายหลัง อ่านเรื่อง ข้อสัญญาค้ำประกันเงินกู้ ก่อนนำบุคคลอีกคนเข้ารับผิด

บริษัทเป็นผู้กู้ ต้องตรวจอำนาจ ไม่ใช่ดูนามบัตร

ขอหนังสือรับรองนิติบุคคลที่เป็นปัจจุบัน ตรวจกรรมการผู้มีอำนาจ จำนวนผู้ลงชื่อ และเงื่อนไขประทับตรา รวมถึงมติหรืออำนาจอนุมัติตามที่กิจการนั้นต้องใช้ เจ้าของกิจการที่ลงชื่อในนามบริษัทไม่ได้เป็นลูกหนี้ส่วนตัวโดยอัตโนมัติ และการใช้เงินเพื่อบริษัทไม่ได้ทำให้บริษัทเป็นผู้กู้ หากเอกสารระบุบุคคลเป็นผู้กู้เอง

ผู้เยาว์ ผู้ถูกจำกัดความสามารถ ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้ลงนามแทนผู้ที่อ่านเอกสารไม่ได้ ต้องตรวจเงื่อนไขเฉพาะก่อนลงชื่อ หากใช้ลายพิมพ์นิ้วมือหรือเครื่องหมายแทนลายมือชื่อ ต้องดำเนินการตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ถือว่ามีพยานลงชื่อหนึ่งคนแล้วเพียงพอทุกกรณี

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม: ก่อนตรวจว่าถ้อยคำแน่นพอหรือไม่ ให้ถามก่อนว่าถ้าต้องฟ้อง จะฟ้องใครด้วยหลักฐานใด ถ้าชื่อผู้กู้ ชื่อเจ้าของบัญชี และผู้ลงนามไม่ตรงกัน ต้องอธิบายความสัมพันธ์นั้นในเอกสารตั้งแต่วันนี้

วันที่ของสัญญา: แยกวันลงนาม วันรับเงิน วันครบกำหนด และอายุความ

สี่วันที่ไม่ควรเขียนรวมเป็นวันเดียว

วันลงนามคือวันที่ทำเอกสาร วันส่งมอบเงินคือวันที่เงินถึงผู้กู้ตามวิธีที่ตกลง วันครบกำหนดคือวันที่ต้องคืน ส่วนวันผิดนัดต้องพิจารณาตามกำหนดชำระและเงื่อนไขการเตือน การเขียนเอกสารย้อนหลังเพื่อทำให้ทุกวันตรงกันอาจทำให้หลักฐานเสียความน่าเชื่อถือ จัดทำเอกสารวันนี้และบรรยายการโอนในอดีตตามจริงได้

สัญญาที่กำหนดชำระวันแน่นอนควรเขียนวัน เดือน ปีครบ รวมทั้งวิธีจัดการวันหยุด เวลาที่ถือว่ารับเงิน และงวดสุดท้าย ไม่ใช้เพียง “ทุกสิ้นเดือนจนกว่าจะหมด” หากจำนวนเงินต่องวดไม่ลงตัว ควรทำตารางยอดตั้งต้น เงินต้นที่จะตัด และยอดสุดท้ายให้คำนวณได้

“คู่สัญญาลงนามวันที่ [วันจริง] โดยผู้กู้ได้รับเงินแล้วตามรายการโอนวันที่ [วันโอนจริง] ผู้กู้ตกลงชำระเงินต้นตามตารางแนบท้าย เริ่มงวดแรกวันที่ [วัน] และงวดสุดท้ายวันที่ [วัน] กรณีวันครบกำหนดเป็นวันหยุดให้ใช้หลักเกณฑ์ [ที่ตกลงโดยชอบ]”

ไม่มีวันคืนเงิน ไม่ได้แปลว่าต้องรอจนผู้กู้พร้อม

มาตรา 652 วางหลักกรณีไม่ได้กำหนดเวลาคืน ผู้ให้ยืมบอกกล่าวให้คืนภายในเวลาอันควรที่กำหนดได้ จึงควรมีหนังสือที่บอกยอดและให้เวลาสมควร พร้อมหลักฐานการถึงผู้รับ ไม่ควรเติมวันครบกำหนดย้อนหลังในสัญญาเดิมเอง หรือคิดดอกเบี้ยผิดนัดย้อนจากวันที่ที่ยังไม่เกิดหน้าที่ชำระตามกฎหมาย

อายุความต้องเปิดแฟ้มตรวจ ไม่ใช่เดาจากชื่อสัญญา

อย่าสรุปว่าหนี้กู้ทุกกรณีมีอายุความสิบปีเหมือนกันทั้งหมด เงินต้นที่ชำระครั้งเดียว เงินต้นผ่อนเป็นงวด และดอกเบี้ยค้างอาจมีหลักอายุความต่างกัน มาตรา 193/30 เป็นหลักทั่วไปเมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดอย่างอื่น ขณะที่มาตรา 193/33 มีรายการสิทธิเรียกร้องที่อายุความห้าปี รวมถึงดอกเบี้ยค้างและเงินผ่อนทุนคืนเป็นงวดตามลักษณะที่กฎหมายกำหนด

การรับสภาพหนี้ก่อนขาดอายุความอาจทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 และเริ่มนับใหม่ตามมาตรา 193/15 แต่ต้องดูว่ารับหนี้ใด รับโดยใคร และเกิดเมื่อใด ส่วนการทำเอกสารหลังขาดอายุความต้องวิเคราะห์บทเรื่องรับสภาพความรับผิดหรือสละประโยชน์แห่งอายุความต่างหาก ไม่ใช่เขียนคำว่ารับสภาพหนี้แล้วได้สิบปีใหม่เสมอ

ในแฟ้มควรทำเส้นเวลาเริ่มจากการรับเงิน วันแต่ละงวดถึงกำหนด การจ่ายบางส่วน หนังสือรับรองยอด และการดำเนินคดี ใส่เอกสารอ้างอิงทุกจุด หนังสือทวงถามของเจ้าหนี้ฝ่ายเดียวไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงโดยอัตโนมัติ หากใกล้ครบกำหนดไม่ควรรอการเจรจาที่ไม่มีกรอบเวลา

อารัมภบท: เล่าที่มาของหนี้ให้ตรวจย้อนกลับได้

เขียนเรื่องที่จำเป็นต่อสิทธิ ไม่ต้องเล่าประวัติความสัมพันธ์

Recitals หรืออารัมภบทช่วยบอกว่าทำไมจึงมีเอกสารฉบับนี้ เช่น ให้กู้เพื่อเงินทุนหมุนเวียน เคยโอนกี่ครั้ง ชำระมาแล้วเท่าใด และกำลังตกลงผ่อนใหม่ ข้อความควรสั้นพอที่จะอ่านเห็นลำดับ แต่ต้องเชื่อมกับหลักฐานได้ ไม่ใช้ถ้อยคำกว้างว่า “คู่สัญญามีหนี้สินต่อกันตามที่ทราบดี” แทนการระบุหนี้

สำหรับเงินกู้ใหม่ วัตถุประสงค์อาจช่วยกำหนดเงื่อนไขก่อนจ่ายเงิน แต่ไม่ควรทำให้ดูเป็นการร่วมลงทุนถ้าต้องการหนี้กู้ การรับผลตอบแทนตามกำไรและรับความเสี่ยงขาดทุนต่างจากการกู้ที่ต้องคืนเงินต้นตามข้อตกลง หากข้อเท็จจริงเป็นลงทุน ต้องจัดประเภทนิติสัมพันธ์ใหม่ ไม่เปลี่ยนชื่อเป็นกู้เพื่อหวังให้เรียกเงินกลับได้ง่าย

ตัวอย่างบัญชีที่มาหนี้ในกรณีสมมติ

เหตุการณ์ยอดเงินหลักฐานที่ควรผูกไว้
โอนเงินกู้ครั้งแรก100,000 บาทรายการเดินบัญชีและข้อความขอกู้
โอนเพิ่มครั้งที่สอง50,000 บาทคำตกลงให้กู้เพิ่มและสลิป
ชำระคืนที่ตกลงตัดเงินต้นแล้ว30,000 บาทใบรับชำระและยอดหลังตัด
เงินต้นคงเหลือ ณ วันที่ตรวจ120,000 บาทบัญชีหนี้ที่ทั้งสองฝ่ายตรวจและลงนาม

ตารางนี้สมมติว่าไม่มีข้อพิพาทเรื่องดอกเบี้ยหรือวิธีตัดยอด จึงนำ 150,000 ลบ 30,000 ได้ 120,000 บาท ในงานจริงต้องดูว่าการชำระก่อนหน้าใช้ตัดรายการใดโดยชอบ และมีเงินที่ต้องปรับคืนหรือไม่ ห้ามดึงยอดเงินโอนทั้งหมดมาเป็นเงินต้นค้างโดยไม่หักการชำระ

อารัมภบทไม่ควรซ่อนการปลดหนี้

หากตกลงลดหนี้จาก 120,000 เหลือ 100,000 บาท ต้องเขียนเงื่อนไขลดหนี้ในข้อปฏิบัติการด้วย เช่น ลดทันทีหรือเมื่อชำระครบภายในวันใด การเขียนเพียง “ประสงค์จะช่วยเหลือลูกหนี้” ไม่บอกว่าปลดหนี้ไปแล้วหรือยัง และการตกลงส่วนลดที่กลับมาเรียกได้เมื่อผิดนัดต้องตรวจความเป็นธรรมและผลทางกฎหมายเป็นรายกรณี

หากมีคดีหรือคำพิพากษาอยู่แล้ว ต้องระบุเลขคดีและฐานสิทธิที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง การตกลงหลังคำพิพากษามีผลต่อการบังคับคดีและกำหนดเวลาที่ต่างจากหนี้ก่อนฟ้อง อย่านำแบบรับสภาพหนี้ทั่วไปไปใช้โดยไม่ตรวจสถานะคดี

การตีความและคำนิยาม: ทำให้เงินทุกประเภทมีความหมายเดียว

แยกเงินต้น ดอกเบี้ยปกติ ดอกเบี้ยผิดนัด และค่าใช้จ่าย

เงินต้นควรหมายถึงเงินที่ส่งมอบจริงและยังไม่ได้คืน ไม่รวมดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมายหรือค่าบริการที่ใช้บังการเรียกดอกเบี้ย ดอกเบี้ยปกติคือผลตอบแทนตามข้อตกลงที่ชอบ ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดมีฐานและช่วงเวลาอีกส่วนหนึ่ง คำว่า “ยอดหนี้ทั้งหมด” ต้องแตกองค์ประกอบ มิฉะนั้นไม่รู้ว่าคิดดอกเบี้ยซ้อนบนอะไร

กำหนด “งวด” ด้วยวันครบกำหนดและจำนวนเงิน “ยอดค้างชำระ” ด้วยรายการที่ถึงกำหนดแล้ว และ “ยอดเงินต้นคงเหลือ” ด้วยยอดหลังตัดการชำระ ทั้งสามคำไม่ใช่ยอดเดียวกันเสมอ โดยเฉพาะสัญญาผ่อนชำระที่ยังมีงวดอนาคต

“เงินต้นคงเหลือ หมายถึงเงินต้นที่ส่งมอบจริงตามหลักฐานแนบท้าย หักจำนวนที่ชำระตัดเงินต้นแล้ว ไม่รวมดอกเบี้ยผิดนัด เบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายอื่น เว้นแต่มีการรวมยอดโดยชอบด้วยกฎหมายและระบุฐานไว้เป็นการเฉพาะ”

ลำดับเอกสารและวิธีนับวันควรช่วยแก้ข้อขัดกัน

หากตารางผ่อนชำระเขียนเดือนละ 10,000 บาท แต่ข้อความหลักเขียน 12,000 บาท ควรแก้ให้ตรงก่อนลงนาม ไม่หวังพึ่งข้อ “ให้สัญญาหลักมีผลเหนือเอกสารแนบ” เพื่อกลบความผิดพลาด ระบุชื่อเอกสารแนบ เลขฉบับ จำนวนหน้า และวันที่ให้ครบ หากแก้ตารางภายหลังต้องมีความตกลงและเก็บฉบับเดิมไว้

วันปฏิทินกับวันทำการมีผลต่างกันในการแจ้งเตือนและชำระเงิน หากใช้วันทำการ ให้ระบุว่าเป็นวันทำการของหน่วยงานหรือธนาคารใด ไม่กำหนดวิธีนับที่ทำให้ผู้กู้เสียสิทธิตามกฎหมายบังคับ ส่วนภาษาสัญญาต่างประเทศควรระบุฉบับที่ใช้อ้างอิงเมื่อข้อความต่างกัน แต่ไม่ทำให้การแปลผิดหรือการหลอกลวงหมดผล

อย่านำคำอังกฤษมาใส่โดยไม่มีงานให้คำเหล่านั้นทำ

คำว่า Event of Default, Material Breach หรือ Entire Agreement อาจมีประโยชน์หากนิยามสอดคล้องกับกฎหมายไทยและข้อเท็จจริง แต่การใส่ไว้เฉย ๆ ไม่ได้เพิ่มสิทธิให้ผู้ให้กู้ การใช้คำง่ายว่า “ผิดนัดชำระงวดที่ถึงกำหนด” พร้อมขั้นตอนแจ้งเตือน อาจทำให้ทุกฝ่ายทำตามได้ดีกว่าแบบแปลที่ไม่มีใครอธิบายได้

สาระสำคัญของหนี้แห่งสัญญา: ส่งมอบ คืนเงิน และจัดหลักฐานให้เดินด้วยกัน

กำหนดการส่งมอบให้พิสูจน์ได้ตั้งแต่ต้น

ระบุจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษรให้ตรง วิธีโอน บัญชีปลายทาง และเงื่อนไขก่อนโอน หากแบ่งให้หลายครั้ง ให้ทำตารางแต่ละครั้ง ไม่ลงชื่อรับเงินเต็มวงเงินทั้งที่รับเพียงงวดแรก การเก็บสลิปควรคู่กับรายการเดินบัญชี เพราะสลิปที่ถูกตัดต่อหรือรายการโอนที่ไม่สำเร็จอาจเกิดข้อโต้แย้งได้

จ่ายเงินสดควรมีใบรับเงินที่ผู้รับลงนาม ระบุวัน สถานที่ และอ้างสัญญา พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วยอธิบายการส่งมอบได้ แต่ไม่ได้แทนหลักฐานเป็นหนังสือที่กฎหมายกำหนดทุกกรณี ไม่ให้ผู้กู้เซ็นกระดาษเปล่าหรือทิ้งช่องจำนวนเงินว่างไว้

กู้เกิน 2,000 บาทต้องมีหลักฐานลงลายมือชื่อผู้ยืม

มาตรา 653 กำหนดเรื่องหลักฐานสำหรับการฟ้องร้องเมื่อกู้เกิน 2,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าขาดเอกสารแล้วหนี้เป็นโมฆะทันที และไม่ได้บังคับว่าเอกสารต้องมีชื่อว่า “สัญญากู้” เท่านั้น หนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าเงื่อนไขอาจเป็นหลักฐานได้ แต่ต้องพิสูจน์ผู้ทำ ความหมาย และความน่าเชื่อถือ

สลิปโอนเงินอย่างเดียวมักบอกเพียงว่าเงินเคลื่อนจากบัญชีใดไปบัญชีใด ไม่ยืนยันครบว่าเป็นยืม ของขวัญ คืนหนี้ หรือค่าซื้อของ ข้อความที่ผู้กู้ยอมรับการยืมและภาระคืนเงินจึงสำคัญ เก็บบทสนทนาต่อเนื่อง วันเวลา และข้อมูลบัญชีผู้ติดต่อ ไม่ตัดเหลือเฉพาะประโยคที่เป็นคุณแล้วทำให้บริบทหาย

ตารางผ่อนชำระต้องใช้ทำบัญชีจริงได้

ตารางควรมีลำดับงวด วันครบกำหนด เงินต้น ดอกเบี้ยตามวิธีคำนวณ ยอดรวม และยอดเงินต้นหลังชำระ หากอัตราคงที่ให้แสดงสูตร หากดอกเบี้ยคิดตามจำนวนวันให้ระบุฐานวันและวิธีปัดเศษ การกู้ไม่มีดอกเบี้ยก็ระบุให้ชัด ไม่เว้นช่องดอกเบี้ยไว้แล้วให้คนเติมภายหลัง

กรณีสมมติเงินต้น 120,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย และผ่อน 12 งวดเท่ากัน เงินต้นงวดละ 10,000 บาท ตารางตรวจง่าย แต่ถ้ามีดอกเบี้ยลดต้นลดดอก ยอดต่องวดหรือระยะเวลาจะเปลี่ยนตามวิธีที่ตกลง ไม่ควรใช้ตารางเงินต้นล้วนแล้วเรียกเงินเพิ่มนอกเอกสาร

การรับชำระต้องสร้างหลักฐานให้ผู้กู้ด้วย

มาตรา 653 วรรคสองมีข้อกำหนดเรื่องการนำสืบการใช้เงินในกรณีมีหลักฐานกู้เป็นหนังสือ เช่น หลักฐานที่ผู้ให้ยืมลงลายมือชื่อ การคืนเอกสาร หรือการแทงเพิกถอน จึงควรออกใบรับชำระที่ระบุการตัดยอดทุกครั้ง การโอนคืนโดยไม่ขอรับรองยอดอาจยังมีข้อถกเถียงเรื่องหลักฐานและรายการที่ถูกตัด

“เมื่อได้รับชำระ ผู้ให้กู้จะออกหลักฐานรับเงิน ระบุวันที่รับ จำนวนเงินที่ตัดต้น ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมยอดคงเหลือ หากคู่สัญญาพบยอดคลาดเคลื่อน ให้แจ้งพร้อมหลักฐานเพื่อปรับบัญชี โดยการเงียบไม่ถือเป็นการรับรองยอดที่ผิดข้อเท็จจริง”

หากจ่ายเกินงวด ให้ระบุวิธีตัดเงินล่วงหน้าและการลดดอกเบี้ย หากปิดบัญชีก่อนกำหนดให้ตรวจเงื่อนไขค่าธรรมเนียมตามประเภทผู้ให้กู้ ไม่ตั้งค่าปิดบัญชีเพื่ออ้อมเพดานดอกเบี้ย เมื่อหนี้ระงับ ให้ทำหนังสือปิดยอด คืนเอกสารตามสมควร และดำเนินการปลดหลักประกันที่ต้องจดทะเบียน

หลักประกันต้องทำให้เกิดสิทธิตามแบบ

การเขียนว่า “มอบโฉนดไว้ค้ำ” ไม่เท่ากับจำนองที่จดทะเบียน และการครอบครองสำเนาโฉนดไม่ได้ทำให้ยึดที่ดินได้ หากต้องการจำนองต้องตรวจเจ้าของ อำนาจ ภาระเดิม และจดทะเบียนตามกฎหมาย อ่าน เอกสารเงินกู้และจำนอง ก่อนตกลงให้เงินโดยอาศัยหลักประกันอสังหาริมทรัพย์

อย่าใช้เอกสารโอนกรรมสิทธิ์ล่วงหน้า หนังสือมอบอำนาจเปล่า หรือข้อว่า “ผิดนัดแล้วทรัพย์ตกเป็นของเจ้าหนี้ทันที” แทนวิธีบังคับหลักประกันที่กฎหมายกำหนด ความตั้งใจให้ชำระหนี้เร็วไม่ทำให้ข้อห้ามตามกฎหมายหายไป

คำพรรณนาและคำรับรอง: รับรองข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้

แยกเรื่องที่เกิดแล้วจากคำมั่นว่าจะทำในอนาคต

การรับรองว่าได้รับเงินแล้วเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจได้ ส่วนการตกลงจะคืนเงินเป็นหน้าที่ในอนาคต ควรเขียนแยกกัน ไม่ให้ผู้กู้รับรองว่าได้รับเงินเต็มจำนวนทั้งที่ยังไม่โอน และไม่ใช้คำรับรองว่า “จะไม่ผิดนัดไม่ว่ากรณีใด” แทนการกำหนดสิทธิเมื่อผิดนัดจริง

ผู้ให้กู้ควรรับรองในส่วนของตนด้วย เช่น เงินที่นำมาให้กู้มีสิทธิจัดการโดยชอบ บัญชีรับชำระเป็นบัญชีที่กำหนดจริง และจะบันทึกการชำระตามข้อเท็จจริง การมีคำรับรองเฉพาะผู้กู้ทุกเรื่องแต่ไม่ให้ตรวจบัญชีเจ้าหนี้ ทำให้เกิดข้อพิพาทด้านยอดได้ง่าย

“ผู้กู้รับรองว่าข้อมูลระบุตัวและบัญชีรับเงินในเอกสารนี้เป็นข้อมูลของตนหรือเป็นบัญชีที่ตนสั่งให้รับเงินโดยชอบ ผู้ให้กู้รับรองว่าบัญชีหนี้แนบท้ายแสดงรายการรับชำระที่ตนได้รับแล้วครบถ้วนเท่าที่ตรวจสอบได้ หากพบรายการตกหล่นให้ปรับยอดตามหลักฐานจริง”

รับรองความสามารถชำระหนี้ไม่เท่ากับรับประกันว่าจะมีทรัพย์

ข้อมูลรายได้และทรัพย์สินช่วยประเมินความเสี่ยง แต่ไม่ใช่หลักประกันว่าหากชนะคดีจะบังคับคดีได้เงินครบ ผู้ให้กู้ควรพิจารณาความสามารถชำระตั้งแต่ก่อนจ่ายเงิน ไม่ใช้ข้อความ “มีทรัพย์เพียงพอ” ที่ไม่มีเอกสารรองรับเป็นเหตุให้เพิ่มวงเงิน

หากมีข้อเท็จจริงสำคัญที่ผู้กู้รับรองผิด ต้องกำหนดวิธีแจ้งแก้ไขและผลให้เหมาะกับสาระของเรื่อง ไม่ให้เจ้าหนี้เรียกหนี้ทั้งหมดเพราะเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์แล้วแจ้งช้าเพียงวันเดียวโดยไม่มีผลต่อหนี้ ข้อสัญญาที่เป็นมาตรฐานและไม่เป็นธรรมอาจถูกจำกัดผลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การผิดสัญญาไม่เท่ากับฉ้อโกงทุกครั้ง

ลูกหนี้ไม่มีเงินคืนหรือผิดนัดเพียงอย่างเดียวไม่พิสูจน์องค์ประกอบความผิดฉ้อโกง ต้องตรวจการหลอกลวงและเจตนาตามข้อเท็จจริง การเขียนว่า “ผิดนัดให้ถือเป็นฉ้อโกง” ไม่ทำให้เรื่องแพ่งกลายเป็นอาญาโดยอัตโนมัติ และไม่ควรใช้ถ้อยคำดังกล่าวกดดันให้ลูกหนี้ยอมรับยอดที่ไม่ถูกต้อง

มองสองฝั่ง: ผู้ให้กู้ต้องการรู้ว่าเงินไปถึงคนที่รับผิดจริง ผู้กู้ต้องการแน่ใจว่าไม่ถูกคิดซ้ำจากยอดที่คืนแล้ว คำรับรองที่ดีจึงตรวจได้ทั้งการส่งมอบและการรับชำระ ไม่ใช่เพิ่มคำรับผิดฝ่ายเดียวให้ยาวที่สุด

ค่าตอบแทน: ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และอากรที่ต้องแยกคำนวณ

Consideration ไม่ใช่เงื่อนไขว่าทุกสัญญาไทยต้องมีผลตอบแทน

สัญญากู้ไม่มีดอกเบี้ยทำได้ การใช้หัวข้อค่าตอบแทนในคู่มือนี้จึงหมายถึงการตรวจผลตอบแทนและค่าใช้จ่ายที่ตกลง ไม่ใช่นำหลัก consideration ของกฎหมายต่างประเทศมาตัดสินว่าสัญญาไทยที่ไม่คิดดอกเบี้ยใช้ไม่ได้ ประเด็นของเงินกู้ต้องดูการส่งมอบและภาระคืนตามกฎหมายไทย

เพดานดอกเบี้ยของบุคคลทั่วไปและดอกเบี้ยแฝง

การให้กู้ระหว่างบุคคลทั่วไปต้องตรวจเพดานร้อยละ 15 ต่อปีตามมาตรา 654 ร่วมกับพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ไม่ใช้เพดานผลิตภัณฑ์ของผู้ให้บริการสินเชื่อที่มีกฎหมายเฉพาะมาอ้างกับตนเอง การหักค่าปากถุง บวกยอดต้นเทียม หรือเรียกประโยชน์อื่นเพื่ออำพรางดอกเบี้ยมีความเสี่ยงทั้งด้านความสมบูรณ์ของข้อตกลงและความผิดตามกฎหมาย

อย่าเข้าใจว่าถ้าเขียนดอกเบี้ยเกินไว้มาก ๆ ศาลจะลดลงให้เหลือ 15 เปอร์เซ็นต์แล้วเก็บได้แน่นอน ข้อตกลงดอกเบี้ยที่ฝ่าฝืนกฎหมายห้ามเรียกเกินอัตราอาจเป็นโมฆะทั้งข้อตกลงดอกเบี้ย และเงินที่เคยรับไปต้องตรวจผลการตัดชำระใหม่ หนี้เงินต้นกับดอกเบี้ยเป็นคนละประเด็นในการวิเคราะห์

ตัวอย่างคำนวณที่ต้องบอกสมมติฐาน

กรณีสมมติเงินต้นคงที่ 100,000 บาท ดอกเบี้ยชอบด้วยกฎหมายร้อยละ 12 ต่อปี ใช้วิธีคิดตามวันฐาน 365 วัน และช่วงคิด 30 วัน ดอกเบี้ยเท่ากับ 100,000 × 0.12 × 30 ÷ 365 = 986.30 บาท เมื่อปัดทศนิยมสองตำแหน่ง ตัวเลขนี้ใช้ได้เฉพาะสมมติฐานดังกล่าว หากมีการคืนเงินต้นระหว่างช่วง ต้องแยกคำนวณตามยอดและจำนวนวันจริง

คำว่า “ร้อยละ 1 ต่อเดือน” ต้องแปลงตรวจเป็นอัตรารายปีและดูฐานคิดด้วย ไม่ควรเรียกจากเงินต้นเริ่มแรกตลอดระยะเวลาทั้งที่ตกลงลดต้นแล้ว และการคิดค่าปรับเพิ่มทุกวันต้องนำมาตรวจร่วมกันว่าเป็นดอกเบี้ย เบี้ยปรับ หรือประโยชน์แฝงประเภทใด

ดอกเบี้ยผิดนัดและดอกเบี้ยทบต้น

หลักดอกเบี้ยตามกฎหมายหลังการแก้ไข พ.ศ. 2564 แยกอัตราตามมาตรา 7 กับอัตราผิดนัดตามมาตรา 224 โดยมาตรา 224 ใช้อัตราตามมาตรา 7 บวกสองต่อปี และมีเงื่อนไขกรณีเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกสูงกว่านั้นโดยชอบ ต้องตรวจอัตราที่ใช้ในช่วงเกิดหนี้ด้วย สำหรับหนี้ผ่อนเป็นงวด มาตรา 224/1 จำกัดฐานคิดดอกเบี้ยผิดนัดเฉพาะต้นเงินของงวดที่ผิดนัดตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ไม่ควรเขียนว่าค้างหนึ่งงวดแล้วคิดดอกเบี้ยผิดนัดบนต้นเงินทุกงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดทันที ส่วนดอกเบี้ยทบต้นมีข้อจำกัดตามมาตรา 655 และข้อยกเว้นเฉพาะ ไม่สามารถนำดอกเบี้ยค้างหรือดอกเบี้ยผิดกฎหมายมาเปลี่ยนชื่อเป็นเงินต้นโดยเซ็นรับสภาพหนี้เพื่อหลบข้อห้าม

อากรแสตมป์และค่าใช้จ่ายจริง

บัญชีอากรแสตมป์ของกรมสรรพากรกำหนดตราสารกู้ยืมเงิน ทุกจำนวน 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท เสียอากร 1 บาท สูงสุด 10,000 บาท โดยระบุผู้ให้กู้เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร ตัวอย่างกู้ 250,000 บาท คิดได้ 125 บาท ต้องเลือกวิธีชำระและกำหนดเวลาตามประเภทตราสารและวิธีจัดทำที่ใช้จริง

การไม่ได้เสียอากรไม่ใช่ข้อสรุปว่าสัญญาเป็นโมฆะ แต่มีผลด้านการใช้ตราสารเป็นพยานหลักฐานและภาระภาษีตามกฎหมาย ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ต้องดูเนื้อหาว่าเข้าลักษณะตราสารใด ไม่สรุปว่าเอกสารชื่อรับสภาพหนี้ทุกฉบับเสียหรือไม่เสียเท่ากัน ค่าใช้จ่ายทนายหรือค่าทวงถามควรตกลงตามงานที่ชอบและเกิดจริง ไม่กำหนดให้ลูกหนี้รับผิดจำนวนใดก็ได้ตามเจ้าหนี้เรียก

การไม่ปฏิบัติตามสัญญา: จากผิดนัดถึงเรียกชำระและดำเนินคดี

กำหนดเหตุผิดนัดพร้อมขั้นตอนที่ทำตามได้

แยกการไม่จ่ายเงินงวดที่ถึงกำหนด การไม่ส่งหลักฐานที่ตกลง และการรับรองข้อเท็จจริงสำคัญผิด เพราะแต่ละเรื่องควรมีวิธีแก้ต่างกัน ข้อเร่งรัดให้หนี้ถึงกำหนดทั้งหมดต้องเขียนเงื่อนไขและตรวจความเป็นธรรม ไม่ควรใช้ถ้อยคำว่า “ผิดข้อหนึ่งข้อใดให้หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดทันที” โดยไม่จำแนกระดับความเสียหาย

“เมื่อผู้กู้ไม่ชำระงวดที่ถึงกำหนด ผู้ให้กู้จะแจ้งรายการค้างและให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่ระบุในหนังสือ หากยังไม่แก้ไข ผู้ให้กู้อาจใช้สิทธิตามข้อตกลงและกฎหมาย ทั้งนี้ การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดและยอดที่ถึงกำหนดต้องเป็นไปตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับ”

ตัวอย่างนี้ยังต้องเติมระยะเวลาและผลให้ตรงกับสัญญาจริง ไม่ใช้แทนหนังสือบอกกล่าวทุกประเภท หากมีผู้ค้ำประกันหรือจำนอง ต้องตรวจขั้นตอนแจ้งบุคคลนั้นและกำหนดเวลาตามกฎหมายแยกต่างหาก การแจ้งผู้กู้แล้วไม่ได้แปลว่าแจ้งผู้ค้ำครบแล้ว

จัดแฟ้มก่อนทวง ไม่เริ่มจากยอดรวมที่อธิบายไม่ได้

  1. ตรวจสัญญา หลักฐานรับเงิน และผู้มีสิทธิเรียกหนี้ในปัจจุบัน
  2. ทำบัญชีเงินต้น ดอกเบี้ยที่ชอบ และรายการชำระทุกครั้ง
  3. ระบุวันที่ถึงกำหนดและวันผิดนัดตามแต่ละงวด
  4. ตรวจอายุความ การรับสภาพหนี้ และหลักฐานการส่งหนังสือ
  5. เลือกวิธีเจรจา บอกกล่าว หรือฟ้องตามสิทธิที่ยังมีอยู่

หนังสือที่บอกเพียง “ให้คืนหนี้ทั้งหมดภายในเจ็ดวัน” แต่ไม่บอกหนี้ใดและคิดยอดอย่างไรอาจทำให้การเจรจาเริ่มต้นด้วยความขัดแย้ง ขอบเขต งานออกหนังสือบอกกล่าวทวงถาม จึงต้องพิจารณาทั้งสัญญาและบัญชีหนี้ โดยเฉพาะเรื่องใกล้ขาดอายุความหรือมีหลักประกัน

เบี้ยปรับ ค่าเสียหาย และขอบเขตการทวง

เบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนอาจถูกศาลลดลงตามมาตรา 383 การกำหนดค่าปรับรายวันพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดและค่าติดตามหลายรายการจึงต้องตรวจไม่ให้ซ้ำซ้อนหรือเป็นการเรียกเกินกฎหมาย ห้ามคิดว่าคู่สัญญาเซ็นแล้วทุกข้อจะบังคับได้ตามตัวเลขเต็มเสมอ

การทวงต้องไม่ข่มขู่ ประจาน หรือเปิดเผยข้อมูลเกินจำเป็น และต้องตรวจขอบเขตกฎหมายทวงถามหนี้ตามลักษณะผู้ทวงและหนี้ การเขียนในสัญญาว่ายินยอมให้โพสต์ชื่อลูกหนี้ไม่ได้ลบข้อจำกัดทางกฎหมายอื่น สัญญาควรช่วยรักษาหลักฐาน ไม่ควรเป็นใบอนุญาตให้ใช้วิธีทวงที่เสี่ยงผิดกฎหมาย

เมื่อได้รับเงินระหว่างเจรจาหรือฟ้อง

ต้องลงบัญชีทันทีและแจ้งยอดใหม่ให้ผู้ดำเนินงานทราบ หากได้รับเงินแล้วแต่ยังทวงยอดเดิม อาจเกิดข้อโต้แย้งความสุจริตและความเสียหายได้ ถ้าตกลงผ่อนใหม่ ให้ระบุผลต่อสิทธิเดิมและคดีที่ดำเนินอยู่ ไม่รับปากทางโทรศัพท์เรื่องถอนฟ้องหรือปลดหลักประกันโดยไม่มีบันทึกเงื่อนไข

ข้อเบ็ดเตล็ด: การแจ้ง หนังสือแก้ไข ลายมือชื่อ และการเก็บแฟ้ม

ช่องทางแจ้งต้องพิสูจน์การถึง ไม่ใช่เพียงกดส่ง

ระบุที่อยู่ อีเมล หรือบัญชีสื่อสารที่คู่สัญญายืนยัน พร้อมหน้าที่แจ้งเมื่อเปลี่ยนข้อมูล สำหรับการแสดงเจตนาต่อบุคคลที่ไม่ได้อยู่เฉพาะหน้า หลักเรื่องการไปถึงผู้รับมีความสำคัญ การส่งไม่สำเร็จหรือส่งผิดบัญชีไม่ควรถูกเขียนให้ถือว่าได้รับเสมอโดยไม่ดูข้อเท็จจริง

เก็บใบตอบรับ หลักฐานติดตามไปรษณีย์ ภาพซอง และข้อความตอบกลับไว้ร่วมกัน แต่ไม่ถือว่าทุกประเภทหนังสือใช้ช่องทางเดียวกันได้ กฎหมายเกี่ยวกับค้ำประกัน จำนอง หรือกระบวนพิจารณาอาจกำหนดรายละเอียดเฉพาะ ต้องตรวจตามงาน

การแก้สัญญา การผ่อนผัน และการโอนสิทธิ

กำหนดให้การเปลี่ยนยอด ตารางผ่อน หรือดอกเบี้ยมีหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันได้ พร้อมเลขฉบับและวันใช้ การรับเงินช้าครั้งหนึ่งไม่ควรถูกนำไปตีความโดยง่ายว่าสละสิทธิทั้งหมด แต่ข้อไม่สละสิทธิก็ไม่ลบผลของพฤติการณ์จริงหรือหลักสุจริต ต้องทำบันทึกการผ่อนผันแต่ละครั้งให้ชัด

หากมีการโอนสิทธิเรียกร้อง ต้องตรวจแบบและการบอกกล่าวหรือความยินยอมตามมาตรา 306 รวมทั้งสิทธิข้อต่อสู้ของลูกหนี้ ไม่เพียงส่งเลขบัญชีใหม่มาให้จ่าย การเปลี่ยนคนรับเงินควรมีเอกสารพิสูจน์ว่าเป็นตัวแทนหรือเจ้าหนี้รายใหม่โดยชอบ

เอกสารอิเล็กทรอนิกส์และคู่ฉบับ

ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ต้องพิจารณาวิธีระบุตัวผู้ลงนามและแสดงเจตนา ความเหมาะสมและความน่าเชื่อถือของวิธีตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ การวางรูปภาพลายเซ็นบน PDF โดยไม่มีบันทึกว่าใครทำและยอมรับเมื่อใดอาจพิสูจน์ได้ยากกว่าแพลตฟอร์มที่เก็บประวัติครบ

เก็บไฟล์ฉบับสุดท้าย ประวัติการส่งและลงนาม เอกสารแนบ และหลักฐานรับเงินในรูปที่เปิดอ่านภายหลังได้ ผู้กู้ควรได้สำเนาที่ตรงกับผู้ให้กู้ทุกหน้า ไม่ใช้ข้อเก็บต้นฉบับฝ่ายเดียวเป็นเหตุปฏิเสธสำเนาหรือปิดบังยอดชำระ

เขตอำนาจศาลและข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อเลือกกฎหมายและสถานที่ระงับข้อพิพาทต้องอยู่ภายใต้กฎหมายบังคับ ไม่สามารถตกลงให้ศาลที่ไม่มีอำนาจมีอำนาจเพียงเพราะเขียนไว้ หรือปิดสิทธิของผู้บริโภคที่กฎหมายคุ้มครอง การไกล่เกลี่ยอาจช่วยหาทางชำระได้ แต่ควรกำหนดระยะเวลาไม่ให้ทำให้เสียกำหนดฟ้อง

สำเนาบัตร รายการเดินบัญชี และข้อมูลผู้ค้ำควรเก็บเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับสัญญา จำกัดคนเข้าถึง และส่งเท่าที่จำเป็น ไม่แนบข้อมูลเหล่านี้ในโพสต์สาธารณะหรือกลุ่มแชทที่ไม่เกี่ยวข้อง การเก็บหลักฐานกับการเผยแพร่หลักฐานเป็นคนละเรื่อง

ทางไปต่อ: จัดชุดเงินกู้ให้พร้อมใช้ตั้งแต่วันโอนถึงวันปิดหนี้

ชุดเอกสารที่ควรมีอยู่ในแฟ้มเดียวกัน

ช่วงงานสิ่งที่ต้องเตรียมคำถามตรวจสุดท้าย
ก่อนให้กู้ข้อมูลคู่สัญญา เงื่อนไขยอด ดอกเบี้ย ตารางคืน หลักประกันรู้หรือไม่ว่าจะเรียกใครและจากเงินก้อนใด
วันส่งมอบสัญญาครบหน้า หลักฐานโอน ใบรับเงิน เอกสารแนบยอดรับจริงตรงกับยอดที่เซ็นหรือไม่
ระหว่างผ่อนใบรับชำระ บัญชีตัดยอด หนังสือแก้ไขทั้งสองฝ่ายเห็นยอดคงเหลือเดียวกันหรือไม่
เมื่อผิดนัดตารางหนี้ หนังสือแจ้ง หลักฐานถึงผู้รับ เส้นเวลาอายุความยังมีขั้นตอนหรือกำหนดใดต้องทำให้ทัน
ปิดหนี้หนังสือรับครบ คืนเอกสาร ปลดหลักประกันตามแบบมีภาระที่ยังไม่ปลดหลงเหลืออยู่หรือไม่

ถ้าโอนเงินไปแล้ว อย่าแก้ปัญหาด้วยการย้อนหลังเอกสารหรือเพิ่มยอดให้ดูคุ้มดอกเบี้ย เริ่มจากรวบรวมสลิป บทสนทนาและเงินที่คืนมา ทำบัญชีตามจริง แล้วเลือกว่าจะใช้หนังสือรับสภาพหนี้ ข้อตกลงผ่อน หรือ สัญญาประนีประนอมก่อนฟ้อง ให้ตรงกับสถานะของเรื่อง

สัญญาที่ช่วยผู้ให้กู้ได้จริงต้องเล่าเส้นทางเงินได้ครบ และทำให้ผู้กู้ตรวจยอดของตนได้ด้วย เมื่อยอด วัน และฐานความรับผิดตรงกันตั้งแต่ต้น เอกสารจะทำหน้าที่ได้ทั้งตอนที่ยังคุยกันดีและวันที่ต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย

ถ้าต้องการให้ทนายจัดทำฉบับใช้งาน เตรียมข้อมูลว่าให้กู้แล้วหรือยัง ยอดเงินจริงเท่าใด คืนมาแล้วเท่าใด ต้องการผ่อนอย่างไร และมีหลักประกันหรือไม่ แล้ว ติดต่อสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม เพื่อประเมินขอบเขต งานร่างและตรวจสัญญา ก่อนเริ่ม โดยส่งเอกสารผ่านช่องทางที่สำนักงานกำหนดและไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในพื้นที่สาธารณะ

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย

ต้องมีพยานสองคนในสัญญากู้ทุกฉบับหรือไม่
สัญญากู้ที่ผู้กู้ลงลายมือชื่อเองไม่ได้มีเงื่อนไขทั่วไปว่าต้องมีพยานสองคนทุกฉบับ พยานช่วยพิสูจน์การลงนามหรือส่งมอบ แต่กรณีใช้ลายพิมพ์นิ้วมือหรือเครื่องหมายแทนลายมือชื่อมีหลักเฉพาะที่ต้องตรวจแยกกัน
ให้ญาติยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย ทำสัญญาได้ไหม
ทำได้ ควรระบุชัดว่าไม่คิดดอกเบี้ยปกติ พร้อมยอดส่งมอบ วันคืน และหลักฐานรับเงิน ส่วนผลเมื่อผิดนัดต้องตรวจตามข้อสัญญาและกฎหมาย ไม่เว้นช่องดอกเบี้ยว่างไว้
ลูกหนี้เซ็นรับสภาพหนี้แล้ว ต้องเก็บสลิปเก่าหรือไม่
ควรเก็บทั้งหมด หนังสือใหม่ช่วยยืนยันหนี้ แต่หลักฐานโอนและการชำระเดิมใช้ตรวจที่มา ยอดคงเหลือ และข้อโต้แย้งเรื่องการรับเงินจริง รวมถึงการนับอายุความ
ไม่ได้ติดอากร สัญญากู้เป็นโมฆะทันทีไหม
ไม่เป็นโมฆะเพียงเพราะยังไม่ได้เสียอากร แต่มีผลเรื่องการใช้ตราสารเป็นพยานหลักฐานและภาระอากรกับเงินเพิ่ม ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามประเภทตราสารก่อนใช้
ต้องส่งอะไรให้ทนายร่างหนังสือรับสภาพหนี้
ส่งสัญญาเดิม หลักฐานโอน ข้อความยอมรับหนี้ รายการชำระคืน ตารางยอดคงเหลือ และเงื่อนไขผ่อนที่ต้องการ หากเคยฟ้อง มีคำพิพากษา หรือสงสัยว่าขาดอายุความ ให้แจ้งพร้อมเอกสารตั้งแต่ต้น

อ่านต่อ: สัญญากู้ยืม ค้ำประกัน และรับสภาพหนี้

ดูบทความธุรกิจและสัญญาทั้งหมดแยกตามสถานการณ์

นายเอกราช ทิพย์แมม
ผู้เขียน นายเอกราช ทิพย์แมม คดีครอบครัว มรดก และหนี้สิน

สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผู้ซื้อและผู้ขายตรวจสัญญาอสังหาริมทรัพย์ ข้อความ ก่อนวางมัดจำ อ่านสัญญาให้ครบ ธุรกิจและสัญญา

สัญญาจะซื้อจะขายบ้าน ที่ดิน คอนโดมือสอง คู่มือตรวจทุกข้อ

คู่มือสัญญาจะซื้อจะขายมือสอง ตั้งแต่ตรวจเจ้าของ โฉนด มัดจำ กู้ไม่ผ่าน ไถ่ถอนจำนอง ถึงจ่ายเงินวันโอน พร้อมตัวอย่างเงื่อนไขและรายการเอกสาร

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 28 นาที
แบรนด์กับโรงงาน ใครดูแลเรื่องกฎหมาย ภาพตรวจผลิตภัณฑ์ ฉลาก และแฟ้มเอกสารกำกับดูแล ธุรกิจและสัญญา

สัญญา OEM เครื่องสำอางและอาหารเสริม แบ่งหน้าที่อย่างไร

สัญญา OEM เครื่องสำอางและอาหารเสริมต้องแบ่งงานจดแจ้ง ฉลาก โฆษณา และเรียกคืนอย่างไร เจ้าของแบรนด์ควรขอหลักฐานอะไรจากโรงงานก่อนเปิดขาย

นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว ·อ่าน 9 นาที
เจ้าของห้องตรวจสัญญาเช่าพร้อมกุญแจ ข้อความ ปล่อยเช่าทั้งที สัญญาต้องชัด ธุรกิจและสัญญา

สัญญาเช่าบ้าน คอนโด และอาคารพาณิชย์ คู่มือตรวจครบทุกข้อ

ร่างสัญญาเช่าให้ตรงทรัพย์และการใช้งาน แยกบ้าน คอนโด ห้องเช่า กับอาคารพาณิชย์ ตรวจแบบ สคบ. เงินประกัน ซ่อมแซม ต่อสัญญา และการคืนพื้นที่

นายเอกราช ทิพย์แมม ·อ่าน 26 นาที

ปรึกษาทนายกฎหมายธุรกิจของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE