081-327-8551 จ.–ศ. 09:00–18:00 น. info@yodthiptham.com
โลโก้ยอดทิพย์ธรรม ยอดทิพย์ธรรม Yod Thip Tham Law

สัญญาเงินประกันการทำงาน เรียกได้กับพนักงานทุกคนไหม

HR ตรวจเอกสารรับเงินประกันพร้อมข้อความ เงินประกันงาน เรียกได้ทุกคนไหม

สรุปประเด็นสำคัญ

หลักประกันการทำงานเรียกได้เฉพาะงานและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่พนักงานทุกคน เพดานรวมหลักประกันทุกประเภทไม่เกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย ต้องตรวจวิธีฝากและแจ้งบัญชี รวมถึงคืนพร้อมดอกเบี้ยถ้ามีภายในเจ็ดวันตามเหตุที่กฎหมายระบุ การเปลี่ยนชื่อเป็นเงินมัดจำไม่ได้ทำให้ข้ามข้อจำกัดได้

สัญญาเงินประกันการทำงานใช้กับพนักงานทุกคนไม่ได้ แม้ผู้สมัครยินดีจ่าย บริษัทต้องตรวจลักษณะงาน ประเภทหลักประกันและเพดานตามกฎหมาย รวมถึงวิธีเก็บรักษาและคืนเงินก่อนเริ่มร่างสัญญา

สัญญาเงินประกันการทำงานเรียกได้กับใครบ้าง

เรียกได้เฉพาะงานที่กฎหมายกำหนดให้มีหลักประกัน ไม่ใช่ทุกตำแหน่งที่จับทรัพย์สินบริษัท ต้องพิจารณาหน้าที่จริงว่าเข้าเงื่อนไขหรือไม่ และต้องปฏิบัติตามชนิด จำนวน วิธีเก็บและคืนหลักประกันด้วย การเขียนว่าเป็นความสมัครใจของพนักงานไม่ได้ทำให้ข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ได้

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 วางหลักห้ามเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหาย เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพงานเกี่ยวกับการรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินที่อาจก่อความเสียหายตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จึงต้องอ่านประกาศประกอบ ไม่ใช่หยุดอ่านเพียงคำว่าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ข้อ 4 ระบุงานไว้ เช่น สมุห์บัญชี ผู้เก็บหรือจ่ายเงิน ผู้ดูแลของมีค่าบางประเภท ผู้เฝ้าหรือดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน ผู้ติดตามเร่งรัดหนี้ ผู้ควบคุมรับผิดชอบยานพาหนะ และงานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินตามรายการที่กำหนด โดยรายการท้ายมีเงื่อนไขเฉพาะผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการนั้น

เอกสารที่ใช้ตรวจจึงควรมีคำบรรยายงานและขอบเขตอำนาจจริง เช่น รับเงินสดเองหรือเพียงบันทึกยอด สามารถเบิกจ่ายหรือเป็นผู้ส่งเอกสาร ไม่ควรเปลี่ยนชื่อพนักงานสำนักงานเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินเพียงเพื่อให้เรียกเงินประกันได้ นอกจากนี้ มาตรา 51 ห้ามเรียกหรือรับหลักประกันจากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก ต้องตรวจอายุก่อนใช้แบบฟอร์มด้วย

ตัวอย่างสมมติ ร้านมีพนักงานเก็บเงินหน้าเคาน์เตอร์กับพนักงานทำสื่อออนไลน์ การมีคอมพิวเตอร์บริษัทให้ทั้งสองคนไม่ได้ทำให้เรียกหลักประกันได้เท่ากัน ต้องตรวจหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งตามประกาศ และหากเข้าเกณฑ์ก็ยังต้องกำหนดวงเงินให้เหมาะสมภายในเพดาน ไม่ใช่เรียกเต็มเพดานเป็นมาตรฐานทุกคน

อ่านรายละเอียดจาก ประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2551 ในราชกิจจานุเบกษา และจัดหลักประกันไว้ใน ระบบเอกสารแรงงาน ที่แยกสัญญารับเงิน บัญชีเก็บรักษา และแบบคืนหลักประกันออกจากกัน เพื่อให้ตรวจได้ตั้งแต่วันรับจนถึงวันคืน

เปลี่ยนชื่อเงินหรือใช้ผู้ค้ำแทนได้หรือไม่

ถ้าเรียกเป็นค่าฝึกงานหรือเงินมัดจำลาออก

ต้องดูวัตถุประสงค์จริง ไม่ใช่ชื่อเอกสาร หากเก็บไว้ค้ำประกันว่าจะไม่ลาออกหรือค้ำค่าชุดทำงาน ไม่ควรสรุปว่าอยู่นอกมาตรา 10 เพียงใช้ชื่ออื่น สัญญาชดใช้ค่าอบรมกับการรับเงินหลักประกันตั้งแต่เริ่มงานเป็นคนละเรื่อง อ่าน แนวทางร่างสัญญาชดใช้ทุนอบรม เพื่อแยกต้นทุนที่มีที่มาจากการเรียกเงินประกันที่กฎหมายจำกัด

ถ้าให้บุคคลค้ำประกันแทนเงินสด

ยังต้องเป็นงานที่เรียกหลักประกันได้ ประกาศกำหนดหลักประกันประเภทบุคคลไว้และมีเพดานเช่นเดียวกัน ต้องจัดหนังสือสัญญาค้ำประกันสามฉบับให้นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ค้ำเก็บฝ่ายละฉบับ พร้อมตรวจหลักกฎหมายค้ำประกันทางแพ่งเพิ่มเติม ไม่เขียนให้ผู้ค้ำรับผิดทุกหนี้ไม่จำกัดโดยถือว่ามีลายเซ็นแล้วใช้ได้

ถ้าใช้หลักประกันหลายชนิดพร้อมกัน

ต้องรวมมูลค่าหลักประกันทุกประเภทในการตรวจเพดาน ไม่แยกเงินสดเต็มเพดานแล้วบวกผู้ค้ำเต็มเพดานอีกชุด และหลักประกันประเภททรัพย์สินก็ไม่ได้หมายถึงบริษัทรับของใดก็ได้ ประกาศกำหนดรูปแบบไว้ เช่น สมุดเงินฝากประจำธนาคารและหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามเงื่อนไข

เลนส์ทนายยอดทิพย์ธรรม: เงินประกันเริ่มที่หน้าที่งาน

คนมักเข้าใจว่า งานทุกอย่างมีโอกาสทำให้บริษัทเสียหายจึงเรียกหลักประกันได้ หรือคิดว่าเพดานเป็นเงินเดือนสามเดือน ความเข้าใจทั้งสองอย่างไม่ตรงกับวิธีตรวจตามมาตรา 10 และประกาศ พ.ศ. 2551

กฎหมายมองว่า ต้องเข้าเกณฑ์งานก่อน และเงินประกันต้องไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ หลักประกันหลายชนิดรวมกันก็อยู่ภายใต้เพดานนี้ การกำหนดจำนวนต่ำกว่าเพดานไม่ได้ช่วยให้ตำแหน่งที่ไม่เข้าเกณฑ์เรียกเงินได้

จุดเสี่ยงจริง มักอยู่ที่การเก็บเงินรวมในบัญชีบริษัท ไม่แจ้งรายละเอียดบัญชี หรือใช้กำหนดคืนเงิน 30 ถึง 90 วันตามแบบเก่าโดยไม่ตรวจมาตรา 10 ผู้ร่างควรตรวจขั้นตอนของฝ่ายการเงินจริงควบคู่ข้อสัญญา มิฉะนั้นเอกสารถูกแต่การปฏิบัติยังผิดเงื่อนไขได้

มองสองฝั่ง: การรับและคืนหลักประกัน

ประเด็นนายจ้างลูกจ้างหรือผู้ค้ำ
สิทธิเรียกหลักประกันตามงานและเงื่อนไขที่ประกาศอนุญาตทราบวงเงิน ขอบเขต เก็บรักษาอย่างไรและได้คืนเมื่อใด
ความเสี่ยงรับเงินทั้งที่งานไม่เข้าเกณฑ์หรือเก็บเกินจำนวนเซ็นค้ำไม่จำกัดหรือไม่มีสำเนาสัญญา
ควรทำตอนนี้เทียบหน้าที่จริงกับข้อ 4 และทำทะเบียนหลักประกันขอใบรับเงิน รายละเอียดบัญชีและหนังสือยืนยันวันคืน
ไม่ควรทำใช้เงินประกันเป็นเงินหมุนเวียนหรือริบเพราะลาออกโอนเงินโดยไม่มีหลักฐานว่าใครรับและรับเพื่ออะไร

เจ็ดวันสำหรับฝากเงินกับคืนเงินต่างกันอย่างไร

เป็นคนละหน้าที่และเริ่มนับจากคนละเหตุ ต้องเขียนแยกในคู่มือฝ่ายบุคคล ประกาศข้อ 8 กำหนดให้นำเงินประกันฝากธนาคารหรือสถาบันการเงินโดยจัดบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน และแจ้งชื่อธนาคาร ชื่อบัญชีและเลขบัญชีภายในเจ็ดวันนับแต่รับเงิน โดยนายจ้างรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามที่กำหนด

ส่วนมาตรา 10 กำหนดคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามีภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้าง วันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี ไม่ใช่เจ็ดวันนับแต่วันที่ฝ่ายบัญชีสะดวกหรือวันที่พนักงานมาทวง การระบุวันสิ้นสุดในทะเบียนจึงจำเป็นต่อการติดตามกำหนดนี้

หากมีข้อพิพาทความเสียหาย ต้องตรวจเหตุและสิทธิเรียกร้องแยกจากการคืนหลักประกัน ไม่ตั้งเงื่อนไขให้รอปิดบัญชีทั้งหมดอย่างไม่มีกำหนด กรณีจะใช้หลักประกันชดใช้ความเสียหายควรให้ตรวจข้อสัญญา ความยินยอม และพยานหลักฐานก่อน ไม่ริบทั้งก้อนเพียงเพราะพบความเสียหายบางรายการ

เพดานหลักประกันคำนวณเป็นเงินเท่าไร

เพดานคิดจากอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยคูณ 60 และต้องรวมหลักประกันทั้งหมด ตัวอย่างสมมติ ลูกจ้างที่เข้าเกณฑ์งานได้รับค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย 600 บาท เพดานรวมคือ 600 × 60 = 36,000 บาท หากตกลงเงินสด 10,000 บาทกับบุคคลค้ำ 20,000 บาท รวม 30,000 บาท ยังไม่เกินเพดานจำนวน แต่ต้องตรวจเงื่อนไขอื่นให้ครบด้วย

หากเงินสด 20,000 บาทกับผู้ค้ำ 30,000 บาท รวม 50,000 บาท จะเกินเพดานตามสมมติฐาน 14,000 บาท ไม่ใช่แยกดูว่าแต่ละประเภทต่ำกว่า 36,000 บาทแล้วผ่านได้ สำหรับผู้มีรายได้ผันแปร ต้องตรวจว่ารายการใดเป็นค่าจ้างและช่วงข้อมูลที่ใช้คำนวณโดยเฉลี่ย ไม่เลือกเฉพาะเดือนรายได้สูงเพื่อเพิ่มวงเงิน

จำนวนที่รับไว้ไม่ใช่ค่าเสียหายที่บริษัทได้รับโดยอัตโนมัติ หากทรัพย์สินเสียจริงต้องตรวจมูลค่า ความผิดและความเกี่ยวข้อง เงินส่วนที่ไม่มีฐานรองรับยังเป็นประเด็นต้องคืน ความเสี่ยงของนายจ้างอาจรวมการคืนเงิน ดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้อง และความรับผิดจากการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงควรตรวจทั้งระบบแทนการแก้เฉพาะจำนวนหน้าแรกของสัญญา

หลักฐานที่ต้องมีในแฟ้มเงินประกัน

  • คำบรรยายหน้าที่ อำนาจรับจ่ายและหลักฐานการมอบหมายงานจริง
  • ข้อมูลอายุลูกจ้างที่จำเป็นต่อการตรวจข้อห้ามและฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเพดาน
  • สัญญาที่ระบุประเภท วงเงิน วัตถุประสงค์และเงื่อนไขคืนชัดเจน
  • ใบรับเงิน หลักฐานฝากและหนังสือแจ้งรายละเอียดบัญชีแก่ลูกจ้าง
  • สำเนาสัญญาค้ำประกันที่แจกครบทุกฝ่าย หากใช้บุคคลค้ำ
  • ทะเบียนดอกเบี้ย การเปลี่ยนแปลงหลักประกัน และหลักฐานคืนเมื่อครบเหตุ

ควรให้ฝ่ายบุคคลกับฝ่ายการเงินตรวจยอดตรงกันเป็นระยะ พร้อมเก็บเอกสารเดิมเมื่อมีการเปลี่ยนหน้าที่หรือค่าจ้าง ข้อมูลผู้ค้ำไม่ควรถูกส่งต่อเพื่อวัตถุประสงค์อื่นโดยไม่ตรวจฐานกฎหมาย และอย่าเก็บเอกสารประจำตัวเกินจำเป็นเพียงเพราะใช้แบบฟอร์มเก่าที่ขอข้อมูลไว้มาก

เรื่องใกล้เคียงที่สัญญาต้องไม่ขัดกัน

กฎหมายค้ำประกัน: การใช้บุคคลค้ำมีรายละเอียดเรื่องหนี้ ขอบเขตความรับผิดและการบอกกล่าวที่ต้องตรวจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพิ่มเติม เพดานตามกฎหมายแรงงานไม่ได้ทำให้ข้อความค้ำทั้งหมดสมบูรณ์โดยอัตโนมัติ งาน ร่างและตรวจสัญญาธุรกิจ จึงอาจต้องประสานกับผู้ตรวจแรงงานในเอกสารชุดเดียวกัน

การหักค่าจ้างและข้อมูลส่วนบุคคล: หากรับหลักประกันด้วยการหักจากค่าจ้าง ต้องตรวจมาตรา 76 และ 77 เพิ่มเติม ส่วนข้อมูลบัญชีและข้อมูลผู้ค้ำควรมีผู้เข้าถึงเท่าที่จำเป็น การขอความยินยอมหักเงินกับการจัดการข้อมูลเป็นคนละเรื่อง ไม่ควรรวมเป็นคำยินยอมกว้าง ๆ ฉบับเดียวแล้วถือว่าครบทุกหน้าที่

ทางไปต่อ: ตรวจสัญญาก่อนรับหลักประกัน

  1. ระบุตำแหน่งและหน้าที่จริง พร้อมเทียบข้อ 4 ของประกาศทีละตำแหน่ง
  2. ตรวจข้อห้ามเกี่ยวกับอายุและเลือกประเภทหลักประกันที่กฎหมายกำหนด
  3. คำนวณเพดานรวมและกำหนดจำนวนที่จำเป็นต่อความเสี่ยงจริง
  4. ร่างสัญญาควบคู่แบบรับเงิน แจ้งบัญชีและคืนหลักประกัน
  5. ทดลองขั้นตอนเจ็ดวันกับฝ่ายการเงินก่อนใช้กับพนักงาน
ทางเลือกเหมาะเมื่อผลที่ควรได้
ตรวจหลักประกันเดิมรับเงินหลายตำแหน่งมานานรายการที่ต้องแก้ คืน หรือจัดเก็บให้ถูกวิธี
ร่างสัญญาใหม่มีงานที่เข้าเกณฑ์และยังไม่มีแบบกลางสัญญาและขั้นตอนรับคืนที่สอดคล้องกัน
ใช้มาตรการควบคุมอื่นงานไม่เข้าเกณฑ์เรียกหลักประกันระบบอนุมัติ ตรวจนับ และส่งมอบทรัพย์สิน

ควรตรวจทันทีหากเรียกเงินจากทุกคน เก็บเงินเข้าบัญชีใช้จ่ายบริษัท หรือสัญญากำหนดคืนหลังออกงานหลายเดือน เพราะเป็นจุดที่เกี่ยวกับหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ไม่ควรรอให้เกิดการทวงก่อนเริ่มจัดเอกสาร

ดู บริการร่างและตรวจเอกสารแรงงาน และส่งแบบสัญญา คำบรรยายงานกับทะเบียนหลักประกันผ่าน ช่องทางติดต่อยอดทิพย์ธรรม เพื่อให้ตรวจว่างานใดเรียกได้และต้องปรับขั้นตอนส่วนไหนก่อนใช้งาน

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10: ข้อจำกัดการเรียกหลักประกันและกำหนดคืนพร้อมดอกเบี้ยถ้ามี
  • ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ข้อ 4–11: ลักษณะงาน ประเภท เพดาน วิธีเก็บ และการรวมหลักประกัน
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 51: ข้อห้ามเรียกหรือรับหลักประกันจากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 และ 77: เงื่อนไขเพิ่มเติมเมื่อหักเงินประกันจากค่าจ้าง

ตรวจสอบข้อกฎหมายเมื่อ ตุลาคม 2569

คำถามที่พบบ่อย

เรียกเงินน้อยกว่าเพดานจากทุกคนได้ไหม
ไม่ได้ เพราะเพดานจำนวนเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่ง ต้องตรวจว่าหน้าที่จริงเข้าเกณฑ์งานที่ประกาศอนุญาตก่อนด้วย แม้เรียกเพียงเล็กน้อยหรือพนักงานยอมจ่ายก็ไม่ทำให้ข้ามข้อจำกัดเรื่องงาน และต้องตรวจข้อห้ามเกี่ยวกับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก รวมถึงวิธีเก็บรักษาและคืนหลักประกันให้ครบ
ย้ายพนักงานไปตำแหน่งใหม่ต้องตรวจสัญญาอีกไหม
ควรตรวจ เพราะหน้าที่และความเสี่ยงที่เป็นเหตุให้รับหลักประกันอาจเปลี่ยนไป ต้องดูว่างานใหม่ยังเข้าเกณฑ์หรือไม่ หลักประกันเดิมครอบคลุมอะไรและต้องคืนหรือแก้ส่วนใด การย้ายตำแหน่งไม่ใช่เหตุให้บริษัทเพิ่มวงเงินหรือขยายความรับผิดของผู้ค้ำโดยไม่ตรวจข้อตกลงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผู้ค้ำต้องได้รับสำเนาด้วยหรือไม่
กรณีใช้บุคคลค้ำตามประกาศต้องจัดหนังสือสัญญาค้ำประกันสามฉบับให้นายจ้าง ลูกจ้างและผู้ค้ำเก็บฝ่ายละฉบับ ควรให้ข้อมูลตรงกันครบทุกหน้าและไม่ลงนามในแบบว่าง นอกจากจำนวนตามกฎหมายแรงงานแล้ว ยังต้องตรวจขอบเขตและเงื่อนไขตามกฎหมายค้ำประกันทางแพ่งเพิ่มเติมก่อนใช้เอกสาร
ลาออกแล้วบริษัทอ้างว่ารอปิดบัญชีจึงยังไม่คืนได้ไหม
ต้องตรวจเหตุและกำหนดตามมาตรา 10 ซึ่งกำหนดคืนภายในเจ็ดวันตามเหตุที่ระบุ ไม่ใช่ให้บริษัทตั้งเวลารอปิดบัญชีได้ตามสะดวก หากมีข้อพิพาทความเสียหายควรแยกตรวจมูลหนี้ หลักฐานและสิทธิที่เกี่ยวข้อง ไม่ริบหรือพักเงินทั้งก้อนโดยอาศัยข้อความทั่วไปในสัญญาเพียงอย่างเดียว
นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว
ผู้เขียน นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว ใบอนุญาตว่าความตั้งแต่ปี 2560

สาขาที่เชี่ยวชาญ: คดีแพ่งและการว่าความ · คดีอาญา · ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์

ดูประวัติทีมทนายความ →

บทความนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเรื่องของท่านโดยเฉพาะ

แชร์: Facebook LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่กรณีตรวจร่างข้อตกลงกับทนาย พร้อมข้อความ ไกล่เกลี่ยจบแล้ว ข้อตกลงครบหรือยัง กฎหมายแรงงาน

สัญญาประนีประนอมในศาลแรงงาน ต้องตรวจอะไรให้จบจริง

ตรวจขอบเขตเรื่องที่ยุติ อำนาจผู้ลงชื่อ ยอดและงวดชำระ พร้อมหน้าที่อื่นและผลผิดนัด แยกการถอนฟ้องจากคำพิพากษาตามยอมก่อนยืนยันฉบับสุดท้าย

นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว ·อ่าน 7 นาที
พนักงานส่งคืนอุปกรณ์สำนักงาน พร้อมข้อความ คืนของบริษัท แยกจากเงินงวดสุดท้าย กฎหมายแรงงาน

บันทึกส่งคืนทรัพย์สินบริษัท ต้องแยกจากเงินงวดสุดท้ายไหม

บันทึกรายการและสภาพของที่คืน พร้อมแยกงานรับอุปกรณ์จากการจ่ายเงินและความรับผิด ตรวจของขาด ผลตรวจช่างและหลักฐานก่อนสรุปว่าหักเงินได้

นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว ·อ่าน 7 นาที
HR ส่งหนังสือรับรองให้พนักงาน พร้อมข้อความ ออกจากงานแล้ว ขอหนังสือรับรองได้ไหม กฎหมายแรงงาน

หนังสือรับรองการทำงาน ต้องออกให้เมื่อไรและเขียนอะไร

แยกสิทธิเมื่อพ้นงานจากหนังสือรับรองสถานะปัจจุบัน ตรวจช่วงงาน หน้าที่และผู้ลงชื่อ พร้อมวิธีแก้ข้อมูลผิดโดยไม่ปนเงื่อนไขชำระหนี้หรือสละสิทธิ

นางสาวจุฑาทิพย์ เตี้ยบัวแก้ว ·อ่าน 7 นาที

ปรึกษาทนายคดีแรงงานของเรา

เราพร้อมรับฟังและประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของท่าน ทุกเรื่องเป็นความลับ

แชทผ่าน LINE