ได้รับคำขอให้ลบข้อมูล ต้องลบทันทีไหม — 4 คำถามที่ตัดสินคำตอบ ฉบับทนาย

สรุปประเด็นสำคัญ
เมื่อได้รับคำขอให้ลบข้อมูล องค์กรไม่ควรตอบทันทีว่าลบหรือไม่ลบ แต่ควรตอบ 4 คำถามก่อน คือ (1) ยังมีวัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายที่ต้องเก็บอยู่หรือไม่ (2) มีกฎหมายอื่นบังคับให้เก็บไว้หรือไม่ (3) มีข้อพิพาทหรือการร้องเรียนที่ยังไม่ยุติหรือไม่ (4) ลบบางส่วนหรือทำให้ระบุตัวไม่ได้แทนการลบทั้งหมดได้หรือไม่
จุดที่เสียหายหนักที่สุดไม่ใช่การปฏิเสธ แต่คือการลบระหว่างที่มีข้อพิพาทค้างอยู่ เพราะพฤติการณ์นั้นถูกอ่านว่าเป็นการทำลายพยานหลักฐาน ซึ่งอธิบายยากกว่าการเก็บข้อมูลไว้เกินความจำเป็นมาก
อีเมลฉบับหนึ่งเข้ามาว่า "ขอให้ลบข้อมูลของผมทั้งหมดออกจากระบบบริษัท" คำถามแรกที่ผุดขึ้นในหัวฝ่ายบุคคลมักเป็น "ต้องลบไหม" แต่นั่นคือคำถามที่ตอบไม่ได้ในตัวมันเอง เพราะคำขอให้ลบข้อมูลไม่ใช่สวิตช์ที่กดแล้วจบ และคำตอบขึ้นกับว่าองค์กรยังมีเหตุที่ต้องเก็บข้อมูลนั้นอยู่หรือไม่ บทความนี้วางลำดับคำถามสี่ข้อที่ตัดสินคำตอบ พร้อมชี้จุดที่หลายองค์กรพลาดโดยการรีบทำตามคำขอ
สิทธิขอให้ลบต่างจากสิทธิขอสำเนาอย่างไร
สองสิทธิที่มักถูกพูดรวมกันแต่ทำงานคนละแบบ สิทธิเข้าถึงและขอรับสำเนามีประกาศฉบับใหม่ปี 2569 วางกรอบเวลาและขั้นตอนไว้ชัด อ่านได้ที่คู่มือกฎใหม่ปี 2569 เรื่องขอเข้าถึงและขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนสิทธิขอให้ลบเป็นสิทธิคนละตัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 33 ซึ่งมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นของตัวเอง
ความต่างในทางปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือ คำขอสำเนาทำให้องค์กรต้องค้นและส่งมอบ ส่วนคำขอให้ลบทำให้องค์กรต้องตัดสินใจแบบย้อนกลับไม่ได้ เมื่อลบแล้วจะเรียกคืนไม่ได้ ความรอบคอบก่อนตัดสินใจจึงมีน้ำหนักต่างกันมาก
เจ้าของข้อมูลขอให้ลบได้เมื่อใด และเมื่อใดที่กฎหมายยกเว้นให้
มาตรา 33 วรรคหนึ่ง เปิดสิทธิขอให้ ลบ ทำลาย หรือทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ไว้ 4 กรณี คือ (1) ข้อมูลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาตามวัตถุประสงค์ (2) เจ้าของข้อมูลถอนความยินยอมและผู้ควบคุมข้อมูลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บต่อไป (3) เจ้าของข้อมูลคัดค้านตามมาตรา 32 และผู้ควบคุมข้อมูลปฏิเสธคำขอนั้นไม่ได้ และ (4) ข้อมูลถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ที่สำคัญกว่าสำหรับฝ่ายองค์กรคือวรรคสอง ซึ่งระบุว่าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับการเก็บรักษาไว้เพื่อกรณีเหล่านี้
- การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
- วัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข)
- การก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
- การปฏิบัติตามกฎหมาย
สองข้อท้ายคือฐานที่องค์กรใช้ได้จริงบ่อยที่สุด และเป็นเหตุผลที่คำถามข้อ 2 กับข้อ 3 ในหัวข้อถัดไปไม่ใช่เพียงแนวปฏิบัติ แต่มีตัวบทรองรับอยู่ ข้อควรระวังคือต้องเชื่อมโยงให้ได้ว่าข้อมูลชุดนั้นเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องเรื่องใด ไม่ใช่อ้างลอย ๆ ว่ามีคดีอยู่จึงเก็บทุกอย่างไว้
สี่คำถามที่ต้องตอบก่อนกดลบ
| คำถาม | ถ้าคำตอบคือ "ใช่" | สิ่งที่ต้องมีเป็นเอกสาร |
|---|---|---|
| 1 · ยังมีวัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายที่ต้องเก็บหรือไม่ | เก็บต่อได้เท่าที่วัตถุประสงค์นั้นยังอยู่ ไม่ใช่เก็บได้ตลอดไป (สวนทางกับ ม.33 (1)) | บันทึกว่าวัตถุประสงค์ใด และคาดว่าสิ้นสุดเมื่อใด |
| 2 · มีกฎหมายอื่นบังคับให้เก็บไว้หรือไม่ | เข้าข้อยกเว้น ม.33 วรรคสอง เรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย · ต้องแจ้งผู้ขอว่าเก็บด้วยเหตุใด | อ้างกฎหมายที่ใช้ให้ชัด ไม่ใช่บอกลอย ๆ ว่ากฎหมายกำหนด |
| 3 · มีข้อพิพาทหรือการร้องเรียนที่ยังไม่ยุติหรือไม่ | เข้าข้อยกเว้น ม.33 วรรคสอง เรื่องสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย · ห้ามทำลาย ต้องออกคำสั่งหยุดทำลายทันที | หนังสือสั่งหยุดทำลาย ระบุขอบเขตและวันที่ |
| 4 · ลบบางส่วนหรือทำให้ระบุตัวไม่ได้แทนได้หรือไม่ | ม.33 วรรคหนึ่ง เปิดทางเลือกไว้ 3 ทางตั้งแต่ต้น คือลบ ทำลาย หรือทำให้ระบุตัวไม่ได้ | บันทึกว่าเลือกวิธีใดและเพราะอะไร |
ลำดับนี้สำคัญ เพราะถ้าข้ามไปตอบข้อ 4 ก่อนโดยไม่ตรวจข้อ 3 องค์กรอาจลบเอกสารที่ตัวเองต้องใช้ในการต่อสู้คดีไปเสียเอง วิธีคิดเรื่องระยะเวลาเก็บที่ใช้ตอบข้อ 1 และข้อ 2 อธิบายไว้ที่ตารางระยะเวลาเก็บเอกสาร HR ส่วนวิธีสั่งหยุดทำลายในข้อ 3 อยู่ที่หยุดทำลายข้อมูลเมื่อมีข้อพิพาท
เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ถ้าเจ้าของข้อมูลขอให้ลบ องค์กรควรรีบลบให้เร็วที่สุด เพราะเป็นสิทธิของเขาและการลบเร็วแสดงว่าองค์กรเคารพสิทธิ
แต่ในทางคดี กฎหมายและผู้พิจารณามักมองว่า การลบมีสองหน้าเสมอ ในเรื่องคุ้มครองข้อมูลนั้นถูก แต่ในเรื่องข้อพิพาทที่ค้างอยู่ การลบคือการทำให้พยานหลักฐานหายไป และเมื่อสองเรื่องมาชนกัน เรื่องหลังมีน้ำหนักในสำนวนมากกว่า
จุดเสี่ยงจริงอยู่ตรงนี้ ผู้ขอให้ลบจำนวนไม่น้อยเป็นคนเดียวกับที่กำลังมีเรื่องกับองค์กร การรีบลบตามคำขอในจังหวะนั้นทำให้องค์กรเสียหลักฐานของตัวเอง แล้วอธิบายไม่ได้ว่าเหตุใดจึงลบทั้งที่รู้ว่ามีข้อพิพาท
ทางเลือกที่ควรทำต่อคือ ตั้งกติกาข้อเดียวว่า ทุกคำขอให้ลบต้องผ่านการตรวจว่ามีข้อพิพาทค้างอยู่หรือไม่ก่อนเสมอ ถ้ามี ให้ระงับการลบไว้ แจ้งผู้ขอว่าเก็บไว้ด้วยเหตุใด แล้วบันทึกเหตุผลนั้นไว้ กติกานี้ป้องกันความเสียหายที่แก้คืนไม่ได้
ลบแล้วหมายความว่าอะไร
ประเด็นที่มักถูกข้ามคือ คำว่า "ลบแล้ว" ในหนังสือตอบผู้ขอ กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระบบ มักไม่ตรงกัน องค์กรที่ตอบว่าลบแล้วโดยลบเพียงในระบบหลัก แต่ข้อมูลยังอยู่ในสำเนาสำรอง ในรายงานที่ส่งออกไปแล้ว หรือในระบบของคู่ค้า จะพบว่าคำตอบของตัวเองกลายเป็นปัญหาเมื่อมีการตรวจสอบ
ก่อนตอบว่าลบแล้ว จึงควรตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าข้อมูลชุดนั้นอยู่ที่ใดบ้าง และลบครบทุกที่หรือยัง ความต่างระหว่างการกดลบกับการทำลายจริง รวมถึงหกที่ที่ข้อมูลมักรอดจากการลบ อธิบายไว้ที่ลบไฟล์จริงกับกดลบต่างกันอย่างไร และถ้าข้อมูลอยู่ในมือคู่ค้า ต้องเรียกใบรับรองการทำลายข้อมูลมาเก็บไว้ด้วย
ข้อมูลที่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ มีหน้าที่หนักกว่าปกติ
มาตรา 33 วรรคสาม วางหน้าที่เพิ่มไว้อีกชั้นที่หลายองค์กรไม่รู้ คือถ้าผู้ควบคุมข้อมูลเคยทำให้ข้อมูลนั้นเปิดเผยต่อสาธารณะ แล้วถูกขอให้ลบ ผู้ควบคุมข้อมูลต้องเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการทั้งในทางเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายเพื่อให้เป็นไปตามคำขอนั้น พร้อมแจ้งผู้ควบคุมข้อมูลรายอื่นเพื่อให้ได้รับคำตอบในการดำเนินการตามคำขอ
ในบริบทฝ่ายบุคคล เรื่องนี้กระทบตรง ๆ กับสิ่งที่ทำกันเป็นปกติ เช่น ประกาศแนะนำพนักงานใหม่พร้อมรูปบนเว็บไซต์ ภาพกิจกรรมบริษัทบนสื่อสังคมออนไลน์ หรือรายชื่อทีมงานบนหน้าเว็บ เมื่ออดีตพนักงานขอให้ลบ องค์กรจะอ้างว่าไม่สะดวกหรือมีค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะวรรคสามระบุความรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายไว้ชัด
ข้อควรระวังในทางปฏิบัติคือ ภาพหรือชื่อที่เคยเผยแพร่ไปแล้วมักถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยเว็บอื่นหรือถูกเก็บไว้ในหน้าค้นหา องค์กรจึงควรบันทึกไว้ตั้งแต่แรกว่าเผยแพร่อะไรไปที่ใดบ้าง เพราะเมื่อถูกขอให้ลบ สิ่งที่ต้องแสดงคือได้พยายามตามเก็บครบทุกจุดที่ควบคุมได้แล้ว
ถ้าเป็นฝ่ายนายจ้างและ HR ต้องเช็กอะไรบ้าง
- มีจุดรับคำขอกลางเดียวกับคำขอใช้สิทธิประเภทอื่น ไม่ใช่ให้แต่ละแผนกตัดสินเอง
- ตรวจข้อพิพาทค้างอยู่หรือไม่เป็นขั้นแรกเสมอ ก่อนพิจารณาเรื่องอื่น
- มีบัญชีว่าข้อมูลของคนหนึ่งคนอยู่ในระบบใดบ้าง เพราะถ้าไม่รู้ ก็ตอบไม่ได้ว่าลบครบหรือยัง
- แยกให้ชัดว่าส่วนใดลบได้ ส่วนใดต้องเก็บ และเก็บด้วยเหตุใด
- เมื่อปฏิเสธหรือลบเพียงบางส่วน ต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
- บันทึกการตัดสินใจไว้ในแฟ้มคำขอเดียวกับคำขอใช้สิทธิประเภทอื่น
- ตรวจว่าคู่ค้าที่ถือข้อมูลอยู่ได้ลบด้วยหรือยัง และมีหลักฐานหรือไม่
- มีบันทึกว่าเคยเผยแพร่ภาพหรือชื่อพนักงานต่อสาธารณะที่ใดบ้าง เพราะมาตรา 33 วรรคสาม ให้องค์กรรับผิดชอบทั้งการดำเนินการและค่าใช้จ่ายในการตามเก็บ
- ระวังคำว่า"ลบทั้งหมดแล้ว"ในหนังสือตอบ ถ้ายังมีบางส่วนที่ต้องเก็บ ให้เขียนให้ตรงความจริง
ปลายทางถ้าตัดสินใจผิดทาง
ความเสี่ยงมีสองด้านที่ไม่เท่ากัน ด้านแรกคือปฏิเสธการลบทั้งที่ไม่มีเหตุ ซึ่งมาตรา 33 วรรคสี่ ให้เจ้าของข้อมูลร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อสั่งให้ผู้ควบคุมข้อมูลดำเนินการได้ และเข้าสู่ชั้นชี้แจง ตามที่อธิบายไว้ที่7 วันแรกหลังได้รับหนังสือร้องเรียน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่แก้ไขได้ เพราะถ้าประเมินใหม่แล้วเห็นว่าควรลบ ก็ยังลบได้
ด้านที่สองคือลบทั้งที่ยังมีข้อพิพาท ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่แก้คืนไม่ได้ เพราะเมื่อเอกสารหายไปแล้วองค์กรจะพิสูจน์เรื่องของตัวเองไม่ได้ และเมื่อประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง พ.ศ. 2565 ระบุมาตรฐานองค์กรในขณะกระทำผิดไว้เป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดโทษ องค์กรที่ไม่มีขั้นตอนตรวจข้อพิพาทก่อนลบเลย จึงอยู่ในสถานะที่อธิบายยากกว่า
ข้อสรุปในเชิงปฏิบัติจึงชัด คือเมื่อสองความเสี่ยงไม่เท่ากัน ควรออกแบบขั้นตอนให้เอนไปทางที่แก้ไขได้ก่อน ไม่ใช่ทางที่แก้คืนไม่ได้
สำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม ช่วยอะไรได้บ้าง
ทีมที่ปรึกษากฎหมาย PDPA ของเราช่วยองค์กรประเมินคำขอให้ลบเป็นรายกรณี โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ขอเป็นคู่กรณีในข้อพิพาท วางขั้นตอนตรวจก่อนลบ และร่างหนังสือแจ้งเหตุผลให้อยู่ในรูปที่ใช้ยันได้ หากต้องการตรวจทั้งระบบสิทธิเจ้าของข้อมูล ดูขอบเขตงานที่ตรวจสุขภาพ PDPA และสำหรับคำขอที่มาจากพนักงานหรืออดีตพนักงาน ดูที่งานคุ้มครองข้อมูลพนักงานสำหรับ HR
วิธีทำงานของเราคือมองจุดเสี่ยงที่ทีมภายในมักมองข้ามก่อนเสมอ ในเรื่องนี้จุดนั้นคือความเชื่อมโยงระหว่างคำขอให้ลบกับรูปคดีที่กำลังเดินอยู่ ซึ่งมองเห็นได้ก็ต่อเมื่อดูสองเรื่องพร้อมกัน ไม่ใช่ดูแยกกันคนละฝ่าย
สรุป
คำขอให้ลบข้อมูลไม่ควรตอบด้วยการรีบลบหรือรีบปฏิเสธ แต่ควรตอบสี่คำถามตามลำดับ คือยังมีวัตถุประสงค์ที่ต้องเก็บหรือไม่ มีกฎหมายอื่นบังคับหรือไม่ มีข้อพิพาทค้างอยู่หรือไม่ และลบบางส่วนแทนได้หรือไม่ โดยข้อที่สามต้องตรวจก่อนเสมอ เพราะการลบระหว่างมีข้อพิพาทเป็นความเสียหายที่แก้คืนไม่ได้ ตัวบทมาตรา 33 และข้อยกเว้นทั้งหมดควรตรวจกับฉบับล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง
หากคุณกำลังถือคำขอให้ลบที่มาพร้อมกับข้อพิพาท ปรึกษาทีมทนายของสำนักงานกฎหมายยอดทิพย์ธรรม โทร 081-327-8551 | LINE @995iqtpa หรือนัดหมายปรึกษาที่นี่
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง — สิทธิขอให้ ลบ ทำลาย หรือทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ใน 4 กรณี คือ (1) หมดความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ (2) ถอนความยินยอมและผู้ควบคุมข้อมูลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บต่อ (3) คัดค้านตามมาตรา 32 และปฏิเสธคำขอไม่ได้ (4) เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- มาตรา 33 วรรคสอง ⭐ — ข้อยกเว้น มิให้นำวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับการเก็บรักษาไว้เพื่อ การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น · วัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) · การก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย · การปฏิบัติตามกฎหมาย
- มาตรา 33 วรรคสาม — กรณีเคยทำให้ข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ ผู้ควบคุมข้อมูลต้องรับผิดชอบดำเนินการทั้งในทางเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายเพื่อให้เป็นไปตามคำขอ โดยแจ้งผู้ควบคุมข้อมูลรายอื่นเพื่อให้ได้รับคำตอบในการดำเนินการตามคำขอ
- มาตรา 33 วรรคสี่ — ไม่ดำเนินการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เจ้าของข้อมูลมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อสั่งให้ดำเนินการได้
- มาตรา 33 วรรคห้า — คณะกรรมการอาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในการลบ ทำลาย หรือทำให้ระบุตัวบุคคลไม่ได้ (ควรตรวจว่ามีประกาศออกมาแล้วหรือยังก่อนเผยแพร่)
- ประกาศ กคส. เรื่องหลักเกณฑ์การเข้าถึงและการขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลฯ พ.ศ. 2569 ข้อ 12 — เก็บบันทึกเกี่ยวกับคำขอไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งใช้กับแฟ้มคำขอทุกประเภทในทางปฏิบัติ
- ประกาศ กคส. เรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง พ.ศ. 2565 ข้อ 8 — ปัจจัยกำหนดโทษรวมถึงมาตรฐานองค์กรในขณะกระทำผิด และการเยียวยาเมื่อทราบเหตุ
- ประกาศฉบับเดียวกัน ข้อ 9 — กรณีไม่ร้ายแรงเริ่มจากสั่งแก้ไขหรือตักเตือนก่อน จะสั่งปรับเมื่อร้ายแรงหรือคำสั่งไม่เป็นผล
คำถามที่พบบ่อย
พนักงานลาออกแล้วขอให้ลบข้อมูลทั้งหมด ต้องลบไหม
ต้องพิจารณาเป็นส่วน ๆ ไม่ใช่ลบทั้งแฟ้ม เพราะเอกสารบางประเภทองค์กรมีเหตุต้องเก็บต่อ เช่น เอกสารที่กฎหมายอื่นกำหนดระยะเวลาเก็บไว้ หรือเอกสารที่เกี่ยวกับข้อพิพาทที่ยังไม่ยุติ แนวปฏิบัติที่อธิบายได้คือแยกรายการ ลบส่วนที่ไม่มีเหตุเก็บแล้ว และแจ้งผู้ขอว่าส่วนที่เหลือเก็บไว้ด้วยเหตุใด
กำลังมีคดีกับพนักงานคนนี้ ปฏิเสธการลบได้เลยหรือไม่
มาตรา 33 วรรคสอง ยกเว้นไว้ชัดว่าหน้าที่ลบไม่ใช้บังคับกับการเก็บรักษาไว้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การใช้สิทธิเรียกร้อง หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้อง ข้อพิพาทจึงเป็นฐานที่มีตัวบทรองรับ แต่ไม่ได้แปลว่าปฏิเสธได้ทั้งฉบับโดยอัตโนมัติ องค์กรต้องระบุให้ได้ว่าเอกสารส่วนใดเกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกร้องเรื่องนั้น ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องเลยควรพิจารณาตามปกติ พร้อมบันทึกเหตุผลไว้ทุกครั้ง
ลบจากระบบหลักแล้ว แต่ยังอยู่ในสำเนาสำรอง ตอบว่าลบแล้วได้ไหม
ไม่ควรตอบเช่นนั้น เพราะถ้ามีการตรวจสอบภายหลังแล้วพบว่าข้อมูลยังอยู่ คำตอบเดิมจะกลายเป็นปัญหาเพิ่มอีกเรื่อง แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือแจ้งตามความจริงว่าลบจากระบบใดแล้ว ส่วนใดยังอยู่ในสำเนาสำรองและจะถูกทำลายตามรอบเมื่อใด พร้อมระบุว่าจะไม่นำสำเนานั้นมาใช้งานอีก
ต้องลบข้อมูลที่ส่งให้คู่ค้าไปแล้วด้วยหรือไม่
ในทางปฏิบัติต้องจัดการด้วย เพราะการที่ข้อมูลอยู่ในมือคู่ค้าไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบขององค์กรหมดไป สิ่งที่ควรทำคือแจ้งคู่ค้าเป็นลายลักษณ์อักษรให้ดำเนินการ แล้วขอหลักฐานการทำลายกลับมาเก็บไว้ ทั้งนี้ควรกำหนดหน้าที่ข้อนี้ไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่มาขอเมื่อเกิดเรื่อง
ต้องตอบคำขอให้ลบภายในกี่วัน
กรอบเวลา 15 วันและ 30 วันที่ประกาศฉบับใหม่ปี 2569 กำหนดไว้เป็นเรื่องของการเข้าถึงและขอรับสำเนา ส่วนมาตรา 33 ไม่ได้ระบุกรอบเวลาไว้เป็นตัวเลข แต่วรรคสี่ให้สิทธิเจ้าของข้อมูลร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญได้หากผู้ควบคุมข้อมูลไม่ดำเนินการ แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือดำเนินการโดยไม่ชักช้า บันทึกวันที่ได้รับคำขอไว้ และแจ้งความคืบหน้าให้ผู้ขอทราบเป็นระยะ
เคยลงรูปพนักงานบนเว็บบริษัท พอเขาลาออกแล้วขอให้ลบ ต้องทำถึงไหน
มาตรา 33 วรรคสาม กำหนดว่าเมื่อผู้ควบคุมข้อมูลเคยทำให้ข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะแล้วถูกขอให้ลบ ผู้ควบคุมข้อมูลต้องรับผิดชอบดำเนินการทั้งในทางเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายเพื่อให้เป็นไปตามคำขอ พร้อมแจ้งผู้ควบคุมข้อมูลรายอื่นด้วย องค์กรจึงอ้างว่าไม่สะดวกหรือมีค่าใช้จ่ายไม่ได้ และควรมีบันทึกไว้ตั้งแต่แรกว่าเคยเผยแพร่อะไรไปที่ใดบ้าง
สาขาที่เชี่ยวชาญ: ครอบครัว · มรดกและพินัยกรรม · หนี้สินและบังคับคดี
ดูประวัติทีมทนายความ →บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
PDPA คุ้มครองข้อมูล
เช็กลิสต์ PDPA สำหรับ HR ครบทั้งวงจรพนักงาน ปี 2569 — ตั้งแต่รับสมัครจนพ้นสภาพ
เช็กลิสต์ PDPA สำหรับ HR แบ่งตาม 5 ช่วงของวงจรพนักงาน พร้อมระบุว่าแต่ละช่วงต้องมีเอกสารอะไรไว้ยันเมื่อถูกเรียกตรวจ
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ลบข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไรให้ลบจริง — 6 ที่ที่ข้อมูลรอดจากการกดลบ และหลักฐานที่ต้องเก็บ
ลบข้อมูลส่วนบุคคลแล้วยังอยู่ได้ใน 6 ที่ที่คนมักลืม พร้อมความต่างระหว่างลบจริงกับกดลบ และหลักฐานที่ต้องเก็บไว้ยัน
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 7 นาที
PDPA คุ้มครองข้อมูล
ใบรับรองการทำลายข้อมูลจากคู่ค้า ต้องมีอะไรบ้าง — 8 ช่องที่ขาดไม่ได้ และจังหวะที่ต้องขอ
ใบรับรองการทำลายข้อมูลที่เขียนว่า "ทำลายแล้ว" เฉย ๆ ใช้ยันไม่ได้ ต้องมี 8 ช่อง และต้องเขียนไว้ในสัญญาก่อนงานเริ่ม ไม่ใช่ขอตอนจบ
นายเอกราช ทิพย์แมม
·อ่าน 8 นาที
ปรึกษาทีมทนาย PDPAของเรา
เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ